Mag-log in“คืนนี้พระจันทร์สวยจัง”
ฉันนั่งมองพระจันทร์ที่ส่องสว่างกระจ่างทั่วท้องฟ้า ท่ามกลางหมู่เมฆและกลุ่มดาวมากมาย เสียงร้องของจิ้งหรีดและกบ ต่างก็ส่งเสียงแข่งกันดังขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่หิ่งห้อยที่ส่องแสงระยิบระยับนั้นก็ด้วย
แม้วันนี้จะเป็นวันแรกที่ได้มาอยู่ในยุคนี้ และอยู่ในร่างของแม่หญิงบุษบา แต่ฉันก็ค่อยๆปรับตัวและฝึกวิธีการพูดให้คล้ายกับคนยุคนี้ให้ได้มากที่สุด ถึงตัวฉันเองจะยังคิดว่านี้คือความฝันอยู่ก็ตาม
สิ่งที่ฉันต้องทำในขณะที่อยู่ที่นี้ คือการกลับมาแก้บ่วงในอดีตของตัวเอง ใครจะไปคิดล่ะ ว่าแค่ไปขอเนื้อคู่เฉยๆจะได้ย้อนอดีตมาแบบนี้ ทุกอย่างมันดูกระชั้นชิดไปเสียหมด ไม่รู้ว่าปานนี้แม่พ่อที่อยู่ฝั่งโน้นจะเป็นอย่างไรบ้าง
เมื่อพอลองคิดกลับกันแล้วในตอนนี้แม่หญิงบุษบาก็ได้จากไปแล้วเหมือนกัน หากพ่อแม่ของนางรับรู้เรื่องนี้เข้า พวกท่านคงจะรู้สึกเสียใจไม่ต่างจากพ่อแม่ของฉันเป็นแน่
“ฉันจะทำหน้าที่นี้แทนเธอ ในขณะที่อยู่ในร่างของเธอน่ะแม่หญิงบุษบา” ฉันนั่งพึมพำมองดูพระจันทร์อยู่สักพัก ก่อนจะหันไปมองพี่จันพี่อิ่มที่กำลังช่วยกันขึงมุ้งกันคนละมุม พร้อมจัดเตรียมผ้าห่มและหมอนให้เป็นอย่างดี
“แม่หญิงเจ้าคะ ดึกดื่นมากแล้วเข้านอนกันเถิดเจ้าค่ะ”
“พี่จันคะ พรุ่งนี้ตื่นแต่เช้าไปวัดทำบุญกันเถิดค่ะ”
เอ่ยจบฉันก็เดินเข้าไปในมุ้ง ก่อนจะนั่งสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอนที่หัวเตียงอย่างที่เคยทำเป็นประจำ เมื่อนั่งสวดมนต์ อธิษฐานจิตขอพรเสร็จ ฉันก็เอนกายนอนห่มผ้าแล้วหลับไป พร้อมกับพี่จันพี่อิ่มก็เริ่มทยอยเป่าลมดับไฟที่ตะเกียงในห้อง
ยามค่ำคืนอันมืดสนิท สายลมพัดผ่านแผ่วเบา นูกัตที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียง น้ำตาก็เริ่มค่อยๆไหลออกมาจากหางตาเล็กน้อย มือกำที่ผ้าห่มแน่น ภาพเหตุการณ์ที่เธอถูกรถพุ่งเข้าใส่ก็แวบเข้ามา แม้แต่ภาพที่พ่อแม่และเพื่อนของเธอกอดกันร้องไห้ก็ยิ่งทำให้เธอทำใจไม่ได้
แต่แล้วก็มีเงาร่างหนึ่งค่อยๆเดินเข้ามาหาเธอ หมอกสีขาวที่อยู่รอบๆก็เริ่มจางออก เผยให้เห็นบุคคลตรงหน้าอย่างชัดเจนว่าคือผู้ใด
“คุณ! คือแม่หญิงบุษบา!”
