Masukทางด้านฮวาซูหนี่ที่ยามนี้คอยติดตามเคียงข้างลู่ชินอ๋อง นึกแปลกใจยิ่งนักว่าทำไมเยว่ซินซึ่งก่อนหน้านี้มักคอยตามเกาะแกะท่านอ๋องไม่ห่าง ยามนี้กลับหายหน้าหายตาไปเสียแล้ว
‘คราแรกนางคิดว่าหากเยว่ซินมาตามรบกวนนางกับลู่ชินอ๋องในงานนี้ นางจะหาเรื่องให้ท่านอ๋องรังเกียจและไม่พอใจในตัวเยว่ซินมากขึ้น แต่เยว่ซินกลับหายหัวไปเสียอย่างนั้น น่าเจ็บใจยิ่งนัก’
ซูหนี่คิดพลางมองหาเยว่ซินไปด้วย จนกระทั่งเห็นนางกำลังพูดคุยอยู่กับบุรุษหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี สูงสง่าดูภูมิฐานหล่อเหลาไม่แพ้ลู่ชินอ๋องเลยสักนิด
“ท่านอ๋องดูสิเพคะ คราวแรกหม่อมฉันแปลกใจนักว่าเหตุใดวันนี้จึงไม่เห็นเยว่ซินเข้ามาคอยอยู่เคียงข้างท่านเหมือนเช่นแต่ก่อน”
“ที่แท้นางมีบุรุษรู้ใจพูดคุยอยู่ทางด้านนั้นนั่นเองเพคะ” ซูหนี่เอ่ยพร้อมชี้ชวนให้ลู่ซือมองไปยังตำแหน่งที่เยว่ซินกำลังหัวเราะพูดคุยกับหลี่หยางอย่างสนุกสนาน
ลู่ซือมองตามคำชี้ชวนของซูหนี่ หากแต่ก็ไม่ได้กล่าวอันใดออกมา ก่อนจะหันไปเห็นแม่ทัพฉิน แม่ทัพคนสำคัญคอยรักษาชายแดนใต้ขณะนี้
เขาจึงหมายเข้าไปทักทายและพูดคุยกับท่านแม่ทัพ โดยเดินไปทิศทางที่เยว่ซินกำลังพูดคุยอยู่กับหลี่หยางนั่นเอง ทำให้ซูหนี่ประหลาดใจเล็กน้อยแต่ก็เดินตามเขาไปด้วย
“ท่านแม่ทัพฉินเป็นอย่างไรบ้าง ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะ” ลู่ซือเข้ามาทักทายแม่ทัพฉิน
“ถวายบังคมท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมต้องขออภัยที่ไม่ได้เข้าไปถวายความเคารพเมื่อมาถึง ด้วยเห็นว่าพระองค์กำลังวุ่นวายอยู่กับการต้อนรับแขกต่างแคว้นนะพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพฉินรีบทำความเคารพลู่ซือทันที
“ไม่เป็นไรข้าเข้าใจ”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ ยามนี้ข้าน้อยสบายดี ส่วนชายแดนทางใต้ก็สงบเรียบร้อยเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
“อ้อ..นี่บุตรชายกระหม่อมฉินหลี่หยางพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพฉินเอ่ยตอบลู่ซือถึงสถานการณ์ทางชายแดน พร้อมแนะนำบุตรชายให้เขารู้จัก
“ถวายบังคมท่านอ๋องลู่พ่ะย่ะค่ะ” หลี่หยางถวายความเคารพ
