Masukหลังจากผ่านไปสองวันแต่เรื่องราวกลับเงียบลงตั้งแต่วันนั้น เพราะเส้นสายและอำนาจของวิศรุตนั้นมีมากกว่า ขนาดพวกนักข่าวที่จ้างมายังไม่สามารถเอาข่าวออกมาลงได้ เรื่องนี้ทำให้รังรองร้อนรุ่ม แต่เธอก็ไม่คิดจะยอมแพ้
เธอยังยื่นเรื่องนี้และหลักฐานให้ทนายเพื่อบีบให้วิศรุตยอมรับการกระทำที่เกิดขึ้นทั้งหมด
“คุณแม่คะ! ทำแบบนี้แล้วพี่รุตเขาจะยอมทำตามเงื่อนไขของเราเหรอคะ ฮึก...ศศิคิดว่าพี่รุตคงเกลียดศศิไปแล้วแน่ ๆ ฮือออ...”
เสียงสะอื้นปนความสิ้นหวังดังลอดจากริมฝีปากของศศิจันทร์ เธอก้มหน้า ร่างไหวสั่นราวกับคนแตกสลาย ก่อนที่ร่างของแม่จะเข้ามาปลอบโยนพูดจาเอาอกเอาใจ ยกมือลูบหลังของลูกสาวคนเดียวอย่างอ่อนโยน
"อย่าคิดแบบนั้นเลยลูก อย่างน้อยเราก็เป็นผู้หญิง หากเรื่องนี้เผยแพร่ออกไปยังไงเสียสังคมก็ต้องตราหน้าผู้ชายและเห็นใจฝ่ายหญิงอยู่แล้ว เชื่อแม่นะ ยังไงแม่ก็ไม่ยอมอยู่แล้ว เชื่อแม่นะลูกทนอีกนิดแล้วลูกจะได้ในสิ่งที่ต้องการ"
รังรองพูดอย่างเอาใจลูกสาวสุดที่รัก เพียงแค่นั้นคนที่กำลังร้องไห้ก็เผยรอยยิ้มเหยียดออกมา
"แล้วคุณพ่อจะยอมเหรอคะ?" ศศิจันทร์เอ่ยถามเสียงแผ่ว แววตาสั่นไหวเต็มไปด้วยความกังวล เพราะรู้ดีว่าเรื่องธุรกิจที่ยังคงแข่งขันกันอยู่ในตลาดนั้นจะทำให้ผู้เป็นพ่อไม่มีวันยอมให้เธอแต่งงานกับวิศรุตได้ง่าย ๆ แน่
แต่รังรองกลับยิ้มเยือกเย็น ริมฝีปากคลี่ออกอย่างมั่นใจ
"ยอมสิ ไม่ว่ายังไงคุณพ่อก็ต้องยอม" รังรองยิ้ม เพราะเรื่องที่วิชัยติดค้างเธอสองแม่ลูกมันมีมากมายนัก ไม่ว่ายังไงเธอก็จะทำให้เขายอมให้ลูกสาวเธอแต่งงานกับวิศรุตให้ได้
ศศิจันทร์ยังคงไม่วางใจนัก เธอกัดริมฝีปาก ก่อนจะเอ่ยออกมาราวกับลังเล “แต่คุณแม่คะ พี่รุตเขาเป็นคนรักของนังแพรนะคะ ทำแบบนั้นจะดีเหรอคะ” คำพูดเหมือนจะดีแต่กลับแฝงไปด้วยความชั่วร้ายไม่ต่างจากนางร้ายในละครที่ยิ้มหวานแต่ซ่อนเข็มแหลมเอาไว้
“โธ่ลูกแม่ ทำไมช่างเป็นคนดีแบบนี้นะ ทั้งที่ยัยนั่นก็เอาแต่แย่งของของลูก ชอบทำร้ายลูกแท้ ๆ”
ใช่แล้ว!
