Masuk“พรุ่งนี้ผมจะส่งทนายมาจัดการ พวกคุณเตรียมตัวเอาไว้ก็แล้วกัน!”
เสียงเขาเย็นจัด พูดจบก็เดินออกมาจากห้องนั้น ก้าวผ่านหญิงสาวที่ยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้น คนที่เขารักมากแต่ในเมื่อเธอเลือกจะไม่เชื่อใจเขา เขาก็ไม่คิดจะแก้ตัวอะไรอีก
เมื่อก้าวพ้นประตูห้องนั้นมาได้ วิศรุตก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรหาทนายส่วนตัวทันที
วิศรุต เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของตระกูลภักดีกานต์ บิดาของเขาเป็นเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่มีทั้งอสังหาริมทรัพย์ การส่งออก-นำเข้าอุปกรณ์ก่อสร้าง และเครือข่ายการค้าอีกมากมาย เขาเรียนจบและเข้ามาบริหารงานที่บริษัท ตอนนี้ก็เข้าสู่ปีที่สอง
ส่วนแพรพรรณเป็นลูกสาวของคุณวิชัยเพิ่งเรียนจบหมาด ๆ พ่อของเธอก็เป็นเจ้าของธุรกิจส่งออกอุปกรณ์ก่อสร้างรายใหญ่เช่นกัน นับได้ว่าทั้งสองครอบครัวเป็นคู่แข่งกันมาตลอด
วิศรุตรีบเดินออกมาจนถึงลานจอดรถอย่างหัวเสีย แต่แล้วก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเองไม่ได้ขับรถมาที่นี่ด้วยซ้ำ ฝ่ามือใหญ่ยกขึ้นกุมขมับ ก่อนจะถอนหายใจหนัก ๆ อย่างเหนื่อยหน่าย
ชายหนุ่มก้มมองโทรศัพท์ในมือ ที่เพิ่งวางสายจากทนายส่วนตัว เขากดโทรออกอีกครั้งทันทีคราวนี้เป็นเบอร์ของเพื่อนสนิท
“ฮัลโหลไอ้วุฒิ มารับกูที่โรงแรมดุสิตหน่อย มีเรื่องว่ะ เรื่องใหญ่ รีบมาเร็ว ๆ ด้วยล่ะ”
วิศรุตวางหูก่อนจะยืนรอด้วยความโมโห เขามานึกย้อนดูเรื่องเมื่อคืน เป็นไปไม่ได้ที่ตัวเองจะไปนั่งดื่มกับน้องสาวของคนที่ตัวเองรักได้ เพราะรู้จักกันเพียงแค่ฉาบฉวยไม่ได้สนิทสักหน่อย เขาเคยเห็นศศิเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ความสงสัยยังคงติดอยู่ในใจ เวลานี้ฤทธิ์ของยากล่อมประสาทเริ่มหมดฤทธิ์ไปบ้างแล้ว
เพียงไม่นานคนที่เขาโทรหาก็ขับรถมาจอดเทียบ วิศรุตรีบก้าวเท้าขึ้นไปบนรถอย่างรีบเร่ง จัดการคาดสายนิรภัยก่อนจะพยักหน้าให้สารถีจำเป็นเคลื่อนล้อรถออกไป
“ไงวะ เกิดเรื่องอะไรขึ้น” ธีรวุฒิเอ่ยถามทันทีที่รถเคลื่อนตัวออกจากโรงแรม ดวงตาคมกริบหันไปมองเพื่อนที่สีหน้าเครียดจัด
วิศรุตพ่นลมหายใจออกมาแรง ๆ
“ถูกหิ้วว่ะ” จากนั้นเรื่องราวก็ถูกถ่ายทอดออกมาจนหมด
"เมื่อคืนกูนั่งอยู่คนเดียวจริง ๆ สาบานได้เลยแต่ไม่รู้ทำไมเช้ามาถึงได้อยู่บนเตียงกับยัยศศินั่นได้ แล้วแพรแม่งก็เข้ามาเห็นในจังหวะนรกนั่นอีก แม่งเอ๊ย!!" วิศรุตสบถออกมาอย่างหัวเสีย
ธีรวุฒิเงียบไปพักหนึ่ง ฟังเพื่อนเล่าจนจบ ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ อย่างเข้าใจ
“อืม...เอาจริงนะ มึงก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจว่ามันถูกจัดฉาก”
แววตาเพื่อนสนิทสะท้อนความจริงใจ เขาไม่ได้พูดเพื่อปลอบใจ แต่เพราะเขาเองก็รู้สึกแบบนั้นจริง ๆ
วิศรุตหันขวับมามองเพื่อน ดวงตาแดงก่ำของเขาเบิกเล็กน้อย จากนั้นจึงพูดเสียงต่ำแต่เต็มไปด้วยแรงอัดอั้น
“มึงก็คิดเหมือนกูใช่มั้ยวะ!”
“อะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้นแหละ" ธีรวุฒิพูดพลางมองเพื่อนที่นั่งเงียบอยู่ข้าง ๆ “แต่ตอนนี้ มึงควรไปตรวจร่างกายก่อนเลย จะได้มีหลักฐานไว้เรื่องมันจะง่ายขึ้นเยอะ”
"อืม" วิศรุตเห็นด้วยกับที่เพื่อนพูด
ไม่นานรถยนต์หรูแล่นเข้าสู่โรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง ธีรวุฒิจอดรถที่ลาน VIP ด้านใน ซึ่งมีระบบความปลอดภัยสูงสุด เพราะโรงพยาบาลแห่งนี้มีคุณพ่อของเขาเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ ก่อนหน้านั้นได้มีการโทรแจ้งเลขาพ่อตนเองเอาไว้แล้ว เรื่องนี้นับเป็นเรื่องใหญ่มาก ยิ่งคนรับรู้น้อยก็ยิ่งดี
ห้องตรวจ
“เรื่องนี้มันบ้าเกินไปจริง ๆ” วิศรุตพูดพลางส่ายหน้า “กูไม่เข้าใจเลย ว่าสองคนนั่นมันคิดอะไรอยู่ถึงทำอะไรต่ำ ๆ แบบนี้”
“อีกอย่างกูรักแพร ไม่ใช่น้องสาวเธอสักหน่อย”
เขาพ่นลมหายใจหนัก ๆ ขณะที่ทีมแพทย์เดินออกจากห้องพร้อมกับหลอดเลือดที่เพิ่งเจาะออกไปเพื่อส่งตรวจหาสิ่งปนเปื้อน
ธีรวุฒิมองเพื่อนอย่างเข้าใจ “ตอนนี้มึงต้องอยู่เฉย ๆ ก่อน อย่าเพิ่งทำอะไรโฉ่งฉ่าง อีกฝ่ายกล้าลงมือขนาดนี้ มันต้องคิดมาแล้วว่าเรื่องจะไปถึงสื่อหรือสังคมให้สังคมช่วยตัดสิน ในเมื่ออีกฝ่ายเล่นแบบนี้ มึงต้องคิดแก้เกม อีกอย่างกูสั่งให้คนไปสืบที่ร้านที่มึงไปเมื่อวานแล้ว รอดูผลก่อน ใจ เย็น ๆ เก็บหลักฐานให้ครบแล้วค่อยกลับไป ‘จัดหนัก’ ทีเดียว”
ธีรวุฒิตบไหล่เพื่อนอย่างให้กำลังใจ
“อีกอย่าง สองแม่ลูกก็ทำอะไรมึงไม่ได้หรอก เชื่อกู”
วิศรุตพยักหน้าก่อนจะนึกไปถึงคนรักที่ไม่รู้เป็นยังไงบ้างในตอนนี้ ตอนที่เขาเดินออกมานั้นมันเป็นไปด้วยความโกรธและความน้อยใจ ไม่ได้หันกลับไปมองเธอด้วยซ้ำ
ในความทรงจำ วิศรุตกับแพรพรรณเติบโตมาด้วยกัน ตั้งแต่เด็ก เขาทั้งคู่เรียนโรงเรียนเดียวกัน โตในสังคมเดียวกัน แต่กลับไม่รู้เลยว่าครอบครัวของพวกเขา เป็นศัตรูทางธุรกิจกันมาตลอด
เด็กทั้งสองเริ่มรู้ตัวว่าทางบ้านกีดกันเมื่อย่างเข้าสู่วัยมัธยม จะว่ากีดกันก็ไม่ถูกนักมีเพียงทางฝ่ายของหญิงสาวเท่านั้นที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอใจนักที่ทั้งสองคนสนิทกัน ส่วนทางบ้านของวิศรุตยิ่งแล้วใหญ่เพราะพ่อกับแม่ของเขายังไม่รู้เรื่องนี้ลึกซึ้งเท่าไหร่นัก
แต่ถ้าจะห้ามปรามตอนนี้มันก็สายไปเสียแล้ว เพราะความรักของทั้งสองคนมันถลำลึกเกินกว่าจะถอนตัว
เมื่อเรียนจบวิศรุตก็ยังยืนยันเสมอว่า วันหนึ่งเขากับแพรพรรณจะได้ใช้ชีวิตร่วมกัน เขาเคยสัญญากับเธอด้วยซ้ำหลังเรียนจบ พวกเขาจะสร้างอนาคตไปด้วยกัน