เธอมองไปยังแม่หญิงบุษบาที่ตอนนี้กำลังยืนยิ้มหวานส่งมาให้อย่างเป็นมิตร
“เจ้าค่ะ”
“ท่านยังไม่ตายเหรอคะ”
เธอถามอย่างสงสัย อย่างคนที่ลืมว่านี้คือในความฝัน
“อันที่จริง ข้าก็ไม่ได้ไปไหนเสียหน่อย ท่านก็คือข้า ข้าก็คือท่าน”
“หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ”
“ก็หมายความว่า ท่านกับข้าก็คือคนเดียวกัน เหตุไฉนใยท่านต้องแบ่งแยกว่าใครเป็นผู้ใดเล่าเจ้าคะ ข้าเป็นเพียงเศษเสี้ยวดวงจิตของท่านเท่านั้น”
ยิ่งฟังเธอก็ยิ่งไม่เข้าใจ แม่หญิงบุษบาจะสื่ออะไรกับเธอกันแน่
“เอาเถิด ท่านไม่ต้องรู้สึกเศร้าใจอันใดไป ท่านเพียงทำตามหัวใจที่ท่านต้องการเป็นอันพอเจ้าค่ะ”
“ทำตามหัวใจที่ต้องการงั้นเหรอคะ”
“เป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ”
“แล้วมันคืออะไรเหรอคะ”
“ท่านได้กลับมาที่นี้อีกครั้ง เพื่อสิ่งอันใดเล่าเจ้าคะ”
แม่หญิงบุษบายิ้มให้เธอก่อนที่จะสลายไปกับกลุ่มหมอกจางๆ แต่ก่อนจะไปนางก็ได้ทิ้งประโยคหนึ่งไว้ให้เธอ
“ท่านคือข้า ข้าคือท่าน ข้าในชาตินี้ ก็คือท่านในชาติที่ท่านจากมา จงทำตามที่หัวใจท่านต้องการเถิดเจ้าค่ะ”
ฟรื้บ!
เอ้ก อิ๊ เอ้ก เอ้ก
อึก!
เสียงไก่ขันรับอรุณ ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที ก้มมองมือที่กำลังสั่นเทา แม้แต่หน้าผากก็ยังมีเหงื่อซึมออกมา ถึงอากาศในเช้าวันนี้จะเย็นก็ตาม
ฉันนั่งก้มมองมือตัวเองนิ่ง ภาพเหตุการณ์ในความฝันที่ได้เจอกับแม่หญิงบุษบา คำพูดของนางมันทำให้ฉันรู้สึกไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก และตอนนี้ฉันก็เริ่มมีความรู้สึกสับสนขึ้นมา ฉันมาที่นี้เพื่อแค่แก้บ่วงจริงๆน่ะเหรอ
‘อันที่จริง ข้าก็มิได้ไปไหนเสียหน่อย ท่านก็คือข้า ข้าก็คือท่าน’
‘ก็หมายความว่า ท่านกับข้าก็คือคนเดียวกัน เหตุไฉนใยท่านต้องแบ่งแยกว่าใครเป็นผู้ใดเล่าเจ้าคะ ข้าเป็นเพียงเศษเสี้ยวดวงจิตของท่านเท่านั้น’
‘ท่านได้กลับมาที่นี้อีกครั้ง เพื่อสิ่งอันใดเล่าเจ้าคะ’
‘ท่านคือข้า ข้าคือท่าน ข้าในชาตินี้ ก็คือท่านในชาติที่ท่านจากมา จงทำตามที่หัวใจท่านต้องการเถิดเจ้าคะ’
นางพูดอย่างกับว่าเราสองคนคือคนเดียวกัน นางเป็นเพียงเศษเสี้ยวดวงจิตของฉันที่ตายไปแล้วในอดีต นั้นก็หมายความว่าดวงจิตของฉันย้อนเข้ามาในร่างอดีตของตัวเอง แสดงว่าในอดีตฉันตายเร็วเหรอ
“ให้ตายสิ เหลือจะเชื่อจริงๆ”
เล่าไปใครจะเชื่อว่าฉันย้อนกลับมาอยู่ในร่างอดีตของตัวเอง และสิ่งที่คาดไม่ถึงเลยก็คือ ในอดีตฉันเกิดมาในตระกูลผู้ลากมากดีมาก่อนหรือนี้ โคตรจะอเมซิ่งสุดๆ
เอ้ก อิ๊ เอ้ก เอ้ก
สักพักแสงไฟจากตะเกียงก็ถูกจุดให้สว่างขึ้น ก่อนที่เสียงตกใจของพี่จันพี่อิ่มจะดังขึ้นทันที เมื่อเห็นว่าฉันเอาแต่นั่งนิ่งในความมืด
“ว๊าย ตาเถร พุทโธ สังโฆเจ้าคะ!”
