LOGINความทรงจำอีกระลอกสาดซัดเข้ามาในสมองของเฟิ่งเหยียน หลังจากที่เจ้าของร่างเดิมทราบเรื่อง นางก็เสียใจหนักจนกระอักเลือด แม้จะรู้ว่ามารดาลำเอียง ทว่าก็ไม่คิดว่าจะลำเอียงถึงขั้นยอมทำผิดจารีตถึงเพียงนี้!
ด้วยมารดาไม่รักและเพิกเฉยต่อนาง ในการเติบโตมาท่ามกลางการเลี้ยงดูเช่นนี้ จึงทำให้เฟิ่งเหยียนกลายเป็นคนมีปมในจิตใจ เย็นชา บางครั้งก็ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่อยู่ เพราะไม่รู้ว่าควรจะแสดงออกมาอย่างไร
สุดท้าย หลังจากที่เฟิ่งเหยียนเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าบ่าว แล้วเห็นว่าเป็นเจ้าบ่าวที่ผิดฝาผิดตัว นางก็กระอักเลือดออกมากองโต แล้วสั่งให้อิงชิงอวี่คุกเข่าอยู่หน้าเตียงเช่นนั้น จนกว่านางจะสั่งให้ลุกขึ้น
คำสั่งนั้นไม่ได้เกิดจากความเย่อหยิ่ง ทว่าเป็นการปกป้องตนเองของเฟิ่งเหยียนที่ไม่อยากจะให้ผู้ใดมาเห็นว่านางเจ็บเจียนตาย... ที่นางสั่งให้เขาคุกเข่า เพราะมันคือวิธีเดียวที่จะทำให้นางสบายใจว่าสถานการณ์ที่ตัวเองถูกกระทำนั้นยังคงอยู่ในการควบคุมของนาง...
หลังจากที่สั่งเสร็จเรียบร้อย เฟิ่งเหยียนก็พยุงกายขึ้นเตียง กางม่านมุ้งปิดกั้น สร้างอาณาเขตพื้นที่พักผ่อนส่วนตัว โดยไม่สนใจอีกฝ่ายอีกเลย ก่อนที่จะล้มตัวลงนอน... แล้วตายไป...
เฮ้อ... ชีวิตของพวกเราชาวเฟิ่งเหยียนนี่ ช่างน่าอนาถซะจริง ฉันก็ตายเพราะโดนแมวยักษ์ตบ ส่วนเธอก็กระอักเลือดตายเพราะได้ผัวมาผิดคน เหอ เหอ...
ดวงตาหงส์หรี่ลงพลางเบ้ปากอย่างเหนื่อยใจ มือเรียวตวัดเลิกม่านมุ้งออกกว้าง แล้วหมุนตัวมาประจันหน้ากับอีกฝ่าย ที่เงยหน้าขึ้นทันทีที่เห็นการเคลื่อนไหวของเธอ ดวงตาสองคู่สบมองกันอย่างพินิจพิเคราะห์
อิงชิงอวี่ สามีที่ได้มาอย่างผิดฝาผิดตัวนี้ ถ้าเฟิ่งเหยียนจำไม่ผิด เขาเองก็มีปมในใจไม่แตกต่างจากร่างเดิมของนางเลยแม้แต่น้อย ทั้งอิงห่าวเทียนและอิงชิงอวี่ ต่างก็เป็นบุตรชายสายตรงของอิงอี๋นั่ว หัวหน้าเผ่าปักษาคนปัจจุบัน
ดังนั้น การเลี้ยงดูและส่งเสริมทรัพยากรต่าง ๆ จึงทุ่มไปที่อินทรีทองผู้เป็นพี่ชายเช่นเดียวกัน ด้วยปราณของเขาที่สูงล้ำและขนสีทองที่เฉิดฉาย จึงกลบแสงของอินทรีครามผู้เป็นน้องชายจนหมดสิ้น
เฟิ่งเหยียนจ้องมองชายหนุ่มที่คุกเข่าตรงหน้า แผ่นหลังของเขาเหยียดตรงดุจลูกศรที่ถูกง้างจนสุด ใบหน้าคมเข้มเรียบเฉย ดวงตาคู่นั้นเปิดกว้างไร้อารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธหรือน้อยใจ
เขาเพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น... ราวกับก้อนหินที่ตั้งอยู่กลางพายุคลั่ง
“คุกเข่ามาตั้งแต่เมื่อคืนเลยเหรอ?” เฟิ่งเหยียนถามขึ้นแผ่วเบา
อิงชิงอวี่ไม่ได้ก้มหน้าหลบตา เขาเพียงแต่สบตาเธอตรง ๆ “ท่านสั่ง”
“ไม่เมื่อยเหรอ?” เฟิ่งเหยียนเลิกคิ้วถามด้วยสัญชาตญาณของสัตวแพทย์ที่รู้ดีว่าการกดทับของน้ำหนักที่หัวเข่านานกว่าสิบชั่วโมงนั้น ส่งผลต่อเส้นประสาทและกล้ามเนื้อเพียงใด
“เมื่อย” อิงชิงอวี่ตอบสั้น ๆ ไร้ซึ่งการประชดประชันหรือเรียกร้องความสงสาร มันคือข้อเท็จจริงที่เขาตอบออกมาเหมือนตอบเรื่องสภาพอากาศทั่วไป
“แล้วทำไมไม่ลุก?”