เธอเคยใส่ร้ายพี่สาวต่างแม่มาแล้วโดยที่มันไม่เคยรู้เรื่องนี้เลยสักนิด เธอกุเรื่องว่าแพรพรรณชอบแย่งของ ชอบทำร้ายเธอ รอยเล็บที่จิกตามเนื้อตามตัวเป็นหลักฐานชั้นดีแต่ใครจะรู้ว่าเธอเป็นคนทำเองนอกจากตัวของเธอเอง
เมื่อพ่อเห็นรอยพวกนั้น เขาก็โกรธจัด ตั้งท่าจะลงโทษแพรพรรณทันที แต่เป็นเธอเองที่แสร้งวิงวอนขอร้องไม่ให้ทำ
เธอทำเสียงอ่อนเสียงหวาน หลั่งน้ำตา และบอกพ่อว่า...“ศศิรักพี่แพรนะคะ ไม่อยากให้พ่อลงโทษพี่เลย ถ้าพ่อทำแบบนั้นศศิกลัวว่าพี่เขาจะไม่เล่นกับศศิอีก”
เด็กหญิงผู้แสนดีคนนั้น แท้จริงแล้วก็แค่เด็กน้อยผู้เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมตั้งแต่เด็ก
แน่นอนทุกเรื่องมันเป็นเรื่องที่เธอโกหกทั้งนั้นและยังมีอีกเรื่องที่เธอเอาไปฟ้องพ่อก็คือเรื่องที่พี่สาวต่างแม่แอบคบกับลูกชายบริษัทคู่แข่งของพ่อ พ่อโกรธมากสั่งห้ามเด็ดขาดและหลังจากนั้นทั้งคู่ก็โดนกีดกันถึงขีดสุด แถมพ่อยังสั่งกักบริเวณแพรพรรณ ห้ามออกจากบ้าน ยกเว้นแค่ช่วงเวลาเรียนเท่านั้น และมันเป็นแบบนั้นอยู่ตลอดทั้งปี จนผู้ชายคนนั้นเรียนจบไปโดยที่ไม่ได้เห็นหน้ากันอีกเลย
ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นเพราะศศิจันทร์คอยจับตาดูอย่างใกล้ชิด ทุกครั้งที่เห็นทั้งสองคนอยู่ใกล้กันเมื่อใด ข่าวก็จะถึงหูพ่อทันทีแล้วการกักบริเวณก็จะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งและมันเป็นอย่างนั้นไปตลอดทั้งปีจนผู้ชายคนนั้นเรียนจบ
สุดท้ายแล้ว ทั้งสองก็เลิกรากัน แม้จะเป็นเพียงความเข้าใจเข้าข้างตัวเองของศศิจันทร์ก็ตาม แต่สำหรับเธอมันคือชัยชนะอันหอมหวาน
เรื่องนี้ยังคงสร้างความสะใจให้เธอได้เสมอ เพียงแค่นึกถึงน้ำตาของแพรพรรณ ความอึดอัดที่อีกฝ่ายต้องเผชิญ หัวใจของศศิจันทร์ก็พองโตด้วยความสะใจ
เธอไม่เคยเรียกแพรพรรณว่า ‘พี่’ เลยสักครั้ง การเกิดมาของทั้งคู่ราวเส้นขนาน ไม่สามารถบรรจบกันด้วยความรักตามแบบฉบับพี่น้องได้เลยและจะไม่มีวันนั้น
ศศิจันทร์เกลียดแพรพรรณเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เธอเติบโตมาโดยขาดพ่อมาโดยตลอดและทั้งหมดนั้นเป็นเพราะคำว่า ‘ทะเบียนสมรส’ ที่พ่อไม่เคยให้กับแม่ของเธอ ทำให้เธอโตมาด้วยการขาดความอบอุ่น ไม่รู้ว่าทำไมพ่อถึงไม่เคยมางานโรงเรียน ไม่เคยพาไปเที่ยว ไม่เคยอยู่ด้วยกันครบสามคนเหมือนครอบครัวอื่น
เด็กน้อยผู้ไม่รู้เรื่องราวของผู้ใหญ่เธอไม่ตระหนักเลยว่าทำไมแม่ของเธอถึงมาทีหลังและการไม่มีทะเบียนสมรสก็แปลได้ว่าแม่ของเธอเป็นเมียน้อย แต่กลับมีความแค้นฝังลึกจิตใจดำมืดเกินเยียวยา
ในวันที่เธอมีโอกาสเอาคืน เธอจะเหยียบให้จมดิน จะทำให้มันไม่มีความสุข ให้มีแต่ความเจ็บให้สมกับที่เธอและแม่ต้องแบกรับมาตลอดสิบกว่าปี เธอมองแม่ที่เธอรักและเทิดทูน ก่อนจะโผเข้าสวมกอดมารดาแน่น ซึ่งอีกฝ่ายก็ยิ้มรับ ที่แท้เรื่องทั้งหมดก็เป็นการวางแผนของทั้งคู่ แม่ลูกคู่นี้ช่างมหาภัยเสียจริง
“คุณแม่ฉลาดที่สุดเลยค่ะ ศศิรักคุณแม่นะคะ” เสียงหวานเอ่ยอย่างชื่นชม
อีกฝ่ายยิ้มพึงใจ ยกมือลูบศีรษะลูกสาวอย่างอ่อนโยน หากแต่แววตากลับเต็มไปด้วยพิษร้าย “พวกเราจะต้องชนะมันให้ได้ นังแพรพรรณและแม่ของมันนับเป็นเสี้ยนหนามตำใจแม่มานาน แม้แต่ตอนที่แม่มันตายไป ก็ยังไม่ยอมเอาลูกมันไปลงนรกด้วยกัน…แค่คิดก็เจ็บใจนัก!”
