Mag-log in“ที่นี้ คือที่ไหนกัน”
เธอหันไปมองรอบๆตัว มันเป็นสถานที่แปลก และไม่เคยเห็นมาก่อน มีเพียงหมอกขาว ดำ ลอยสลับกันไปมา มองแล้วรู้สึกขนลุกจขนพอง
“มีใครอยู่ไหมคะ ฮาโหล~”
เธอก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไร้ทิศทาง ปากก็ตะโกนออกไป
ตึก ตึก ตึก
กึก
เธอเงียบไปสักพัก เมื่อได้ยินเสียงคล้ายกับมีใครกำลังเดินมาทางนี้ หากเธอตายไปแล้วอย่างน้อยก็ขอให้มีเพื่อนร่วมเดินทางยังดีกว่า ที่จะต้องมาตายไปคนเดียวอย่างเดียวดาย
เมื่อหมอกเปิดออกก็ปรากฎร่างชายชราที่ถือไม้เท้าคนหนึ่งเดินมา แต่งชุดพราหมณ์สีขาว ผมขาว เครายาวๆนั้นก็ขาวด้วย แม้แต่เท้าที่ลอยอยู่บนอากาศ เธอพยายามหรี่ตามองเพื่อปรับโฟกัสชัดๆ ยิ่งดูก็ยิ่งคุ้นๆ ยิ่งดูก็ยิ่งเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนเมื่อไม่นานมานี้
“สวัสดีค่ะ”
นูกัตยกมือขึ้นไหว้อีกฝ่าย
“นังหนูเอ้ย วาสนาเอ็งนี่น่ะ เฮ่อ”
“คะ?”
“…”
ท่านเงียบ ไม่ได้พูดอะไรต่อ มีเพียงแววตาที่มองมาอย่างเวทนา ส่วนเธอก็พยายามมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา จนกระทั่ง...
“พ่อปู่”
ใช่ ท่านคือพ่อปู่ที่เธอเพิ่งไปกราบไหว้มาไม่กี่ชั่วโมง เธอจำได้ รูปปั้นตุ๊กตาเล็กๆที่นั่งอยู่ในศาลและมืออีกข้างที่ถือไม้เท้าไว้
เธอรีบนั่งคุกเข่าร้องไห้ต่อหน้าพ่อปู่อย่างไม่อาย
“ฮือๆ พ่อปู่~ ช่วยหนูด้วยเจ้าคะ”
“จะให้ช่วยอะไรได้ล่ะ ทุกสิ่งที่อยู่ในโลกใบนี้ล้วนแต่ไม่อาจฝืนชะตาตนได้”
“หนูตายแล้วเหรอคะ ฮือๆ”
“เฮ่อ จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ก็ใช่”
พ่อปู่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่แหบตามอายุ
“หมายความว่ายังไงคะ”
“เอ็งยังไม่ตาย แต่ก็ยังไม่ฟื้น”
พ่อปู่ฉายภาพสถานการณ์ภายนอกให้เธอดู ก็ปรากฎภาพเธอที่กำลังนอนใส่เครื่องช่วยหายใจอยู่บนเตียงยังไม่ได้สติ มีพ่อแม่และเพื่อนเธออีกสองคน ที่นั่งเฝ้ารอให้เธอฟื้นมาอย่างมีความหวัง สักพักก็มีคุณหมอท่านหนึ่งเปิดประตูเดินเข้ามา เขายังดูหนุ่มมาก แต่เธอก็มองหน้าอีกฝ่ายได้ไม่ค่อยชัดอยู่ดี เห็นเพียงแค่ช่วงลำตัวและช่วงแขนเท่านั้น มองเผินๆก็รู้ว่าหุ่นดีใช่ย่อย
“ตอนนี้ร่างกายไม่มีอะไรเสียหายขั้นรุนแรงครับ แต่…”
“แต่อะไรคะ คุณหมอ”
คุณหมอเงียบไปสักพักก่อนจะเอ่ยขึ้น
“สมองใหญ่ของคนไข้ตอนนี้ถูกทำลายจากการขาดออกซิเจนอาจจะทำให้ตอนนี้คนไข้อยู่ในภาวะเจ้าหญิงนินทาครับ”
“อะไรนะคะ ฮือๆ”
“แล้วอย่างนี้ลูกผมมีโอกาสฟื้นไหมครับคุณหมอ”
“มีโอกาสได้ครับ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความรุนแรงระยะเวลา และอายุของคนไข้ครับ แต่ถ้าหากเกิน 1 ปีไป โอกาสฟื้นอยู่ที่ 10-20% ครับ”
“ขะ ขอบคุณค่ะหมอ อย่างน้อยลูกก็ยังมมีโอกาส”
จากนั้นก็พูดคุยเรื่องการดูแลรักษาขั้นเบื้องต้นต่างๆ ก่อนที่คุณหมอจะเดินออกไป พ่อแม่ก็หันไปมาเธอที่นอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง จากนั้นก็กอดกันร้องไห้ ส่วนเพื่อนๆของเธอก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่
พรึบ!
