LOGINปราณ...?
เฟิ่งเหยียนเอียงคอ ก่อนจะนึกขึ้นได้ถึงปราณในโลกแห่งนี้ ปราณมีทั้งหมดสามระดับคือระดับดารา ซึ่งมีห้าขั้น ระดับจันทรา ซึ่งมีสามขั้น และระดับตะวันที่มีเพียงขั้นเดียว และระดับตะวันนั่นเองที่เป็นระดับของสายเลือดโบราณ!
ในแต่ละเผ่าก็จะมีการฝึกปราณที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์ กอปรกับทรัพยากรที่ตระกูลมอบให้ด้วยอีกส่วนหนึ่ง
“ผาสกัดปราณเป็นสถานที่ที่ชาวเผ่าปักษาเราใช้ฝึกเกลาปราณขอรับ” อิงชิงอวี่ตอบเสียงเรียบ พลางเหม่อมองไปทางผาสกัดปราณแล้วอธิบายต่อ “ปราณของเผ่าปักษาฝึกได้ด้วยการบิน ยิ่งบินสูง ปราณในตัวก็ยิ่งได้รับการขัดเกลา”
“ทว่ามิใช่ว่าจะบินที่ผาสูงชันที่ใดก็ได้ มีเพียงที่ผ่าสกัดปราณเท่านั้นที่มีไอปราณจากธรรมชาติเข้มข้น ยิ่งบินที่นั่นได้สูง ปราณในร่างยิ่งถูกบีบอัดจากแรงดันและลมที่กระโชกแรง พวกเราจะไต่ระดับความสูงที่ตัวเองทนได้ทีละนิด กัดฟันและกระพือปีกไปให้สูงที่สุด”
หญิงสาวพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะเอียงคอสงสัย “เช่นนั้น ทุกคนก็คงจะเอาแต่บินฝึกปราณกันน่ะสิ”
อิงชิงอวี่ส่ายหน้าเล็กน้อยในความช่างสงสัยของนาง “เป็นไปไม่ได้ขอรับ ด้วยการฝึกบินสกัดปราณแต่ละครั้งนั้น ทรมานร่างกายนัก จึงมิมีผู้ใดฝืนไปบินกันทุกวันเช่นนั้น”
“อีกทั้งสภาเผ่าปักษาได้กำหนดข้อปฏิบัติออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่านกทุกตัวสามารถเข้าไปฝึกปราณได้เดือนละหนึ่งเท่านั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกตัวได้เข้าไปฝึกปราณและไม่เป็นการทรมานเร่งปราณในร่างกายจนเกินไป มิเช่นนั้น จากที่จะได้เลื่อนระดับปราณ กลับกลายเป็นนกพิการไปเสียแทน”
เฟิ่งเหยียนพยักหน้าหงึกหงักอย่างเข้าใจ ไม่ว่าโลกใดก็ล้วนแต่ต้องมีกฎเกณฑ์ในสังคมของคน เอ๊ย... สัตว์หมู่มาก ไม่ให้เกิดความขัดแย้ง เป็นระบบระเบียบเรียบร้อย
“ถ้าปักษาฝึกปราณด้วยการบินแล้ว... แล้วเผ่าหงส์ล่ะ?” ถ้อยคำของนาง ทำให้ทั้งคนพูดและคนฟังต่างสบตาด้วยความฉงน
เฟิ่งเหยียนทบทวนความทรงจำอยู่นานก็ไม่เห็นช่องทางในการฝึกปราณของเผ่าหงส์เลยแม้แต่น้อย ขนาดอิงชิงอวี่เองก็ยังส่ายหน้า
“เท่าที่ข้าทราบ เผ่าหงส์ไม่มีการฝึกปราณเหมือนเผ่าอื่น ๆ อย่างเผ่าคมเขี้ยวหรือเผ่ากรงเล็บก็ใช้การประสบการณ์ในการต่อสู้ เผ่าครีบวารีใช้การดำดิ่งสู่เหวสมุทรไร้ก้น หรือแม้แต่เผ่าเกล็ดทมิฬที่ใช้การจำศีล”
อิงชิงอวี่อธิบายต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มนิ่งอย่างใจเย็นด้วยท่าทางที่ดูผ่อนคลายขึ้น ไม่ระแวดระวังวาจาเหมือนเมื่อเช้า “แต่เท่าที่ข้าได้ยินมา สตรีเผ่าหงส์หลายนางจะได้เลื่อนขั้นปราณในยามที่ออกไข่ ให้กำเนิดบุตร ทว่าก็มิใช่ทุกนางที่จะประสบความสำเร็จ”
เฟิ่งเหยียน “...”