ความเกลียดชังในน้ำเสียงของหญิงผู้นั้นชัดเจนจนสัมผัสได้ แม้คนตายก็ยังไม่วายถูกสาปแช่งเพราะสำหรับรังรอง ความแค้นคือสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงเธอให้มีชีวิตอยู่ต่อและเธอจะไม่มีวันยอมให้ ‘ลูกของมัน’ ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร
พลอยใส มารดาของแพรพรรณเสียชีวิตจากอุบัติเหตุเมื่อหลายปีก่อน เธอถูกรถบรรทุกขับชนแล้วหนี ไม่สามารถค้นหาผู้ที่กระทำผิดอย่างประมาทนั้นได้ แน่นอนว่าไม่มีใครรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริง สำหรับใครหลายคน มันอาจเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้า แต่สำหรับรังรองกลับเป็นเรื่องดีที่สุดในชีวิต การจากไปของพลอยใส ทำให้เธอได้เผยตัวออกมาอย่างเต็มภาคภูมิ
จวบจนงานศพของพลอยใสสิ้นสุดลงเธอก็ได้ปรากฏตัวออกมายืนเคียงข้างสามีได้อย่างเต็มตัว เว้นเสียแต่ว่ายังมีเสี้ยนหนามตามใจอย่างแพรพรรณอีกคนที่มันไม่ยอมตายตามมารดาไปด้วย สิ่งนี้เองที่เป็นเสี้ยนหนามที่สองของรังรอง
เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่า ‘ลูกเลี้ยง’ อย่างแพรพรรณ จะกลายเป็นก้างชิ้นใหญ่ที่ขวางทางความรักของลูกสาวแท้ ๆ ของเธอเอง
เมื่อศศิจันทร์จบมัธยมและก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย เธอบังเอิญเลือกเรียนในสถาบันเดียวกับพี่สาวต่างแม่ แพรพรรณซึ่งในตอนนั้นอยู่ชั้นปีที่สอง ขณะที่เธอเพิ่งเข้าปีหนึ่ง
แต่ใครจะรู้ว่าการที่เธอเข้ามาเรียนต่อมหาวิทยาลัยจะเจอเข้ากลับผู้ชายคนนั้น คนที่เธอรู้ว่าเป็นใคร แต่การเจอกันในครั้งนี้ทำให้หัวใจของศศิเต้นแรงเพราะวิศรุตเปลี่ยนไปมากจากเด็กหนุ่มใส่แว่นหนาดัดฟันในวัยมัธยม ตอนนี้กลับเป็นชายหนุ่มเต็มตัว เป็นหนุ่มหล่อผู้ที่หญิงสาวทั้ง มหาวิทยาลัยต่างก็ชื่นชม แถมยังเป็นเดือนของคณะบริหาร เป็นพี่ปีสามที่หล่อที่สุด
และยิ่งเธอได้รู้ความลับของวิศรุตกับแพรพรรณอีกครั้งว่าพวกเขายังคงแอบคบกันอยู่ทั้งที่เธอเคยเอาเรื่องราวการคบหาของทั้งคู่ไปฟ้องคนเป็นพ่อแล้วแท้ ๆ และดูเหมือนว่าครั้งนี้ความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่จะแน่นแฟ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ นี่พวกมันตบตาพ่อกับเธอมาตลอดเลยอย่างนั้นเหรอ ศศิคิดด้วยความเคียดแค้น
เธอเฝ้ามองทั้งคู่ด้วยความเจ็บใจ และคิดว่าคนอย่างแพรพรรณมันมีอะไรดีนักถึงทำให้วิศรุตหลงรักไม่เสื่อมคลายตั้งแต่มัธยมจวบจนถึงตอนนี้
ทั้งที่เธอเคยสร้างความสัมพันธ์ร้าวฉานจนพ่อสั่งห้ามมันไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวิศรุตแล้วแต่เธอไม่เคยคิดเลยว่าพวกมันกลับลักลอบแอบคบกันอยู่ลับ ๆ และยังจับมือกันแน่นฝ่าฟันอุปสรรคกันมาได้จนถึงตอนนี้ และสิ่งที่ยิ่งทำให้เธอรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าก็คือ วิศรุตในวันนี้เป็นชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมไม่เหมือนในอดีตแต่เขายังมองมันด้วยสายตาสายตารักใคร่ คอยดูแล เอาใจใส่สารพัดราวกับแพรพรรณเป็นผู้หญิงเดียวในโลกนี้
ความริษยาผสมปนเปกับความเจ็บใจ กลายเป็นเชื้อเพลิงร้อนแรงที่เผาผลาญอยู่ในอกและกลายเป็นความอยากได้
และอะไรที่เธออยากได้ เธอต้องได้!!!
