LOGINหลายอาทิตย์ต่อมา
เรื่องในคืนนั้นกลายเป็นความทรงจำหนึ่งที่ยังติดตาตรึงใจฉัน แต่หลังจากคืนนั้นฉันก็ไม่ไปร้านเหล้าอีกเลย ไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบนั้นกับใครอีกเลย
เราไม่ได้แลกไลน์กันอย่างที่เขาบอก จึงไม่ได้ติดต่อกัน หลังจากคืนนั้นที่เรามีอะไรกันไปหลายรอบและเขาออกจากห้องฉันไปเกือบเช้า ไม่ได้นอนที่ห้องฉัน เพราะหลังจากเสร็จกิจที่ยาวนานเขาก็กลับไปเลย
และฉันก็ภาวนาตั้งแต่วันนั้นว่าอย่าให้เราได้เจอกันอีกไม่ว่าจะพื้นที่ไหนในมหาวิทยาลัยหรือบนโลกนี้ก็ตาม
“พวกแก คืนนี้อย่าไปช้านะ ถ้าสามทุ่มไม่มีคนนั่งเขายึดเก้าอี้ที่จอง” เสียงของคะนิ้ง เพื่อนในกลุ่มคนหนึ่งพูดขึ้น
“เออ รู้แล้วน่า”
ตอนนี้ฉันเรียนอยู่คณะบริหารธุรกิจ ชั้นปีที่สาม มีเพื่อนที่อยู่กลุ่มเดียวกันสามคนนั่นคือเค้ก คะนิ้ง และต้องตา
ฉันจะสนิทกับเค้กมากกว่าคนอื่นเพราะมีอะไรฉันมักจะเล่าให้มันฟังคนแรก และนิสัยเราดูเข้ากันมากที่สุด
คะนิ้งจะเป็นพวกชอบเที่ยวหน่อย ถึงแม้จะมีแฟนเป็นตัวเป็นตนแล้วแต่ก็มีแอบคุยกับคนอื่นสนุก ๆ ส่วนต้องตาจะเป็นคนเรียบร้อย พูดน้อยแต่ด่าทีเจ็บมาก
“เค้กมารับเราด้วยนะ” ต้องตาพูดแล้วยิ้มนิด ๆ
เรามักจะรู้สึกไม่ดีกันเสมอเวลาที่ต้องพายัยนี่ไปร้านเหล้า เพราะยัยต้องตาน่าจะเหมาะกับการไปวัดมากกว่า
“ได้เลยค่าคนสวย เดี๋ยวจะไปรับยัยเตยก่อนแล้วไปรับแก” เพราะกลุ่มเรามีแค่เค้กกับคะนิ้งที่มีรถยนต์ใช้เราจึงมักจะอาศัยพวกมันตลอด
“อาจจะมีผู้ชายไปนั่งด้วย” คะนิ้งบอกกับพวกเราแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
“ใครอีก กิ๊กคนที่เท่าไร” ยัยเค้กถามออกไปแบบนั้น ซึ่งทุกคนรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องปกติของยัยนิ้งอยู่แล้ว
ถึงจะมีแฟนแต่เรียนคนละมหาวิทยาลัยแถมยังอยู่ห่างกันมาก ยัยนี่เลยทำตัวเป็นคาสโนวี แอบคุยกับคนนั้นคนนี้เป็นเรื่องสนุกไปเลย
ซึ่งบอกตามตรง ฉันไม่ค่อยชอบนิสัยข้อนี้ของมันเท่าไร เพราะฉันเกลียดการถูกหักหลังจากคนรักแบบนี้ แต่ก็ชินไปแล้วกับพฤติกรรมของมัน
“หนุ่มวิศวะค่ะ เดี๋ยวคืนนี้เจอ”
“ค่า อย่าไปหิ้วผัวคนอื่นมาแล้วได้พากันเตลิดเหมือนคราวที่แล้วนะ”
“ฮ่า ๆ” พวกเราพากันขำออกมาเมื่อยัยเค้กพูดจบ เพราะเคยมีครั้งหนึ่งที่ยัยคะนิ้งมันหิ้วแฟนชาวบ้านมากินเหล้าด้วย แล้วเมียเขาจับได้ วุ่นวายกันมากเพราะต้องพายัยคะนิ้งหลบไม่ให้โดนตบในร้าน
“เออ ฉันเช็กรอบคอบแล้ว คนนี้โสดแน่นอน”
@สถานบันเทิงชื่อดัง
