Masuk“แพร! คุณมาที่นี่ได้ยังไง!”
เสียงของวิศรุตดังขึ้นอย่างตกตะลึง เมื่อเห็นร่างบางที่ยืนอยู่ตรงประตู ใบหน้าซีดเซียวของหญิงสาวที่เขารักที่สุดในชีวิต ทำเอาหัวใจเขาแทบหยุดเต้น
แพรพรรณ ลูกเลี้ยงของรังรองและคุณวิชัย คนที่เขาคบหากันมาตั้งแต่สมัยมัธยมและหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสี่เดือนก่อน แต่ตอนนี้เธอกลับมายืนอยู่ตรงหน้า ใบหน้าสวยเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตาที่ไหลอาบลงมาไม่ขาดสาย
“รุต แพรไม่นึกเลยว่าคุณจะทำแบบนี้ นี่น้องสาวของแพรนะ” เสียงหวานปนสะอื้นเจือความเจ็บปวด ดวงตาฉายแววร้าวรานเอ่ยถามคนรักด้วยสีหน้าสิ้นหวัง หัวใจเจ็บร้าวทรมานเกินทนเมื่อเห็นคนรักกับน้องสาวอยู่บนเตียงเดียวกัน สภาพตอนนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทั้งสองคนทำอะไรกันไปบ้าง
ทันทีที่วิศรุตเห็นหน้าคนรักกำลังเข้าใจผิดเขาก็ร้อนรนรีบอธิบาย
“ไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิดนะแพร คุณต้องฟังผมนะ” ชายหนุ่มรีบลุกแล้วเพื่อจะเข้าไปหาคนรัก แต่ไม่คิดว่าหญิงสาวอีกคนจะเข้ามากอดรั้งตัวเขาเอาไว้แน่น
"พี่รุต อย่าไปนะ พี่รุตต้องรับผิดชอบศศินะคะ!" เสียงของศศิจันทร์แทรกเข้ามา พร้อมกับแรงกอดที่รัดเขาแน่นไม่ยอมปล่อย เธอซุกหน้าลงกับแผ่นหลังของเขาอย่างแนบชิด ร่างกายสั่นไหวแกล้งสะอื้นอย่างน่าสงสาร
วิศรุตหันขวับกลับไปด้วยสายตาวาวโรจน์
“ปล่อย!” เขาตะคอกเสียงต่ำ
แต่ศศิกลับไม่ยอมแม้แต่น้อย ยังคงกอดแน่นเหมือนกลัวว่าจะเสียเขาไป
ขณะที่แพรพรรณยืนนิ่ง น้ำตาไหลไม่ขาดสาย เธอมองภาพตรงหน้าด้วยหัวใจที่แตกสลาย เธอไม่รู้ว่าควรรู้สึกอย่างไรอีกต่อไป ระหว่างความรักกับความไว้ใจที่เพิ่งถูกเหยียบย่ำลงตรงหน้าเธอเอง
เธอมองคนรักด้วยสายตาเต็มไปด้วยความผิดหวัง สับสนและเจ็บปวดเกินบรรยาย ก่อนที่เสียงของรังรองจะสอดเข้ามาราวกับจะตอกย้ำความเชื่อใจของเธอที่มีต่อคนรัก
“ใครเชื่อคุณก็บ้าแล้ว! ดูจากสภาพแบบนี้ถ้าเชื่อก็โง่เต็มที!” เธอแค่นหัวเราะเยาะในลำคอ หันไปมองหน้าลูกเลี้ยงด้วยแววตาเย้ยหยัน เธอยังเดินเกมที่ตัวเองได้วางไว้ เธอต้องจับวิศรุตมาแต่งงานกับลูกสาวให้ได้ ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีสกปรกแค่ไหนก็ตาม
ยิ่งเห็นลูกเลี้ยงยืนทุกข์ระทมอยู่ก็ยิ่งสะใจ เธอก็ยิ้มในใจ หึ! สมน้ำหน้ามัน
แต่ในขณะที่หลายคนอาจหลงกลกับฉากละครตรงหน้า มีเพียงชายหนุ่มคนเดียวเท่านั้นที่อ่านเกมทุกอย่างออก วิศรุตกัดฟันแน่น เส้นเลือดที่ขมับเต้นแรงราวจะระเบิด ใบหน้าคมเข้มมืดครึ้มดั่งพายุฝนก่อนฟ้าผ่า ดวงตาวาวโรจน์เต็มไปด้วยโทสะ
เขาสลัดแขนของศศิจันทร์ออกอย่างแรงจนหญิงสาวเซถลา ก่อนจะลุกขึ้นก้าวฉับ ๆ ไปคว้าเสื้อผ้ามาแต่งตัวอย่างเร็ว ไม่มีคำพูดใด ๆ อีกจากนั้นเขาก็หันขวับไปมองตากล้องที่ยังกดชัตเตอร์อยู่
แชะ! แชะ! แชะ!
