Home / รักโบราณ / อธิษฐานเคียงคู่ / บทที่7 แม่หญิงบุษบา

Share

บทที่7 แม่หญิงบุษบา

last update Petsa ng paglalathala: 2026-09-06 22:09:53

                “คืนนี้พระจันทร์สวยจัง”

            ฉันนั่งมองพระจันทร์ที่ส่องสว่างกระจ่างทั่วท้องฟ้า ท่ามกลางหมู่เมฆและกลุ่มดาวมากมาย เสียงร้องของจิ้งหรีดและกบ ต่างก็ส่งเสียงแข่งกันดังขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่หิ่งห้อยที่ส่องแสงระยิบระยับนั้นก็ด้วย

            แม้วันนี้จะเป็นวันแรกที่ได้มาอยู่ในยุคนี้ และอยู่ในร่างของแม่หญิงบุษบา แต่ฉันก็ค่อยๆปรับตัวและฝึกวิธีการพูดให้คล้ายกับคนยุคนี้ให้ได้มากที่สุด ถึงตัวฉันเองจะยังคิดว่านี้คือความฝันอยู่ก็ตาม

            สิ่งที่ฉันต้องทำในขณะที่อยู่ที่นี้ คือการกลับมาแก้บ่วงในอดีตของตัวเอง ใครจะไปคิดล่ะ ว่าแค่ไปขอเนื้อคู่เฉยๆจะได้ย้อนอดีตมาแบบนี้ ทุกอย่างมันดูกระชั้นชิดไปเสียหมด ไม่รู้ว่าปานนี้แม่พ่อที่อยู่ฝั่งโน้นจะเป็นอย่างไรบ้าง

            เมื่อพอลองคิดกลับกันแล้วในตอนนี้แม่หญิงบุษบาก็ได้จากไปแล้วเหมือนกัน หากพ่อแม่ของนางรับรู้เรื่องนี้เข้า พวกท่านคงจะรู้สึกเสียใจไม่ต่างจากพ่อแม่ของฉันเป็นแน่

            “ฉันจะทำหน้าที่นี้แทนเธอ ในขณะที่อยู่ในร่างของเธอน่ะแม่หญิงบุษบา” ฉันนั่งพึมพำมองดูพระจันทร์อยู่สักพัก ก่อนจะหันไปมองพี่จันพี่อิ่มที่กำลังช่วยกันขึงมุ้งกันคนละมุม พร้อมจัดเตรียมผ้าห่มและหมอนให้เป็นอย่างดี

            “แม่หญิงเจ้าคะ ดึกดื่นมากแล้วเข้านอนกันเถิดเจ้าค่ะ”

            “พี่จันคะ พรุ่งนี้ตื่นแต่เช้าไปวัดทำบุญกันเถิดค่ะ”

            เอ่ยจบฉันก็เดินเข้าไปในมุ้ง ก่อนจะนั่งสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนที่หัวเตียงอย่างที่เคยทำเป็นประจำ เมื่อนั่งสวดมนต์ อธิษฐานจิตขอพรเสร็จ ฉันก็เอนกายนอนห่มผ้าแล้วหลับไป พร้อมกับพี่จันพี่อิ่มก็เริ่มทยอยเป่าลมดับไฟที่ตะเกียงในห้อง

            ยามค่ำคืนอันมืดสนิท สายลมพัดผ่านแผ่วเบา นูกัตที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียง น้ำตาก็เริ่มค่อยๆไหลออกมาจากหางตาเล็กน้อย มือกำที่ผ้าห่มแน่น ภาพเหตุการณ์ที่เธอถูกรถพุ่งเข้าใส่ก็แวบเข้ามา แม้แต่ภาพที่พ่อแม่และเพื่อนของเธอกอดกันร้องไห้ก็ยิ่งทำให้เธอทำใจไม่ได้

            แต่แล้วก็มีเงาร่างหนึ่งค่อยๆเดินเข้ามาหาเธอ หมอกสีขาวที่อยู่รอบๆก็เริ่มจางออก เผยให้เห็นบุคคลตรงหน้าอย่างชัดเจนว่าคือผู้ใด

            “คุณ! คือแม่หญิงบุษบา!”

