INICIAR SESIÓNเสี่ยวชิงเหลือบมองแล้วขมวดคิ้ว แต่ไม่กล้าพูดอะไร
หลี่อันลุกขึ้นยอบกาย “พี่หญิงช่างมีน้ำใจ หม่อมฉันซาบซึ้งนัก”
หลี่เยว่หัวเราะเบา ๆ “พวกเราเป็นพี่น้องกัน ย่อมต้องดูแลกันอยู่แล้ว อีกไม่นานเจ้าก็จะเป็นภรรยาแม่ทัพ ข้ากลัวว่าหากแต่งตัวไม่ดี คนภายนอกจะเข้าใจว่าราชวงศ์ฉีดูแคลนแม่ทัพเซียว”
คำพูดนั้นดูเหมือนห่วงใย แต่ทุกคนต่างฟังออกว่านางกำลังประชดว่าหลี่อันยากจนและไร้ค่า
นางกำนัลคนหนึ่งหัวเราะเบา ๆ ก่อนกล่าวว่า “องค์หญิงสามทรงเมตตาจริง ๆ เพคะ แม้ของเหล่านี้จะไม่ได้ล้ำค่า แต่ก็เหมาะกับตำหนักแห่งนี้”
เสียงหัวเราะดังขึ้นเบา ๆ หลี่อันกลับยังคงมีสีหน้าสงบ นางเดินเข้าไปหยิบปิ่นเงินในหีบขึ้นมาดูแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ของชิ้นนี้งดงามนัก ดูเหมือนเคยเป็นที่โปรดของพี่หญิงมาก่อน”
หลี่เยว่ยิ้มอย่างภาคภูมิ
“ใช่ ข้าเคยใช้เมื่อหลายปีก่อน”
หลี่อันพยักหน้าเบา ๆ “เช่นนั้นหม่อมฉันยิ่งซาบซึ้ง เพราะพี่หญิงถึงกับยอมมอบของที่ตนไม่ใช้แล้วให้ข้า ถือเป็นการประหยัดพระราชทรัพย์ของวังได้ดีทีเดียว”
ทันทีที่ประโยคนั้นหลุดออกมา สีหน้าของหลี่เยว่ก็แข็งค้าง นางกำนัลรอบข้างต่างหลุบหน้า พยายามกลั้นหัวเราะ คำว่า “ของที่ตนไม่ใช้แล้ว” เปรียบเสมือนการประกาศกลางห้องว่าหลี่เยวนำของเหลือมาหลอกทำบุญ หลี่เยว่ฝืนยิ้ม
“น้องเก้าพูดจาแปลกขึ้นมาก”
หลี่อันตอบ “ข้าก็เพียงพูดตามความจริง พี่หญิงเคยสอนว่าคนในราชวงศ์ไม่ควรโกหกมิใช่หรือ”
คำตอบนั้นทำให้หลี่เยว่เงียบไปชั่วขณะ เสี่ยวชิงก้มหน้าปิดรอยยิ้มแทบไม่ทัน
หลี่เยว่พยายามเปลี่ยนเรื่อง “ได้ยินว่าแม่ทัพเซียวเย็นชาและไม่ชอบสตรี หากเจ้าไปอยู่จวนแม่ทัพแล้วถูกทอดทิ้งก็อย่าเสียใจเสียล่ะ”
หลี่อันยิ้มอย่างสงบ “อย่างน้อยข้าก็ได้แต่งกับแม่ทัพผู้สร้างคุณงามความดีเพื่อบ้านเมือง ดีกว่าคนบางคนที่หวังแต่ตำแหน่งสูงส่งโดยไม่เคยเสียสละสิ่งใด”
ใบหน้าของหลี่เยว่เริ่มแดงด้วยความโกรธ
นางลุกขึ้นทันที “ดูเหมือนน้องเก้าจะหายป่วยแล้ว ถึงได้พูดเก่งเช่นนี้”
หลี่อันประสานมือยิ้ม “ต้องขอบพระทัยพี่หญิงที่เป็นห่วง”
หลี่เยว่ไม่ตอบอีก รีบหมุนตัวเดินออกจากตำหนักโดยมีนางกำนัลตามติด สีหน้าที่พยายามรักษาไว้ตลอดกลับเต็มไปด้วยความอับอาย เพราะแม้แต่สาวใช้ของหลี่อันยังมองออกว่าวันนี้องค์หญิงสามเป็นฝ่ายเสียหน้า
