ログインหลังจากได้รับข่าวจากหน่วยลาดตระเวนว่ากองทัพของลี่เหวินหานกำลังเคลื่อนออกจากเมืองหลวง หยางหวางจึงตัดสินใจนำกำลังออกจากค่ายทันที เพราะหากปล่อยให้กองทัพฝ่ายนั้นเคลื่อนลงใต้ต่อไป เมืองสำคัญที่เป็นเส้นทางลำเลียงเสบียงจะตกอยู่ในมือของศัตรู และเมื่อถึงเวลานั้นกองทัพของพวกเขาจะถูกตัดขาดจากเสบียงโดยสิ้นเชิง ดังนั้นหยางหวางจึงเลือกเส้นทางลัดผ่านหุบเขา มุ่งหน้าไปยังทุ่งราบแห่งหนึ่งซึ่งเป็นจุดตัดระหว่างเส้นทางหลักกับเส้นทางลำเลียง ก่อนตั้งใจใช้พื้นที่นั้นสกัดกองทัพของลี่เหวินหานเอาไว้แต่ในเวลาเดียวกัน ข่าวการเคลื่อนทัพของหยางหวางก็ถูกส่งไปถึงลี่เหวินหานเช่นกัน ลี่เหวินหานจึงเปลี่ยนเส้นทางจากเดิมและเร่งกำลังมาทางทิศตะวันออก เพราะรู้ว่าหากปล่อยให้หยางหวางยึดทุ่งราบแห่งนั้นได้ เขาจะไม่สามารถส่งกำลังเสริมและเสบียงเข้าสู่แนวหน้าได้อีกต่อไป ทั้งสองกองทัพจึงต่างมุ่งหน้าสู่จุดเดียวกันโดยไม่รู้ว่าฝ่ายตรงข้ามก็กำลังเดินทางมาเช่นกันจนกระทั่งยามสายของวันนั้น เสียงกลองศึกก็ดังขึ้นจากอีกฟากของทุ่งกว้างตึง ตึง ตึงทหารลาดตระเวนของหยางหวางรีบควบม้ากลับมา ก่อนกระโดดลงจากหลังม้าแล้วคุกเข่ารายงาน "ไท่จื่อพ่ะย่
ยามค่ำคืนกองทัพของหยางหวางกำลังเคลื่อนผ่านเส้นทางภูเขาอย่างเงียบเชียบ คบเพลิงถูกลดแสงลงจนเหลือเพียงประกายสลัว ทหารแต่ละนายเดินอย่างเป็นระเบียบ ไม่มีผู้ใดส่งเสียงดังเกินความจำเป็นบนเนินเขาด้านข้าง มู่เยว่เฉินกำลังควบม้าสำรวจเส้นทางร่วมกับเหลียนซู แต่เมื่อสายตากวาดลงไปยังหุบเขาเบื้องล่าง เขากลับเห็นธงประจำกองทัพของหยางหวางกำลังเคลื่อนเข้ามามู่เยว่เฉินชะงักทันที ก่อนรีบดึงบังเหียนพาม้าหลบเข้าไปหลังแนวต้นไม้ "หยุดก่อน" เขากระซิบเสียงต่ำ เหลียนซูเองก็รีบตามเข้าไปหลบด้านหลัง ก่อนชะโงกหน้ามองกองทัพที่กำลังเคลื่อนผ่านไปอย่างระมัดระวัง"นั่นมิใช่กองทัพของไท่จื่อหรือ"มู่เยว่เฉินไม่ตอบในทันที สายตายังคงจับจ้องขบวนทหารเบื้องล่างอย่างละเอียด จนกระทั่งมองเห็นบุรุษผู้หนึ่งถูกคุมตัวอยู่ท่ามกลางทหารองครักษ์ สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไปหลิวโยว่เฉวียนเขากำสายบังเหียนแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เหลียนซูเองก็เห็นเช่นกัน ดวงตาเบิกกว้าง "นั่น...หลิวโยว่เฉวียนมิใช่หรือ""ใช่"เสียงของมู่เยว่เฉินเย็นลงทันที"เหตุใดเขาจึงอยู่ในขบวนของไท่จื่อ"ทั้งสองมองหน้ากัน ไม่มีใครตอบคำถามนั้นได้ แต่สีหน้าของมู่เยว่เฉินกลับเ
