LOGINขบวนทัพของหยางหวางเคลื่อนทัพอีกครั้ง การเดินทางทั้งวันนั้น ในที่สุดกำแพงสูงของวังหลวงก็เริ่มปรากฏอยู่ไกลๆ ท่ามกลางหมอกยามเย็น เหล่าทหารต่างเพิ่มความระมัดระวังขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะทุกคนรู้ดีว่าจากตรงนี้ไปคือเขตอำนาจของลี่เหวินหานแล้วหยางหวางควบม้าอยู่ด้านหน้า สายตาคมกวาดมองพื้นที่โดยรอบ ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นกลุ่มคนจำนวนมากอยู่ริมถนนด้านหน้า คนเหล่านั้นแต่งกายซอมซ่อ บางคนเป็นคนเร่ร่อน บางคนเป็นชาวบ้านที่ถูกจับตัวมา และบางคนยังมีเด็กกับคนชราปะปนอยู่ด้วย ทหารของลี่เหวินหานกำลังใช้เชือกมัดพวกเขาเป็นกลุ่มๆ ก่อนบังคับให้เดินทางไปยังวังหลวง อวิ๋นเซ่อขมวดคิ้ว "ไท่จื่อ นั่นคือ..." หยางหวางยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้กองทัพหยุดทันที ก่อนมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบงัน ทหารของลี่เหวินหานกำลังลากคนเหล่านั้นเข้าไปในวังทหารคนหนึ่งตะโกนขึ้น "เร็วเข้า พาคนพวกนี้ไปให้หมดตามบัญชาฝ่าบาท" อีกคนรีบลากชายชราคนหนึ่งที่เดินไม่ไหวให้ลุกขึ้น "เดินไป ฝ่าบาทต้องการให้พวกเจ้าไปเพิ่มพลังให้หยกอีก หากใครขัดขืนก็จัดการเสีย" ชายชราสะดุดล้มลงกับพื้น แต่ทหารกลับยกไม้ขึ้นเตรียมฟาดใส่ ทำให้หญิงสาวที่อยู่ข้างๆ รีบร้องไห้แล้วเข้
หลังจากเดินทางต่อมาอีกพักใหญ่ หยางหวางก็ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ขบวนทั้งหมดหยุด ก่อนเอ่ยเสียงเรียบว่า "พักทัพตรงนี้" เหล่าทหารรีบหยุดม้าตามคำสั่งและกระจายกำลังออกจัดพื้นที่พักทันที หยางหวางกวาดสายตามองไปรอบด้านอย่างระมัดระวัง ภูเขาสองข้างยังคงทอดยาว ป่าทึบปกคลุมพื้นที่โดยรอบจนไม่อาจรู้ได้ว่ามีศัตรูซ่อนอยู่ที่ใด ก่อนจะกำชับว่า "อย่าประมาท แม้เราจะถอยออกจากสนามรบมาแล้ว แต่ข้ายังไม่เชื่อว่าศัตรูจะยอมปล่อยพวกเราไปง่ายๆ ทุกหน่วยจัดเวรยามเพิ่มขึ้นสองเท่า ตรวจสอบแนวป่าและเส้นทางด้านหลังให้ละเอียด หากพบสิ่งผิดปกติให้รายงานทันที" เหล่าทหารรับคำพร้อมกัน ก่อนที่อวิ๋นเซ่อจะนำคนของตนออกตั้งแนวป้องกันรอบค่ายพัก ส่วนอวิ๋นเหยียนจัดทหารออกตรวจตราตามแนวป่า ขณะที่เฉินเจิ้งกั๋วรีบจัดกำลังพลที่เหลือให้ดูแลผู้บาดเจ็บ ภายในเวลาไม่นานบริเวณที่พักก็ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นค่ายชั่วคราวที่มีการป้องกันรัดกุมหยางหวางจึงหันกลับไปยังกลุ่มทหารที่กำลังคุมตัวนักโทษ ตรงกลางกลุ่มนั้นคือหลิวโยว่เฉวียน เงยหน้ามองหยางหวาง ก่อนยกยิ้มบางๆ “ท่านแม่ทัพข้าหยางวางจำเป็นต้องขอให้นำตัวหลิวโยว่เฉวียนขังไว้ในกรง” หลิวโยวเยว่พยักหน้า