            เธอมองไปยังแม่หญิงบุษบาที่ตอนนี้กำลังยืนยิ้มหวานส่งมาให้อย่างเป็นมิตร

            “เจ้าค่ะ”

            “ท่านยังไม่ตายเหรอคะ”

            เธอถามอย่างสงสัย อย่างคนที่ลืมว่านี้คือในความฝัน

            “อันที่จริง ข้าก็ไม่ได้ไปไหนเสียหน่อย ท่านก็คือข้า ข้าก็คือท่าน”

            “หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ”

            “ก็หมายความว่า ท่านกับข้าก็คือคนเดียวกัน เหตุไฉนใยท่านต้องแบ่งแยกว่าใครเป็นผู้ใดเล่าเจ้าคะ ข้าเป็นเพียงเศษเสี้ยวดวงจิตของท่านเท่านั้น”

            ยิ่งฟังเธอก็ยิ่งไม่เข้าใจ แม่หญิงบุษบาจะสื่ออะไรกับเธอกันแน่

            “เอาเถิด ท่านไม่ต้องรู้สึกเศร้าใจอันใดไป ท่านเพียงทำตามหัวใจที่ท่านต้องการเป็นอันพอเจ้าค่ะ”

            “ทำตามหัวใจที่ต้องการงั้นเหรอคะ”

            “เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ”

            “แล้วมันคืออะไรเหรอคะ”

            “ท่านได้กลับมาที่นี้อีกครั้ง เพื่อสิ่งอันใดเล่าเจ้าคะ”

            แม่หญิงบุษบายิ้มให้เธอก่อนที่จะสลายไปกับกลุ่มหมอกจางๆ แต่ก่อนจะไปนางก็ได้ทิ้งประโยคหนึ่งไว้ให้เธอ

            “ท่านคือข้า ข้าคือท่าน ข้าในชาตินี้ ก็คือท่านในชาติที่ท่านจากมา จงทำตามที่หัวใจท่านต้องการเถิดเจ้าค่ะ”

ฟรื้บ!

            เอ้ก อิ๊ เอ้ก เอ้ก

          อึก!

            เสียงไก่ขันรับอรุณ ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที ก้มมองมือที่กำลังสั่นเทา แม้แต่หน้าผากก็ยังมีเหงื่อซึมออกมา ถึงอากาศในเช้าวันนี้จะเย็นก็ตาม

            ฉันนั่งก้มมองมือตัวเองนิ่ง ภาพเหตุการณ์ในความฝันที่ได้เจอกับแม่หญิงบุษบา คำพูดของนางมันทำให้ฉันรู้สึกไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก และตอนนี้ฉันก็เริ่มมีความรู้สึกสับสนขึ้นมา ฉันมาที่นี้เพื่อแค่แก้บ่วงจริงๆน่ะเหรอ

            ‘อันที่จริง ข้าก็มิได้ไปไหนเสียหน่อย ท่านก็คือข้า ข้าก็คือท่าน’

            ‘ก็หมายความว่า ท่านกับข้าก็คือคนเดียวกัน เหตุไฉนใยท่านต้องแบ่งแยกว่าใครเป็นผู้ใดเล่าเจ้าคะ ข้าเป็นเพียงเศษเสี้ยวดวงจิตของท่านเท่านั้น

            ‘ท่านได้กลับมาที่นี้อีกครั้ง เพื่อสิ่งอันใดเล่าเจ้าคะ’

            ‘ท่านคือข้า ข้าคือท่าน ข้าในชาตินี้ ก็คือท่านในชาติที่ท่านจากมา จงทำตามที่หัวใจท่านต้องการเถิดเจ้าคะ’