“ตามสบายเถอะ ข้าจำเจ้าได้หลี่หยาง สมัยก่อนเจ้ามักตามฉินฮูหยินเข้าวังหลวงมาเฝ้าเสด็จแม่ของข้าบ่อยๆ เราเองยังเคยวิ่งเล่นด้วยกันอยู่เลยนี่นะ”
ลู่ซือเอ่ยถึงเรื่องวัยเด็กที่เคยได้พบเจอหลี่หยางรวมทั้งหนิงฮวา เยว่ซินและซูหนี่ในวังอยู่บ่อยครั้ง
เพราะมารดาของพวกเขาซึ่งเป็นฮูหยินของขุนนางคนสำคัญได้รับความไว้วางใจจากเสด็จแม่และมักถูกเรียกมาเข้าเฝ้าสนทนากันอยู่เสมอ ทำให้พวกเขารู้จักกันตั้งแต่ยังเยาว์
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” หลี่หยางตอบรับ
“อืม..เจ้าก็นับว่าเป็นสหายเก่าของข้านั่นแหละนะ แล้วนี่ท่านแม่ทัพกับหลี่หยางจะพักอยู่ในเมืองหลวงนานหรือไม่เล่า”
ลู่ซือเอ่ยถามไถ่ แม่ทัพฉินจึงบอกกล่าวแก่เขาเช่นเดียวกับที่บอกแก่เสนาบดีจางก่อนหน้านี้อีกครั้ง
“ดียิ่งนักหลี่หยาง..เช่นนั้นแล้วเราจะได้พบปะสนทนากันบ่อยขึ้นสินะ ตัวเจ้าเองไม่ได้อยู่เมืองหลวงนานหากมีเรื่องอันใดให้ข้าช่วยเหลือหรือต้องการปรึกษาหารือก็อย่าได้เกรงใจล่ะ”
ลู่ซือกล่าวอย่างยินดีเมื่อรู้ว่าหลี่หยางจะมาอยู่ประจำที่เมืองหลวง
“ฝ่าบาททรงมีราชกิจมากมายนัก กระหม่อมคงไม่กล้ารบกวนหรอกพ่ะย่ะค่ะ แต่หากได้พบปะสนทนากันก็นับเป็นวาสนาของกระหม่อม”
“ตอนนี้เยว่ซินตอบตกลงดูแลช่วยเหลือกระหม่อมแล้ว ฉะนั้นฝ่าบาทไม่ต้องเป็นกังวลนะพ่ะย่ะค่ะ” หลี่หยางตอบ ทำให้ลู่ซือหันไปมองเยว่ซินทันที
“จริงสินะ เราเกือบลืมไปว่าเจ้าสองคนเป็นสหายที่สนิทสนมคุ้นเคยกันดี เช่นนั้นก็ฝากเจ้าด้วยนะเยว่ซิน” ลู่ซือหันไปกล่าวกับเยว่ซิน
“ท่านอ๋องลู่ไม่จำเป็นต้องฝากฝังหม่อมฉันในเรื่องนี้หรอกเพคะ เพราะหม่อมฉันกับหลี่หยางสนิทสนมคุ้นเคย ย่อมต้องช่วยเหลือดูแลกันเป็นอย่างดี” เยว่ซินตอบกลับไปสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย
‘คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ถึงมาฝากฝังสหายของนางกับนางเช่นนี้ เฮอะ..ก็คงแค่อยากจะแสดงบารมีสินะ’
เยว่ซินเพียงคิดในใจ หากแต่ทุกอย่างกลับเผยออกมาทางสีหน้าท่าทางอย่างชัดเจน ทำให้ซูหนี่ที่คอยดูอยู่ตลอดรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