เสียงแฟลชยังไม่หยุด จนชายหนุ่มชี้นิ้วไปทีละคน ดวงตาคมกร้าวฉายแววเกรี้ยวกราดอย่างที่สุด
“หยุดถ่ายเดี๋ยวนี้!!! ถ้ายังล้ำเส้นกันอีก ผมจะฟ้องพวกคุณให้หมด!!” เสียงข่มขู่เย็นยะเยือกที่เอ่ยออกทำให้พวกนักข่าวที่พากันทำข่าวขนลุกตั้งชัน
วิศรุตกวาดตามองใบหน้าของแต่ละคนช้า ๆ ดวงตาคมกล้าฉายแววเดือดดาลรุนแรงราวกับจะเผาทุกคนให้มอดไหม้ ใบหน้าคมเข้มบึ้งตึงจนเหมือนพายุที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ เขาจำหน้าพวกนี้ไว้หมด จากนั้นเขาหันขวับกลับไปหาต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด ดวงตาเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ กัดฟันพูดชัดถ้อยชัดคำ
“อย่าคิดว่าทำเรื่องโง่ ๆ แบบนี้แล้วผมจะยอมรับ คิดว่าผมไม่รู้ว่าพวกคุณต้องการอะไร!” เสียงของเขาทำเอาบรรยากาศทั้งห้องให้เงียบกริบ กล้องที่เคยโฟกัสมาที่เขาตอนนี้ค่อย ๆ เบี่ยงไปทางอื่น แต่วิศรุตกลับเดินย่างสามขุมเข้าไปหา พร้อมกับจับกล้องให้กลับมาจ้องหน้าตนเองอีกครั้ง
“นี่ช่องจริงหรือเปล่า? หรือว่าถูกใครจ้างวานมา?”
รังรองที่ได้ยินแบบนั้นก็ร้อนรน
“อย่ามาเฉไฉนะคุณวิศรุต!” เธอกรีดเสียงอย่างเหลืออด ดวงตาลุกวาวด้วยความโกรธที่เริ่มควบคุมไม่อยู่
“ถ้าคุณไม่รับผิดชอบลูกสาวฉัน เดี๋ยวทุกคนจะได้รู้กันหมดว่า ‘หนุ่มไฮโซเจ้าของบริษัท กานต์ศิริดีเวลลอปเมนท์ กรุ๊ป’ ล่อลวงและทำอนาจารลูกสาวของบริษัทคู่แข่ง!!”
“ไม่ว่าจะยังไงคุณหนีไม่พ้นแน่! คุณไม่มีทางเลือกหรอกคุณวิศรุต! รับผิดชอบซะ!!”
"หึ!" วิศรุตแค่นเสียงหัวเราะเยาะในลำคอ
ยัยป้านี่คิดว่าเขาจะกลัวหรือไง
คำขู่พวกนี้ไม่ได้ผลสำหรับเขานัก เรื่องนี้เขารู้ดีว่าตนเองถูกสองแม่ลูกนี้จัดฉากและเขาไม่ได้รักใคร่ชอบพอกับศศิด้วยซ้ำ คนที่เขารักคือแพรพรรณ คนที่ตอนนี้กำลังยืนเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า
วิศรุตจ้องหน้ารังรองนิ่ง ๆ ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉียบ แต่เต็มไปด้วยความหนักแน่นทุกคำ ดวงตาคมฉายแววเยือกเย็น ขณะมองอีกฝ่ายอย่างไม่สะทกสะท้าน
“คนอย่างผม มีทางเลือกเสมอ”
“แต่คุณ ต้องแต่งงานกับศศิ!” เสียงของรังรองดังลั่นไปทั้งห้อง “ถ้าไม่ฉันจะป่าวประกาศให้ทุกคนรู้ไปเลย ดูสิว่าบริษัทจะของคุณจะยังน่าเชื่อถืออยู่รึเปล่า? เมื่อลูกชายเจ้าของบริษัทฟันผู้หญิงแล้วไม่รับผิดชอบ!”