“อ้าวล่ะ นังหนูเอ้ย”
“คะพ่อปู่”
“เจ้ากรรมนายเวรเอ็งนี่มันเยอะจริงๆ”
พ่อปู่พูดไปส่ายหน้าไป
“…”
เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบกลับไปว่าอะไรเช่นกัน แค่เห็นภาพที่ตัวเองนอนเป็นผักเป็นปลา แล้วยิ่งมาดูสภาพตัวเองในตอนนี้อีก ครึ่งคนก็ไม่ใช่ ครึ่งผีก็ไม่เชิง
“เอ็งต้องกลับไปแก้บ่วงที่เคยเข้าใจผิดตั้งแต่ปางก่อน”
“งั้นหากก็แสดงว่า ถ้าหนูกลับไปแก้บ่วงนั้นเสร็จ หนูก็จะได้กลับเข้าร่างได้ใช่ไหมคะ”
พ่อปู่เงียบ ก่อนจะครุ่นคิดสักครู่
“อืม…จะว่าอย่างงั้นก็ได้”
พรึบ!
เอ่ยจบพ่อปู่ก็หายไปเลย
“เดี๋ยวสิพ่อปู่!!!”
เธอตะโกนเรียก
“แล้วตอนนี้หนูควรทำยังไงต่อคะ อย่าเพิ่งทิ้งกันไปแบบนี้สิค่ะ”
“หลับตาแล้วนับหนึ่งถึงสาม เดี๋ยวเอ็งก็รู้”
เสียงพ่อปู่กังวานสะท้อนลอยมา
“เดี๋ยวสิ แล้วเนื้อคู่ที่หนูเพิ่งขอไปจะได้เจอไหมคะ”
“เรื่องมากจริงเอ็งนี่ ไปได้แล้ว”
“เดี๋ยวสิคะ”
“…”
เงียบ ไม่มีเสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก...
เฮ่อ เมื่อถอนหายใจเสร็จ เธอก็เริ่มหลับลง นับหนึ่งถึงสามตามพ่อปู่บอก
“1”
“2”
“3”
ฟรื้นนน
“อร๊ายยย”
และแล้วภาพที่อยู่ตรงหน้าทั้งหมดก็ถูกบีบอัด กระชากตัวเธอหมุนไปมาอย่างแรงจนเวียนหัว จากนั้นภาพก็ตัดไป มองไม่เห็นอะไรอีกเลย
ณ วัดแม่นางปลื้ม “แม่หญิงเจ้าคะ ค่อยๆลุกนะเจ้าคะ” ฉันที่กำลังเตรียมลุกขึ้นออกจากเรือ พี่จันพี่อิ่มก็รีบช่วยประคองแขนฉันไว้กันตกลงไปในแม่น้ำ “มาค่ะคุณแม่ ประเดี๋ยวลูกช่วยพยุงนะเจ้าคะ” ฉันยื่นมือไปให้คุณแม่จับประคองก่อนที่ท่านจะค่อยๆลุกขึ้นมาจากเรือ “ขอบใจจ๊ะ” พอคุณแม่ขึ้นมาจากเรือแล้ว คุณพ่อก็ลุกขึ้นตามมา บ่าวที่ติดตามมาก็ช่วยกันยกข้าวของลงจากเรืออีกลำ เพื่อที่จะนำไปจัดแจงถวายให้กับพระท่าน “นางนวล เอ็งไปบอกบ่าวที่มาให้รีบเปิดผ้าคลุมโตก แล้วช่วยกันจัดแจงยกสำรับคาวหวานไปตั้งเรียงไว้หน้าอาสน์สงฆ์เถิด ประเดี๋ยวพระท่านจะลงศาลาแล้ว” “เจ้าค่ะคุณหญิง” คุณแม่หันไปบอกป้านวล บ่าวที่ติดตามคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก ให้รีบไปจัดแจงสำรับที่ยกมา รวมถึงดอกบัวที่พับกลีบดอกอย่างสวยงาม ที่ฉันเพิ่งไปเก็บมาเมื่อวานกับคุณพี่สร้อย จากนั้นเราทั้งสามคนก็พากันเดินเข้าไปในวัด โดยผ่านซุ้มประตูที่เขาว่ากันว่าเป็นศิลปะสมัยอยุธยาโบราณที่มีความสวยงามพร้อมกับความขลัง และในวันนี้ฉันก็ได้มาเห็นด้ว