แต่ทว่าไม่เป็นแบบนั้นเมื่อมีศศิจันทร์ก้าวเข้ามาในชีวิต จนทำให้ความสัมพันธ์ทุกอย่างเริ่มแย่ลง
เรื่องที่แพรพรรณเคยพูดเขายังจำได้ไม่ลืม
“หลังจากแม่เสีย พ่อก็พาสองคนนั้นเข้ามาอยู่ในบ้าน บอกว่าเป็นภรรยาใหม่ กับน้องสาว แต่ว่าน้องสาวที่พ่อบอกอายุห่างกับแพรแค่สองปีเองรุต”
เธอพูดด้วยใบหน้าเศร้าสร้อยเมื่อรู้ว่าแท้จริงแล้วพ่อที่ตนเองรักมากมีผู้หญิงอีกคนแล้วยังมีลูกสาวด้วยกันอีกด้วย
หลังจากแม่แพรพรรณเสียไปด้วยอุบัติเหตุไปไม่นาน พ่อของเธอก็พาผู้หญิงคนหนึ่งพร้อมกับเด็กผู้หญิงอีกคนมาอยู่ที่บ้าน นั่นแหละเธอจึงรู้ว่าพ่อมีภรรยาอีกคนที่เลี้ยงดูอยู่ข้างนอกมาตลอด
แพรพรรณในวัยสิบหกปีนั้นเจ็บปวดเกินจะทนไหว ไหนจะเพิ่งเสียแม่ไปไม่นานทุกอย่างถาโถมเข้ามาจนเธอแทบไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ พ่อที่เธอรักและเชื่อใจกับทำร้ายเธอกับแม่อย่างเลือดเย็น
“ใจเย็น ๆ นะแพร อย่างน้อยก็มีรุตอยู่ตรงนี้ รุตจะอยู่ข้างแพรไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ขอให้นึกถึงรุตนะคนดี”
เขายังจำได้ว่าตนเองก็เจ็บปวดไม่ต่างกับหญิงสาว ยิ่งเห็นเธอร้องไห้เสียใจ เขาเองก็เจ็บปวดตามไปด้วย วันนั้นทั้งวันเขาปลอบโยนคนรักในอ้อมกอด ส่งมอบความรัก ความห่วงใยและต้องการเยียวยาจิตใจที่บอบช้ำ
และมันเป็นแบบนี้ทุกครั้งไม่ว่าพวกเขาจะมีเรื่องราวทุกข์สุขพวกเขามักจะแบ่งปันกันเสมอ
ในขณะที่วิศรุตคอยปลอบประโลมช่วยเยียวยาจิตใจที่อ่อนล้าของแพรพรรณส่งมอบความรักให้แก่กัน เขาไม่รู้เลยว่ามันอยู่ในสายตาของใครบางคนอยู่ตลอด
ศศิจันทร์ เด็กหญิงที่เพิ่งเข้ามาเรียน หลังจากที่พ่อตกลงรับเธอกับแม่มาอยู่ด้วยและเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ตอนนี้เธอมีพ่อเหมือนกับคน อื่น ๆ แล้ว
แต่นั่นมันก็ไม่หักล้างในเรื่องก่อนหน้านั้นได้เธอไม่เคยลืมสิบสี่ปีแห่งการถูกเลี้ยงดูอยู่ข้างนอก สิบสี่ปีที่ต้องอยู่กับแม่ตามลำพัง ในขณะที่อีกคนได้อยู่ในบ้านหลังใหญ่ ได้ใช้ชีวิตอย่างลูกสาวคนเดียวของเจ้าของบ้านได้เรียกคุณวิชัยว่า “พ่อ” อย่างภาคภูมิใจต่อหน้าทุกคน
ในขณะที่เธอ แม้กระทั่งการเดินเคียงข้างพ่อยังไม่มีสิทธิ์
ความรู้สึกด้อยค่าเกาะกินใจเธอมาตั้งแต่เด็ก จนมันแปรเปลี่ยนเป็น 'ความเกลียดชัง' และคนที่เธอเกลียดมากที่สุด ก็คือแพรพรรณพี่สาวต่างแม่ที่ดูสวยสดใสราวกับคนไม่เคยมีความทุกข์ ผิดกับเธอที่ทุกข์ระทมเรื่อยมา
เธอสาบานกับตัวเองว่า จะทำทุกทางเพื่อทำลายความสุขของผู้หญิงคนนั้น
มันต้องไม่มีความสุขตราบใดที่เธอยังมีชีวิตอยู่!!