“ท่านไม่ได้บอกให้ลุก”
เฟิ่งเหยียนอึ้งไปครู่หนึ่ง นางจ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาคมของอินทรีคราม
คำพูดของเขาช่างแปลกประหลาด... เขาเก็บกดจนถึงขั้นปล่อยวางทุกสิ่งอย่างสมบูรณ์ เหมือนเลิกพยายามที่จะมีตัวตน เลิกพยายามที่จะขัดขืน เพราะเขาไม่เห็นค่าว่าการทำเช่นนั้นจะเปลี่ยนอะไรได้
เขาเหมือนคนที่ตายไปแล้วครึ่งหนึ่งในขณะที่ยังมีลมหายใจ...
ความเงียบปกคลุมห้องอยู่อึดใจใหญ่ ก่อนที่เฟิ่งเหยียนจะถอนหายใจออกมาแผ่วเบา “ลุกได้”
อิงชิงอวี่ยันกายลุกขึ้น เส้นเอ็นและข้อต่อส่งเสียงลั่นประท้วงเบา ๆ เส้นเอ็นที่ลำคอของเขาปูดโป่งขึ้นมาจากการขบกรามแน่น หัวเข่าของเขาสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้
เขาค่อย ๆ ยืดเข่าขึ้นอย่างเชื่องช้า ท่าทางนั้นดูเจ็บปวด แต่สีหน้าของเขากลับไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่นิดเดียว
หลังจากที่เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หัวเข่าที่ถูกบังคับให้ค้างในท่าเดิมมานานก็พลันเซถลาอย่างอ่อนแรง
“ระวัง!” เฟิ่งเหยียนร้องลั่น เมื่อเห็นว่าเขากำลังจะเซล้มไป มือเรียวรีบคว้าข้อมือของเขาไว้ โชคดีที่อิงชิงอวี่เองก็พอประคองตัวเองได้ เลยไม่ได้ฉุดรั้งให้อีกคนล้มลงไปด้วย
เฟิ่งเหยียนถอนหายใจยาวอีกครั้ง ก่อนจะกระตุกมือ บังคับให้เขานั่งลงบนเตียง “นั่งลง ให้ฉัน... เอ่อ ให้ข้าดูเข่าของเจ้าหน่อย”
หญิงสาวเปลี่ยนสรรพนามคำพูดจาให้เป็นไปตามแบบที่ควรจะเป็น ก่อนจะสั่งให้เขารั้งกางเกงขึ้น เพื่อดูอาการบาดเจ็บที่หัวเข่า ซึ่งปรากฏภาพรอยแดงจัดเป็นวงกลมขนาดใหญ่บนหัวเข่าทั้งสองข้างที่โผล่พ้นชายอาภรณ์ออกมา
อื้อหื้อ... บ้าไปแล้วรึไง!