“คืนนี้พระจันทร์สวยจัง” ฉันนั่งมองพระจันทร์ที่ส่องสว่างกระจ่างทั่วท้องฟ้า ท่ามกลางหมู่เมฆและกลุ่มดาวมากมาย เสียงร้องของจิ้งหรีดและกบ ต่างก็ส่งเสียงแข่งกันดังขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่หิ่งห้อยที่ส่องแสงระยิบระยับนั้นก็ด้วย แม้วันนี้จะเป็นวันแรกที่ได้มาอยู่ในยุคนี้ และอยู่ในร่างของแม่หญิงบุษบา แต่ฉันก็ค่อยๆปรับตัวและฝึกวิธีการพูดให้คล้ายกับคนยุคนี้ให้ได้มากที่สุด ถึงตัวฉันเองจะยังคิดว่านี้คือความฝันอยู่ก็ตาม สิ่งที่ฉันต้องทำในขณะที่อยู่ที่นี้ คือการกลับมาแก้บ่วงในอดีตของตัวเอง ใครจะไปคิดล่ะ ว่าแค่ไปขอเนื้อคู่เฉยๆจะได้ย้อนอดีตมาแบบนี้ ทุกอย่างมันดูกระชั้นชิดไปเสียหมด ไม่รู้ว่าปานนี้แม่พ่อที่อยู่ฝั่งโน้นจะเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อพอลองคิดกลับกันแล้วในตอนนี้แม่หญิงบุษบาก็ได้จากไปแล้วเหมือนกัน หากพ่อแม่ของนางรับรู้เรื่องนี้เข้า พวกท่านคงจะรู้สึกเสียใจไม่ต่างจากพ่อแม่ของฉันเป็นแน่ “ฉันจะทำหน้าที่นี้แทนเธอ ในขณะที่อยู่ในร่างของเธอน่ะแม่หญิงบุษบา” ฉันนั่งพึมพำมองดูพระจันทร์อยู่สักพัก ก่อนจะหันไปมองพี่จันพี่อิ่มที่กำลังช่วยกันขึงมุ
ณ เรือนท่านพระสุจริตวรนาถ คุณหญิงกรองแก้วนั่งอยู่ที่โถงกลางเรือน ถัดไปข้างๆก็คือท่านพระสุจริตวรนาถ หรือที่คุณหญิงกรอกแก้วชอบเรียกว่า ‘คุณพี่เกื้อ’ “พี่ได้ยินความว่า ลูกสาวเราหายเจ็บไข้แล้วรึแม่แก้ว” “เจ้าค่ะคุณพี่ นับเป็นบุญของแม่บุษยิ่งนักที่หายเจ็บไข้ครานี้ น้องเบาใจเสียจริงเจ้าค่ะ” คุณหญิงกรองแก้วพูดถึงอาการของลูกสาวให้ผู้เป็นสามีฟัง “แล้วเพลานี่ ลูกสาวเราไปไหนเสียล่ะแม่แก้ว” ท่านพระสุจริตวรนาถเริ่มถามหาลูกสาวตัวเอง ตั้งแต่กลับมายังไม่เห็นหน้าคราตาลูกเลย พอบ่าวที่เรือนมาส่งข่าวให้เขาก็รีบกลับมาทันที “ออกไปชมบัวแถวย่านคลองสระบัวกับแม่สร้อยเจ้าค่ะ” “ออกไปข้างนอกรึ เพิ่งจะหายไม่ใช่รึ” “เจ้าค่ะ น้องเป็นห่วงยิ่งนัก นี่ก็เริ่มมืดค่ำแล้วยังไม่เห็นทีท่าว่าจะกลับมาเลย”ไม่นานเสียงแม่บุษบาก็ดังขึ้นตรงบันไดขึ้นเรือน “คุณแม่เจ้าคะ ลูกกลับมาแล้วค่ะ” เสียงรีบวิ่งขึ้นมาบนเรือนดังสนั่น อย่างกับคนที่กำลังมีอะไรมาอวดให้ดู “ค่อยๆเดินแม่บุษ ประ
บทที่5คุณพี่เดช แสงเอ่ยแสงตะวันลับขอบฟ้า กาลเวลาไม่เคยคอยผู้ใด ข้านั่งชมฝูงปลาแวกว่ายไป แล้วทำไมคนนัดนานมาจัง ระหว่างที่ฉันนั่งรอคุณพี่สร้อยอยู่ในศาลาท่าน้ำกับพี่จันพี่อิ่ม เพลิดเพลินไปกับการชื่นชมดื่มด่ำในบรรยากาศ มองดูผู้คนสมัยนี้ที่พายเรือไปมา บ้างก็มีเด็กๆกระโดดลงเล่นน้ำหัวเราะกันสนุกสนาน ก้มมองฝูงปลาที่ว่ายในลำธารบวกกับสายลมเย็นที่พัดผ่านหน้า ทำให้นึกสนุกอยากแต่งกลอนหนึ่งบทตามสไตล์ตัวเองขึ้นมาทันที ไม่รู้ภาษาที่เอ่ยออกไปจะคล้องกันหรือเปล่า เพราะภาษาไทยที่เรียนมาไม่เคยแตะเกรดสี่เลยด้วยซ้ำภาษาอื่นๆก็ด้วย นั่งเพลินเพลินชื่นชมไปได้สักพัก สายตาก็เหลือบมองไปเห็นเรือลำหนึ่งที่ดูโดดเด่นมาแต่ไกล “โอ้ มองไกลๆจัดว่าเด็ดเสียจริงหน้อ” ฉันเอ่ยออกมาอย่างลืมตัว เมื่อเห็นชายผู้หนึ่งลักษณะท่าทางดูองอาจ ยิ่งเรือเริ่มพายเข้ามาใกล้ๆ ก็