“ท่านอ๋องก็แค่เห็นแก่สหายเก่าจึงได้กล่าวเช่นนั้น เหตุใดเจ้าจึงต้องทำสีหน้าท่าทางไม่พอใจด้วยเล่าเยว่ซิน” ซูหนี่เอ่ยแทนลู่ซือพร้อมตั้งใจหาเรื่องยั่วยุนางเต็มที่
“หากข้าเสียมารยาทไปก็ขออภัยท่านอ๋องด้วยแล้วกันเพคะ หลี่หยางข้าเหนื่อยแล้วขอไปนั่งพักทางด้านนู้นก่อนนะ”
“ท่านพ่อดึกมากแล้วท่านควรจะรีบกลับไปพักผ่อนนะเจ้าคะ ท่านลุงฉินกับหลี่หยางเองก็เช่นกันเดินทางมาไกลควรจะได้พักมากหน่อยเจ้าค่ะ”
เยว่ซินตอบขออภัยลู่ซือโดยง่ายและหันไปบอกกล่าวกับหลี่หยางรวมทั้งบิดาของนาง ก่อนจะขอตัวแยกออกไปแทนที่จะอยู่ต่อล้อต่อเถียงกับซูหนี่ให้ตัวเองต้องเดือดร้อนเหมือนเมื่อชาติก่อนอีก
‘เมื่อลองนึกย้อนดูแล้วในชาติก่อน ดูเหมือนซูหนี่จะจงใจล่อหลอกยั่วยุนางที่ค่อนข้างจะอารมณ์ร้อน ไม่ยอมใคร ให้ต้องตกอยู่ในสถานการณ์แย่ๆ’
‘โดนผู้คนโดยรอบตำหนิโดยเฉพาะลู่ชินอ๋องที่ทั้งต่อว่า รังเกียจ รำคาญนางทุกครั้ง ด้วยท่าทางและวาจาที่สุภาพนุ่มนวลเป็นผู้ดีจอมปลอมของซูหนี่ที่คอยยั่วยุให้นางสติแตกเดินตามแผนที่วางไว้’
‘หากแต่ตอนนี้เยว่ซินรู้เท่าทันทุกอย่างแล้ว และไม่คิดกลับเข้าไปในวังวนเดิมอีก สิ่งใดปล่อยได้ก็ปล่อย วางได้ก็วางจึงจะเหมาะ’
เยว่ซินยามนี้เติบโตขึ้นมากดูใจเย็นสุขุมขึ้นไม่น้อย ทำให้สะดุดใจทั้งลู่ซือและซูหนี่มากทีเดียว
‘นังเยว่ซินเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ถ้าเป็นเมื่อก่อนนังนั่นคงหาเรื่องโต้แย้งว่ากล่าวนางไม่หยุดเป็นแน่’
‘หากแต่คราวนี้ช่างแตกต่างไปจากเดิมมากนัก นางถึงกลับกล่าวขออภัยง่ายๆและเลือกที่จะเดินหลบเลี่ยงไปเสียอย่างนั้น’
‘หรือนี่คือท่าทีและแผนการใหม่ของนางเพื่อล่อหลอกท่านอ๋องกันนะ’ ซูหนี่คิดก่อนจะหันไปมองลู่ซือที่กลับไปพูดคุยกับแม่ทัพฉินและเสนาบดีจางโดยไม่มีท่าทีสนใจไยดีอะไรเยว่ซินอีก นางจึงรู้สึกเบาใจขึ้น
หากแต่ความจริงแล้วภายในใจของลู่ซือกลับมีคำถามไม่ต่างจากซูหนี่เช่นกันถึงการเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่แรกที่ได้พบเจอกับเยว่ซินวันนี้
แต่เขากลับปัดความคิดต่างๆเกี่ยวกับนางออกไปโดยเร็ว เพราะตนเองก็มีสตรีที่พึงใจเช่นซูหนี่คอยอยู่เคียงข้างแล้ว และไม่ต้องการคิดวกวนอยู่กับสตรีอื่นโดยเฉพาะสตรีเช่นเยว่ซิน