เฟิ่งเหยียนอดบ่นในใจไม่ได้ ทั้งร่างเดิมที่บ้าบังคับให้เขาคุกเข่า ทั้งที่ตนนอนเหยียดกายสบายอยู่บนเตียง... เอิ่ม ไม่สิ นอนใหลตายไปเลย กับอีกคนที่บ้าไม่แพ้กัน ดันบ้าทำตามคำสั่งเป๊ะ ๆ ซะอย่างนั้น
ในเมื่อนางหลับไปแบบนี้แล้ว เจ้าก็แอบอู้บ้างก็ได้!
อะไรจะเถรตรงขนาดนั้น! นี่ถ้าร่างเดิมสั่งให้ไปตาย เขาก็คงจะไปสินะ!
ดวงตาหงส์ของเฟิ่งเหยียนอ่อนแสงลง เมื่อเห็นอาการบาดเจ็บของสัตว์ตรงหน้า กอปรกับแต่เดิมนางเองก็เป็นสัตวแพทย์มือดีที่ผ่านสัตว์น้อยใหญ่มามากมาย
ความใจอ่อนและสงสารก็ปะทุขึ้นจนอยากที่จะเยียวยาอีกฝ่ายให้หายดี
ทันใดนั้น ความร้อนสายหนึ่งพลันแล่นผ่านฝ่ามือของนางออกมา ละอองแสงสีแดงไหลตรงไปที่บริเวณหัวเข่าแดงช้ำของเขา!
อิงชิงอวี่รู้สึกถึงกระแสธารอุ่นจัดไหลบ่าเข้าไปในข้อต่อที่ด้านชา ไอปราณสีแดงนั้นไม่ได้รุนแรงเหมือนไฟเผาป่า แต่มันกลับอบอุ่นและนุ่มนวลราวแสงอรุณยามเช้า มันคือความร้อนที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่เขาเคยสัมผัสมาในชีวิต...
ไอปราณสีแดงจากฝ่ามือของนางสลายรอยฟกช้ำและอาการอักเสบจนหมดสิ้นภายในพริบตา!
อินทรีหนุ่มเบิกตากว้าง ความอุ่นวาบที่แล่นผ่านร่างกาย ทำให้กำแพงความเย็นชาในใจสั่นคลอนเป็นครั้งแรก เขาก้มมองหัวเข่าที่กลับมาสุขภาพดีดังเดิม... หรืออาจจะแข็งแรงกว่าเดิมด้วยซ้ำด้วยความงุนงงสับสน
แต่ไหนแต่ไรมา เขาไม่เคยได้ยินว่าเผ่าหงส์จะมีปราณในการรักษาเลยนะ!
นอกจากนี้ แม่นางตรงหน้ายังสูงศักดิ์เป็นถึงองค์หญิงผู้เย็นชา สั่งทรมานให้เขาคุกเข่าหลายชั่วยาม แต่มายามนี้ นางกลับใจดีรักษาบาดแผลให้เขาเสียอย่างนั้น!
อิงชิงอวี่รีบเงยหน้าขึ้น หวังจะสังเกตและจับผิดในท่าทางของอีกฝ่าย ทว่าภาพที่เขาเห็นกลับกลายเป็นดวงตาหงส์ที่เบิกกว้างด้วยความตกใจไม่แพ้กัน!
อิงชิงอวี่ “...”
อย่าบอกนะว่านางเองก็ตกใจในพลังปราณของตนเองน่ะ!?
ยิ่งได้เห็นเฟิ่งเหยียนอ้าปากค้าง พลิกสองมือหงายคว่ำอย่างไม่เชื่อสายตา อินทรีหนุ่มก็ยิ่งมั่นใจว่าแม่นางตรงหน้ารักษาให้เขาอย่างไม่รู้ตัวจริง ๆ
ครั้นพอนางเงยหน้าขึ้นมาแล้วเห็นเขาที่จ้องมองมาอยู่แล้ว ใบหน้านวลก็เปลี่ยนสีหน้าจากตกใจอ้าปากค้างเป็นหุบปากฉับ ดวงตาหงส์ฉายแววเคร่งขรึมขึ้นมาทันที
“อะแฮ่ม... ข้าเป็นคนทำ ข้าก็ต้องเป็นคนรักษา... เจ้าไม่ต้องขอบคุณหรอก”
อิงชิงอวี่ “...”