รังรองลอยหน้าลอยตาพูดอย่างไม่ยอมแพ้แต่วิศรุตนิ่งเงียบ เขากดอารมณ์ไว้ภายใต้สีหน้าสงบนิ่ง ทั้งที่ภายในเดือดพล่านสิ่งที่เขาจะทำต่อจากนี้คือปล่อยให้ทนายเป็นคนจัดการก็แล้วกัน
วิศรุตหันกลับไปมองเพียงคนเดียว คนเดียวเท่านั้นที่เขาแคร์ แพรพรรณยังคงยืนอยู่ตรงนั้นน้ำตาคลอเต็มสองตา ไหลรินอาบแก้มอย่างไม่มีทีท่าจะหยุด
ตอนนี้เขาไม่สนใจคนร้ายกาจอย่างสองแม่ลูกนั่นอีก ตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าตรงหน้าเท่านั้น ที่ดูจะมาได้ถูกที่ถูกเวลาเสียจริง
ดวงตาคมของเขาจ้องมองเธอนิ่งแต่แฝงไปด้วยความตัดพ้อ
“เธอหายไปตั้งหลายเดือน แต่กลับมาเห็นฉันในสภาพแบบนี้ รู้สึกดีหรือเปล่าละแพร?”เขาหัวเราะเยาะตัวเองเบา ๆ ดวงตาแดงก่ำจากความเจ็บปวดที่อัดแน่นอยู่ภายใน ทั้ง ๆ ที่เขาพยายามตามหาเธอแทบตาย แต่สุดท้ายแล้วเธอก็มาปรากฏตัวในจังหวะนรกสุด ๆ
“รู้สึกยังไงบ้าง แพร!!”
เขาถามด้วยเสียงที่สั่นจากทั้งโทสะและความเสียใจ กำปั้นทั้งสองข้างของเขากำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน สันกรามขึ้นเป็นริ้วจากความอัดอั้นที่แทบระเบิด
“คุณน่าจะเป็นคนที่รู้จักผมที่สุด แต่นี่คุณกลับไม่เชื่อใจผมเลยเหรอ? ผมคิดมาตลอดว่าคุณจะเข้าใจผมดีที่สุดนะแพร”
ร่างบางยังคงก้มหน้านิ่ง ดวงตาวูบไหว ก่อนจะมองไปที่สองแม่ลูกที่มองมาที่เธอด้วยสายตาสะใจ หมายความว่ายังไง นี่มันเรื่องอะไรกัน ตอนนี้แพรพรรณเองก็สับสนไม่น้อย
เธอมองชายคนรักอีกครั้ง เธอควรจะเชื่อใจเขาหรือเชื่อในสิ่งที่ตนเองเห็น และความลังเล ไม่เชื่อใจ ก็สะท้อนออกมาให้เห็น
“หึ…”
วิศรุตหัวเราะเยาะในลำคออีกครั้ง มองใบหน้าของคนรักที่ดูเหมือนจะไม่เชื่อใจกันเลย
น่าสมเพชตัวเองฉิบหาย
ยิ่งเห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยคำถามของเธอเขาก็ยิ่งเจ็บปวด ทั้งที่เธอควรจะเชื่อใจเขาที่สุดแต่ดูเธอตอนนี้สิ สองมือของวิศรุตกำแน่นด้วยความรู้สึกเจ็บหน่วงในใจก่อนหันไปจ้องเขม็งใส่แม่ลูกสารพัดพิษ
“พรุ่งนี้ผมจะส่งทนายมาจัดการ พวกคุณเตรียมตัวเอาไว้ก็แล้วกัน!”