หลิวโยว่เฉวียนถูกทหารคุมตัวเดินผ่านแนวทัพไปได้ไม่กี่ก้าว หลิวโยว่เยว่กลับควบม้าตามเข้ามาขวาง ก่อนมองน้องชายฝาแฝดด้วยสายตาเย็นชา "เจ้าหมายความว่าอย่างไร โยว่เฉวียน เหตุใดจึงเป็นลี่เหวินหาน"หลิวโยว่เฉวียนหยุดเดินแล้วหันกลับมา รอยยิ้มบางๆ แตะอยู่บนริมฝีปาก "พี่ใหญ่ยังคิดว่าข้าแพ้อยู่หรือ""หากไม่ให้คิดเช่นนั้น แล้วเจ้ากำลังทำอะไรก่อนนั้นชิงบัลลังก์ บัดนี้เช่นไรจึงมาเร่ร่อนอยู่ที่นี่"หลิวโยว่เฉวียนไม่ได้ตอบ เพียงเหลือบมองไปทางหยางหวางที่อยู่ไม่ไกล จากนั้นจึงหันกลับมามองพี่ชาย "บางครั้งการวางดาบลง ไม่ได้หมายความว่าคนผู้นั้นหมดหนทางต่อสู้"หลิวโยว่เยว่ขมวดคิ้ว "พูดให้รู้เรื่อง""ข้าก็พูดอยู่เพียงแต่พี่ใหญ่อาจยังไม่เข้าใจ"เขาหัวเราะเบาๆ "ไม่เข้าใจเรื่องใด"หลิวโยว่เฉวียนมองไปทางเมืองหลวงอีกครั้ง แสงสีแดงจางๆ ยังคงสะท้อนอยู่เหนือเส้นขอบฟ้า "ตอนนี้คนที่พี่ใหญ่ควรระวัง ไม่ใช่ข้า"หลิวโยว่เยว่ชะงัก "ใคร""ลี่เหวินหาน"ชื่อที่หลุดออกมาทำให้สีหน้าของหลิวโยว่เยว่เคร่งลงทันทีหลิวโยว่เฉวียนเอ่ยต่ออย่างไม่รีบร้อน "เขาได้หยกไปแล้วใช่หรือไม่"หลิวโยว่เยว่ไม่ตอบ อีกฝ่ายกลับหัวเราะเบาๆ "ไม่ตอบก็
ภายในห้องลับใต้พระราชวังเงียบสนิท มีเพียงแสงสีแดงจากหยกที่กำลังเต้นเป็นจังหวะอยู่กลางแท่นหิน ลี่เหวินหานยืนอยู่เบื้องหน้ามัน สีหน้าซีดเซียวกว่าหลายวันก่อนมาก ในมือกำมีดสั้นเล่มหนึ่งแน่น เขามองคมมีดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกัดฟันแล้วกรีดลงบนฝ่ามือตัวเอง ฉึก เลือดสีแดงสดไหลออกมาตามร่องนิ้ว หยดลงบนหยกทีละหยดทันทีที่เลือดสัมผัสพื้นผิวของหยก แสงสีแดงก็พลันสว่างวาบ เส้นพลังบางอย่างพุ่งย้อนขึ้นมาตามแขนของลี่เหวินหานราวกับมีบางสิ่งกำลังดูดเลือดจากร่างกายโดยตรง เขากัดฟันแน่น ร่างกายสั่นสะท้าน ก่อนรีบกำหมัดอีกข้างเพื่อฝืนยืนต่อ “ด้วยโลหิตของข้าเจ้าต้องเชื่อฟังข้า" ความเจ็บปวดแล่นจากฝ่ามือขึ้นไปถึงหัวไหล่ ราวกับเส้นเลือดทุกเส้นกำลังถูกเผาไหม้จากภายใน แต่ลี่เหวินหานกลับไม่ยอมปล่อยหยก เขารู้แล้วว่านี่คือวิธีเดียวที่จะทำให้มันเชื่อฟังภาพหนึ่งพลันย้อนกลับเข้ามาในความทรงจำครั้งหนึ่งเขาเคยยืนมองหลิวโยว่เฉวียนอยู่ตรงหน้า ชายผู้นั้นเคยกรีดเลือดของตัวเองลงบนหยกเช่นเดียวกัน ทุกครั้งที่หยกต้องการพลัง หลิวโยว่เฉวียนก็จะใช้เลือดของตัวเองเป็นเครื่องแลกเปลี่ยน ตอนนั้นลี่เหวินหานเคยคิดว่ามันเป็นเพียงวิธีควบคุมของ