เมื่อประตูปิดลง เสี่ยวชิงก็อดหัวเราะไม่ได้ “องค์หญิงเพคะ สีหน้าขององค์หญิงสามเมื่อครู่น่าดูยิ่งนัก”
หลี่อันเพียงยิ้มบาง “การเอาชนะด้วยอารมณ์มีแต่ทำให้ตัวเองเหนื่อย การเอาชนะด้วยคำพูดต่างหากที่ทำให้คู่ต่อสู้เจ็บและโต้กลับไม่ได้”
ตกค่ำ ท้องฟ้ามืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์ส่องลอดผ่านกิ่งไม้เข้ามาในตำหนัก เสี่ยวชิงจัดเตรียมยาเช่นทุกคืนแล้ววางไว้บนโต๊ะ
หลี่อันมองถ้วยยาสีดำอยู่ครู่หนึ่งก่อนถาม “ข้าดื่มยานี้มานานเท่าไรแล้ว”
เสี่ยวชิงคิดเล็กน้อย “ตั้งแต่บ่าวเข้ามารับใช้ก็เห็นองค์หญิงดื่มทุกคืน น่าจะหลายปีแล้วเพคะ หมอหลวงบอกว่าเป็นยาบำรุงพระวรกาย”
หลี่อันหยิบถ้วยขึ้นมาดมเบา ๆ กลิ่นสมุนไพรฉุนผิดปกติจนทำให้นางนึกถึงความรู้ที่เคยอ่านในโลกเดิม
“เสี่ยวชิง เจ้าเคยดื่มหรือไม่”
“ไม่เคยเพคะ”
“ไปเอาชามสะอาดมาใบหนึ่ง”
เมื่อเสี่ยวชิงทำตาม หลี่อันจึงเทยาลงเพียงครึ่งหนึ่งแล้วหยดน้ำสะอาดผสม จากนั้นใช้ปิ่นเงินจุ่มลงไป แม้ปิ่นจะไม่เปลี่ยนสี แต่นางกลับใช้นิ้วแตะเพียงปลายลิ้นก็รู้สึกชาที่ปลายปากอย่างผิดสังเกต
ดวงตาของนางหรี่ลงทันที
“นี่ไม่ใช่ยาบำรุง”
เสี่ยวชิงตกใจ “องค์หญิงหมายความว่าอย่างไรเพคะ”
หลี่อันวางถ้วยลงช้า ๆ “ในตัวยามีสมุนไพรที่ใช้ต่อเนื่องแล้วจะทำให้ร่างกายอ่อนแรง เลือดลมติดขัด ภายนอกดูเหมือนคนขี้โรค แต่หาสาเหตุไม่ได้”
เสี่ยวชิงหน้าซีด “เช่นนั้นหลายปีที่ผ่านมา…”
“มีคนต้องการให้ข้าป่วยตลอดเวลา”
นางเดินไปเปิดหีบไม้เก่าแล้วค้นหาสมุดบันทึกขององค์หญิงเก้าอีกครั้ง ภายในมีข้อความหลายหน้าระบุว่า หลังดื่มยามักเวียนศีรษะ ไม่มีแรง และบางครั้งหายใจไม่สะดวก แต่หมอหลวงกลับยืนยันว่าเป็นอาการของโรคประจำตัว
หลี่อันปิดสมุดลงแล้วพึมพำ “ไม่ใช่โรค แต่เป็นพิษสะสม”
เสี่ยวชิงตัวสั่น “ผู้ใดกันถึงกล้าทำเรื่องเช่นนี้”
หลี่อันมองถ้วยยาบนโต๊ะด้วยสายตาเย็นเยียบ “คนที่ได้ประโยชน์จากการที่องค์หญิงเก้าอ่อนแอและไร้ตัวตน”
นางค่อย ๆ ยกถ้วยยาเดินไปเททิ้งลงกระถางต้นไม้ข้างหน้าต่าง ไม่นานใบไม้สีเขียวก็เริ่มเหี่ยวเฉาอย่างเห็นได้ชัด