“พี่นิดหน่อย!”“ป้านิดหน่อย!”สองเสียงเล็กและใหญ่ดังเกือบพร้อมกันด้วยความดีใจ ก่อนที่แม่ลูกจะพากันวิ่งตรงเข้าไปหานิดหน่อย ซึ่งถูกเชิญมาร่วมงานในค่ำคืนนี้เช่นกัน“พี่นิดหน่อยมาได้ไงคะ ละ…แล้วนั่น พี่นิดหน่อยท้องเหรอคะ?”แพรพรรณร้องถามเสียงสูง ทั้งดีใจที่เห็นคนซึ่งเธอเคารพไม่ต่างจากพี่สาวมาหา แต่พอได้มองใกล้ ๆ เห็นหน้าท้องที่นูนชัด ก็ทำเอาดวงตาเธอเบิกกว้างแทบถลน"สวัสดีป้านิดจ้า น้องขวัญคิดถึงจัง"เจ้าหญิงตัวน้อยวิ่งปรี่มากอดขานิดหน่อยแน่นด้วยความคิดถึง ยังไม่ทันที่นิดหน่อยจะก้มลงคุยกับหลานสาว คนเป็นสามีก็ขยับเข้ามาอุ้มพาขวัญขึ้นแทน เพราะเกรงว่าภรรยาก้มตัวแล้วจะอึดอัด“สวัสดีจ้ะคุณลุงธนินทร์” พาขวัญเอ่ยอย่างสนิทสนม ไม่ได้ตกใจเลยที่ถูกอุ้ม เพราะเธอรักและคุ้นเคยกับชายคนนี้ไม่แพ้ป้านิดหน่อยเลย ตอนที่แม่พาไปเชียงใหม่ ก็ได้เจอกันบ่อย ๆ ตอนที่แม่ไปเยี่ยมป้านิดที่ทำงาน"เด็กดี เดี๋ยวลุงอุ้มนะลูก ป้านิดหน่อยมีน้องในท้อง อุ้มหนู
"เอาละครับ ตอนนี้พร้อมแล้ว หมอจะเปิดผ้าแล้วนะครับ"เสียงคุณหมอวัยกลางคนพูดขึ้นอย่างใจดี และในตอนนั้นเองคนที่อยู่ในชุดผู้ป่วยก็รู้สึกเกร็งขึ้นมา แต่ฝ่ามือใหญ่ที่กอบกุมกันเอาไว้ข้างนึงพร้อมด้วยฝ่ามือเล็ก ๆ ของลูกสาวที่จับมือเธอเอาไว้อีกข้างก็ทำเอาเธออุ่นซ่านในใจ"แม่จ๋า แม่ไม่ต้องตื่นเต้นนะจ๊ะ เดี่ยวแม่ก็จะได้เห็นหน้าน้องขวัญแล้วน้า เย้ ๆ แม่จะได้เห็นหน้าน้องขวัญแล้ว " เสียงเด็กน้อยที่พูดอยู่ข้าง ๆ แลดูตื่นเต้นมากกว่าคนเป็นแม่เสียอีก ทำเอาคนที่รออย่างใจจดใจจ่อทั้งเจ้าสัวไพบูลย์ ทั้งคุณหญิงอาภาและป้าแป้นต่างก็พากันยิ้มออกมา ส่วนคนเป็นพ่อเองนั้นก็ทั้งตื่นเต้นทั้งกังวลไม่แพ้คนป่วยเลยเหมือนกันในที่สุดดวงตาของเธอก็จะได้มองเห็นอีกครั้งนึงแล้ว "เรียบร้อยแล้วครับ ค่อย ๆ ลืมตานะครับ" คุณหมอพูดหลังจากที่เอาผ้าออกจากดวงตาของหญิงสาวทั้งสองข้างเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่คุณหมอค่อย ๆ เอาผ้าปิดตาออกจากดวงตาทั้งสองข้างของแพรพรรณ ความมืดที่เธอคุ้นชินมาตลอดช่วงพักรักษาตัวก็ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วย
