เข้าสู่ระบบซึ่งฟังแล้วไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่ และตัวภรรยาเขาก็เคยบอกว่าพี่ชายเคยตั้งสเปกเอาไว้ว่า ผู้หญิงที่จะมาเป็นแฟนหรือภรรยาต้องไม่ใช่ผู้หญิงที่อายุมากกว่า พูดตรงๆ ก็คือไม่ชอบคนอายุมากกว่านั่นเอง
ซึ่งหิรัญญิการ์อายุมากกว่าเขาสามปีก็ย่อมมากกว่าทักษกรสามปีด้วยเช่นกัน เรียกว่าตกสเปกตั้งแต่ยังไม่ทันแนะนำให้รู้จักกันเลยก็ว่าได้
ฌอนคิดแล้วก็อดขำไม่ได้ เรียกว่าทั้งคู่น่าจะไม่มีวาสนาต่อกัน
ด้วยเหตุผลที่ว่านี้เขาก็คิดว่าชีวิตของทั้งคู่คงยากที่จะโคจรมาเจอกันอีก ดังนั้นไม่บอกน่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ฌอนจึงหันเหหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นในทันควัน
“ได้ยินหนูวาบอกว่าคุณกรจะเปิดบริษัทใหม่หรือครับ”
พอพูดถึงเรื่องงานที่ตัวเองกำลังจดจ่ออยู่ทักษกรก็เบนสายตากลับมาทันที
“ใช่ ผมจะเปิดบริษัทสำหรับรีโนเวท เพราะไหนๆ เราก็มีบุคลากรด้านนี้ที่มีความสามารถพร้อมอยู่แล้วตอนนี้บริษัทที่รับทำแล้วมีฝีมือดีๆ มีอยู่ไม่กี่แห่ง ดังนั้นเราต้องฉวยโอกาสนี้ไว้”
“ผมเห็นด้วยครับ ตอนนี้คนหันมานิยมรีโนเวทบ้านกันมากกว่าจะรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ ผมเคยเห็น
ตึกแถวบางแห่งรีโนเวทออกมาจนจำสภาพเดิมไม่ได้เลยครับ”
“ใช่ ผมจะใช้ชั้นที่เคยเป็นห้องประชุมเก่าของบริษัทเปิดเป็นบริษัทกำลังเฟ้นหามัณฑนากรฝีมือดีๆ มาตกแต่งสถานที่ใหม่อยู่” ทักษกรบอกคนเป็นน้องเขย
“มัณฑนากรฝีมือดีหรือครับ” ฌอนเผลอหลุดปากถามออกไปเพราะดันนึกถึงผู้เป็นพี่สาวขึ้นมาใน
ทันใด เนื่องจากเจ้าตัวถือว่าเป็นมัณฑนากรฝีมือดีคนหนึ่งในวงการ
“ใช่ คุณรู้จักหรืออ๋อง”
คนเป็นน้องเขยรีบส่ายหน้าเป็นพัลวัน
“ปละ...เปล่าหรอกครับ”
พูดปฏิเสธไปแล้วเผลอชำเลืองมองไปยังโต๊ะของผู้เป็นพี่สาวด้านล่างแวบหนึ่ง แต่ก็ไม่เห็นเจ้าตัวอยู่ที่นั่น หรือว่าจะกลับไปแล้ว ทำให้ชายหนุ่มค่อยหายใจคล่องขึ้นมาหน่อย แม้จะนึกเป็นห่วงอีกฝ่ายไม่น้อย แต่เขาก็คิดว่าเพื่อนๆ ร่วมโต๊ะคงไม่ปล่อยให้กลับตามลำพังหรอกน่า
“ผมนึกว่าคุณพอจะรู้จักบ้าง” ทักษกรพูดแล้วผุดลุกขึ้นยืนทำเอาคนเป็นน้องเขยเอ่ยถามอย่างสงสัย
“นั่นคุณกรจะไปไหนหรือครับ”
คนถูกถามมองไปยังด้านล่างแวบหนึ่ง
“เจอคนรู้จักน่ะ เดี๋ยวขอผมไปทักทายก่อน”
ชานนท์ต้องตะโกนถามเสียงดังแข่งกับนักร้องบนเวทีเมื่อเห็นหิรัญญิการ์ลุกขึ้นยืน
“นั่นแกจะไปไหนยายพลู”
“ห้องน้ำ ฉันปวดฉี่ หรือแกจะไปเป็นเพื่อนฉันนังนนนี่”
ชานนท์ส่ายหน้าก่อนพยักพเยิดไปทางมาริสา
“ให้ยายสาไปเป็นเพื่อนแกแล้วกัน”
คนถูกพยักพเยิดลุกขึ้นยืนทันที
“ไปสิ ฉันกำลังนึกอยากจะไปห้องน้ำอยู่พอดี” พูดจบมาริสาก็จะทำท่าจะประคองผู้เป็นเพื่อนไปยัง