ข้ายังไม่ได้พูดอะไรสักคำ... แล้วอีกอย่างดูเหมือนท่านจะรักษาให้ข้าโดยไม่ได้ตั้งใจอีกต่างหาก...
ก่อนที่เฟิ่งเหยียนจะได้พูดอะไรต่อ เสียงพึ่บพั่บนอกหน้าต่างก็เรียกความสนใจไปจากนางเสียก่อน
เสียงอะไรน่ะ?
ร่างบางผุดลุกขึ้นจากเตียงใหญ่ เดินตรงไปยังระเบียงกว้างที่เปิดรับลมเย็นเยือกจากยอดเขาสูงชันอย่างช้า ๆ อาภรณ์สีแดงเพลิงที่สวมอยู่สะบัดพลิ้วตามแรงก้าวเดินจนดูเหมือนเปลวไฟที่ขยับไหวอยู่กลางห้อง
ก่อนที่ดวงตาหงส์จะเบิกกว้างอีกครั้ง ลมหายใจพลันสะดุด สองมือยกขึ้นปิดปาก เมื่อเห็นภาพทิวทัศน์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า
“แม่เจ้า!”
*หนึ่งชั่วยาม หมายถึง 2 ชั่วโมง
“ท่านแม่จะไม่เข้าไปห้ามท่านพ่อและน้อง ๆ หน่อยเหรอเจ้าคะ?”เฟิ่งเหยียนมองดูภาพความวุ่นวายและอบอุ่นตรงหน้า นัยน์ตาสีทองส่องประกายระยิบระยับ แม้ในยามนี้ พวกเขาทุกคนจะเติบใหญ่เป็นถึงหัวหน้าเผ่าผู้ค้ำจุนใต้หล้า ทว่ายามเมื่ออยู่ต่อหน้านาง บุรุษทั้งสิบตนนี้กลับยังคงเป็นเพียงสามีขี้ดื้อและบุตรชายตัวแสบดังเดิมไม่เคยเปลี่ยนหงส์สาวหัวเราะแผ่วเบา เสียงกังวานใสปานกระดิ่งสวรรค์สะท้อนกลบเสียงเกลียวคลื่น “ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวพวกเขาเหนื่อยก็คงจะหยุดกันเอง”นางพูดพลางลุกขึ้นยืน สองปีกสีทองอร่ามสยายกางออกกว้าง เป็นสัญญาณว่านางกำลังจะโผบิน“ท่านแม่จะไปไหนหรือเจ้าคะ?” เฟิ่งจินร้องถามด้วยความตกใจ ด้วยช่วงเวลานี้ยังเป็นช่วงที่ท่านแม่จะพำนักอยู่ที่เผ่าครีบวารีอีกครึ่งเดือน ก่อนที่จะสลับหมุนเวียนไปพำนักที่เผ่าอื่นต่อเฟิ่งเหยียนคลี่ยิ้มละมุน นัยน์ตาสีทองทอประกายลึกซึ้งยามทอดมองทิวทัศน์ขอบฟ้าไกลที่เต็มไปด้วยหมู่เมฆ แสงอาทิตย์ยามอัสดงสะท้อนกับขนนกสีทองอร่ามบนปีกคู่โตที่สยายออกกว้างจนเกิดเป็นรัศมีเรืองรองนางหันกลับมามองบุตรสาวคนโตที่ก้าวขึ้นมารับภาระอันหนักอึ้งต่อจากนางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความภาคภูม
เมื่อเส้นทางหัวหน้าเผ่าถูกบิดาของตนขจัดปัญหาและจัดเตรียมไว้ให้อย่างพร้อมสรรพ บรรดาบุตรชายของเฟิ่งเหยียนกับอิงชิงอวี่ ไป๋จิ่วถิง เสวียนม่อไห่ เฉินโม่ และชิงหลุนก็ได้เตรียมตัว เพื่อเข้ารับการทดสอบ เตรียมตัวเข้ารับตำแหน่งต่อไปสำหรับเฟิ่งจิน บุตรสาวคนโตของนาง เฟิ่งเหยียนได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ในการรักษาผู้อื่นให้อย่างหมดสิ้น อีกทั้งยังชี้แนะถึงบรรดาสตรีเผ่าหงส์นางอื่น ๆ อีกด้วย เกี่ยวกับการเลื่อนระดับปราณ ไม่ว่าจะเป็นการให้อภัยหรือการให้ชีวิตแก่ผู้อื่นสิ่งเหล่านี้เป็นเคล็ดวิชาที่นางประสบมากับตัว มันอาจจะฟังแล้วดูง่าย แต่มิใช่ว่าทุกนางจะสามารถทำได้!ครั้นเห็นว่าเฟิ่งจินสามารถรับช่วงต่อ เพื่อดูแลเผ่าหงส์ได้แล้ว เฟิ่งเหยียนจึงได้ตัดสินใจสละตำแหน่งประมุข ยกลัญจกรหงส์และอำนาจทั้งหมดให้แก่นางก่อนที่เฟิ่งเหยียนจะผันตนเองมาเป็นนกน้อยพเนจร ออกท่องเที่ยวไปทั่วหล้าอย่างสำราญใจ โดยมีจุดหมายปลายทางเป็นการหมุนเวียนไปพำนักตามเผ่าต่าง ๆ ของสามีและบุตรชายอย่างในวันนี้ เป็นช่วงหนึ่งเดือนที่นางต้องพำนักอยู่ที่เกาะเสวียนสือเต่าร่วมกับเสวียนม่อไห่“ท่านแม่!
วันเวลาหมุนผ่านไปราวกระแสน้ำหลาก จากลูกสัตว์ตัวน้อยในวันนั้น เติบใหญ่กลายเป็นยอดสัตว์อสูรและผู้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าเผ่าที่น่าเกรงขามในวันนี้หลังจากวันนั้นที่อิงชิงอวี่ ไป๋จิ่วถิง เสวียนม่อไห่ เฉินโม่ และชิงหลุนต่างแยกย้ายพาบุตรชายกลับเผ่า เพื่อฝึกปราณตามแบบฉบับของเผ่า รวมถึงการเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าเผ่าอย่างเป็นทางการด้วยปราณตะวันที่พวกเขาครอบครองอยู่สำหรับอิงชิงอวี่ ไป๋จิ่วถิง เสวียนม่อไห่ และชิงหลุนนั้น นับว่าเป็นการดำรงตำแหน่งหัวหน้าเผ่าอย่างราบรื่น เนื่องจากอิงชิงอวี่รับตำแหน่งต่อจากบิดา ไป๋จิ่วถิงที่เป็นหลานชายของผู้อาวุโสไป๋ สายเลือดของตระกูลไป๋ สายพันธุ์วายุเหมันต์เพียงหนึ่งเดียว เหลี่ยวกังย่อมยินดียกตำแหน่งให้อย่างเต็มใจส่วนเสวียนม่อไห่ เสวียนอู่แห่งตระกูลเสวียน ไม่ว่าจะเป็นปราณตะวันหรือทรัพย์สินอันมั่งคั่งของตระกูล ล้วนแต่สมมงกับตำแหน่งหัวหน้าเผ่าทั้งสิ้น สุ่ยตงเฉิงจึงส่งต่อให้อย่างไร้ปัญหา โดยเฉพาะชิงหลุนที่ท่านลุงหลงชางเฉินแทบอยากจะยกทั้งเผ่ามาประเคนให้ ครั้นเห็นชิงหลุนตอบรับสักที เขาก็ร้องไห้ดีใจไปสามวันสามคืนจนดวงตาแดงช้ำแต่คนที่มีปัญหามาก