            นางพูดอย่างกับว่าเราสองคนคือคนเดียวกัน นางเป็นเพียงเศษเสี้ยวดวงจิตของฉันที่ตายไปแล้วในอดีต นั้นก็หมายความว่าดวงจิตของฉันย้อนเข้ามาในร่างอดีตของตัวเอง แสดงว่าในอดีตฉันตายเร็วเหรอ

            “ให้ตายสิ เหลือจะเชื่อจริงๆ”

            เล่าไปใครจะเชื่อว่าฉันย้อนกลับมาอยู่ในร่างอดีตของตัวเอง และสิ่งที่คาดไม่ถึงเลยก็คือ ในอดีตฉันเกิดมาในตระกูลผู้ลากมากดีมาก่อนหรือนี้ โคตรจะอเมซิ่งสุดๆ

           

            เอ้ก อิ๊ เอ้ก เอ้ก

สักพักแสงไฟจากตะเกียงก็ถูกจุดให้สว่างขึ้น ก่อนที่เสียงตกใจของพี่จันพี่อิ่มจะดังขึ้นทันที เมื่อเห็นว่าฉันเอาแต่นั่งนิ่งในความมืด

            “ว๊าย ตาเถร พุทโธ สังโฆเจ้าคะ!”

            “โถ่วว แม่หญิงเจ้าคะทำบ่าวตกอกตกใจหมดเจ้าคะ”

            “แฮะๆ ขอโทษค่ะ พอดีเสียงไก่ขันจึงทำให้ตื่นเร็วค่ะ”

            ฉันยิ้มแห้งๆส่งไปให้ทั้งสองอย่างรู้สึกผิดที่ทำให้ตกใจ

            “แม่หญิงนอนอีกสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวบ่าวจะไปตะเตรียมน้ำให้อาบก่อนนะเจ้าคะ”

            “ขอบคุณค่ะ พี่จันพี่อิ่ม”

            “ไม่ต้องขอบคุณอะไรบ่าวเลยเจ้าค่ะ มันเป็นสิ่งที่บ่าวควรทำให้แม่หญิงอยู่แล้ว”

            เอ่ยจบพี่จันพี่อิ่มก็ค่อยๆคลานเปิดประตูออกไป พร้อมปิดประตูให้เบาๆ ส่วนฉันก็นอนยกแขนขึ้นก่ายหน้าผากตัวเองในมุ้งต่อ ฟังเสียงไก่ขันแข่งกันอยู่ด้านนอก ถึงพี่จันพี่อิ่มจะบอกให้นอนพักอีกสักหน่อยก็เถอะ แต่เสียงไก่ที่ขันดังแข่งกันหลายบ้านขนาดนี้ ใครมันจะไปหลับลงกันได้ล่ะ

            ฉันตัดสินใจลุกขึ้นออกจากเตียง นั่งมองหน้าตัวเองตรงกระจก

            “ใบหน้านี้ สวยใช้ได้นี้หว่า”

            ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่เอาแต่นั่งมองหน้าตัวเองอยู่อย่างนั้น หันซ้ายที หันขวาที สวยไม่มีที่ติจริงๆ

            “เฮ่านี้เนอะ เกิดมาชาติได๋ๆก็งามคักงามแน่อีหลีตั๋วเนี่ย” (เรานี่น่ะ ไม่ว่าจะเกิดมาชาติไหน ก็สวยจริงๆน่ะเนี่ย)

           

            “แม่หญิงเจ้าคะ บ่าวเตรียมน้ำไว้ให้แล้วนะเจ้าคะ”

            ฉันเดินตามพี่จันพี่อิ่มมาทางชานระเบียงริมน้ำ ที่มีฉากกั้นไว้อย่างมิดชิด พื้นที่ตรงนั้นมีโอ่งน้ำที่ใส่น้ำไว้ แล้วก็มีตั่งไม้เล็กๆที่เอาไว้นั่ง