ห้องน้ำแต่เจ้าตัวส่ายหน้าไม่ยินยอม
“ฉันเดินเองได้”
“แค่ลุกขึ้นแกยังเซ อย่าดื้อนักเลยน่า” พูดจบก็ตรงเข้าประคองทันทีไม่สนใจท่าอิดเอื้อนของอีกฝ่าย
แม้แต่น้อย ครั้นเดินไปได้ซักพักคนถูกประคองก็บ่นขึ้นพลางยกมือขึ้นกุมศีรษะ
“ฉันปวดหัวจังเลยยายสา”
“ก็จะไม่ปวดได้ไงล่ะ ก็เล่นดื่มเข้าไปเพียวๆ แบบนั้น แล้วแกน่ะไม่ได้คอแข็งแบบนนนี่หรือพี่ชาตินี่หว่าจะได้ไม่รู้สึกรู้สาอะไร” มาริสาพูดแล้วอดหัวเราะออกมาไม่ได้ เพราะตามปกติผู้เป็นเพื่อนจะไม่ค่อยได้แตะต้องพวกแอลกอฮอล์นัก เรียกว่านานทีปีหนเลยก็ว่าได้ “เดี๋ยวล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นเดี๋ยวก็หาย หรือถ้าจะให้ดีก็ล้วงคออ้วกออกมาซะจะได้ดีขึ้น”
คนถูกบอกให้ล้วงคออ้วกหัวเราะคิก
“บ้าเหรอ กินเข้าไปแล้วจะอ้วกทำไมให้เสียของล่ะ”
ซึ่งก็เป็นอย่างที่มาริสาว่าจริงๆ หลังจากออกจากห้องน้ำแล้วจัดการล้างหน้าล้างตาจึงค่อยรู้สึกสดชื่นขึ้นบ้าง แม้จะยังมีอาการปวดศีรษะหนึบๆ อยู่บ้าง ครั้นหันไปมองผู้เป็นเพื่อนยังไม่เห็นอีกฝ่ายตามออกมา
หิรัญญิการ์จึงตัดสินใจเดินออกมารอด้านนอก เมื่อเห็นว่าตรงใต้ร่มไม้ใหญ่ริมทางเดินทางด้านซ้ายมือมีเก้าอี้ยาวสีขาวตั้งอยู่ จึงคิดจะเดินไปนั่งตรงนั้นเผื่อลมเย็นๆ จะช่วยให้อาการที่เป็นอยู่ดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย
ทว่า...
ขณะกำลังเดินจะเลี้ยวออกไปยังจุดหมายปลายทาง ก็ปะทะเข้ากับร่างสูงของผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังเดินกดโทรศัพท์อยู่อย่างจัง กระทั่งโทรศัพท์ในมือของอีกฝ่ายกระเด็นตกลงบนพื้นพร้อมกับเสียงโวยวายขึ้นมาว่า
“เฮ้ย! อะไรกันวะ”
หิรัญญิการ์ใช่ว่าจะไม่เจ็บเพราะหน้าผากของเธอกระแทกเข้ากับไหล่ของเจ้าของร่างสูงที่ตัวเองชนเต็มแรงจนต้องร้องอุทานออกมา
“โอ้ย!”
ครั้นมองหน้าผู้ที่ตัวเองเดินชน ดวงตาของหญิงสาวก็เบิกโพลงอย่างตกใจและคาดไม่ถึง เพราะเจ้าของร่างสูงที่เดินชนนั้นคือ... ทักษกร พี่ชายของน้องสะใภ้ คนที่เธอเพิ่งเอ่ยปากพูดค่อนว่ามาริสาผู้เป็นเพื่อนไปนั่นเอง
‘อะไรจะบังเอิญขนาดนั้นนะยายพลู’
แม้จะไม่เคยรู้จักหรือเจอกับอีกฝ่ายจังๆ มาก่อน แต่มาริสาทั้งเอารูปให้ดูและพูดถึงจนแทบล้างหูฟัง
ความรู้สึกของเธอที่มีต่อผู้ชายคนนี้จึงอยู่ในทางด้านลบมากกว่าบวก และเพราะอาการมึนศีรษะที่เป็นอยู่ก่อนหน้านี้ รวมกับหน้าผากของตัวเองกระแทกกับไหล่หนาของอีกฝ่ายเข้าเต็มแรง ทำให้เกิดเป็นความพะอืดพะอม ที่กำลังพุ่งพล่านอยู่ในลำคอและตีขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ของเหลวจากลำคอหรือพูดง่ายๆ ก็คืออ้วกพุ่งพรวดใส่ร่างสูงตรงหน้าทันที
พรวด!