นั่นคือเหตุผลที่พวกนางจะต้องรีบแต่งงานออกไข่สินะ!?
“แต่ทั้งตลอดชีวิตของสตรีเผ่าหงส์หนึ่งนางสามารถออกไข่สูงสุดได้เพียงหกฟองเท่านั้น หากได้รับการบำรุงและดูแลดี ๆ เฉกเช่นท่านประมุข” ดวงตาคมกริบของอิงชิงอวี่เหลือบมองเฟิ่งเหยียนอย่างแฝงความนัยว่านางคงไม่อาจออกไข่ได้มากถึงหกฟอง
มุมปากของนางยกสูงอย่างเย้ยหยัน “ข้าไม่ได้รับการกินดีอยู่ดีเฉกเช่นน้องสาวหรอกนะ... เช่นนั้นก็ปล่อยหน้าที่แม่พันธุ์ดีให้เป็นนางรับผิดชอบไปเถอะ!”
เฟิ่งเหยียนเมินหน้ากลับมา ทิ้งความสนใจเกี่ยวกับการฝึกปราณไว้ด้านหลัง แล้วหันมาสนใจความคึกคักรอบตัวแทน พ่อค้าพันธุ์หมีดำจากเผ่าพฤกษากำลังหัวเราะร่า ขณะส่งมอบน้ำผึ้งป่าให้แก่แม่นางเผ่ากรงเล็บนางหนึ่งที่แกว่งหางยาวไปมา เด็ก ๆ เผ่าปักษาตัวน้อยที่บินวนรอบร้านขายของเล่นไม้ไผ่สาน เกิดเป็นภาพอิ่มอกอิ่มใจในความหลากหลายสายพันธุ์ที่หาดูได้ยากนัก
ทว่าความเพลิดเพลินใจของนางก็ต้องถูกทำลายลงด้วยเสียงก่นด่าดังจากหัวมุมถนนสายหลัก
“ไอ้หัวขโมย! ไอ้หมาสารเลว! กล้าดีอย่างไรมาคาบซาลาเปาของข้าไปหน้าตาเฉย!”
เฟิ่งเหยียนชะงักฝีเท้าหันไปตามเสียงทันที ภาพที่เห็นคือชายร่างกำยำในชุดผ้ากันเปื้อนเปื้อนคราบน้ำมัน ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น หูสามเหลี่ยมตั้งชันตามอารมณ์ หางลายเสือดาวแกว่งไหวไปมา
ในมือข้างหนึ่งถือรองเท้าเก่า ๆ อีกข้างถือสากไม้อันยักษ์เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันไล่กวดลูกหมาตัวน้อยขนสีขาวมอมแมมที่กำลังคาบซาลาเปาลูกใหญ่ไว้เต็มปาก มันวิ่งโซเซด้วยขาสั้น ๆ พยายามมุดหลบไปตามแผงขายของด้วยท่าทางหวาดกลัวสุดชีวิต
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ! ถ้าข้าจับเจ้าได้ ข้าจะถลกหนังเจ้ามาทำผ้าเช็ดเท้า!” ชายเจ้าของร้านสายพันธุ์เสือดาวแผดเสียงก้อง พลางเงื้อสากไม้ขึ้นสุดแขน เตรียมจะฟาดลงบนแผ่นหลังเล็ก ๆ ที่เลอะไปด้วยคราบเลือดแห้งกรังของลูกหมา
“แย่แล้ว...” เฟิ่งเหยียนพึมพำ ดวงตาสีน้ำตาลวาวโรจน์ขึ้นมาทันทีตามสัญชาตญาณสัตวแพทย์ที่เห็นลูกสัตว์ถูกรังแก “อาอวี่! อย่าให้เขาตีลูกหมาตัวนั้น!”