ล่วงเลยมาถึงวันที่แปด ไข่ฟองที่ห้าของเสวียนม่อไห่ก็ขยับเขยื้อนอย่างใจเย็น เปลือกไข่ค่อย ๆ ร้าว ปริแตกเป็นจังหวะเนิบนาบ ก่อนที่ลูกเต่าดำตัวน้อยที่มีกระดองหินหยกวารีสีเขียวมรกตติดอยู่บนแผ่นหลังจะคลานต้วมเตี้ยมออกมาอย่างไม่รีบร้อนน้องน้อยตัวจิ๋วนั่งแปะอยู่บนแท่นฟัก หันมองหน้าพ่อแม่ด้วยสายตานิ่งสงบดั่งผู้ผ่านโลกมานานนับร้อยปี เสวียนม่อไห่ลูบศีรษะลูกชายตัวน้อยด้วยความภาคภูมิใจ“ไม่รีบร้อน มั่นคง และสง่างาม... สัญชาตญาณเสวียนอู่เด่นชัดยิ่งนัก เจ้าทำดีมาก... เจ้าห้า”เฟิ่งเหยียนส่งยิ้มอ่อนหวาน พลางอุ้มลูกเต่าเข้ามากอด “ยินดีต้อนรับนะ เสวียนฮั่นเจิ้น เจ้าห้าของแม่...”จนกระทั่งถึงวันสุดท้าย... วันที่สิบแห่งการรอคอยอันแสนทรมานใจโรงฟักไข่ตกอยู่ในความเงียบสงัดระคนตึงเครียด โดยเฉพาะชิงหลุน อสรพิษหนุ่มผู้ปากแข็งและเย็นชา บัดนี้ใบหน้ารูปงามกลับเคร่งขรึมจนหน้าเขียวหน้าเหลืองนัยน์ตาคมกริบจับจ้องไปยังไข่ฟองสุดท้ายที่ยังคงนิ่งสนิทไม่ไหวติง ลิ้นสองแฉกของเขาเริ่มสั่นระริกด้วยความวิตกกังวลอยู่ภายในใจหนึ่งก็กลัวว่าลูกของตนจะเป็น
เมื่อเห็นชัด ๆ กับตาแล้วว่าไข่ฟองแรกคือลูกหงส์บริสุทธิ์ เหล่าสามีที่ยืนลุ้นจนตัวโก่งอยู่ด้านหลังก็พากันถอนหายใจยาว บ้างก็ยินดี บ้างก็แอบเสียดายลึก ๆ ก่อนที่ความสนใจของบรรพชนทั้งห้าจะแปรเปลี่ยนไปจ้องมองอีกห้าฟองที่ยังคงนิ่งสนิทมหากาพย์แห่งการคาดเดาและขัดขากันเองระหว่างสามีจึงเปิดฉากขึ้นทันที!อิงชิงอวี่ “เหอะ... ฟองแรกเป็นหงส์ก็ถูกครรลองแล้ว ทว่าฟองถัดไปในอีกสองวันข้างหน้า... ปราณของข้าคอยตรวจสอบอุณหภูมิอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน มันเริ่มสั่นไหวแล้ว บุตรคนรองย่อมต้องเป็นพญาอินทรีทองผู้เกรียงไกรอย่างแน่นอน!”ไป๋จิ่วถิง “เจ้าเอาอะไรมามั่นใจ? พี่ชายนก ข้าขยันมาเช็ดทำความสะอาดเปลือกไข่ฟองที่สามทุกเช้าค่ำ กลิ่นของข้าซึมลึกเข้าไปขนาดนั้น วันมะรืนนี้ ต้องเป็นหมาเก้าหางตัวน้อยขนฟูสิถึงจะถูก!”เสวียนม่อไห่ “ข้าโคจรปราณปกป้องรอบโรงฟักแห่งนี้ ความเย็นของปราณวารีของข้าซึมซับเข้าไปในไข่ฟองที่สี่มากที่สุด... ลูกเต่าดำย่อมกำเนิดในวันถัดไปอย่างไร้ข้อกังขา”เฉินโม่ “พวกเจ้าทั้งสามตนหยุดเพ้อเจ้อ... ลูกของข้าต่างหากที่จะฟักออกมาราย