ทักษกรที่กำลังยืนตะลึงพรึงเพริดอยู่ เพราะไม่คิดว่าผู้หญิงที่เดินชนเขาจะเป็นคนที่ตัวเองให้ความ
สนใจตอนนั่งอยู่บนชั้นลอย และยังไม่หายจากอาการตกตะลึง ก็ต้องอุทานออกมาด้วยความตกใจซ้ำสองจากของเหลวกลิ่นคละคลุ้งที่พุ่งใส่อกเสื้อเขา
“เฮ้ย...อะไรกันวะ”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำเอาอาการเจ็บหน้าผากจากการปะทะ หรือแม้แต่อาการปวดหัวหนึบๆ บวก
พะอืดพะอมที่หิรัญญิการ์กำลังเป็นอยู่หายเป็นปลิดทิ้ง อาจจะหายตอนที่อ้วกใส่อีกฝ่ายแล้วด้วยซ้ำ หญิงสาวจึงตัดสินใจอาศัยช่วงที่อีกฝ่ายยังยืนตกตะลึงก้มลงมองเสื้อตัวเองอยู่วิ่งผละหนีไปทันที
ทำนองเดียวกับชนแล้วหนี แต่ของเธอเป็นอ้วกแล้วหนี ตอนนี้ขอไปตั้งตัวก่อนเถอะ
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนนี้คืออับอายขายหน้า
“แกรอฉันด้วยนังแจ๊ด”ทักษกรมองตามหลังสองกะเทยแล้วส่ายหน้าไปมา นึกถึงหญิงสาวต้นเหตุที่นอกจากจะอ้วกใส่เข้าจนเหม็นไปทั้งตัวแล้ว ยังเกือบทำให้เขาถูกกะเทยปล้ำพลางคิดในใจอย่างเข่นเขี้ยวฝากไว้ก่อนเถอะ!เมื่อชายหนุ่มกลับไปยังโต๊ะอีกครั้งและมองไปยังโต๊ะของหญิงสาวที่ฝากความเลอะเทอะไว้ให้ เขาก็ไม่เห็นเจ้าตัวอยู่ที่นั่นแล้ว ซึ่งท่าทางดังกล่าวก่อความสงสัยให้เกิดกับฌอนไม่น้อย“คุณกรหายไปไหนมา แล้วมองหาใครอยู่หรือครับ”“ปละ...เปล่า” คนถูกถามตอบน้ำเสียงตะกุกตะกักเล็กน้อย“แล้วนั่นทำไมเสื้อเปียกล่ะครับ” คนเป็นน้องเขยเอ่ยถามเมื่อเห็นอกเสื้อของอีกฝ่ายที่สวมเสื้อสีฟ้าอ่อน เมื่อเปียกจึงเห็นรอยได้อย่างชัดเจน“ถูกคนอ้วกใส่” ทักษกรตอบออกไปตามตรง“ถูกคนอ้วกใส่หรือครับ” ฌอนย้อนถามเสียงดัง“ใช่ ผู้หญิงด้วยนะ”คำพูดของทักษกรทำให้ฌอนอดที่จะนึกถึงผู้เป็นพี่สาวขึ้นมาไม่ได้ เขาพยายามเมียงมองไปที่โต๊ะก็ไม่เห็นหรือว่าเจ้าตัวกลับไปแล้ว โทร.หาก็เป็นฝากข้อความ แล้วผู้หญิงที่ไหนกันนะถึงกล้าอ้วกใส่พี่ภรรยาเขาได้แล้วคนเนี๊ยบกริบอย่างอีกฝ่ายไม่โกรธแย่หรือแต่ท่าทางที่เห็นไม่บ่งบอกว่าโกรธเลยนี่นา“แถมอ้วกแล้วหนีอีกต่างหาก”