นางยังพูดไม่ทันขาดคำ ร่างเพรียวบางก็ทะยานออกไปก่อนที่อินทรีครามจะทันได้ขยับกายเสียอีก
“อย่าตีนะ!”
“ท่านแม่จะไม่เข้าไปห้ามท่านพ่อและน้อง ๆ หน่อยเหรอเจ้าคะ?”เฟิ่งเหยียนมองดูภาพความวุ่นวายและอบอุ่นตรงหน้า นัยน์ตาสีทองส่องประกายระยิบระยับ แม้ในยามนี้ พวกเขาทุกคนจะเติบใหญ่เป็นถึงหัวหน้าเผ่าผู้ค้ำจุนใต้หล้า ทว่ายามเมื่ออยู่ต่อหน้านาง บุรุษทั้งสิบตนนี้กลับยังคงเป็นเพียงสามีขี้ดื้อและบุตรชายตัวแสบดังเดิมไม่เคยเปลี่ยนหงส์สาวหัวเราะแผ่วเบา เสียงกังวานใสปานกระดิ่งสวรรค์สะท้อนกลบเสียงเกลียวคลื่น “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวพวกเขาเหนื่อยก็คงจะหยุดกันเอง”นางพูดพลางลุกขึ้นยืน สองปีกสีทองอร่ามสยายกางออกกว้าง เป็นสัญญาณว่านางกำลังจะโผบิน“ท่านแม่จะไปไหนหรือเจ้าคะ?” เฟิ่งจินร้องถามด้วยความตกใจ ด้วยช่วงเวลานี้ยังเป็นช่วงที่ท่านแม่จะพำนักอยู่ที่เผ่าครีบวารีอีกครึ่งเดือน ก่อนที่จะสลับหมุนเวียนไปพำนักที่เผ่าอื่นต่อเฟิ่งเหยียนคลี่ยิ้มละมุน นัยน์ตาสีทองทอประกายลึกซึ้งยามทอดมองทิวทัศน์ขอบฟ้าไกลที่เต็มไปด้วยหมู่เมฆ แสงอาทิตย์ยามอัสดงสะท้อนกับขนนกสีทองอร่ามบนปีกคู่โตที่สยายออกกว้างจนเกิดเป็นรัศมีเรืองรองนางหันกลับมามองบุตรสาวคนโตที่ก้าวขึ้นมารับภาระอันหนักอึ้งต่อจากนางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความภาคภูม
เมื่อเส้นทางหัวหน้าเผ่าถูกบิดาของตนขจัดปัญหาและจัดเตรียมไว้ให้อย่างพร้อมสรรพ บรรดาบุตรชายของเฟิ่งเหยียนกับอิงชิงอวี่ ไป๋จิ่วถิง เสวียนม่อไห่ เฉินโม่ และชิงหลุนก็ได้เตรียมตัว เพื่อเข้ารับการทดสอบ เตรียมตัวเข้ารับตำแหน่งต่อไปสำหรับเฟิ่งจิน บุตรสาวคนโตของนาง เฟิ่งเหยียนได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ในการรักษาผู้อื่นให้อย่างหมดสิ้น อีกทั้งยังชี้แนะถึงบรรดาสตรีเผ่าหงส์นางอื่น ๆ อีกด้วย เกี่ยวกับการเลื่อนระดับปราณ ไม่ว่าจะเป็นการให้อภัยหรือการให้ชีวิตแก่ผู้อื่นสิ่งเหล่านี้เป็นเคล็ดวิชาที่นางประสบมากับตัว มันอาจจะฟังแล้วดูง่าย แต่มิใช่ว่าทุกนางจะสามารถทำได้!ครั้นเห็นว่าเฟิ่งจินสามารถรับช่วงต่อ เพื่อดูแลเผ่าหงส์ได้แล้ว เฟิ่งเหยียนจึงได้ตัดสินใจสละตำแหน่งประมุข ยกลัญจกรหงส์และอำนาจทั้งหมดให้แก่นางก่อนที่เฟิ่งเหยียนจะผันตนเองมาเป็นนกน้อยพเนจร ออกท่องเที่ยวไปทั่วหล้าอย่างสำราญใจ โดยมีจุดหมายปลายทางเป็นการหมุนเวียนไปพำนักตามเผ่าต่าง ๆ ของสามีและบุตรชายอย่างในวันนี้ เป็นช่วงหนึ่งเดือนที่นางต้องพำนักอยู่ที่เกาะเสวียนสือเต่าร่วมกับเสวียนม่อไห่“ท่านแม่!