ทว่าหลังจากยอมรับเงื่อนไขนั้นไปได้เพียงไม่กี่เดือน... เฟิ่งเหยียนเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย หลังจากที่หมอหลวงมาตรวจอาการ ก็รีบแจ้งข่าวดีว่านางกำลังตั้งครรภ์!ซึ่งนางดันมีอาการแพ้ท้องแบบที่ชวนให้บรรดาสามีพากันปวดหัว!อาการแพ้ท้องของหงส์สาวหาใช่การอาเจียนเวียนหัวธรรมดา ทว่านางกลับมีพฤติกรรมชอบจิกทึ้งข้าวของและเหม็นหน้าสามี โดยเฉพาะสามีผู้โชคร้ายอย่างไป๋จิ่วถิงที่โดนหนักกว่าสหายสามีตนอื่น!“ออกไปห่าง ๆ ข้านะ เสี่ยวจิ่ว” เฟิ่งเหยียนเบ้หน้าพลางยกมือขึ้นมาบีบจมูก เมินหน้าหนีไปอีกทาง “ข้าเหม็นกลิ่นสาบของเจ้าจะแย่อยู่แล้ว!”“พี่สาว! ข้ามิใช่ต้าวหมาเด็กที่ท่านรักที่สุดหรอกหรือ?” ไป๋จิ่วถิงทำหน้าหมาหงอย หูตก ทั้งเก้าหางลู่ลงติดดิน “ข้าเพิ่งไปอาบน้ำแช่น้ำปรุงบุปผามาตั้งสามรอบ กลิ่นหอมฟุ้งจนผึ้งจะตอมอยู่แล้วนะ ท่านเหม็นข้าได้ลงคอเชียวหรือ...”ครั้นเห็นว่าตัวต้นเหตุของกลิ่นสาบยังไม่มีทีท่าว่าจะลุกออกไป เฟิ่งเหยียนที่เริ่มเวียนหัวอย่างหนัก ผสมกับอาการเมื่อยล้าของร่างกาย นางจึงได้คว้าหมอนขว้างใส่หน้าส
เพียะ!เสียงสากไม้กระทบเข้ากับลำตัวเล็กจ้อยดังสนั่นท่ามกลางสายตาชาวตลาด ลูกหมาขนปุยส่งเสียงร้องเอ๋งสุดตัวก่อนจะไถลครูดไปกับพื้นหินฝุ่นตลบ ซาลาเปาที่หวงแหนหลุดจากปากกลิ้งไปในคูน้ำพ่อค้าเสือดาวหน้าแดงก่ำเงื้อสากไม้ขึ้นสูงอีกครั้ง หมายจะซ้ำเข้าที่หัวเจ้าหมาขี้ขโมยให้สิ้นซาก&ld
ปราณ...?เฟิ่งเหยียนเอียงคอ ก่อนจะนึกขึ้นได้ถึงปราณในโลกแห่งนี้ ปราณมีทั้งหมดสามระดับคือระดับดารา ซึ่งมีห้าขั้น ระดับจันทรา ซึ่งมีสามขั้น และระดับตะวันที่มีเพียงขั้นเดียว และระดับตะวันนั่นเองที่เป็นระดับของสายเลือดโบราณ!ในแต่ละเผ่าก็จะมีการฝึกปราณที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละสายพั
“นี่คืออะไรรึ?” เสียงร้องถามอย่างสงสัยของเฟิ่งเหยียนดังขึ้น ขณะที่เดินมาหยุดหน้าร้านขายขนมแห่งหนึ่งที่วางขายขนมที่ทำเป็นรูปทรงรังนกขนาดเล็กพอดีคำ ตรงกลางวางถั่วเคลือบน้ำตาลสีสดใสเหมือนไข่นกใบจิ๋ว“คุณหนู! นี่คือขนมรังนกขอรับ” ชายร่างเล็กที่เฟิ่งเหยียนคิดว่าน่าจะเป็น
อวี่อิน?อ๋อ... อวี่อินก็คือพิธีแต่งงานที่เชื่อมคู่บ่าวสาวไว้ด้วยกัน หากเป็นเผ่าอื่นก็อาจจะเป็นแค่การดื่มเลือดหรือทำพิธีตามจารีตธรรมดา แต่การทำอวี่อินของเผ่าหงส์คือพันธสัญญาบรรพกาลที่ร้อยรัดความเป็นตายของสวามีต่างเผ่ากับสตรีเผ่าหงส์ไว้ด้วยกันหลังจากที่คู่บ่าวสาวได้ดื่มเลือดของอีกฝ่