            “มาเจ้าค่ะแม่หญิง พวกบ่าวจะขัดผิวให้เจ้าค่ะ”

            “น้ำเย็นไหมคะพี่จันพี่อิ่ม”

            ฉันเอ่ยถามในขณะที่กำลังนั่งลงไปที่ตั่งไม้เล็กๆนั้น สายตาก็กวาดมองบรรยากาศโดยรอบ อากาศช่วงเช้ามืดแบบนี้มันทำให้ฉันไม่อยากให้ตัวโดนน้ำเลย ดูก็รู้ว่าต้องเย็นแน่ๆน้ำจากโอ่งเลยนะ

            “ไม่หรอกเจ้าค่ะแม่หญิง กำลังพอดีเจ้าค่ะ”

            “เร่งอาบน้ำอาบท่ากันเถิดแม่หญิง จะได้รีบไปวัดเจ้าค่ะ”

            เอ่ยจบพี่จันพี่อิ่มก็เริ่มตักน้ำมาราดบนตัวฉันขันแล้วขันเล่า มือข้างหนึ่งก็หยิบกิ่งข่อยที่พี่อิ่มจิ้มกับเม็ดเกลือและสารส้มสตุส่งมาให้ ส่วนมืออีกข้างก็ถูกที่จันขัดผิวให้ ตอนนี้ไม่อยากนึกสภาพตัวเองเลยว่าจะเหมือนลูกหมาตกน้ำมากขนาดไหน ปากก็สั่น ฟันก็กระทบกันจนเกิดเสียง แถมตัวก็ยิ่งสั่นอย่างกับคนเข้าทรง

            กึก กึก กึก

            “เสร็จยังคะ ข้าหนาวแล้วค่ะ”

            “ใกล้แล้วค่ะแม่หญิง”

            “เร็วหน่อย กึก กึก กึก”

            เอ่ยไปฟันก็กระทบจนเกิดเสียงไป แถมตอนนี้ลมก็เป็นใจซะเหลือเกิน รู้ว่าคนยิ่งหนาวก็ยิ่งพัดเข้ามาอีก

            ฟิ้ววว~

            ‘ให้ตายสิ ไม่ไหวแล้วเว้ยยย’

          ไวเท่าความคิด ฉันก็รีบหยิบผ้ามาคุมแล้วรีบวิ่งขึ้นเรือนทันที ภาพลักษณ์ความเป็นแม่หญิงอะไรนั่น ตอนนี้ขอพับเก็บไว้ก่อน

            “แม่หญิงเจ้าคะ รอบ่าวด้วยเจ้าค่ะ”

            พี่จันพี่อิ่มรีบเก็บข้าวของ พร้อมตะโกนวิ่งไล่หลังขึ้นเรือนตามมาติดๆ           

‘สาบานเลย หากมีอาบน้ำตอนเช้าครั้งหน้าอีก ฉันจะให้พี่จันพี่อิ่มต้มน้ำผสมไว้ให้เลย จะให้อาบเย็นๆแบบนี้อีก คงได้หนาวตายกันก่อนพอดี นับถือคนยุคสมัยนี้จริงๆ ทนอาบน้ำเย็นแบบนี้กันไปได้ยังไง’

กึก กึก กึก

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • อธิษฐานเคียงคู่   บทที่8 จงใช้ชีวิตในกาลนี้ด้วยสติ