ร้านนี้เป็นร้านดังของที่นี่เลย ไม่ว่าวันไหนคนก็แน่นร้านและต้องจองโต๊ะตั้งแต่ห้าโมงเย็นหรือไม่ก็ต้องจองข้ามวันหากเป็นวันหยุด
ที่คนเลือกร้านนี้เพราะมีเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ของร้าน เป็นสูตรที่ร้านอื่นไม่มีขาย
“เอาเหยือกใหญ่ค่ะ ขอแก้วหกใบนะคะ” ยัยคะนิ้งสั่งกับบริกรหนุ่มหล่อแล้วส่งยิ้มหวานให้อีก
“ทำไมต้องหกเหรอ” ต้องตาเป็นฝ่ายถามแทนความสงสัยของพวกเราทั้งหมด
“เดี๋ยวมีคนมานั่งด้วยไง”
ผ่านไปเกือบสามทุ่ม เครื่องดื่มของพวกเราหมดไปเหยือกหนึ่งแล้วแต่ก็ยังไม่เห็นหนุ่ม ๆ ของยัยคะนิ้งโผล่มา โดนหลอกกลับแล้วมั้งเพื่อนฉัน
“จะสามทุ่มแล้ว ไม่มาละมั้ง” เค้กเป็นคนถาม
“มาแล้ว ๆ กำลังมา ช่วงนี้เขาทำโพรเจกต์ คงยุ่ง” รู้ดีขนาดนี้แสดงว่ามันสืบมาจริงจัง
“ปีสี่เหรอ แกก็ยังกล้าชวนเขามาเนอะ ใครยุ่งกับเด็กปีสี่นี่เหมือนเป็นพวกมารเลยนะ” เค้กต่อว่าแล้วปรายตามองเพื่อนตนเองที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
รู้สึกว่าวันนี้มันจะอาการหนักนะ ชักอยากเห็นหน้าแล้วสิว่าจะเป็นอย่างไร ทำไมดูตื่นเต้นขนาดนั้น
“พี่คิว !” แล้วยัยนั่นก็โบกมือให้ใครบางคนซึ่งอยู่ด้านหลังฉัน เลยต้องหันไปมองตาม คงจะเป็นคนแอบคุยคนใหม่ของมันนั่นละ
“!!”
จังหวะที่ฉันหันไปมองก็สบตาเข้ากับผู้ชายที่กำลังเดินมาทางนี้พอดี เขาเองก็มองมาแต่ไม่ได้มีท่าทีตกใจเหมือนฉันแล้วยังยกมุมปากขึ้นด้วย ท่าทีแบบนั้นมัน...
ไม่จริงมั้ง ฉันเมาแล้วหรือ
“เป็นอะไรยัยเตย” เค้กหันมาถามเมื่อฉันยกมือขึ้นมาตบหน้าตนเองเบา ๆ
“ปะ... เปล่า” ฉันตอบแล้วยกแก้วเล็กขึ้นดื่มกลบเกลื่อน
ตอนนี้หัวใจฉันเต้นแรงมาก ไม่ใช่ว่าฉันรู้สึกอะไรกับเขาหรอกนะ แต่เพราะความบังเอิญที่มันชักจะมากไปแบบนี้มันเลยทำให้ตื่นเต้นแปลก ๆ
“พวกแก นี่พี่คิวแล้วก็พี่...” ยัยคะนิ้งแนะนำผู้ชายคนนั้นให้รู้จัก
'คิว' คือผู้ชายที่มีความสัมพันธ์กับฉันคืนนั้น ฉันก็เพิ่งจะรู้ชื่อเขาวันนี้เพราะคืนนั้นเราไม่ได้สนใจจะถามชื่อกันด้วยซ้ำ
“แม็คครับ” พี่ผู้ชายอีกคนแนะนำตัว
“หนูชื่อคะนิ้งนะคะ คนนี้เค้ก ต้องตา แล้วก็เตยหอม” ฉันยิ้มนิด ๆ โค้งหัวให้โดยที่ไม่ได้มองหน้าใคร หยิบแก้วที่ยัยเค้กเพิ่งเทให้มาดื่มต่อ
เอาวะ เมาไปเสียจะได้จบ ๆ ไม่ต้องคิดมาก
อีกอย่างเขาก็คงไม่พูดเรื่องวันนั้นหรอก เขาก็ต้องกลัวยัยคะนิ้งรู้ไหม เผลอ ๆ อาจจะกลัวฉันพูดให้เพื่อนฟังด้วยซ้ำ
“เป็นอะไรของแก ยกถี่ไปแล้วนะ” เค้กหันมาถามฉันด้วยความสงสัยแต่ก็เทแก้วใหม่ให้
“ไม่มีอะไร อยากเมาจนหลับ” เป็นข้ออ้างที่ดูตลกจัง
“อกหักมาครึ่งปีแล้วยังไม่หายเหรอเตย” ยัยต้องตา !!