กลางดึก มู่เยว่เฉินฝ่าความมืดออกจากค่ายกลอย่างทุลักทุเล เสื้อผ้าของเขาเต็มไปด้วยฝุ่นและคราบเลือด บาดแผลตามร่างกายทำให้ทุกย่างก้าวหนักอึ้ง แต่เขายังคงกัดฟันทนจนในที่สุดก็มาถึงจุดนัดหมายเดิม ทว่าแทนที่จะพบคนของหลิวโยว่เฉวียน มู่เยว่เฉินกลับเห็นเหลียนซูยืนรออยู่ใต้ต้นไม้ เมื่อเห็นสภาพของเขา สีหน้าของเหลียนซูเปลี่ยนไปทันที รีบเดินเข้ามาประคอง "มู่เยว่เฉิน เจ้าเป็นอะไร เหตุใดถึงบาดเจ็บถึงเพียงนี้"มู่เยว่เฉินปัดมือของอีกฝ่ายเบาๆ ก่อนถามเสียงแหบ "ฝ่าบาทหลิวโยว่เฉวียนอยู่ที่ใด"เหลียนซูเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ "ไม่ต้องตามหาเขาแล้ว หลิวโยว่เฉวียนหมดอำนาจแล้ว"มู่เยว่เฉินชะงัก"ตอนนี้คนของเขากระจัดกระจายกันหมด วังหลวงก็ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของเขาอีกต่อไปลี่เหวินหานควบคุมทุกอย่างแม้กระทั่งหยก" เหลียนซูมองเขาด้วยแววตาจริงจัง "พวกเราหนีไปกันเถอะ มู่เยว่เฉิน เรื่องนี้จบแล้ว อย่าเข้าไปยุ่งอีกเลย"มู่เยว่เฉินกลับเงียบไปนาน ก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้าที่อยู่ไกลออกไป "จบแล้วงั้นหรือ"เหลียนซูพยักหน้า "ใช่"มู่เยว่เฉินกำหมัดแน่น "แต่ข้ายังไม่คิดว่ามันจบ"เหลียนซูขมวดคิ้ว "เจ้าจะทำอะไร"มู่เยว่
ค่ำคืนก่อนเคลื่อนทัพ ท้องฟ้าเหนือค่ายกลเงียบสงบ จันทร์ดวงกลมแขวนอยู่เหนือยอดเขา โหลวหรานยืนอยู่ริมหน้าผาเพียงลำพัง สายตาทอดมองแสงจันทร์ที่ส่องลงบนผืนป่า จนกระทั่งเสียงฝีเท้าคุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง"ยังไม่นอนอีกหรือ"โหลวหรานหันกลับไป ก่อนจะเห็นหยางหวางเดินเข้ามาหยุดอยู่ไม่ไกล ใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง แต่แววตากลับต่างจากทุกวัน"พรุ่งนี้ต้องเคลื่อนทัพแล้วสินะเพคะ"หยางหวางพยักหน้า "ใช่ พรุ่งนี้พวกเราจะออกเดินทาง เรื่องนี้...คงได้จบลงเสียที"เขาหยุดอยู่ข้างกายโหลวหราน มองดวงจันทร์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบาๆ "ข้าห่วงเจ้าไม่น้อยแต่ทำได้เพียงบอกเจ้าว่าดูแลตัวเองให้ดี"โหลวหรานยิ้ม "ข้าดูแลตัวเองได้เพคะ ไท่จือไม่ต้องเป็นห่วงความจริงแล้วถึงเราจะหมั้นหมายกัน แต่ก็ไม่จำเป็นต้องอยู่ข้างกันตลอด""ข้ารู้ แต่ถ้าเลือกได้ข้าเลือกที่จะให้เจ้าปลอดภัยอยู่ที่นี่" หยางหวางตอบ แต่แววตายังคงเต็มไปด้วยความกังวล "เพราะฉะนั้นหากเราชนะสงครามก็ดี แต่หากเราแพ้..." เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหันมามองโหลวหรานโดยตรง "เจ้าจงพาคนทั้งหมดหนีไปจากที่นี่เสีย"โหลวหรานชะงัก"พาพวกผู้หญิง เด็ก คนชรา และคนที่เหลือทั้ง