    ณ วัดแม่นางปลื้ม “แม่หญิงเจ้าคะ ค่อยๆลุกนะเจ้าคะ” ฉันที่กำลังเตรียมลุกขึ้นออกจากเรือ พี่จันพี่อิ่มก็รีบช่วยประคองแขนฉันไว้กันตกลงไปในแม่น้ำ “มาค่ะคุณแม่ ประเดี๋ยวลูกช่วยพยุงนะเจ้าคะ” ฉันยื่นมือไปให้คุณแม่จับประคองก่อนที่ท่านจะค่อยๆลุกขึ้นมาจากเรือ “ขอบใจจ๊ะ” พอคุณแม่ขึ้นมาจากเรือแล้ว คุณพ่อก็ลุกขึ้นตามมา บ่าวที่ติดตามมาก็ช่วยกันยกข้าวของลงจากเรืออีกลำ เพื่อที่จะนำไปจัดแจงถวายให้กับพระท่าน “นางนวล เอ็งไปบอกบ่าวที่มาให้รีบเปิดผ้าคลุมโตก แล้วช่วยกันจัดแจงยกสำรับคาวหวานไปตั้งเรียงไว้หน้าอาสน์สงฆ์เถิด ประเดี๋ยวพระท่านจะลงศาลาแล้ว” “เจ้าค่ะคุณหญิง” คุณแม่หันไปบอกป้านวล บ่าวที่ติดตามคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก ให้รีบไปจัดแจงสำรับที่ยกมา รวมถึงดอกบัวที่พับกลีบดอกอย่างสวยงาม ที่ฉันเพิ่งไปเก็บมาเมื่อวานกับคุณพี่สร้อย จากนั้นเราทั้งสามคนก็พากันเดินเข้าไปในวัด โดยผ่านซุ้มประตูที่เขาว่ากันว่าเป็นศิลปะสมัยอยุธยาโบราณที่มีความสวยงามพร้อมกับความขลัง และในวันนี้ฉันก็ได้มาเห็นด้ว

  • อธิษฐานเคียงคู่   บทที่7 แม่หญิงบุษบา

    “คืนนี้พระจันทร์สวยจัง” ฉันนั่งมองพระจันทร์ที่ส่องสว่างกระจ่างทั่วท้องฟ้า ท่ามกลางหมู่เมฆและกลุ่มดาวมากมาย เสียงร้องของจิ้งหรีดและกบ ต่างก็ส่งเสียงแข่งกันดังขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่หิ่งห้อยที่ส่องแสงระยิบระยับนั้นก็ด้วย แม้วันนี้จะเป็นวันแรกที่ได้มาอยู่ในยุคนี้ และอยู่ในร่างของแม่หญิงบุษบา แต่ฉันก็ค่อยๆปรับตัวและฝึกวิธีการพูดให้คล้ายกับคนยุคนี้ให้ได้มากที่สุด ถึงตัวฉันเองจะยังคิดว่านี้คือความฝันอยู่ก็ตาม สิ่งที่ฉันต้องทำในขณะที่อยู่ที่นี้ คือการกลับมาแก้บ่วงในอดีตของตัวเอง ใครจะไปคิดล่ะ ว่าแค่ไปขอเนื้อคู่เฉยๆจะได้ย้อนอดีตมาแบบนี้ ทุกอย่างมันดูกระชั้นชิดไปเสียหมด ไม่รู้ว่าปานนี้แม่พ่อที่อยู่ฝั่งโน้นจะเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อพอลองคิดกลับกันแล้วในตอนนี้แม่หญิงบุษบาก็ได้จากไปแล้วเหมือนกัน หากพ่อแม่ของนางรับรู้เรื่องนี้เข้า พวกท่านคงจะรู้สึกเสียใจไม่ต่างจากพ่อแม่ของฉันเป็นแน่ “ฉันจะทำหน้าที่นี้แทนเธอ ในขณะที่อยู่ในร่างของเธอน่ะแม่หญิงบุษบา” ฉันนั่งพึมพำมองดูพระจันทร์อยู่สักพัก ก่อนจะหันไปมองพี่จันพี่อิ่มที่กำลังช่วยกันขึงมุ