“คราวก่อนก็หนีมาเที่ยวคนเดียวเพราะแฟนเก่าส่งการ์ดแต่งงานมาให้ไม่ใช่เหรอ ฮ่า ๆ” แล้วยัยคะนิ้งก็เสริมทัพทันที
“ก็ต้องมีบ้างไหม คบกันมาตั้งห้าปี” ฉันบอกกับพวกมันแล้วเล่นมือถืออย่างไม่ใส่ใจ
ตอนนี้อาการมันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้วด้วย
“...” จู่ ๆ ไอ้พี่คิวนั่นมันก็ยิ้มขึ้นมาตอนที่ฉันเผลอมองไปพอดี
ยิ้มบ้าอะไร
“หาใหม่เถอะ”
“พี่แม็คโสดไหมคะ จีบเพื่อนนิ้งได้นะ” ยัยคะนิ้งหันไปบอกพี่เขาที่นั่งยิ้มฟังพวกเราอยู่
“พี่ไม่โสดครับ ไอ้คิวโสด” แล้วพี่แม็คก็บุ้ยหน้าไปทางพี่คิว
“พี่คิวไม่ได้ค่ะ คะนิ้งจองแล้ว” ยัยคะนิ้งรีบออกตัวทันที ขณะที่พี่คิวก็เอาแต่นั่งยิ้มฟังพวกเรา
วันนั้นเห็นพูดมากกว่านี้นะ วันนี้เอาแต่นั่งนิ่ง ยิ้มอย่างเดียว
ดื่มไปสักพักฉันก็ขอตัวออกมาเข้าห้องน้ำ ไม่รู้ว่าทำไมมันรู้สึกอึดอัดแปลก ๆ ทั้งที่ภาวนาไม่ให้เจอเขาแต่ดันมาเจอในฐานะคนแอบคุยของเพื่อนตนเองอีก
นั่งสงบสติอารมณ์ในห้องน้ำสักพักฉันก็เดินออกมา ตอนนี้บรรยากาศข้างนอกกำลังได้ที่เลย ทุกคนคงเมากันหมดแล้ว ฉันเองก็ไม่ต่างกันนักหรอก
หมับ
“อ๊ะ” อยู่ ๆ แขนฉันก็ถูกกระชากเข้าไปตรงมุมกำแพงที่เชื่อมต่อไปยังห้องน้ำด้วยมือของผู้ชายคนหนึ่ง กำลังจะร้องออกมาก็ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นใบหน้าของเขา “พะ... พี่คิว”
“ไง”
“มีธุระอะไรกับเตย” ฉันบิดข้อมือออกจากมือของเขาแล้วขยับออกห่างเพราะกลัวใครจะมาเห็นเข้า โดยเฉพาะยัยคะนิ้ง
“เมายัง” เขาถามแล้วกอดอกมอง
“นิดหน่อย”
“เหมือนฉันจะลืมของไว้ที่ห้องเธอ เจอบ้างไหม”
“ค่ะ” ฉันตอบสั้น ๆ เพราะฉันเก็บมันไว้จริง ๆ แต่ไม่รู้จะเอาไปคืนเขาอย่างไร
“อืม เดี๋ยวไปเอา” พูดจบเขาก็เหยียดยิ้มแล้วเดินหนีไปเลย ปล่อยให้ฉันยืนสับสนอยู่ตรงนั้น
เดี๋ยวไปเอา...