วันเวลาหมุนผ่านไปราวกระแสน้ำหลาก จากลูกสัตว์ตัวน้อยในวันนั้น เติบใหญ่กลายเป็นยอดสัตว์อสูรและผู้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าเผ่าที่น่าเกรงขามในวันนี้หลังจากวันนั้นที่อิงชิงอวี่ ไป๋จิ่วถิง เสวียนม่อไห่ เฉินโม่ และชิงหลุนต่างแยกย้ายพาบุตรชายกลับเผ่า เพื่อฝึกปราณตามแบบฉบับของเผ่า รวมถึงการเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าเผ่าอย่างเป็นทางการด้วยปราณตะวันที่พวกเขาครอบครองอยู่สำหรับอิงชิงอวี่ ไป๋จิ่วถิง เสวียนม่อไห่ และชิงหลุนนั้น นับว่าเป็นการดำรงตำแหน่งหัวหน้าเผ่าอย่างราบรื่น เนื่องจากอิงชิงอวี่รับตำแหน่งต่อจากบิดา ไป๋จิ่วถิงที่เป็นหลานชายของผู้อาวุโสไป๋ สายเลือดของตระกูลไป๋ สายพันธุ์วายุเหมันต์เพียงหนึ่งเดียว เหลี่ยวกังย่อมยินดียกตำแหน่งให้อย่างเต็มใจส่วนเสวียนม่อไห่ เสวียนอู่แห่งตระกูลเสวียน ไม่ว่าจะเป็นปราณตะวันหรือทรัพย์สินอันมั่งคั่งของตระกูล ล้วนแต่สมมงกับตำแหน่งหัวหน้าเผ่าทั้งสิ้น สุ่ยตงเฉิงจึงส่งต่อให้อย่างไร้ปัญหา โดยเฉพาะชิงหลุนที่ท่านลุงหลงชางเฉินแทบอยากจะยกทั้งเผ่ามาประเคนให้ ครั้นเห็นชิงหลุนตอบรับสักที เขาก็ร้องไห้ดีใจไปสามวันสามคืนจนดวงตาแดงช้ำแต่คนที่มีปัญหามาก
ล่วงเลยมาถึงวันที่แปด ไข่ฟองที่ห้าของเสวียนม่อไห่ก็ขยับเขยื้อนอย่างใจเย็น เปลือกไข่ค่อย ๆ ร้าว ปริแตกเป็นจังหวะเนิบนาบ ก่อนที่ลูกเต่าดำตัวน้อยที่มีกระดองหินหยกวารีสีเขียวมรกตติดอยู่บนแผ่นหลังจะคลานต้วมเตี้ยมออกมาอย่างไม่รีบร้อนน้องน้อยตัวจิ๋วนั่งแปะอยู่บนแท่นฟัก หันมองหน้าพ่อแม่ด้วยสายตานิ่งสงบดั่งผู้ผ่านโลกมานานนับร้อยปี เสวียนม่อไห่ลูบศีรษะลูกชายตัวน้อยด้วยความภาคภูมิใจ“ไม่รีบร้อน มั่นคง และสง่างาม... สัญชาตญาณเสวียนอู่เด่นชัดยิ่งนัก เจ้าทำดีมาก... เจ้าห้า”เฟิ่งเหยียนส่งยิ้มอ่อนหวาน พลางอุ้มลูกเต่าเข้ามากอด “ยินดีต้อนรับนะ เสวียนฮั่นเจิ้น เจ้าห้าของแม่...”