“ขออนุญาตคร๊าบ~ ท่านประธาน”เสียงเคาะประตูพร้อมกับน้ำเสียงลากยาวที่ฟังดูก็รู้ว่าเจ้าตัวตั้งใจขัดจังหวะ ทำเอาวิศรุตถึงกับจิ๊ปากออกมาอย่างหงุดหงิด“เข้ามา”วิศรุตเอ่ยเสียงเข้ม พร้อมกับปล่อยมือจากหญิงสาว แพรพรรณรีบจัดเสื้อผ้าแล้วขยับไปนั่งห่างอย่างรวดเร็ว สีหน้ายังคงแดงระเรื่อเพราะเขินอาย แต่ก็ไม่พ้นสายตาของปรินทร์ที่มองแล้วยิ้มกริ่มด้วยความชอบใจ“ขอโทษที่มาขัดจังหวะนะครับ แต่พอดีมีงานด่วนเข้ามาน่ะคร๊าบบ~” น้ำเสียงที่ยังคงลากยาวแซว ๆ ทำเอาแพรพรรณขัดเขินไม่น้อย ส่วนวิศรุตที่เห็นท่าทางของลูกน้องก็ถลึงตาใส่ ปรินทร์ที่เห็นก็สะดุ้ง รีบหุบยิ้มแล้วยกแฟ้มเอกสารไปวางไว้บนโต๊ะอย่างรู้หน้าที่ทันที“โอ๊ะ! เจ้านายครับ นี่ครับ ผมตรวจสอบทุกแฟ้มอย่างละเอียดเรียบร้อยแล้ว เชิญดูได้เลยนะครับ!”ปรินทร์พูดจบก็รีบหมุนตัวจะเดินออกไปแทบไม่ทัน เมื่อเห็นใบหน้าบูดบึ้งของเจ้านายตัวเองที่ยังไม่หายขัดใจจากการถูกขัดจังหวะ‘แต่กระผมไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะครับ งานมันรอไม่ได้จริง ๆ ค่อยไปสวีทกันต่อที่บ้านนะครับท่านป
พ่อของเธอแม้จะเคยดื้อรั้นและหยิ่งในศักดิ์ศรี แต่ครั้งนี้กลับยินยอมรับความช่วยเหลือโดยไม่เกี่ยงงอน เพราะลึก ๆ แล้ว เขารู้ว่าหากไม่รับ สิ่งที่สร้างมาตลอดชีวิตอาจสูญสลายไปต่อหน้าต่อตา และอย่างน้อยเขายังพอเหลือมรดกไว้ให้ลูกสาวและหลานสาวได้ใช้เป็นหลักประกันในวันข้างหน้าส่วนเรื่องของเธอกับวิศรุต แม้ว่าเขาจะพาเธอเข้ามาอยู่ในฐานะแม่ของลูกและพร้อมที่จะเริ่มต้นครอบครัวใหม่แล้วยังจะให้เธอจดทะเบียนสมรสกับเขาแต่เธอรู้ตัวดีว่าเธอไม่เหมาะสมกับเขาเลยแม้แต่น้อยเขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มอนาคตไกลจะให้มาจมปลักอยู่กับคนตาบอดแบบเธอได้ยังไง ถึงแม้ว่าเธอเต็มใจยอมมาอยู่ด้วยกับเขาแต่เธอก็มาในฐานะแม่ของลูกเขา หากอนาคตข้างหน้าลูกเรื่องมากกว่านี้วันหนึ่ง จะมีผู้หญิงที่พร้อมที่เพียบพร้อมสามารถเดินคู่กับเขาอย่างเชิดหน้าชูตาได้ และเธอคิดว่าวันนั้นลูกเธอก็คงจะเข้าใจและนั่นจึงเป็นเหตุผลที่แพรพรรณใจแข็ง และปฏิเสธที่จะจดทะเบียนสมรสกับเขาทางด้านของวิศรุตเขานั่งพิงกำแพงอยู่อีกฟากหนึ่งของประตูห้องน้ำ ไอแพดในมือยังเปิดค้างอยู่ที่รายชื่อโรงพยาบาลชั้นนำจากต่างป