ทำไมคำนี้มันทำให้ฉันรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องเลย หรือฉันแค่คิดฟุ้งซ่านไปเอง
EP.47พอกลับมาถึงห้องเฮียก็ได้รับสายจากแม่ของยัยแตมทันที คงเป็นเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อชั่วโมงถึงหูแล้วอย่างแน่นอน เฮียเต้วางโทรศัพท์มือถือเครื่องราคาแพงลงกับโต๊ะกินข้าวเลื่อนนิ้วเรียวไปเปิดลำโพงให้ดังจนฉันได้ยินด้วยอีกคน การกระทำของเฮียทำให้ฉันรู้สึกดีอยู่ไม่น้อย เพราะเหมือนเขาตั้งใจจะเปิดเผยทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขาให้ฉันได้รับรู้ด้วยทุกอย่าง ไม่ใช่แค่คำพูดหวานๆเพียงอย่างเดียว"ครับ"(ฮ่องเต้ สะดวกคุยไหมเอ่ย) เสียงของผู้หญิงที่ดูมีอายุพูดขึ้น น้ำเสียงเรียบนิ่งเหมือนคนที่กำลังสงวนท่าทีตัวเองอยู่"มีอะไรหรือเปล่าครับ" เฮียเงยหน้าสบตากับฉันที่เงียบฟังแล้วพิงหลังกับเก้าอี้กอดอกรอฟังยัยป้าคนนั้นพูด(ป้าได้ยินมาว่าน้องโดนทำร้ายร่างกาย แล้วก็โดนเพื่อนต่อว่า)"..." ฉันได้ยินเฮียถอนหายใจออกมาอย่างนึกรำคาญ จากนั้นก็พูดแบบไม่มีช่องว่างให้ป้าคนนั้นได้แทรกเลย "ใช่ครับแตมโดนตบเพราะแตมไปทำร้ายแฟนผมก่อน แฟนผมโดนแตมขังไว้ในห้องน้ำ ถ้าไม่มีใครรู้คงได้อยู่แบบนั้นถึงเช้าแน่ เรื่องนี้ผมเอาไปแจ้งความได้เลยนะครับจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้เพราะภาพจากกล้องคงเห็นทุกอย่าง"(ออ งั้นก็ขอโทษแทนยัยแตมด้วยนะ แล้วเรื่
EP.46 หลายสัปดาห์ต่อมาเพราะตอนนี้เป็นช่วงเปิดเทอมภาคเรียนที่สองแล้วทำให้กิจกรรมรับน้องไม่ได้มีเยอะเหมือนในเทอมแรก จะมีแค่บางคณะที่ยังรับน้องยาวมาถึงช่วงต้นเทอมสองอย่างคณะวิศวกรรมศาสตร์คณะของเฮีย"พี่ใบชา!" เสียงของญานินรุ่นน้องต่างคณะที่เป็นแฟนสาวของพี่ทศกัณฐ์ เฮ้ดว้ากของคณะนี้โบกมือเรียกฉันทันทีที่เห็น ตอนนี้ฉันเข้ามาในคณะของเฮียเต้เพราะต้องมารอเฮียจัดกิจกรรมรับน้อง วันนี้มีกิจกรรมสำคัญของคณะเฮียบอกว่าจะเลิกดึกจึงให้ฉันมารอที่นี่กับน้องญานินแทน"พวกเฮียไปรับน้องแล้วเหรอ""ใช่ค่ะ เพิ่งออกไปเมื่อกี้นี้เอง พี่กินผลไม้ไหม นินซื้อมาเผื่อเยอะเลย" สาวรุ่นน้องยื่นผลไม้มาวางตรงหน้า ฉันจึงยิ้มขอบคุณแล้วนั่งคุยเล่นกับเธอ ตั้งแต่วันที่ไปเที่ยวด้วยกันสองวันเราก็เริ่มสนิทกันมากขึ้นรอจนถึงสามทุ่มพวกเฮียก็ยังไม่เลิก แต่ได้ยินเสียงเอะอะจากกิจกรรมรับน้องตรงลานกิจกรรมหรือที่ทุกคนในมหาวิทยาลัยจะเรียกมันว่าลานเกียร์ของคณะนี้ "ทำไมเลิกช้าขนาดนี้ล่ะ ทีแรกพวกรุ่นพี่บอกว่าสองทุ่มครึ่งไม่ใช่เหรอ" "พี่ทศกัณฐ์บอกว่ามีรุ่นน้องสาขาอุตส่าห์การคนหนึ่งทำตัวมีปัญหาค่ะเลยต้องเพิ่มบททดสอบ"ฉันพยักหน้าเข้าใจแล้วเด