ซึ่งหากเป็นแผนการของนางที่ต้องการดึงดูดความสนใจจากเขาจริง เขาก็ไม่อยากตกลงไปในกับดักนั้น
ผ่านไปเพียงหนึ่งเดือนทางวังหลวงก็มีงานมงคลถูกจัดขึ้นในท้องพระโรงเพื่อทำพิธีพระราชทานสมรสระหว่างลู่ชินอ๋องและเยว่ซิน ซึ่งกำลังจะกลายเป็นพระชายาแห่งตำหนักเฉินคุนอย่างเป็นทางการในไม่ช้าผู้คนมากมายทั้งนอกแลในแคว้นต่างเดินทางมาร่วมอวยพร แสดงความยินดีแก่คู่บ่าวสาวตอนนี้เรื่องที่เยว่ซินถูกซูหนี่ซึ่งทุกคนเคยเข้าใจว่านางเป็นเสมือนเทพเซียนที่บริสุทธิ์งดงาม โดนเยว่ซินกลั่นแกล้งรังแกมาโดยตลอดหากแต่สุดท้ายความจริงถูกเปิดเผยว่าเรื่องราวกลับกันทั้งหมด เป็นเยว่ซินเองต่างหากที่ถูกซูหนี่ใส่ความทำร้ายเหล่าบรรดาคุณหนู เชื้อพระวงศ์และผู้ที่เคยเข้าใจเยว่ซินผิด จึงพากันมาขอโทษพร้อมอวยพรนางถ้วนหน้าทำให้ค่ำคืนนี้เป็นค่ำคืนที่ดีน่าจดจำที่สุดอีกคืนหนึ่ง สำหรับเยว่ซินที่ต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสในชาติก่อนหลังถูกส่งตัวเข้าห้องหอ ขณะที่นางนั่งรอลู่ซืออยู่เยว่ซินก็อดตื่นเต้นไม่ได้ แม้นนางกับเขาจะมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกัยมาก่อนหน้านี้แล้วแต่ในพระราชพิธีสำคัญวันนี้ทำให้นางย้อนกลับไปนึกถึงเรื่องราวในชาติก่อนอีกครั้งหากแต่ครั้งนี้สตรีที่ลู่ซือหมายอยู่ครองค
เช้าวันต่อมาเยว่ซินตื่นขึ้นในอ้อมกอดของลู่ซือ นางรู้สึกเขินอายกับความไม่คุ้นเคยนี้ นางพยายามขยับตัวลุกขึ้นหากแต่ลู่ซือก็ไขว่คว้าเอวบางเอาไว้ ก่อนจะดึงรั้งร่างงามเข้ามาในอ้อมกอดของเขาอีกครั้ง“จะรีบไปไหนหืมม”“เช้าแล้วหม่อมฉันจะไปเรียกนางกำนัลมาปรนนิบัติรับใช้ท่านอ๋องเพคะ” เยว่ซินเอ่ยอย่างเขินอาย“เรียกมาได้ แต่คนที่ปรนนิบัติข้าต้องเป็นเจ้าเท่านั้น ได้หรือไม่เล่า” ลู่ซือเรียกร้องน้ำเสียงออดอ้อนอย่างยากจะได้เห็น“เพคะ” เยว่ซินตอบใบหน้างามแดงปลั่งก่อนจะลุกขึ้น แต่ลู่ซือกลับรั้งนางไว้อีกครั้ง เขาลุกขึ้นมานั่งพร้อมโอบกอดเยว่ซินเข้ามาแนบอกจ้องมองสบตานาง“ซินเอ๋อ ข้าจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อเสด็จแม่ขอพระราชทานสมรสกับเจ้าโดยเร็วที่สุดนะ” ลู่ซือพูดน้ำเสียงทุ้มต่ำฟังแล้วชวนให้ใจสั่น“ไม่ต้องรีบถึงเพียงนั้นก็ได้เพคะ”“ไม่รีบไม่ได้หรอกเพราะตอนนี้ในครรภ์เจ้า อาจมีพระราชนัดดาของเสด็จพ่อเสด็จแม่อยู่ในนั้นแล้วก็ได้” ลู่ซือกล่าวพลางอดใจไม่ไหวก้มหน้าลงไปจูบนางเนิ่นนานคราหนึ่ง