  • อธิษฐานเคียงคู่   บทที่6 กะทิสายบัว

    ณ เรือนท่านพระสุจริตวรนาถ คุณหญิงกรองแก้วนั่งอยู่ที่โถงกลางเรือน ถัดไปข้างๆก็คือท่านพระสุจริตวรนาถ หรือที่คุณหญิงกรอกแก้วชอบเรียกว่า ‘คุณพี่เกื้อ’ “พี่ได้ยินความว่า ลูกสาวเราหายเจ็บไข้แล้วรึแม่แก้ว” “เจ้าค่ะคุณพี่ นับเป็นบุญของแม่บุษยิ่งนักที่หายเจ็บไข้ครานี้ น้องเบาใจเสียจริงเจ้าค่ะ” คุณหญิงกรองแก้วพูดถึงอาการของลูกสาวให้ผู้เป็นสามีฟัง “แล้วเพลานี่ ลูกสาวเราไปไหนเสียล่ะแม่แก้ว” ท่านพระสุจริตวรนาถเริ่มถามหาลูกสาวตัวเอง ตั้งแต่กลับมายังไม่เห็นหน้าคราตาลูกเลย พอบ่าวที่เรือนมาส่งข่าวให้เขาก็รีบกลับมาทันที “ออกไปชมบัวแถวย่านคลองสระบัวกับแม่สร้อยเจ้าค่ะ” “ออกไปข้างนอกรึ เพิ่งจะหายไม่ใช่รึ” “เจ้าค่ะ น้องเป็นห่วงยิ่งนัก นี่ก็เริ่มมืดค่ำแล้วยังไม่เห็นทีท่าว่าจะกลับมาเลย”ไม่นานเสียงแม่บุษบาก็ดังขึ้นตรงบันไดขึ้นเรือน “คุณแม่เจ้าคะ ลูกกลับมาแล้วค่ะ” เสียงรีบวิ่งขึ้นมาบนเรือนดังสนั่น อย่างกับคนที่กำลังมีอะไรมาอวดให้ดู “ค่อยๆเดินแม่บุษ ประ

  • อธิษฐานเคียงคู่   บที่5 คุณพี่เดช

    บทที่5คุณพี่เดช แสงเอ่ยแสงตะวันลับขอบฟ้า กาลเวลาไม่เคยคอยผู้ใด ข้านั่งชมฝูงปลาแวกว่ายไป แล้วทำไมคนนัดนานมาจัง ระหว่างที่ฉันนั่งรอคุณพี่สร้อยอยู่ในศาลาท่าน้ำกับพี่จันพี่อิ่ม เพลิดเพลินไปกับการชื่นชมดื่มด่ำในบรรยากาศ มองดูผู้คนสมัยนี้ที่พายเรือไปมา บ้างก็มีเด็กๆกระโดดลงเล่นน้ำหัวเราะกันสนุกสนาน ก้มมองฝูงปลาที่ว่ายในลำธารบวกกับสายลมเย็นที่พัดผ่านหน้า ทำให้นึกสนุกอยากแต่งกลอนหนึ่งบทตามสไตล์ตัวเองขึ้นมาทันที ไม่รู้ภาษาที่เอ่ยออกไปจะคล้องกันหรือเปล่า เพราะภาษาไทยที่เรียนมาไม่เคยแตะเกรดสี่เลยด้วยซ้ำภาษาอื่นๆก็ด้วย นั่งเพลินเพลินชื่นชมไปได้สักพัก สายตาก็เหลือบมองไปเห็นเรือลำหนึ่งที่ดูโดดเด่นมาแต่ไกล “โอ้ มองไกลๆจัดว่าเด็ดเสียจริงหน้อ” ฉันเอ่ยออกมาอย่างลืมตัว เมื่อเห็นชายผู้หนึ่งลักษณะท่าทางดูองอาจ ยิ่งเรือเริ่มพายเข้ามาใกล้ๆ ก็