“พี่นิดหน่อย!”“ป้านิดหน่อย!”สองเสียงเล็กและใหญ่ดังเกือบพร้อมกันด้วยความดีใจ ก่อนที่แม่ลูกจะพากันวิ่งตรงเข้าไปหานิดหน่อย ซึ่งถูกเชิญมาร่วมงานในค่ำคืนนี้เช่นกัน“พี่นิดหน่อยมาได้ไงคะ ละ…แล้วนั่น พี่นิดหน่อยท้องเหรอคะ?”แพรพรรณร้องถามเสียงสูง ทั้งดีใจที่เห็นคนซึ่งเธอเคารพไม่ต่างจากพี่สาวมาหา แต่พอได้มองใกล้ ๆ เห็นหน้าท้องที่นูนชัด ก็ทำเอาดวงตาเธอเบิกกว้างแทบถลน"สวัสดีป้านิดจ้า น้องขวัญคิดถึงจัง"เจ้าหญิงตัวน้อยวิ่งปรี่มากอดขานิดหน่อยแน่นด้วยความคิดถึง ยังไม่ทันที่นิดหน่อยจะก้มลงคุยกับหลานสาว คนเป็นสามีก็ขยับเข้ามาอุ้มพาขวัญขึ้นแทน เพราะเกรงว่าภรรยาก้มตัวแล้วจะอึดอัด“สวัสดีจ้ะคุณลุงธนินทร์” พาขวัญเอ่ยอย่างสนิทสนม ไม่ได้ตกใจเลยที่ถูกอุ้ม เพราะเธอรักและคุ้นเคยกับชายคนนี้ไม่แพ้ป้านิดหน่อยเลย ตอนที่แม่พาไปเชียงใหม่ ก็ได้เจอกันบ่อย ๆ ตอนที่แม่ไปเยี่ยมป้านิดที่ทำงาน"เด็กดี เดี๋ยวลุงอุ้มนะลูก ป้านิดหน่อยมีน้องในท้อง อุ้มหนู
"เอาละครับ ตอนนี้พร้อมแล้ว หมอจะเปิดผ้าแล้วนะครับ"เสียงคุณหมอวัยกลางคนพูดขึ้นอย่างใจดี และในตอนนั้นเองคนที่อยู่ในชุดผู้ป่วยก็รู้สึกเกร็งขึ้นมา แต่ฝ่ามือใหญ่ที่กอบกุมกันเอาไว้ข้างนึงพร้อมด้วยฝ่ามือเล็ก ๆ ของลูกสาวที่จับมือเธอเอาไว้อีกข้างก็ทำเอาเธออุ่นซ่านในใจ"แม่จ๋า แม่ไม่ต้องตื่นเต้นนะจ๊ะ เดี่ยวแม่ก็จะได้เห็นหน้าน้องขวัญแล้วน้า เย้ ๆ แม่จะได้เห็นหน้าน้องขวัญแล้ว " เสียงเด็กน้อยที่พูดอยู่ข้าง ๆ แลดูตื่นเต้นมากกว่าคนเป็นแม่เสียอีก ทำเอาคนที่รออย่างใจจดใจจ่อทั้งเจ้าสัวไพบูลย์ ทั้งคุณหญิงอาภาและป้าแป้นต่างก็พากันยิ้มออกมา ส่วนคนเป็นพ่อเองนั้นก็ทั้งตื่นเต้นทั้งกังวลไม่แพ้คนป่วยเลยเหมือนกันในที่สุดดวงตาของเธอก็จะได้มองเห็นอีกครั้งนึงแล้ว "เรียบร้อยแล้วครับ ค่อย ๆ ลืมตานะครับ" คุณหมอพูดหลังจากที่เอาผ้าออกจากดวงตาของหญิงสาวทั้งสองข้างเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่คุณหมอค่อย ๆ เอาผ้าปิดตาออกจากดวงตาทั้งสองข้างของแพรพรรณ ความมืดที่เธอคุ้นชินมาตลอดช่วงพักรักษาตัวก็ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วย