สาวใช้รีบก้มหน้าด้วยความหวาดกลัว หลี่เยว่กัดฟันแน่น“หากปล่อยไว้เช่นนี้ วันหนึ่งแม้แต่เสด็จพ่อก็อาจเห็นนางสำคัญกว่าข้า”นางเงยหน้ามองเปลวเทียนที่กำลังลุกไหว ก่อนแววตาจะเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ“ในเมื่อหลี่อันเริ่มเป็นที่จับตา ข้าก็จะทำให้นางตกจากที่สูงต่อหน้าทุกคน”ขณะเดียวกัน หลี่อันยืนมองท้องฟ้ายามเย็นจากระเบียงเรือน เซียวจิ่นเหยียนเดินเข้ามายืนเคียงข้างโดยไม่เอ่ยคำใด ทั้งสองทอดสายตามองดวงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้า หลี่อันเอ่ยขึ้นเบา ๆ“ข้ามีลางสังหรณ์ว่า ความสงบคงอยู่ได้อีกไม่นาน”เซียวจิ่นเหยียนตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคง“ไม่ว่าใครจะจับตาเจ้า ไม่ว่าใครจะคิดร้าย ข้าจะยืนอยู่ข้างเจ้าเสมอ”หลี่อันหันไปมองเขาแล้วเผยรอยยิ้มอ่อนโยน แม้เบื้องหน้าจะเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมและการแย่งชิงอำนาจ แต่นางก็เริ่มเชื่อว่าตราบใดที่มีบุรุษผู้นี้ยืนเคียงข้าง นางย่อมมีพลังมากพอจะเผชิญทุกพายุที่กำลังจะมาถึงลูกธนูปริศนา หลังจากฮ่องเต้เริ่มจับตาหลี่อันอย่างเปิดเผย บรรยากาศภายในเมืองหลวงก็ยิ่ง
ประโยคนั้นทำให้บรรยากาศเงียบลงทันที หลายคนมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ เพราะไม่คิดว่าแม่ทัพผู้เย็นชาจะกล่าวคำเช่นนี้ต่อหน้าฮ่องเต้ หลี่อันเองก็ชะงัก ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย ฮ่องเต้หัวเราะอย่างอารมณ์ดี“ดี ดีมาก คนที่รู้จักปกป้องครอบครัว ย่อมปกป้องแผ่นดินได้เช่นกัน”จากนั้นพระองค์หันมาทางหลี่อัน“วันนี้เจ้าช่วยชีวิตเราไว้ ปรารถนาสิ่งใดหรือไม่”หลี่อันประสานมือแล้วตอบอย่างสงบนิ่ง“หม่อมฉันมิกล้าทูลขอสิ่งใด เพียงหวังให้ใต้หล้ามีความสงบสุข”ฮ่องเต้ทอดพระเนตรนางด้วยความพอพระทัย“สมกับเป็นฮูหยินจวนแม่ทัพ”แม้งานล่าสัตว์จะดำเนินต่อไป แต่ข่าวที่หลี่อันช่วยให้ม้าพระที่นั่งชะลอตัวจนฮ่องเต้รอดพ้นอันตรายก็แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ขุนนางหลายคนเริ่มมองนางด้วยความชื่นชม ขณะที่องค์ชายรองยิ่งแสดงความนับถือในสติปัญญาของนางมากขึ้นทว่าเมื่อเดินกลับไปยังพลับพลา เซียวจิ่นเหยียนกลับโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูหลี่อันด้วยน้ำเสียงต่ำ“คราวหน้า หากต้องเลือกระหว่างช่วยผู้อื่นกับเสี่ยงชีวิตตนเอง&rd