เยว่ซินไม่ตอบรับคำร้องขอดูแลปกป้องนางจากลู่ซือ แต่กลับเอ่ยปากตั้งคำถามเขากลับไป“เจ้าถามมาเถอะ”“ท่านอ๋องทรงชอบพอในตัวหม่อมฉันจริงๆงั้นหรือเพคะ”“เปล่า ข้าไม่ได้ชอบพอในตัวเจ้า”“อ้าว เช่นนั้นแล้ว..” เยว่ซือเงยหน้ามองลู่ซือพร้อมทำท่าจะผลักเขาออกทันที หากแต่ลู่ซือก็รีบเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อน“แต่ข้ารักเจ้า รักเจ้าจริงๆนะไม่ใช่เพียงแค่ชอบพอเจ้าธรรมดา มิเช่นนั้นแล้วข้าจะกระโดดตามเจ้าลงไปทันทีที่เจ้าตกหน้าผากระนั้นหรือ”ลู่ซือพูดพร้อมกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น เมื่อย้อนคิดถึงวันที่เยว่ซินโดนทำร้ายตกลงไปในหน้าผาใจเขาก็เจ็บปวดยิ่งนัก“แต่..”“แต่อันใดอีก”“บอกตามตรงข้าเองก็เคยคิดสงสัยเหมือนกัน ว่าเหตุใดเจ้าจึงดูไม่ไว้วางใจในตัวข้าเลยสักนิด”“นับตั้งแต่งานพระราชพิธีสมรสของไท่จื่อเจ้าก็ดูแปลกไปดูเหมือนจะเกลียดข้ามากด้วยซ้ำ”ลู่ซือถามในสิ่งที่ค้างคาใจมาโดยตลอด“หากหม่อมฉันบอกว่าก่อนวันงานพระราชทานสมรสของไท่จื่อ หม่อมฉันฝันร้าย เป็นฝันที่ยาวนานเกี่ยวกับเรื่องราวระหว่างหม่อมฉัน ท่านอ๋องแล้วก็ซูหนี่”“ฝันร้ายที่
ลู่ซือยืนยันอยากฟังเรื่องราวในอดีตตอนที่เยว่ซินช่วยเขาเอาไว้นางนิ่งคิดพักหนึ่งสุดท้ายจึงยอมเล่าให้เขาฟัง“ถ้าท่านอ๋องทรงอยากรู้หม่อมฉันเล่าให้ฟังก็ได้เพคะ ความจริงเรื่องราวก็ไม่ได้มีอะไรมาก ยามนั้นหม่อมฉันเข้าวังไปกับท่านแม่ซึ่งมาเข้าเฝ้าฮองเฮาพร้อมกับพี่หนิงฮวา หลี่หยางแล้วก็ซูหนี่”“พวกเราวิ่งเล่นซ่อนหากันไปทั่ว แล้วหม่อมฉันก็บังเอิญมาซ่อนตัวที่ตำหนักเย็นจากนั้นก็ได้ยินเสียงคนร้องเรียกให้ช่วย สุดท้ายจึงเดินตามเสียงไปและได้พบกับท่านอ๋อง”“ตอนนั้นในบ่อน้ำร้างค่อนข้างมืด หม่อมฉันไม่รู้ว่าเด็กชายคนนั้นเป็นผู้ใดและตกลงไปได้ยังไง เพียงแต่คิดว่าหากเป็นหม่อมฉันต้องกลัวมากแน่จึงรีบไปตามทหารรักษาการณ์ในวังหลวงมาช่วย”“แล้วยังไงต่องั้นหรือ”“ต่อมาหม่อมฉันเห็นทหารช่วยเด็กคนนั้นขึ้นมาได้แล้วแต่ยังไม่ทันได้เห็นหน้า หลี่หยางก็เข้ามาตามตัวแจ้งว่าท่านพ่อเรียกหาหม่อมฉันจึงต้องรีบกลับไปพร้อมกับเขา เรื่องก็มีเท่านี้แหละเพคะ”“แล้วเรื่องลงไปช่วยแมวอะไรที่เจ้าบอกเล่า เป็นเช่นไรกัน”