หญิงสาววิ่งลัดเลาะไปยังรถยนต์ของตัวเอง ก่อนจะเปิดประตูหยิบขวดน้ำมาบ้วนปาก จนกลิ่นไม่พึงประสงค์ค่อยๆ หายไป แล้วจึงเข้าไปนั่งสงบสติอารมณ์ภายในรถพลางนึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อกี้เมื่อกี้...เธออ้วกใส่ผู้ชายคนนั้น ผู้ชายที่ชื่อทักษกรนี่นะเวรละยายพลู แถมอ้วกใส่แล้วหนีอีกต่างหาก ถ้าเกิดเจอเขาอีกครั้งเธอจะทำหน้าอย่างไรล่ะนี่แต่...วงจรชีวิตของเธอกับเขาไม่น่าจะมาบรรจบพบกันได้หรอกน่า คิดได้ดังนั้นดวงหน้าของคนอ้วกแล้วหนีก็ยิ้มย่องผ่องใส แล้วต้องสะดุ้งเมื่อเสียงสมาร์ตโฟนในกระเป๋าใบใหญ่ดังขึ้น เมื่อเห็นชื่อของผู้เป็นเพื่อนที่หน้าจอก็รีบกดรับทันที“ว่าไงยายสา”“ฉันไม่ว่า แต่จะด่าแกยายพลู ฉันออกมาไม่เจอก็นึกเป็นห่วง กลัวว่าแกแอบไปอ้วกอยู่ที่ไหน”‘ฉันไม่ได้แอบแต่อ้วกใส่โต้งๆ เลยแหละ แถมอ้วกใส่คนที่แกชื่นชอบด้วยแหละยายสาเอ๋ย’ หิรัญญิการ์ตอบเพื่อนอยู่ในใจแต่ปากก็พูดออกไปว่า“ฉันอยู่ที่รถกำลังจะกลับแล้ว ฝากแกบอกพวกที่โต๊ะด้วยแล้วกันว่า ฉันขอตัวกลับก่อน มึนหัวชะมัด”“แล้วแกขับรถกลับคนเดียวได้เหรอ ให้ฉันนั่งไปเป็นเพื่อนไหมล่ะ”“ไม่ต้อง” หิรัญญิการ์พูดปฏิเสธทันควัน “แกกลับไปนั่งกับพวกพี่พริ้งเถอะ
ซึ่งฟังแล้วไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไหร่ และตัวภรรยาเขาก็เคยบอกว่าพี่ชายเคยตั้งสเปกเอาไว้ว่า ผู้หญิงที่จะมาเป็นแฟนหรือภรรยาต้องไม่ใช่ผู้หญิงที่อายุมากกว่า พูดตรงๆ ก็คือไม่ชอบคนอายุมากกว่านั่นเองซึ่งหิรัญญิการ์อายุมากกว่าเขาสามปีก็ย่อมมากกว่าทักษกรสามปีด้วยเช่นกัน เรียกว่าตกสเปกตั้งแต่ยังไม่ทันแนะนำให้รู้จักกันเลยก็ว่าได้ฌอนคิดแล้วก็อดขำไม่ได้ เรียกว่าทั้งคู่น่าจะไม่มีวาสนาต่อกันด้วยเหตุผลที่ว่านี้เขาก็คิดว่าชีวิตของทั้งคู่คงยากที่จะโคจรมาเจอกันอีก ดังนั้นไม่บอกน่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ฌอนจึงหันเหหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่นในทันควัน“ได้ยินหนูวาบอกว่าคุณกรจะเปิดบริษัทใหม่หรือครับ”พอพูดถึงเรื่องงานที่ตัวเองกำลังจดจ่ออยู่ทักษกรก็เบนสายตากลับมาทันที“ใช่ ผมจะเปิดบริษัทสำหรับรีโนเวท เพราะไหนๆ เราก็มีบุคลากรด้านนี้ที่มีความสามารถพร้อมอยู่แล้วตอนนี้บริษัทที่รับทำแล้วมีฝีมือดีๆ มีอยู่ไม่กี่แห่ง ดังนั้นเราต้องฉวยโอกาสนี้ไว้”“ผมเห็นด้วยครับ ตอนนี้คนหันมานิยมรีโนเวทบ้านกันมากกว่าจะรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ ผมเคยเห็นตึกแถวบางแห่งรีโนเวทออกมาจนจำสภาพเดิมไม่ได้เลยครับ”“ใช่ ผมจะใช้ชั้นที่เคยเป็นห้องป