“ขออนุญาตคร๊าบ~ ท่านประธาน”เสียงเคาะประตูพร้อมกับน้ำเสียงลากยาวที่ฟังดูก็รู้ว่าเจ้าตัวตั้งใจขัดจังหวะ ทำเอาวิศรุตถึงกับจิ๊ปากออกมาอย่างหงุดหงิด“เข้ามา”วิศรุตเอ่ยเสียงเข้ม พร้อมกับปล่อยมือจากหญิงสาว แพรพรรณรีบจัดเสื้อผ้าแล้วขยับไปนั่งห่างอย่างรวดเร็ว สีหน้ายังคงแดงระเรื่อเพราะเขินอาย แต่ก็ไม่พ้นสายตาของปรินทร์ที่มองแล้วยิ้มกริ่มด้วยความชอบใจ“ขอโทษที่มาขัดจังหวะนะครับ แต่พอดีมีงานด่วนเข้ามาน่ะคร๊าบบ~” น้ำเสียงที่ยังคงลากยาวแซว ๆ ทำเอาแพรพรรณขัดเขินไม่น้อย ส่วนวิศรุตที่เห็นท่าทางของลูกน้องก็ถลึงตาใส่ ปรินทร์ที่เห็นก็สะดุ้ง รีบหุบยิ้มแล้วยกแฟ้มเอกสารไปวางไว้บนโต๊ะอย่างรู้หน้าที่ทันที“โอ๊ะ! เจ้านายครับ นี่ครับ ผมตรวจสอบทุกแฟ้มอย่างละเอียดเรียบร้อยแล้ว เชิญดูได้เลยนะครับ!”ปรินทร์พูดจบก็รีบหมุนตัวจะเดินออกไปแทบไม่ทัน เมื่อเห็นใบหน้าบูดบึ้งของเจ้านายตัวเองที่ยังไม่หายขัดใจจากการถูกขัดจังหวะ‘แต่กระผมไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะครับ งานมันรอไม่ได้จริง ๆ ค่อยไปสวีทกันต่อที่บ้านนะครับท่านป
พ่อของเธอแม้จะเคยดื้อรั้นและหยิ่งในศักดิ์ศรี แต่ครั้งนี้กลับยินยอมรับความช่วยเหลือโดยไม่เกี่ยงงอน เพราะลึก ๆ แล้ว เขารู้ว่าหากไม่รับ สิ่งที่สร้างมาตลอดชีวิตอาจสูญสลายไปต่อหน้าต่อตา และอย่างน้อยเขายังพอเหลือมรดกไว้ให้ลูกสาวและหลานสาวได้ใช้เป็นหลักประกันในวันข้างหน้าส่วนเรื่องของเธอกับวิศรุต แม้ว่าเขาจะพาเธอเข้ามาอยู่ในฐานะแม่ของลูกและพร้อมที่จะเริ่มต้นครอบครัวใหม่แล้วยังจะให้เธอจดทะเบียนสมรสกับเขาแต่เธอรู้ตัวดีว่าเธอไม่เหมาะสมกับเขาเลยแม้แต่น้อยเขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มอนาคตไกลจะให้มาจมปลักอยู่กับคนตาบอดแบบเธอได้ยังไง ถึงแม้ว่าเธอเต็มใจยอมมาอยู่ด้วยกับเขาแต่เธอก็มาในฐานะแม่ของลูกเขา หากอนาคตข้างหน้าลูกเรื่องมากกว่านี้วันหนึ่ง จะมีผู้หญิงที่พร้อมที่เพียบพร้อมสามารถเดินคู่กับเขาอย่างเชิดหน้าชูตาได้ และเธอคิดว่าวันนั้นลูกเธอก็คงจะเข้าใจและนั่นจึงเป็นเหตุผลที่แพรพรรณใจแข็ง และปฏิเสธที่จะจดทะเบียนสมรสกับเขาทางด้านของวิศรุตเขานั่งพิงกำแพงอยู่อีกฟากหนึ่งของประตูห้องน้ำ ไอแพดในมือยังเปิดค้างอยู่ที่รายชื่อโรงพยาบาลชั้นนำจากต่างป