ภายในบ้านไม้ไผ่โหลวหรานกำลังนั่งเด็ดใบสมุนไพรอยู่หน้าบ้าน ข้างกายมีบริวารดินกำลังช่วยกันคัดแยกผักที่เพิ่งเก็บเกี่ยว จู่ๆ เสียงของระบบก็ดังขึ้นในห้วงจิต"นายหญิงเจ้าขา"โหลวหรานเงยหน้าขึ้น "อะไรอีก"ระบบเด้งออกมาจากอากาศพร้อมรอยยิ้มกว้าง "วันนี้ข้าน้อยภูมิใจนำเสนอ พวกเรามาตรวจดูความคืบหน้าของทัพไท่จื่อกันเถอะเจ้าค่ะ" โหลวหรานทำหน้าประหลาดใจ "ได้ด้วยหรือ"ระบบพยักหน้ารัวๆ "ได้สิเจ้าคะ ตอนนี้นายหญิงอยู่ในด่านสุดท้ายแล้ว ระบบสามารถตรวจสอบสถานการณ์สำคัญของโลกนิยายได้บางส่วน"ฟุ่บ หน้าต่างสีทองขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นตรงหน้าโหลวหราน ภาพสนามรบค่อยๆ ชัดขึ้น เผยให้เห็นกองทัพของหยางหวางกำลังตั้งแนวอยู่กลางทุ่งกว้าง ส่วนอีกฟากหนึ่ง กองทัพขนาดใหญ่ของลี่เหวินหานกำลังตั้งรับอยู่หลังแนวเขาระบบชี้ไปยังภาพอย่างภาคภูมิใจ "ดูสิคะ ตอนนี้ไท่จื่อยังไม่ถือว่าได้เปรียบและก็ไม่ได้เสียเปรียบเจ้าค่ะ กองทัพทั้งสองฝ่ายมีกำลังใกล้เคียงกัน เพียงแต่เมื่อครู่กองทัพของไท่จื่อใช้ปืนใหญ่โจมตี ทำให้สามารถกดดันและบีบให้กองทัพของลี่เหวินหานถอยออกไปได้"โหลวหรานมองภาพตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนขมวดคิ้ว"เดี๋ยวนะ..."นางหันกลับม
หลังจากได้รับข่าวจากหน่วยลาดตระเวนว่ากองทัพของลี่เหวินหานกำลังเคลื่อนออกจากเมืองหลวง หยางหวางจึงตัดสินใจนำกำลังออกจากค่ายทันที เพราะหากปล่อยให้กองทัพฝ่ายนั้นเคลื่อนลงใต้ต่อไป เมืองสำคัญที่เป็นเส้นทางลำเลียงเสบียงจะตกอยู่ในมือของศัตรู และเมื่อถึงเวลานั้นกองทัพของพวกเขาจะถูกตัดขาดจากเสบียงโดยสิ้นเชิง ดังนั้นหยางหวางจึงเลือกเส้นทางลัดผ่านหุบเขา มุ่งหน้าไปยังทุ่งราบแห่งหนึ่งซึ่งเป็นจุดตัดระหว่างเส้นทางหลักกับเส้นทางลำเลียง ก่อนตั้งใจใช้พื้นที่นั้นสกัดกองทัพของลี่เหวินหานเอาไว้แต่ในเวลาเดียวกัน ข่าวการเคลื่อนทัพของหยางหวางก็ถูกส่งไปถึงลี่เหวินหานเช่นกัน ลี่เหวินหานจึงเปลี่ยนเส้นทางจากเดิมและเร่งกำลังมาทางทิศตะวันออก เพราะรู้ว่าหากปล่อยให้หยางหวางยึดทุ่งราบแห่งนั้นได้ เขาจะไม่สามารถส่งกำลังเสริมและเสบียงเข้าสู่แนวหน้าได้อีกต่อไป ทั้งสองกองทัพจึงต่างมุ่งหน้าสู่จุดเดียวกันโดยไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามก็กำลังเดินทางมาเช่นกันจนกระทั่งยามสายของวันนั้น เสียงกลองศึกก็ดังขึ้นจากอีกฟากของทุ่งกว้างตึง ตึง ตึงทหารลาดตระเวนของหยางหวางรีบควบม้ากลับมา ก่อนกระโดดลงจากหลังม้าแล้วคุกเข่ารายงาน "ไท่จื่อพ่ะย่