“โถ่วว แม่หญิงเจ้าคะทำบ่าวตกอกตกใจหมดเจ้าคะ”
“แฮะๆ ขอโทษค่ะ พอดีเสียงไก่ขันจึงทำให้ตื่นเร็วค่ะ”
ฉันยิ้มแห้งๆส่งไปให้ทั้งสองอย่างรู้สึกผิดที่ทำให้ตกใจ
“แม่หญิงนอนอีกสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวบ่าวจะไปตะเตรียมน้ำให้อาบก่อนนะเจ้าคะ”
“ขอบคุณค่ะ พี่จันพี่อิ่ม”
“ไม่ต้องขอบคุณอะไรบ่าวเลยเจ้าค่ะ มันเป็นสิ่งที่บ่าวควรทำให้แม่หญิงอยู่แล้ว”
เอ่ยจบพี่จันพี่อิ่มก็ค่อยๆคลานเปิดประตูออกไป พร้อมปิดประตูให้เบาๆ ส่วนฉันก็นอนยกแขนขึ้นก่ายหน้าผากตัวเองในมุ้งต่อ ฟังเสียงไก่ขันแข่งกันอยู่ด้านนอก ถึงพี่จันพี่อิ่มจะบอกให้นอนพักอีกสักหน่อยก็เถอะ แต่เสียงไก่ที่ขันดังแข่งกันหลายบ้านขนาดนี้ ใครมันจะไปหลับลงกันได้ล่ะ
ฉันตัดสินใจลุกขึ้นออกจากเตียง นั่งมองหน้าตัวเองตรงกระจก
“ใบหน้านี้ สวยใช้ได้นี้หว่า”
ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่เอาแต่นั่งมองหน้าตัวเองอยู่อย่างนั้น หันซ้ายที หันขวาที สวยไม่มีที่ติจริงๆ
“เฮ่านี้เนอะ เกิดมาชาติได๋ๆก็งามคักงามแน่อีหลีตั๋วเนี่ย” (เรานี่น่ะ ไม่ว่าจะเกิดมาชาติไหน ก็สวยจริงๆน่ะเนี่ย)
“แม่หญิงเจ้าคะ บ่าวเตรียมน้ำไว้ให้แล้วนะเจ้าคะ”
ฉันเดินตามพี่จันพี่อิ่มมาทางชานระเบียงริมน้ำ ที่มีฉากกั้นไว้อย่างมิดชิด พื้นที่ตรงนั้นมีโอ่งน้ำที่ใส่น้ำไว้ แล้วก็มีตั่งไม้เล็กๆที่เอาไว้นั่ง
“มาเจ้าค่ะแม่หญิง พวกบ่าวจะขัดผิวให้เจ้าค่ะ”
“น้ำเย็นไหมคะพี่จันพี่อิ่ม”
ฉันเอ่ยถามในขณะที่กำลังนั่งลงไปที่ตั่งไม้เล็กๆนั้น สายตาก็กวาดมองบรรยากาศโดยรอบ อากาศช่วงเช้ามืดแบบนี้มันทำให้ฉันไม่อยากให้ตัวโดนน้ำเลย ดูก็รู้ว่าต้องเย็นแน่ๆน้ำจากโอ่งเลยนะ
“ไม่หรอกเจ้าค่ะแม่หญิง กำลังพอดีเจ้าค่ะ”
“เร่งอาบน้ำอาบท่ากันเถิดแม่หญิง จะได้รีบไปวัดเจ้าค่ะ”
เอ่ยจบพี่จันพี่อิ่มก็เริ่มตักน้ำมาราดบนตัวฉันขันแล้วขันเล่า มือข้างหนึ่งก็หยิบกิ่งข่อยที่พี่อิ่มจิ้มกับเม็ดเกลือและสารส้มสตุส่งมาให้ ส่วนมืออีกข้างก็ถูกที่จันขัดผิวให้ ตอนนี้ไม่อยากนึกสภาพตัวเองเลยว่าจะเหมือนลูกหมาตกน้ำมากขนาดไหน ปากก็สั่น ฟันก็กระทบกันจนเกิดเสียง แถมตัวก็ยิ่งสั่นอย่างกับคนเข้าทรง
กึก กึก กึก
“เสร็จยังคะ ข้าหนาวแล้วค่ะ”
“ใกล้แล้วค่ะแม่หญิง”
“เร็วหน่อย กึก กึก กึก”
เอ่ยไปฟันก็กระทบจนเกิดเสียงไป แถมตอนนี้ลมก็เป็นใจซะเหลือเกิน รู้ว่าคนยิ่งหนาวก็ยิ่งพัดเข้ามาอีก