“พี่นิดหน่อย!”“ป้านิดหน่อย!”สองเสียงเล็กและใหญ่ดังเกือบพร้อมกันด้วยความดีใจ ก่อนที่แม่ลูกจะพากันวิ่งตรงเข้าไปหานิดหน่อย ซึ่งถูกเชิญมาร่วมงานในค่ำคืนนี้เช่นกัน“พี่นิดหน่อยมาได้ไงคะ ละ…แล้วนั่น พี่นิดหน่อยท้องเหรอคะ?”แพรพรรณร้องถามเสียงสูง ทั้งดีใจที่เห็นคนซึ่งเธอเคารพไม่ต่างจากพี่สาวมาหา แต่พอได้มองใกล้ ๆ เห็นหน้าท้องที่นูนชัด ก็ทำเอาดวงตาเธอเบิกกว้างแทบถลน"สวัสดีป้านิดจ้า น้องขวัญคิดถึงจัง"เจ้าหญิงตัวน้อยวิ่งปรี่มากอดขานิดหน่อยแน่นด้วยความคิดถึง ยังไม่ทันที่นิดหน่อยจะก้มลงคุยกับหลานสาว คนเป็นสามีก็ขยับเข้ามาอุ้มพาขวัญขึ้นแทน เพราะเกรงว่าภรรยาก้มตัวแล้วจะอึดอัด“สวัสดีจ้ะคุณลุงธนินทร์” พาขวัญเอ่ยอย่างสนิทสนม ไม่ได้ตกใจเลยที่ถูกอุ้ม เพราะเธอรักและคุ้นเคยกับชายคนนี้ไม่แพ้ป้านิดหน่อยเลย ตอนที่แม่พาไปเชียงใหม่ ก็ได้เจอกันบ่อย ๆ ตอนที่แม่ไปเยี่ยมป้านิดที่ทำงาน"เด็กดี เดี๋ยวลุงอุ้มนะลูก ป้านิดหน่อยมีน้องในท้อง อุ้มหนู
"เอาละครับ ตอนนี้พร้อมแล้ว หมอจะเปิดผ้าแล้วนะครับ"เสียงคุณหมอวัยกลางคนพูดขึ้นอย่างใจดี และในตอนนั้นเองคนที่อยู่ในชุดผู้ป่วยก็รู้สึกเกร็งขึ้นมา แต่ฝ่ามือใหญ่ที่กอบกุมกันเอาไว้ข้างนึงพร้อมด้วยฝ่ามือเล็ก ๆ ของลูกสาวที่จับมือเธอเอาไว้อีกข้างก็ทำเอาเธออุ่นซ่านในใจ"แม่จ๋า แม่ไม่ต้องตื่นเต้นนะจ๊ะ เดี่ยวแม่ก็จะได้เห็นหน้าน้องขวัญแล้วน้า เย้ ๆ แม่จะได้เห็นหน้าน้องขวัญแล้ว " เสียงเด็กน้อยที่พูดอยู่ข้าง ๆ แลดูตื่นเต้นมากกว่าคนเป็นแม่เสียอีก ทำเอาคนที่รออย่างใจจดใจจ่อทั้งเจ้าสัวไพบูลย์ ทั้งคุณหญิงอาภาและป้าแป้นต่างก็พากันยิ้มออกมา ส่วนคนเป็นพ่อเองนั้นก็ทั้งตื่นเต้นทั้งกังวลไม่แพ้คนป่วยเลยเหมือนกันในที่สุดดวงตาของเธอก็จะได้มองเห็นอีกครั้งนึงแล้ว "เรียบร้อยแล้วครับ ค่อย ๆ ลืมตานะครับ" คุณหมอพูดหลังจากที่เอาผ้าออกจากดวงตาของหญิงสาวทั้งสองข้างเรียบร้อยแล้ว หลังจากที่คุณหมอค่อย ๆ เอาผ้าปิดตาออกจากดวงตาทั้งสองข้างของแพรพรรณ ความมืดที่เธอคุ้นชินมาตลอดช่วงพักรักษาตัวก็ค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วย