ลู่ซือจ้องมองเยว่ซินที่มีสีหน้าเรียบเฉยไม่รู้ร้อนรู้หนาวอะไร ที่นางเห็นเขาเป็นหมากตัวหนึ่งในกระดานแล้วถูกเขาจับได้ “ช่วยไม่ได้นี่เพคะก็ท่านอ๋องเป็นคนพาหม่อมฉันเข้ามาอยู่ตำหนักในนี้เอง ทั้งยังไม่ยอมปล่อยให้หม่อมฉันออกไปด้วย หม่อมฉันจึงต้องยืมมือท่านอ๋อง ใช้วิธีนี้มาจัดการเรื่องราวต่างๆให้กระจ่างชัด”“ที่สำคัญการให้ซูหนี่สารภาพทุกอย่างออกมาเอง ท่านอ๋องจะได้รับรู้รับฟังกับหูเห็นอยู่กับตาตัวเองอย่างไรเล่าเพคะ ว่าเรื่องจริงมันเป็นอย่างไร”“เพราะหากฟังจากปากหม่อมฉันโดยตรง ท่านอ๋องคงไม่เชื่อและกล่าวหาว่าหม่อมฉันเป็นสตรีเจ้าล่ห์ร้ายกาจเหมือนเช่นที่ผ่านมาอีก” “เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น ไม่คิดว่าข้าจะเชื่อคำพูดเจ้าเลยงั้นหรือ” “ก็ยามหม่อมฉันกราบทูลว่าซูหนี่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังส่งคนมาสังหาร ท่านอ๋องไม่ทรงมีรั
เมื่อซูหนี่ออกจากตำหนักในแล้ว นางก็มุ่งหน้าไปขอพบลู่ซือที่ตำหนักใหญ่ทันทีเพื่อถือโอกาสตอกย้ำทวงบุญคุณพร้อมพูดรายละเอียดเรื่องที่เยว่ซินเล่าให้นางฟังแก่ลู่ซือ เพื่อให้เขาเชื่อถือนางมากขึ้นและร่วมรำลึกถึงเรื่องราวเก่าๆด้วยกัน ทวงความสนิทสนมไว้วางใจที่ท่านอ๋องมีต่อนางกลับคืนมา“ถวายบังคมท่านอ๋องเพคะ” ซูหนี่มาขอเข้าเฝ้าลู่ซือที่ห้องทำงาน“มีเรื่องอันใดงั้นหรือซูหนี่”“หม่อมฉันเพิ่งกลับจากเยี่ยมเยว่ซินแล้วคิดถึงท่านอ๋อง จึงอยากชวนสนทนาเรื่องราวเก่าๆเสียหน่อยเพคะ”“เรื่องเก่าๆงั้นหรือ? ได้สิ เจ้าลองว่ามามีเรื่องอันใด”“ก็เรื่องเมื่อครั้งที่ท่านอ๋องติดอยู่ในบ่อร้างกับลูกแมวตัวน้อยอย่างไรเล่าเพคะ”“ยามนั้นแม้นยังเด็กแต่ท่านอ๋องช่างมีจิตใจเมตตานัก วันนั้นข้ายังจำได้ดีว่าเป็นเพราะท่านลงไปช่วยเจ้าแมวน้อยในบ่อจึงทำให้เดือดร้อนตนเองเช่นนั้น”“อ้อที่สำคัญหม่อมฉันลืมบอกไปเพคะ ตอนนั้นหม่อมฉันทำถุงหอมที่พกติดตัวหล่นหายไป มันเป็นถุงหอมปักลวดลายผีเสื้องดงามละเอียดลออเอ