จนกระทั่งถึงวันสุดท้าย... วันที่สิบแห่งการรอคอยอันแสนทรมานใจโรงฟักไข่ตกอยู่ในความเงียบสงัดระคนตึงเครียด โดยเฉพาะชิงหลุน อสรพิษหนุ่มผู้ปากแข็งและเย็นชา บัดนี้ใบหน้ารูปงามกลับเคร่งขรึมจนหน้าเขียวหน้าเหลืองนัยน์ตาคมกริบจับจ้องไปยังไข่ฟองสุดท้ายที่ยังคงนิ่งสนิทไม่ไหวติง ลิ้นสองแฉกของเขาเริ่มสั่นระริกด้วยความวิตกกังวลอยู่ภายในใจหนึ่งก็กลัวว่าลูกของตนจะเป็น
เมื่อเห็นชัด ๆ กับตาแล้วว่าไข่ฟองแรกคือลูกหงส์บริสุทธิ์ เหล่าสามีที่ยืนลุ้นจนตัวโก่งอยู่ด้านหลังก็พากันถอนหายใจยาว บ้างก็ยินดี บ้างก็แอบเสียดายลึก ๆ ก่อนที่ความสนใจของบรรพชนทั้งห้าจะแปรเปลี่ยนไปจ้องมองอีกห้าฟองที่ยังคงนิ่งสนิทมหากาพย์แห่งการคาดเดาและขัดขากันเองระหว่างสามีจึงเปิดฉากขึ้นทันที!อิงชิงอวี่ “เหอะ... ฟองแรกเป็นหงส์ก็ถูกครรลองแล้ว ทว่าฟองถัดไปในอีกสองวันข้างหน้า... ปราณของข้าคอยตรวจสอบอุณหภูมิอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน มันเริ่มสั่นไหวแล้ว บุตรคนรองย่อมต้องเป็นพญาอินทรีทองผู้เกรียงไกรอย่างแน่นอน!”ไป๋จิ่วถิง “เจ้าเอาอะไรมามั่นใจ? พี่ชายนก ข้าขยันมาเช็ดทำความสะอาดเปลือกไข่ฟองที่สามทุกเช้าค่ำ กลิ่นของข้าซึมลึกเข้าไปขนาดนั้น วันมะรืนนี้ ต้องเป็นหมาเก้าหางตัวน้อยขนฟูสิถึงจะถูก!”เสวียนม่อไห่ “ข้าโคจรปราณปกป้องรอบโรงฟักแห่งนี้ ความเย็นของปราณวารีของข้าซึมซับเข้าไปในไข่ฟองที่สี่มากที่สุด... ลูกเต่าดำย่อมกำเนิดในวันถัดไปอย่างไร้ข้อกังขา”เฉินโม่ “พวกเจ้าทั้งสามตนหยุดเพ้อเจ้อ... ลูกของข้าต่างหากที่จะฟักออกมาราย
ทว่าหลังจากยอมรับเงื่อนไขนั้นไปได้เพียงไม่กี่เดือน... เฟิ่งเหยียนเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย หลังจากที่หมอหลวงมาตรวจอาการ ก็รีบแจ้งข่าวดีว่านางกำลังตั้งครรภ์!ซึ่งนางดันมีอาการแพ้ท้องแบบที่ชวนให้บรรดาสามีพากันปวดหัว!อาการแพ้ท้องของหงส์สาวหาใช่การอาเจียนเวียนหัวธรรมดา ทว่านางกลับมีพฤติกรรมชอบจิกทึ้งข้าวของและเหม็นหน้าสามี โดยเฉพาะสามีผู้โชคร้ายอย่างไป๋จิ่วถิงที่โดนหนักกว่าสหายสามีตนอื่น!