หลังจากที่ฉันตื่นนอนแล้ว ฉันก็ลากสังขานตัวเองออกมาสูดอากาศข้างนอก แต่ร่างกายเดิมนี่ช่างไม่มีเรี่ยวแรงเลยจริงๆ เคลื่อนย้ายลำบากสุดๆ คงต้องหาเวลาออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อแล้วละ “คุณป้าเจ้าคะ ประเดี๋ยวหลานช่วยนวดให้นะเจ้าคะ” เมื่อเดินออกจากห้องมา ก็เห็นว่าคุณแม่นั่งอยู่กับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งอายุก็น่าจะราวๆใกล้เคียงกับเจ้าของร่างนี้ ที่กำลังนั่งนวดเท้านวดขาให้คุณแม่อยู่ ดูจากการแต่งองค์ทรงเครื่องแล้วก็คงจะเป็นแม่หญิงบ้านไหนละมั้ง ระหว่างที่ฉันกำลังยืนมองอยู่ คุณแม่ก็เหลือบมาเห็นฉันเข้าพอดี “อ้าว แม่บุษตื่นแล้วรึ” “เจ้าคะคุณแม่” ฉันตอบท่านเสร็จก็เดินไปนั่งข้างๆคุณแม่ แล้วเหลือบมองผู้หญิงคนนั้นอย่างสงสัย ถึงแม้ตอนนี้ต่อให้นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกหรอก ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร “แล้วนี่แม่หญิงบ้านไหนหรือเจ้าคะคุณแม่” เมื่อฉันเอ่ยประโยคนั้นออกไป ทั้งคุณแม่และเธอคนนั้นก็มองมาด้วยสีหน้าตกตะลึงอย่างก็เห็นผีอย่างนั้น “น้องบุษ เจ้าจำพี่สาวคนนี่ไม่ได้แล้วรึ”
ฮือๆ “แม่หญิง แม่หญิงเจ้าคะ” “แม่หญิงฟื้นสิเจ้าคะ แม่หญิงนอนนิ่งหลายวันแบบนี้ บ่าวใจคอไม่ดีนะเจ้าคะ ฮือ” เฮ้อ เสียงร้องไห้อีกแล้วเหรอ เอ๊ะ หรือว่าฉันจะกลับเข้ามาในร่างแล้ว ฉันขยับตัวยุกยิกใต้ผ้าห่ม ก่อนที่จะดึงผ้ามาคลุมหน้าตัวเองด้วยความเคยชินทั้งที่ก็ยังไม่ได้ลืมตา สักพักก็ค่อยๆลืมตาตื่นเพราะทนเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ไหว พรึบ! “พ่อ แม่” ทันทีที่ลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่เรียกคือพ่อแม่ของตัวเอง แต่แล้ว… พรึบ! “แม่หญิงเจ้าคะ” “เฮ้ย!” ในวินาทีนั้นฉันสะดุงตกใจตื่นเต็มตาทันที เมื่อเห็นหน้าใครไม่รู้โผล่มาอย่างกับผี แล้วยังมายิ้มแฉ่งยิงฟันดำนั้นอีก ไหนจะคำพูดคำจาที่ดูแปลกๆนั้นด้วย ‘แม่หญิง? แม่หญิงที่ไหนกัน’ แล้วพ่อกับแม่ฉันล่ะ ท่านไปไหน ไม่ใช่ว่าฉันกลับมาเข้าร่างได้แล้วเหรอ ฉันรีบกวาดตามองรอบตัวอย่างลนลานแบบลวกๆ คล้ายกับว่าเพิ่งเจอเรื่องที่น่าสะพรึงมา แล้วนั้นใครอีกล่ะนี่ พยายาบาลเขาเปลี่ยนธีมชุดทำงานใหม่กันแล้วเห