EP.45พอมาถึงที่ป่าสนซึ่งเป็นสถานที่ตั้งแคมป์ของพวกเรา ทุกคนก็พากันกางเต็นท์ของตัวเอง จะมีก็แต่คู่เราเนี่ยแหละที่งอนกันอยู่ เฮียมันก็แกล้งเงียบใส่ฉันอยู่ได้ถ้าทำแบบนี้ใครมันจะไปอยากอยู่ด้วยอึดอัดใจจะตายไป"สาวๆ พี่ขอนอนด้วยได้ไหม" ฉันเดินดุ่มๆไปหาสองสาวรุ่นน้องที่กำลังช่วยกันกางเต็นท์อยู่โดยไม่สนใจเฮียที่ทำหน้าขรึมกางเต็นท์อยู่คนเดียว"ได้สิคะพี่ใบชา" น้องใบเฟิร์นตอบแล้วส่งยิ้มให้กันอย่างเป็นมิตร"เป็นอะไรอีกเนี่ย มาคุยกันดีๆ" พอฉันเดินกลับที่กระเป๋าเพื่อที่จะหยิบมันมาที่เต็นท์ของเด็กๆเฮียเต้ก็พูดขึ้นจากด้านหลัง แล้วเข้ามาดึงแขนฉันให้เดินตามไปแต่ฉันก็สะบัดแขนตัวเองออกแล้วจ้องหน้าเฮียกลับด้วยความหงุดหงิด"ชาอยากนอนกับน้อง ๆค่ะ เป็นผู้หญิงเหมือนกัน""..." เฮียถอนหายใจออกมาแล้วเท้าเอวมองฉันนิ่งเหมือนคนกำลังพยายามใจเย็นแล้วน้ำเสียงก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด "ใบชา""..." ฉันเบือนหน้าหนีก่อนจะหยิบกระเป๋าของตัวเองและเอื้อมมือไปหยิบแต่ไม่ทันคนที่มือไวกว่าคว้ากระเป๋าฉันไปถือไว้สีหน้าไม่แสดงอารมณ์ความรู้สึกใดๆออกมาเลยแม้แต่น้อย "อะไรของเฮียเนี่ย""จะเอาไปเก็บให้" ว่าแล้วเขาก็เดินไปที่เต็นท์แล้วโยน
พอโดนเฮียดุยัยนั่นก็หน้าซีดยอมไปกับเพื่อนเลย ทีฉันน่ะขนาดใช้กำลังแล้วยังไม่กลัว "ทำแบบนี้จะไม่ไปฟ้องแม่เหรอ""จะฟ้องก็ฟ้องเถอะ เฮียบอกแม่ไปแล้วด้วยว่าเด็กมันก้าวก่ายเกินไป แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไรแปลว่าเข้าใจ" เฮียทำหน้าขรึมเหมือนกำลังหงุดหงิดอยู่จริงๆ "ช่วงแรก ๆก็พอรับได้นะ เฮียคิดว่าเป็นเด็กปีหนึ่งเลยต้องช่วยเหลือ แต่หลังๆมามันไม่ใช่แล้วไง เพื่อนก็มีแต่ยังมารบกวนเราอีก""ก็เด็กมันชอบไง" ฉันพูดแล้วยิ้มกวนๆส่งให้เฮียเต้ ที่หันมามองกันอย่างไม่ชอบใจ "ไม่หึงหน่อยเหรอ" "หึงทำไม ก็เฮียทำให้ชาไว้ใจแล้วนี่" พูดไปอย่างนั้นแหละทั้งที่แทบจะลงไปตบกับยัยแตมที่หน้าห้องน้ำร้านกาแฟแล้ว ต่อให้ไว้ใจแค่ไหนถ้าผู้หญิงมันให้ท่าก็ต้องจัดการ "แต่เห็นว่าชาไว้ใจเฮียก็อย่าทำให้ผิดหวัง ไม่อย่างนั้นชาจะเอาอีโต้มาฟันของเฮียแล้วสับให้เละ!""โหดจัง เปลี่ยนจากอีโต้เป็นอย่างอื่นแทนได้ไหม""ไม่คุยด้วยดีกว่า หิวข้าวจะแย่แล้วนะ" ฉันรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้เข้าทางเฮีย เอะอะหยอดเข้าหาเรื่องบนเตียงตลอด หลังจากเราไปทานข้าวกันเสร็จเฮียก็พากลับคอนโด เพราะต้องอ่านทบทวนเพื่อสอบวันพรุ่งนี้ต่อ ช่วงนี้ฉันเลยถูกหิ้วไปมาอย่างกับตุ๊