“ออกไปห่าง ๆ ข้านะ เสี่ยวจิ่ว” เฟิ่งเหยียนเบ้หน้าพลางยกมือขึ้นมาบีบจมูก เมินหน้าหนีไปอีกทาง “ข้าเหม็นกลิ่นสาบของเจ้าจะแย่อยู่แล้ว!”“พี่สาว! ข้ามิใช่ต้าวหมาเด็กที่ท่านรักที่สุดหรอกหรือ?” ไป๋จิ่วถิงทำหน้าหมาหงอย หูตก ทั้งเก้าหางลู่ลงติดดิน “ข้าเพิ่งไปอาบน้ำแช่น้ำปรุงบุปผามาตั้งสามรอบ กลิ่นหอมฟุ้งจนผึ้งจะตอมอยู่แล้วนะ ท่านเหม็นข้าได้ลงคอเชียวหรือ...”ครั้นเห็นว่าตัวต้นเหตุของกลิ่นสาบยังไม่มีทีท่าว่าจะลุกออกไป เฟิ่งเหยียนที่เริ่มเวียนหัวอย่างหนัก ผสมกับอาการเมื่อยล้าของร่างกาย นางจึงได้คว้าหมอนขว้างใส่หน้าส
อวี่อิน?อ๋อ... อวี่อินก็คือพิธีแต่งงานที่เชื่อมคู่บ่าวสาวไว้ด้วยกัน หากเป็นเผ่าอื่นก็อาจจะเป็นแค่การดื่มเลือดหรือทำพิธีตามจารีตธรรมดา แต่การทำอวี่อินของเผ่าหงส์คือพันธสัญญาบรรพกาลที่ร้อยรัดความเป็นตายของสวามีต่างเผ่ากับสตรีเผ่าหงส์ไว้ด้วยกันหลังจากที่คู่บ่าวสาวได้ดื่มเลือดของอีกฝ่
การลงไปที่เผ่าปักษาของเผ่าหงส์นั้น มิใช่การกางปีกแล้วบินถลาลงมาตามแรงลมอย่างที่เฟิ่งเหยียนเข้าใจ ทว่าเป็นการนั่งเกี้ยวที่เปิดโล่ง สลักจากไม้หอมล้ำค่าและอัญมณีสะท้อนแสงแวววาวล้อแสงอาทิตย์ โดยมีคานยื่นออกไปสี่ทิศยึดโยงด้วยสายโซ่คล้องไว้กับไหล่อันกำยำของบุรุษสี่ตนในชุดเกราะพิธีการสีเงินยวง สยายปีกอิ
เฟิ่งเหยียนจับมืออิงชิงอวี่ลากตามทางเดินตามหลังสาวใช้ตรงมาที่ตำหนักเทียนเฟิ่งโหลว ซึ่งเป็นอาคารไม้สลักสามชั้นใจกลางเผ่าหงส์ ตัวตำหนักสร้างจากไม้สนหอมพันปีกลิ่นยางไม้รสหวานอบอวลประสานกับกลิ่นใบชาชั้นเลิศ เสาตำหนักแต่ละต้นถูกพันด้วยผ้าไหมทองคำและประดับด้วยขนนกยูงรำแพนที่สะท้อนแสงแดดยามเช้า
“นี่คืออะไรรึ?” เสียงร้องถามอย่างสงสัยของเฟิ่งเหยียนดังขึ้น ขณะที่เดินมาหยุดหน้าร้านขายขนมแห่งหนึ่งที่วางขายขนมที่ทำเป็นรูปทรงรังนกขนาดเล็กพอดีคำ ตรงกลางวางถั่วเคลือบน้ำตาลสีสดใสเหมือนไข่นกใบจิ๋ว“คุณหนู! นี่คือขนมรังนกขอรับ” ชายร่างเล็กที่เฟิ่งเหยียนคิดว่าน่าจะเป็น