ฟิ้ววว~
‘ให้ตายสิ ไม่ไหวแล้วเว้ยยย’
ไวเท่าความคิด ฉันก็รีบหยิบผ้ามาคุมแล้วรีบวิ่งขึ้นเรือนทันที ภาพลักษณ์ความเป็นแม่หญิงอะไรนั่น ตอนนี้ขอพับเก็บไว้ก่อน
“แม่หญิงเจ้าคะ รอบ่าวด้วยเจ้าค่ะ”
พี่จันพี่อิ่มรีบเก็บข้าวของ พร้อมตะโกนวิ่งไล่หลังขึ้นเรือนตามมาติดๆ
‘สาบานเลย หากมีอาบน้ำตอนเช้าครั้งหน้าอีก ฉันจะให้พี่จันพี่อิ่มต้มน้ำผสมไว้ให้เลย จะให้อาบเย็นๆแบบนี้อีก คงได้หนาวตายกันก่อนพอดี นับถือคนยุคสมัยนี้จริงๆ ทนอาบน้ำเย็นแบบนี้กันไปได้ยังไง’
กึก กึก กึก
ณ วัดแม่นางปลื้ม “แม่หญิงเจ้าคะ ค่อยๆลุกนะเจ้าคะ” ฉันที่กำลังเตรียมลุกขึ้นออกจากเรือ พี่จันพี่อิ่มก็รีบช่วยประคองแขนฉันไว้กันตกลงไปในแม่น้ำ “มาค่ะคุณแม่ ประเดี๋ยวลูกช่วยพยุงนะเจ้าคะ” ฉันยื่นมือไปให้คุณแม่จับประคองก่อนที่ท่านจะค่อยๆลุกขึ้นมาจากเรือ “ขอบใจจ๊ะ” พอคุณแม่ขึ้นมาจากเรือแล้ว คุณพ่อก็ลุกขึ้นตามมา บ่าวที่ติดตามมาก็ช่วยกันยกข้าวของลงจากเรืออีกลำ เพื่อที่จะนำไปจัดแจงถวายให้กับพระท่าน “นางนวล เอ็งไปบอกบ่าวที่มาให้รีบเปิดผ้าคลุมโตก แล้วช่วยกันจัดแจงยกสำรับคาวหวานไปตั้งเรียงไว้หน้าอาสน์สงฆ์เถิด ประเดี๋ยวพระท่านจะลงศาลาแล้ว” “เจ้าค่ะคุณหญิง” คุณแม่หันไปบอกป้านวล บ่าวที่ติดตามคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก ให้รีบไปจัดแจงสำรับที่ยกมา รวมถึงดอกบัวที่พับกลีบดอกอย่างสวยงาม ที่ฉันเพิ่งไปเก็บมาเมื่อวานกับคุณพี่สร้อย จากนั้นเราทั้งสามคนก็พากันเดินเข้าไปในวัด โดยผ่านซุ้มประตูที่เขาว่ากันว่าเป็นศิลปะสมัยอยุธยาโบราณที่มีความสวยงามพร้อมกับความขลัง และในวันนี้ฉันก็ได้มาเห็นด้ว
“คืนนี้พระจันทร์สวยจัง” ฉันนั่งมองพระจันทร์ที่ส่องสว่างกระจ่างทั่วท้องฟ้า ท่ามกลางหมู่เมฆและกลุ่มดาวมากมาย เสียงร้องของจิ้งหรีดและกบ ต่างก็ส่งเสียงแข่งกันดังขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่หิ่งห้อยที่ส่องแสงระยิบระยับนั้นก็ด้วย แม้วันนี้จะเป็นวันแรกที่ได้มาอยู่ในยุคนี้ และอยู่ในร่างของแม่หญิงบุษบา แต่ฉันก็ค่อยๆปรับตัวและฝึกวิธีการพูดให้คล้ายกับคนยุคนี้ให้ได้มากที่สุด ถึงตัวฉันเองจะยังคิดว่านี้คือความฝันอยู่ก็ตาม สิ่งที่ฉันต้องทำในขณะที่อยู่ที่นี้ คือการกลับมาแก้บ่วงในอดีตของตัวเอง ใครจะไปคิดล่ะ ว่าแค่ไปขอเนื้อคู่เฉยๆจะได้ย้อนอดีตมาแบบนี้ ทุกอย่างมันดูกระชั้นชิดไปเสียหมด ไม่รู้ว่าปานนี้แม่พ่อที่อยู่ฝั่งโน้นจะเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อพอลองคิดกลับกันแล้วในตอนนี้แม่หญิงบุษบาก็ได้จากไปแล้วเหมือนกัน หากพ่อแม่ของนางรับรู้เรื่องนี้เข้า พวกท่านคงจะรู้สึกเสียใจไม่ต่างจากพ่อแม่ของฉันเป็นแน่ “ฉันจะทำหน้าที่นี้แทนเธอ ในขณะที่อยู่ในร่างของเธอน่ะแม่หญิงบุษบา” ฉันนั่งพึมพำมองดูพระจันทร์อยู่สักพัก ก่อนจะหันไปมองพี่จันพี่อิ่มที่กำลังช่วยกันขึงมุ
ณ เรือนท่านพระสุจริตวรนาถ คุณหญิงกรองแก้วนั่งอยู่ที่โถงกลางเรือน ถัดไปข้างๆก็คือท่านพระสุจริตวรนาถ หรือที่คุณหญิงกรอกแก้วชอบเรียกว่า ‘คุณพี่เกื้อ’ “พี่ได้ยินความว่า ลูกสาวเราหายเจ็บไข้แล้วรึแม่แก้ว” “เจ้าค่ะคุณพี่ นับเป็นบุญของแม่บุษยิ่งนักที่หายเจ็บไข้ครานี้ น้องเบาใจเสียจริงเจ้าค่ะ” คุณหญิงกรองแก้วพูดถึงอาการของลูกสาวให้ผู้เป็นสามีฟัง “แล้วเพลานี่ ลูกสาวเราไปไหนเสียล่ะแม่แก้ว” ท่านพระสุจริตวรนาถเริ่มถามหาลูกสาวตัวเอง ตั้งแต่กลับมายังไม่เห็นหน้าคราตาลูกเลย พอบ่าวที่เรือนมาส่งข่าวให้เขาก็รีบกลับมาทันที “ออกไปชมบัวแถวย่านคลองสระบัวกับแม่สร้อยเจ้าค่ะ” “ออกไปข้างนอกรึ เพิ่งจะหายไม่ใช่รึ” “เจ้าค่ะ น้องเป็นห่วงยิ่งนัก นี่ก็เริ่มมืดค่ำแล้วยังไม่เห็นทีท่าว่าจะกลับมาเลย”ไม่นานเสียงแม่บุษบาก็ดังขึ้นตรงบันไดขึ้นเรือน “คุณแม่เจ้าคะ ลูกกลับมาแล้วค่ะ” เสียงรีบวิ่งขึ้นมาบนเรือนดังสนั่น อย่างกับคนที่กำลังมีอะไรมาอวดให้ดู “ค่อยๆเดินแม่บุษ ประ
บทที่5คุณพี่เดช แสงเอ่ยแสงตะวันลับขอบฟ้า กาลเวลาไม่เคยคอยผู้ใด ข้านั่งชมฝูงปลาแวกว่ายไป แล้วทำไมคนนัดนานมาจัง ระหว่างที่ฉันนั่งรอคุณพี่สร้อยอยู่ในศาลาท่าน้ำกับพี่จันพี่อิ่ม เพลิดเพลินไปกับการชื่นชมดื่มด่ำในบรรยากาศ มองดูผู้คนสมัยนี้ที่พายเรือไปมา บ้างก็มีเด็กๆกระโดดลงเล่นน้ำหัวเราะกันสนุกสนาน ก้มมองฝูงปลาที่ว่ายในลำธารบวกกับสายลมเย็นที่พัดผ่านหน้า ทำให้นึกสนุกอยากแต่งกลอนหนึ่งบทตามสไตล์ตัวเองขึ้นมาทันที ไม่รู้ภาษาที่เอ่ยออกไปจะคล้องกันหรือเปล่า เพราะภาษาไทยที่เรียนมาไม่เคยแตะเกรดสี่เลยด้วยซ้ำภาษาอื่นๆก็ด้วย นั่งเพลินเพลินชื่นชมไปได้สักพัก สายตาก็เหลือบมองไปเห็นเรือลำหนึ่งที่ดูโดดเด่นมาแต่ไกล “โอ้ มองไกลๆจัดว่าเด็ดเสียจริงหน้อ” ฉันเอ่ยออกมาอย่างลืมตัว เมื่อเห็นชายผู้หนึ่งลักษณะท่าทางดูองอาจ ยิ่งเรือเริ่มพายเข้ามาใกล้ๆ ก็