EP.43หลายวันต่อมาเพราะช่วงนี้เป็นช่วงสอบ ฉันที่เพิ่งกลับมาจึงต้องอยู่ห้องรอเฮียกลับทุกวัน จะมีบางวันที่เพื่อนมันไม่มีสอบก็จะพาฉันมานั่งเล่นร้านกาแฟที่พวกมันไปนั่งอ่านหนังสือด้วย อย่างเช่นวันนี้"แก! นังเด็กนั่นไงที่ไปกับผัวแก" ปาล์มมี่กระซิบตอนที่ฉันกำลังนั่งเล่นมือถืออยู่เงียบๆ มันบุ้ยปากไปทางผู้หญิงคนหนึ่งที่ฉันเคยเห็นผ่านรูปถ่าย เป็นคนที่เฮียบอกว่าแม่ของนางฝากดูแลแต่เฮียก็รู้สึกอึดอัดไม่น้อยที่เด็กคนนี้ชอบก้าวก่ายชีวิตหลายอย่างและเอาแต่ใจเหมือนลูกคุณหนู"เป็นอะไรยัยแตม" ฉันและเพื่อนต่างเงียบฟังบทสนทนาของโต๊ะนั้นอย่างเสียมารยาท เพราะอยากรู้นิสัยใจคอของยัยนี่ว่าที่จริงแล้วเป็นคนยังไงกันแน่"ผู้ชายไม่รับโทรศัพท์""พี่ฮ่องเต้เหรอ กูได้ข่าวว่าเขามีแฟนแล้วไม่ใช่เหรอ" "แล้วไง" ยัยแตมนั่นพูดแล้วแสยะยิ้มนิดหน่อยอย่างหน้าหมั่นไส้ "อยู่ไกลกันขนาดนั้น ไม่เห็นรอดสักคู่"ฉันอยากจะทึ้งหัวยัยนั่นตอนนี้เหลือเกินแต่การอยู่เงียบๆรอเชือดนิ่มๆน่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า"พี่เขาไปเรียนปีเดียวไม่ใช่เหรอ เดี๋ยวก็กลับมาหรือเปล่า""อืม แต่ฉันว่าตอนนี้พี่ฮ่องเต้ก็คงเริ่มเบื่อๆแล้วหรือเปล่าวะ ผู้ชายยังไงก็คือ
EP.42"มาถึงก็จะกินเลยเหรอ" ฉันเม้มริมฝีปากเข้าหากันอย่างเขินเมื่อพูดคำนั้นออกไป "อืม โทษฐานที่ทำให้ต้องนอนคนเดียวมาหนึ่งปีเต็ม แล้วยังจะมาแกล้งกันวันนี้อีก" เสียงเข้มเอ่ยอย่างแผ่วเบา ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของฉันนิ่ง แต่ฉันแอบเห็นความปรารถนาในแววตาคู่นั้นจนทำให้หัวใจของฉันวูบไหว"งั้นก็..." คำพูดของฉันถูกกลืนหายไปในลำคอเมื่อถูกริมฝีปากหยักปิดปากบางของฉันแบบไม่รีรอ ก่อนจะบดขยี้รุนแรงเอาแต่ใจ ราวกับจะลงโทษที่ฉันหลอกให้เฮียกังวลมาทั้งคืนเรียวลิ้นที่ช่ำชองไล่กวาดเอาความหวานภายในโพรงปากจนฉันแทบหายใจไม่ทัน เมื่อพยายามจะปิดริมฝีปากหนีเพื่อหยุดการกระทำนั้นและเรียกหาอากาศหายใจ กลับถูกฟันคมขบเม้มลงมาที่ริมฝีปากล่างอย่างจงใจ"อื้อ!""คิดถึงมากเลยรู้ไหม" เฮียเต้ยอมขยับริมฝีปากออก ฉันรีบสูดหายใจเข้าเต็มปอดแล้วมองค้อนแต่ก็ต้องเม้มปากเข้าหากันอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงกระซิบแหบพร่าและนัยน์ตาสีเข้มที่ส่งความปรารถนาร้อนแรงอย่างกับเปลวไฟที่ลุกโชน"ชาก็คิดถึงเฮียค่ะ" ฉันตอบเสียงนุ่มแผ่วเบา ตวัดแขนโอบรอบลำคอแกร่งและส่งสายตาหวานๆให้เจ้าของใบหน้าหล่อเหลาที่เฝ้าคิดถึงมานานแรมปีได้ยินเสียงหัวเราะใน