  • อธิษฐานเคียงคู่   บทที่4 คุณพี่สร้อย

    หลังจากที่ฉันตื่นนอนแล้ว ฉันก็ลากสังขานตัวเองออกมาสูดอากาศข้างนอก แต่ร่างกายเดิมนี่ช่างไม่มีเรี่ยวแรงเลยจริงๆ เคลื่อนย้ายลำบากสุดๆ คงต้องหาเวลาออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อแล้วละ “คุณป้าเจ้าคะ ประเดี๋ยวหลานช่วยนวดให้นะเจ้าคะ” เมื่อเดินออกจากห้องมา ก็เห็นว่าคุณแม่นั่งอยู่กับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งอายุก็น่าจะราวๆใกล้เคียงกับเจ้าของร่างนี้ ที่กำลังนั่งนวดเท้านวดขาให้คุณแม่อยู่ ดูจากการแต่งองค์ทรงเครื่องแล้วก็คงจะเป็นแม่หญิงบ้านไหนละมั้ง ระหว่างที่ฉันกำลังยืนมองอยู่ คุณแม่ก็เหลือบมาเห็นฉันเข้าพอดี “อ้าว แม่บุษตื่นแล้วรึ” “เจ้าคะคุณแม่” ฉันตอบท่านเสร็จก็เดินไปนั่งข้างๆคุณแม่ แล้วเหลือบมองผู้หญิงคนนั้นอย่างสงสัย ถึงแม้ตอนนี้ต่อให้นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกหรอก ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร “แล้วนี่แม่หญิงบ้านไหนหรือเจ้าคะคุณแม่” เมื่อฉันเอ่ยประโยคนั้นออกไป ทั้งคุณแม่และเธอคนนั้นก็มองมาด้วยสีหน้าตกตะลึงอย่างก็เห็นผีอย่างนั้น “น้องบุษ เจ้าจำพี่สาวคนนี่ไม่ได้แล้วรึ”

  • อธิษฐานเคียงคู่   บทที่3 ย้อนเวลา

    ฮือๆ “แม่หญิง แม่หญิงเจ้าคะ” “แม่หญิงฟื้นสิเจ้าคะ แม่หญิงนอนนิ่งหลายวันแบบนี้ บ่าวใจคอไม่ดีนะเจ้าคะ ฮือ” เฮ้อ เสียงร้องไห้อีกแล้วเหรอ เอ๊ะ หรือว่าฉันจะกลับเข้ามาในร่างแล้ว ฉันขยับตัวยุกยิกใต้ผ้าห่ม ก่อนที่จะดึงผ้ามาคลุมหน้าตัวเองด้วยความเคยชินทั้งที่ก็ยังไม่ได้ลืมตา สักพักก็ค่อยๆลืมตาตื่นเพราะทนเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ไหว พรึบ! “พ่อ แม่” ทันทีที่ลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่เรียกคือพ่อแม่ของตัวเอง แต่แล้ว… พรึบ! “แม่หญิงเจ้าคะ” “เฮ้ย!” ในวินาทีนั้นฉันสะดุงตกใจตื่นเต็มตาทันที เมื่อเห็นหน้าใครไม่รู้โผล่มาอย่างกับผี แล้วยังมายิ้มแฉ่งยิงฟันดำนั้นอีก ไหนจะคำพูดคำจาที่ดูแปลกๆนั้นด้วย ‘แม่หญิง? แม่หญิงที่ไหนกัน’ แล้วพ่อกับแม่ฉันล่ะ ท่านไปไหน ไม่ใช่ว่าฉันกลับมาเข้าร่างได้แล้วเหรอ ฉันรีบกวาดตามองรอบตัวอย่างลนลานแบบลวกๆ คล้ายกับว่าเพิ่งเจอเรื่องที่น่าสะพรึงมา แล้วนั้นใครอีกล่ะนี่ พยายาบาลเขาเปลี่ยนธีมชุดทำงานใหม่กันแล้วเห

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status