หลังจากที่ฉันตื่นนอนแล้ว ฉันก็ลากสังขานตัวเองออกมาสูดอากาศข้างนอก แต่ร่างกายเดิมนี่ช่างไม่มีเรี่ยวแรงเลยจริงๆ เคลื่อนย้ายลำบากสุดๆ คงต้องหาเวลาออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อแล้วละ “คุณป้าเจ้าคะ ประเดี๋ยวหลานช่วยนวดให้นะเจ้าคะ” เมื่อเดินออกจากห้องมา ก็เห็นว่าคุณแม่นั่งอยู่กับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งอายุก็น่าจะราวๆใกล้เคียงกับเจ้าของร่างนี้ ที่กำลังนั่งนวดเท้านวดขาให้คุณแม่อยู่ ดูจากการแต่งองค์ทรงเครื่องแล้วก็คงจะเป็นแม่หญิงบ้านไหนละมั้ง ระหว่างที่ฉันกำลังยืนมองอยู่ คุณแม่ก็เหลือบมาเห็นฉันเข้าพอดี “อ้าว แม่บุษตื่นแล้วรึ” “เจ้าคะคุณแม่” ฉันตอบท่านเสร็จก็เดินไปนั่งข้างๆคุณแม่ แล้วเหลือบมองผู้หญิงคนนั้นอย่างสงสัย ถึงแม้ตอนนี้ต่อให้นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกหรอก ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร “แล้วนี่แม่หญิงบ้านไหนหรือเจ้าคะคุณแม่” เมื่อฉันเอ่ยประโยคนั้นออกไป ทั้งคุณแม่และเธอคนนั้นก็มองมาด้วยสีหน้าตกตะลึงอย่างก็เห็นผีอย่างนั้น “น้องบุษ เจ้าจำพี่สาวคนนี่ไม่ได้แล้วรึ”
ฮือๆ “แม่หญิง แม่หญิงเจ้าคะ” “แม่หญิงฟื้นสิเจ้าคะ แม่หญิงนอนนิ่งหลายวันแบบนี้ บ่าวใจคอไม่ดีนะเจ้าคะ ฮือ” เฮ้อ เสียงร้องไห้อีกแล้วเหรอ เอ๊ะ หรือว่าฉันจะกลับเข้ามาในร่างแล้ว ฉันขยับตัวยุกยิกใต้ผ้าห่ม ก่อนที่จะดึงผ้ามาคลุมหน้าตัวเองด้วยความเคยชินทั้งที่ก็ยังไม่ได้ลืมตา สักพักก็ค่อยๆลืมตาตื่นเพราะทนเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ไหว พรึบ! “พ่อ แม่” ทันทีที่ลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่เรียกคือพ่อแม่ของตัวเอง แต่แล้ว… พรึบ! “แม่หญิงเจ้าคะ” “เฮ้ย!” ในวินาทีนั้นฉันสะดุงตกใจตื่นเต็มตาทันที เมื่อเห็นหน้าใครไม่รู้โผล่มาอย่างกับผี แล้วยังมายิ้มแฉ่งยิงฟันดำนั้นอีก ไหนจะคำพูดคำจาที่ดูแปลกๆนั้นด้วย ‘แม่หญิง? แม่หญิงที่ไหนกัน’ แล้วพ่อกับแม่ฉันล่ะ ท่านไปไหน ไม่ใช่ว่าฉันกลับมาเข้าร่างได้แล้วเหรอ ฉันรีบกวาดตามองรอบตัวอย่างลนลานแบบลวกๆ คล้ายกับว่าเพิ่งเจอเรื่องที่น่าสะพรึงมา แล้วนั้นใครอีกล่ะนี่ พยายาบาลเขาเปลี่ยนธีมชุดทำงานใหม่กันแล้วเห