ยามค่ำคืนกองทัพของหยางหวางกำลังเคลื่อนผ่านเส้นทางภูเขาอย่างเงียบเชียบ คบเพลิงถูกลดแสงลงจนเหลือเพียงประกายสลัว ทหารแต่ละนายเดินอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีผู้ใดส่งเสียงดังเกินความจำเป็นบนเนินเขาด้านข้าง มู่เยว่เฉินกำลังควบม้าสำรวจเส้นทางร่วมกับเหลียนซู แต่เมื่อสายตากวาดลงไปยังหุบเขาเบื้องล่าง เขากลับเห็นธงประจำกองทัพของหยางหวางกำลังเคลื่อนเข้ามามู่เยว่เฉินชะงักทันที ก่อนรีบดึงบังเหียนพาม้าหลบเข้าไปหลังแนวต้นไม้ "หยุดก่อน" เขากระซิบเสียงต่ำ เหลียนซูเองก็รีบตามเข้าไปหลบด้านหลัง ก่อนชะโงกหน้ามองกองทัพที่กำลังเคลื่อนผ่านไปอย่างระมัดระวัง"นั่นมิใช่กองทัพของไท่จื่อหรือ"มู่เยว่เฉินไม่ตอบในทันที สายตายังคงจับจ้องขบวนทหารเบื้องล่างอย่างละเอียด จนกระทั่งมองเห็นบุรุษผู้หนึ่งถูกคุมตัวอยู่ท่ามกลางทหารองครักษ์ สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไปหลิวโยว่เฉวียนเขากำสายบังเหียนแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เหลียนซูเองก็เห็นเช่นกัน ดวงตาเบิกกว้าง "นั่น...หลิวโยว่เฉวียนมิใช่หรือ""ใช่"เสียงของมู่เยว่เฉินเย็นลงทันที"เหตุใดเขาจึงอยู่ในขบวนของไท่จื่อ"ทั้งสองมองหน้ากัน ไม่มีใครตอบคำถามนั้นได้ แต่สีหน้าของมู่เยว่เฉินกลับเ
หลิวโยว่เฉวียนถูกทหารคุมตัวเดินผ่านแนวทัพไปได้ไม่กี่ก้าว หลิวโยว่เยว่กลับควบม้าตามเข้ามาขวาง ก่อนมองน้องชายฝาแฝดด้วยสายตาเย็นชา "เจ้าหมายความว่าอย่างไร โยว่เฉวียน เหตุใดจึงเป็นลี่เหวินหาน"หลิวโยว่เฉวียนหยุดเดินแล้วหันกลับมา รอยยิ้มบางๆ แตะอยู่บนริมฝีปาก "พี่ใหญ่ยังคิดว่าข้าแพ้อยู่หรือ""หากไม่ให้คิดเช่นนั้น แล้วเจ้ากำลังทำอะไรก่อนนั้นชิงบัลลังก์ บัดนี้เช่นไรจึงมาเร่ร่อนอยู่ที่นี่"หลิวโยว่เฉวียนไม่ได้ตอบ เพียงเหลือบมองไปทางหยางหวางที่อยู่ไม่ไกล จากนั้นจึงหันกลับมามองพี่ชาย "บางครั้งการวางดาบลง ไม่ได้หมายความว่าคนผู้นั้นหมดหนทางต่อสู้"หลิวโยว่เยว่ขมวดคิ้ว "พูดให้รู้เรื่อง""ข้าก็พูดอยู่เพียงแต่พี่ใหญ่อาจยังไม่เข้าใจ"เขาหัวเราะเบาๆ "ไม่เข้าใจเรื่องใด"หลิวโยว่เฉวียนมองไปทางเมืองหลวงอีกครั้ง แสงสีแดงจางๆ ยังคงสะท้อนอยู่เหนือเส้นขอบฟ้า "ตอนนี้คนที่พี่ใหญ่ควรระวัง ไม่ใช่ข้า"หลิวโยว่เยว่ชะงัก "ใคร""ลี่เหวินหาน"ชื่อที่หลุดออกมาทำให้สีหน้าของหลิวโยว่เยว่เคร่งลงทันทีหลิวโยว่เฉวียนเอ่ยต่ออย่างไม่รีบร้อน "เขาได้หยกไปแล้วใช่หรือไม่"หลิวโยว่เยว่ไม่ตอบ อีกฝ่ายกลับหัวเราะเบาๆ "ไม่ตอบก็