“ถ้าทะเลาะกันแบบนี้ แม่ไม่กินข้าวจริง ๆ ด้วย”เท่านั้นแหละ ทุกอย่างเงียบสนิท สองพ่อลูกหันมามองหน้าเธอพร้อมกัน ใบหน้าหงอยเป็นลูกหมาพร้อมใจกันหยิบช้อนขึ้นมาตักอาหารเข้าปากตนเองทันที ทำเอาเจ้าสัวไพบูลย์และคุณหญิงอาภาถึงกับหัวเราะลงคอด้วยความชอบใจ แค่นี้ก็รู้แล้วว่า ในบ้านหลังนี้ ใครใหญ่ที่สุดจากนั้นแพรพรรณก็เริ่มทานอาหาร ถึงแม้ว่าเธอจะไม่สามารถตักอาหารได้แต่อาหารที่เธอชอบก็มาอยู่วันจานเธออยู่ตลอดไม่ต้องบอกว่าเป็นฝีมือใครนอกจากคนเป็นเจ้าของบ้านและลูกสาวของเธอ วิศรุตคอยดูแลเธออยู่ไม่ห่าง ไม่เพียงแค่ตักอาหารเท่านั้นเขายังใช้ทิชชูซับมุมปากเธอเมื่อเห็นว่ามีอะไรเปื้อนเล็กน้อย ทำเอาลูกสาวที่นั่งมองอยู่ทำหน้าตูม มองค้อนใส่พ่อทันทีเพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะคุณพ่อแย่งหน้าที่ของเธอไปอีกแล้วไงล่ะ!หลังจากจบมื้ออาหาร ก็เป็นดั่งทุกครั้ง เมื่อวิศรุตอุ้มแพรพรรณทันทีเพื่อพาเธอไปยังห้องนอนของพวกเขา โดยมีลูกสาววิ่งดุ๊กดิ๊กตามไปไม่ห่าง“อ๊ะ! รุต ปล่อยแพรนะคะ แพรจะเดินเอง” เสียงหวานเอ่ยค้านขึ้นทันทีที่ร่างบางถูกอุ้มลอ
เธอจ้องไปยังแม่ของเธอ คนที่เธอเฝ้ารอ ร้องไห้ด้วยความคิดถึงอยู่ทุกวัน แต่ตอนนี้กำลังกอดเด็กที่นั่งตักตัวเองอยู่ และยังมีเด็กคนอื่นอีกหลายคนที่ล้อมหน้าล้อมหลังเด็กน้อยดีใจที่เจอแม่ แต่ก็ปวดใจที่แม่ไม่มองเธอเลย น้ำตาไหลพราก เสียงร้องไห้แปรเปลี่ยนเป็นเพียงเสียงสะอื้นแผ่ว ๆ ในลำคอ ดวงตาคู่น้อยนั้นเต็มไปด้วยความผิดหวัง สับสนและโกรธคนเป็นแม่ เธอมองแม่ด้วยความน้อยใจ'แม่ลืมหนูแล้วเหรอ? ทำไมแม่ถึงกอดคนอื่น ไม่มองหนูเลย?'พอวิศรุตเห็นลูกสาวเสียใจที่ผู้เป็นแม่กอดเด็กคนอื่น เขาก็อุ้มร่างเล็กขึ้นมาแนบอกทันที มือใหญ่อบอุ่นลูบผมลูกเบา ๆ ก่อนจะกระซิบอย่างอ่อนโยนตรงข้างหู“ชู่ว...ไม่ร้องนะคนเก่งของพ่อ หนูดูเงียบ ๆ ก่อนนะลูก ดูแม่ก่อน แล้วเราค่อยไปหาแม่ด้วยกัน เข้าใจไหมครับ”พาขวัญพยักหน้าทั้งน้ำตา กอดคอพ่อแน่นแล้วมองผู้เป็นแม่ตรงหน้าขณะนั้นเอง ครูบัวก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม หวังจะมาตามเด็ก ๆ ไปทานอาหารที่มีผู้ใจบุญมามอบให้ ทว่าเมื่อสายตาเธอปะทะเข้ากับภาพตรงหน้าสองพ่อลูกที่ยืนกอดกันอยู่ ดวงตาของเด็กน้อยแ





![[Bad Loves] บำเรอแค้นศัตรูพี่ชาย (3P)](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