“ขออนุญาตคร๊าบ~ ท่านประธาน”เสียงเคาะประตูพร้อมกับน้ำเสียงลากยาวที่ฟังดูก็รู้ว่าเจ้าตัวตั้งใจขัดจังหวะ ทำเอาวิศรุตถึงกับจิ๊ปากออกมาอย่างหงุดหงิด“เข้ามา”วิศรุตเอ่ยเสียงเข้ม พร้อมกับปล่อยมือจากหญิงสาว แพรพรรณรีบจัดเสื้อผ้าแล้วขยับไปนั่งห่างอย่างรวดเร็ว สีหน้ายังคงแดงระเรื่อเพราะเขินอาย แต่ก็ไม่พ้นสายตาของปรินทร์ที่มองแล้วยิ้มกริ่มด้วยความชอบใจ“ขอโทษที่มาขัดจังหวะนะครับ แต่พอดีมีงานด่วนเข้ามาน่ะคร๊าบบ~” น้ำเสียงที่ยังคงลากยาวแซว ๆ ทำเอาแพรพรรณขัดเขินไม่น้อย ส่วนวิศรุตที่เห็นท่าทางของลูกน้องก็ถลึงตาใส่ ปรินทร์ที่เห็นก็สะดุ้ง รีบหุบยิ้มแล้วยกแฟ้มเอกสารไปวางไว้บนโต๊ะอย่างรู้หน้าที่ทันที“โอ๊ะ! เจ้านายครับ นี่ครับ ผมตรวจสอบทุกแฟ้มอย่างละเอียดเรียบร้อยแล้ว เชิญดูได้เลยนะครับ!”ปรินทร์พูดจบก็รีบหมุนตัวจะเดินออกไปแทบไม่ทัน เมื่อเห็นใบหน้าบูดบึ้งของเจ้านายตัวเองที่ยังไม่หายขัดใจจากการถูกขัดจังหวะ‘แต่กระผมไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ นะครับ งานมันรอไม่ได้จริง ๆ ค่อยไปสวีทกันต่อที่บ้านนะครับท่านป
พ่อของเธอแม้จะเคยดื้อรั้นและหยิ่งในศักดิ์ศรี แต่ครั้งนี้กลับยินยอมรับความช่วยเหลือโดยไม่เกี่ยงงอน เพราะลึก ๆ แล้ว เขารู้ว่าหากไม่รับ สิ่งที่สร้างมาตลอดชีวิตอาจสูญสลายไปต่อหน้าต่อตา และอย่างน้อยเขายังพอเหลือมรดกไว้ให้ลูกสาวและหลานสาวได้ใช้เป็นหลักประกันในวันข้างหน้าส่วนเรื่องของเธอกับวิศรุต แม้ว่าเขาจะพาเธอเข้ามาอยู่ในฐานะแม่ของลูกและพร้อมที่จะเริ่มต้นครอบครัวใหม่แล้วยังจะให้เธอจดทะเบียนสมรสกับเขาแต่เธอรู้ตัวดีว่าเธอไม่เหมาะสมกับเขาเลยแม้แต่น้อยเขาเป็นนักธุรกิจหนุ่มอนาคตไกลจะให้มาจมปลักอยู่กับคนตาบอดแบบเธอได้ยังไง ถึงแม้ว่าเธอเต็มใจยอมมาอยู่ด้วยกับเขาแต่เธอก็มาในฐานะแม่ของลูกเขา หากอนาคตข้างหน้าลูกเรื่องมากกว่านี้วันหนึ่ง จะมีผู้หญิงที่พร้อมที่เพียบพร้อมสามารถเดินคู่กับเขาอย่างเชิดหน้าชูตาได้ และเธอคิดว่าวันนั้นลูกเธอก็คงจะเข้าใจและนั่นจึงเป็นเหตุผลที่แพรพรรณใจแข็ง และปฏิเสธที่จะจดทะเบียนสมรสกับเขาทางด้านของวิศรุตเขานั่งพิงกำแพงอยู่อีกฟากหนึ่งของประตูห้องน้ำ ไอแพดในมือยังเปิดค้างอยู่ที่รายชื่อโรงพยาบาลชั้นนำจากต่างป