หลี่อันไม่ได้ตอบ เพียงยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อหลบสายตา ในเวลาเดียวกัน ด้านนอกศาลา อวี้หลินที่แอบรักษาระยะอยู่เห็นรถม้าของเซียวจิ่นเหยียนมาจอด จึงรีบเข้าไปรายงาน“ท่านแม่ทัพ ฮูหยินยังสนทนากับองค์ชายรองอยู่ขอรับ”เซียวจิ่นเหยียนไม่ได้เดินเข้าไป เพียงยืนมองจากระยะไกล เห็นหลี่อันกำลังสนทนาอย่างสงบ ไม่มีท่าทีเกินเลยแม้แต่น้อยครู่ต่อมา นางก็ลุกขึ้นคำนับลา องค์ชายรองตรัสเป็นประโยคสุดท้าย“หากวันใดเจ้าเปลี่ยนใจ ประตูของข้ายังเปิดรับเสมอ”หลี่อันตอบด้วยรอยยิ้มสุภาพ“ขอบพระทัยเพคะ แต่ข้าคงไม่มีวันเปลี่ยนใจ”เมื่อเดินออกจากศาลา นางก็พบเซียวจิ่นเหยียนยืนรออยู่ใต้ต้นสน เขามองนางแล้วถามสั้น ๆ“คุยเสร็จแล้วหรือ”“เสร็จแล้ว”“องค์ชายต้องการสิ่งใด”หลี่อันตอบตรงไปตรงมา “พระองค์เสนอจะช่วยพาข้ากลับวัง”ดวงตาของเซียวจิ่นเหยียนแข็งขึ้นเพียงเสี้ยววินาที “แล้วเจ้าเล่า”นางหันมาสบตาเขา ก่อนตอบอย่างมั่นคง “ข้าปฏิเสธ&rdqu
ตกเย็น หลี่อันนำตำราที่องค์ชายรองมอบให้มาเปิดอ่าน พบว่าเป็นหนังสือหายากเกี่ยวกับการชลประทานซึ่งมีประโยชน์ต่อการพัฒนาพื้นที่เพาะปลูก นางกำลังอ่านอย่างตั้งใจ เซียวจิ่นเหยียนก็เดินเข้ามา สายตาของเขาหยุดอยู่ที่หนังสือในมือนาง“หนังสือเล่มนี้มาจากไหน”“องค์ชายรองประทานให้”เขาเดินเข้ามาใกล้ หยิบหนังสือขึ้นพลิกดูสองสามหน้า ก่อนวางกลับลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา“หากเจ้าอยากได้ตำรา ข้าหาให้ได้”หลี่อันยิ้มขำ “ท่านกำลังแข่งกับองค์ชายหรือ”เขาตอบทันที “ข้าไม่ชอบให้ผู้อื่นมอบของให้ภรรยาของข้า”คำตอบตรงไปตรงมานั้นทำให้หลี่อันถึงกับนิ่ง นางมองใบหน้าซึ่งยังคงเคร่งขรึมของเขา ก่อนเอ่ยเย้าเบา ๆ“ท่านกำลังหึงหรือ”เซียวจิ่นเหยียนชะงักไปชั่วครู่ อวี้หลินที่ยืนอยู่หน้าประตูแทบสำลักน้ำชา เสี่ยวชิงรีบก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม แม่ทัพหนุ่มไอเบา ๆ แล้วตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย“ข้าเพียงไม่ต้องการให้คนอื่นเข้าใจผิด”หลี่อันยกคิ้ว “เข้าใจผิดเรื่องใด”