“พลูไม่เห็นจะเหงา” หิรัญญิการ์เถียงเสียงดัง “คอยดูสิ อีกไม่นานพี่พริ้งก็จะเป็นเหมือนยายหนิง ที่หลังแต่งงานแล้วชวนไปไหนก็ไม่ไป เพราะต้องรีบกลับบ้านไปหาข้าวปลาไว้คอยท่าสามีที่ไม่รู้ว่าจะกลับตอนไหน กลายเป็นยายเพิ้งที่แม้แต่วันหยุดยังต้องทำงานงกๆ สภาพตอนนี้ดูได้ที่ไหน”“ยายหนิงอาจจะมีความสุขที่ได้ทำแบบนั้นก็ได้ คนเราต้องมองต่างมุม แกมองในมุมมองด้านเดียวของแกเท่านั้นนังพลู” ชานนท์พูดกับเพื่อนทว่าดวงตานั้นจ้องมองนักร้องบนเวทีตาเป็นมัน “แหม...นักร้องบนเวทีเนี่ยน่าสอยไปนอนซบชะมัด”“อาจจะเป็นอย่างที่นนนี่ว่านะพลู” ณัฐมนพยักหน้าเห็นด้วยกับชานนท์ “เรามองว่าหนิงมีชีวิตที่วุ่นวายแต่เจ้าตัวอาจจะมีความสุขกับชีวิตอย่างนั้นก็ได้ใครจะรู้ และที่พลูว่าสภาพดูไม่ได้น่ะมันขึ้นอยู่กับคนคนนั้นต่างหาก เพื่อนพี่หลายคนหลังแต่งงานก็ยังใช้ชีวิตเป็นปกติ ทุกอย่างอยู่ที่การจัดสรรเวลาเท่านั้นเองจ้ะ”ดวงหน้าสะสวยของหิรัญญิการ์ที่ตอนนี้แดงก่ำเพราะร่ำสุราเข้าไปหลายแก้วเผยรอยยิ้มหมิ่นๆ“เอาเถอะ ใครจะมีความสุขก็มีไป แต่พลูยินดีที่จะไม่เลือกมีความสุขแบบนั้น ขอมีความสุขในรูปแบบของตัวเอง”ณัฐมนมองรุ่นน้องสาวแล้วยิ้มกว้าง เพ
“ต่อแต่นี้เราอย่าได้เจอกันขอให้มันจงเป็นวันสุดท้ายเพราะรู้ดีว่าไม่มีความหมายถึงเจ็บเพียงใดฉันก็ต้องตัดใจก็คนนั้นเขาก็ยังพบเธอก็เห็นเธอยังไปเดินกับเขาไม่เคยนึกเลยว่าจะทำกับเราอุตส่าห์เอาใจเอาความรักจริงมอบให้เธอที่แท้เปลืองตัว”ขณะที่บนเวทีในผับดังย่านทองหล่อ นักร้องหนุ่มหุ่นเซียะกำลังร้องคร่ำครวญเพลงเก่าที่นำมาร้องใหม่ โดยใส่อารมณ์ร่วมอย่างเต็มที่ทั้งน้ำเสียงและลีลาท่าทาง จนเรียกให้คนฟังด้านล่างต่างพากันร้องตามไปด้วย ทว่า...บนโต๊ะทางด้านขวามือห่างจากเวทีพอสมควร หญิงสาวสวยเจ้าของนามหิรัญญิการ์ในชุดกางเกงยีนส์ขาสั้นเหนือเข่าอวดช่วงขาขาวเรียวยาวกับเสื้อเชิ้ตแขนสี่ส่วนเข้ารูปสีขาวแบบเก๋ กำลังส่งเสียงต่อว่าต่อขานหญิงสาววัยใกล้เคียงกัน ที่นั่งอยู่ด้านข้างด้วยน้ำเสียงยานคางจากฤทธิ์สุราที่ดื่มเข้าไปไม่น้อย“พี่พริ้งนะพี่พริ้ง พลูก็คิดว่าจะมีเซอร์ไพรส์อะไร ที่แท้เป็นปาร์ตี้สละโสดหนีน้องไปแต่งงานนี่เอง” พูดพลางก็ดื่มเหล้าในแก้วที่ถืออยู่เข้าไปอึกใหญ่ “สัญญากันไว้ดิบดีว่าจะอยู่บนคานทอง...ฝังเพชรด้วยกัน จู่ๆ ก็มาตัดช่องน้อยแต่พอตัวทิ้งกันไปดื้อๆ ซะงั้น อย่างนี้ก็ได้หรือคะ”ณัฐมนที่ถูกต่อ