“ถ้าทะเลาะกันแบบนี้ แม่ไม่กินข้าวจริง ๆ ด้วย”เท่านั้นแหละ ทุกอย่างเงียบสนิท สองพ่อลูกหันมามองหน้าเธอพร้อมกัน ใบหน้าหงอยเป็นลูกหมาพร้อมใจกันหยิบช้อนขึ้นมาตักอาหารเข้าปากตนเองทันที ทำเอาเจ้าสัวไพบูลย์และคุณหญิงอาภาถึงกับหัวเราะลงคอด้วยความชอบใจ แค่นี้ก็รู้แล้วว่า ในบ้านหลังนี้ ใครใหญ่ที่สุดจากนั้นแพรพรรณก็เริ่มทานอาหาร ถึงแม้ว่าเธอจะไม่สามารถตักอาหารได้แต่อาหารที่เธอชอบก็มาอยู่วันจานเธออยู่ตลอดไม่ต้องบอกว่าเป็นฝีมือใครนอกจากคนเป็นเจ้าของบ้านและลูกสาวของเธอ วิศรุตคอยดูแลเธออยู่ไม่ห่าง ไม่เพียงแค่ตักอาหารเท่านั้นเขายังใช้ทิชชูซับมุมปากเธอเมื่อเห็นว่ามีอะไรเปื้อนเล็กน้อย ทำเอาลูกสาวที่นั่งมองอยู่ทำหน้าตูม มองค้อนใส่พ่อทันทีเพราะอะไรน่ะหรือ ก็เพราะคุณพ่อแย่งหน้าที่ของเธอไปอีกแล้วไงล่ะ!หลังจากจบมื้ออาหาร ก็เป็นดั่งทุกครั้ง เมื่อวิศรุตอุ้มแพรพรรณทันทีเพื่อพาเธอไปยังห้องนอนของพวกเขา โดยมีลูกสาววิ่งดุ๊กดิ๊กตามไปไม่ห่าง“อ๊ะ! รุต ปล่อยแพรนะคะ แพรจะเดินเอง” เสียงหวานเอ่ยค้านขึ้นทันทีที่ร่างบางถูกอุ้มลอ
เธอจ้องไปยังแม่ของเธอ คนที่เธอเฝ้ารอ ร้องไห้ด้วยความคิดถึงอยู่ทุกวัน แต่ตอนนี้กำลังกอดเด็กที่นั่งตักตัวเองอยู่ และยังมีเด็กคนอื่นอีกหลายคนที่ล้อมหน้าล้อมหลังเด็กน้อยดีใจที่เจอแม่ แต่ก็ปวดใจที่แม่ไม่มองเธอเลย น้ำตาไหลพราก เสียงร้องไห้แปรเปลี่ยนเป็นเพียงเสียงสะอื้นแผ่ว ๆ ในลำคอ ดวงตาคู่น้อยนั้นเต็มไปด้วยความผิดหวัง สับสนและโกรธคนเป็นแม่ เธอมองแม่ด้วยความน้อยใจ'แม่ลืมหนูแล้วเหรอ? ทำไมแม่ถึงกอดคนอื่น ไม่มองหนูเลย?'พอวิศรุตเห็นลูกสาวเสียใจที่ผู้เป็นแม่กอดเด็กคนอื่น เขาก็อุ้มร่างเล็กขึ้นมาแนบอกทันที มือใหญ่อบอุ่นลูบผมลูกเบา ๆ ก่อนจะกระซิบอย่างอ่อนโยนตรงข้างหู“ชู่ว...ไม่ร้องนะคนเก่งของพ่อ หนูดูเงียบ ๆ ก่อนนะลูก ดูแม่ก่อน แล้วเราค่อยไปหาแม่ด้วยกัน เข้าใจไหมครับ”พาขวัญพยักหน้าทั้งน้ำตา กอดคอพ่อแน่นแล้วมองผู้เป็นแม่ตรงหน้าขณะนั้นเอง ครูบัวก้าวเข้ามาในห้องด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม หวังจะมาตามเด็ก ๆ ไปทานอาหารที่มีผู้ใจบุญมามอบให้ ทว่าเมื่อสายตาเธอปะทะเข้ากับภาพตรงหน้าสองพ่อลูกที่ยืนกอดกันอยู่ ดวงตาของเด็กน้อยแ