คำตอบสั้น ๆ นั้นทำให้หัวใจของหลี่อันอ่อนยวบลงอย่างประหลาดสายวันเดียวกัน หมอสั่งให้นางเดินช้า ๆ เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัว หลี่อันจึงออกมาเดินในสวน แต่เพียงไม่กี่ก้าวก็รู้สึกเวียนศีรษะ เซียวจิ่นเหยียนที่เดินตามอยู่ด้านหลังรีบเข้ามาพยุง“หากไม่ไหวก็กลับไปพัก”“ข้าเพียงเดินช้าไปหน่อย”“ช้าก็ยังดีกว่าฝืน”ทั้งสองค่อย ๆ เดินผ่านสระบัวและต้นเหมยที่กำลังผลิดอกสีขาว เสี่ยวชิงกับอวี้หลินเดินห่างออกไปอย่างรู้หน้าที่ ปล่อยให้ทั้งคู่มีเวลาพูดคุยกันตามลำพัง หลี่อันมองผิวน้ำที่สะท้อนท้องฟ้าแล้วเอ่ยขึ้น“ท่านเปลี่ยนไปมาก”เซียวจิ่นเหยียนหันมอง “เปลี่ยนอย่างไร”“เมื่อก่อนท่านไม่แม้แต่จะถามว่าข้ากินข้าวหรือยัง”เขาครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “เมื่อก่อนข้าคิดว่าเจ้าดูแลตัวเองได้”“แล้วตอนนี้ล่ะ”“ตอนนี้ก็ยังคิดเช่นนั้น”หลี่อันหัวเราะ “เช่นนั้นเหตุใดจึงมาดูแลข้าเอง”แม่ทัพหนุ่มเงียบไปพักใหญ่ ก่อนกล่
“แม่ หนูเหนื่อยเหลือเกิน”เสียงแผ่วเบานั้นเหมือนเข็มเล่มเล็กที่ค่อย ๆ แทงลงกลางหัวใจของผู้ฟัง เซียวจิ่นเหยียนยื่นมือเช็ดน้ำตาให้นางอย่างไม่รู้ตัว ก่อนกล่าวเสียงเบา“ไม่เป็นไรแล้ว”แม้นางจะไม่ได้ยิน แต่เขาก็ยังพูดต่อ“ต่อจากนี้จะไม่มีผู้ใดทำร้ายเจ้าอีก”เสี่ยวชิงแง้มประตูเข้ามาเห็นภาพนั้นก็รีบหยุดฝีเท้า นางไม่เคยเห็นแม่ทัพผู้เย็นชาพูดกับผู้ใดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเช่นนี้มาก่อน จึงค่อย ๆ ถอยออกไปเงียบ ๆ ดึกดื่น ไข้ของหลี่อันยังไม่ลด นางเริ่มละเมออีกครั้ง“อย่าใส่ร้ายหนู หนูไม่ได้ทำ”เซียวจิ่นเหยียนจับมือนางไว้ “ไม่มีใครใส่ร้ายเจ้าแล้ว”หลี่อันกำมือเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว ราวกับคนจมน้ำที่คว้าท่อนไม้เพียงชิ้นเดียว แม่ทัพหนุ่มมองมือเล็กที่เกาะกุมตนไว้ ก่อนนั่งนิ่งไม่ขยับตลอดทั้งคืนเขานึกถึงวันที่พบหลี่อันครั้งแรก หญิงสาวที่ทุกคนกล่าวหาว่าอ่อนแอ ไร้ค่า และเป็นเพียงหมากของวังหลวงแต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา นางกลับรับมือกับเล่ห์กลทุกอย่างด้วยความเข้มแข็ง ไม่เคยร้องขอความเห็น