“ถ้าทะเลาะกันแบบนี้ แม่ไม่กินข้าวจริง ๆ ด้วย”เท่านั้นแหละ ทุกอย่างเงียบสนิท สองพ่อลูกหันมามองหน้าเธอพร้อมกัน ใบหน้าหงอยเป็นลูกหมาพร้อมใจกันหยิบช้อนขึ้นมาตักอาหารเข้าปากตนเองทันที ทำเอาเจ้าสัวไพบูลย์และคุณหญิงอาภาถึงกับหัวเราะลงคอด้วยความชอบใจ แค่นี้ก็รู้แล้วว่า ในบ้านหลังนี้ ใครใหญ่ที่สุดจากนั้นแพรพรรณก็เริ่มทานอาหาร ถึงแม้ว่าเธอจะไม่สามารถตักอาหารได้แต่อาหารที่เธอชอบก็มาอยู่วันจานเธออยู่ตลอดไม่ต้องบอกว่าเป็นฝีมือใครนอกจากคนเป็นเจ้าของบ้านและลูกสาวของเธอ วิศรุตคอยดูแลเธออยู่ไม่ห่าง ไม่เพียงแค่ตักอาหารเท่านั้นเขายังใช้ทิชชูซับมุมปากเธอเมื่อเห็นว่ามีอะไรเปื้อนเล็กน้อย ทำเอาลูกสาวที่นั่งมองอยู่ทำหน้าตูม มองค้อนใส่พ่อทันทีเพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะคุณพ่อแย่งหน้าที่ของเธอไปอีกแล้วไงล่ะ!หลังจากจบมื้ออาหาร ก็เป็นดั่งทุกครั้ง เมื่อวิศรุตอุ้มแพรพรรณทันทีเพื่อพาเธอไปยังห้องนอนของพวกเขา โดยมีลูกสาววิ่งดุ๊กดิ๊กตามไปไม่ห่าง“อ๊ะ! รุต ปล่อยแพรนะคะ แพรจะเดินเอง” เสียงหวานเอ่ยค้านขึ้นทันทีที่ร่างบางถูกอุ้มลอ
เธอจ้องไปยังแม่ของเธอ คนที่เธอเฝ้ารอ ร้องไห้ด้วยความคิดถึงอยู่ทุกวัน แต่ตอนนี้กำลังกอดเด็กที่นั่งตักตัวเองอยู่ และยังมีเด็กคนอื่นอีกหลายคนที่ล้อมหน้าล้อมหลังเด็กน้อยดีใจที่เจอแม่ แต่ก็ปวดใจที่แม่ไม่มองเธอเลย น้ำตาไหลพราก เสียงร้องไห้แปรเปลี่ยนเป็นเพียงเสียงสะอื้นแผ่ว ๆ ในลำคอ ดวงตาคู่น้อยนั้นเต็มไปด้วยความผิดหวัง สับสนและโกรธคนเป็นแม่ เธอมองแม่ด้วยความน้อยใจ'แม่ลืมหนูแล้วเหรอ? ทำไมแม่ถึงกอดคนอื่น ไม่มองหนูเลย?'พอวิศรุตเห็นลูกสาวเสียใจที่ผู้เป็นแม่กอดเด็กคนอื่น เขาก็อุ้มร่างเล็กขึ้นมาแนบอกทันที มือใหญ่อบอุ่นลูบผมลูกเบา ๆ ก่อนจะกระซิบอย่างอ่อนโยนตรงข้างหู“ชู่ว...ไม่ร้องนะคนเก่งของพ่อ หนูดูเงียบ ๆ ก่อนนะลูก ดูแม่ก่อน แล้วเราค่อยไปหาแม่ด้วยกัน เข้าใจไหมครับ”พาขวัญพยักหน้าทั้งน้ำตา กอดคอพ่อแน่นแล้วมองผู้เป็นแม่ตรงหน้าขณะนั้นเอง ครูบัวก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม หวังจะมาตามเด็ก ๆ ไปทานอาหารที่มีผู้ใจบุญมามอบให้ ทว่าเมื่อสายตาเธอปะทะเข้ากับภาพตรงหน้าสองพ่อลูกที่ยืนกอดกันอยู่ ดวงตาของเด็กน้อยแ







