Share

บทที่3 ย้อนเวลา

last update Tanggal publikasi: 2026-09-01 15:20:54

               

             ฮือๆ

            “แม่หญิง แม่หญิงเจ้าคะ”

            “แม่หญิงฟื้นสิเจ้าคะ แม่หญิงนอนนิ่งหลายวันแบบนี้ บ่าวใจคอไม่ดีนะเจ้าคะ ฮือ”

            เฮ้อ เสียงร้องไห้อีกแล้วเหรอ เอ๊ะ หรือว่าฉันจะกลับเข้ามาในร่างแล้ว

            ฉันขยับตัวยุกยิกใต้ผ้าห่ม ก่อนที่จะดึงผ้ามาคลุมหน้าตัวเองด้วยความเคยชินทั้งที่ก็ยังไม่ได้ลืมตา สักพักก็ค่อยๆลืมตาตื่นเพราะทนเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ไหว

            พรึบ!

            “พ่อ แม่”

            ทันทีที่ลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่เรียกคือพ่อแม่ของตัวเอง แต่แล้ว…

            พรึบ!

            “แม่หญิงเจ้าคะ”

            “เฮ้ย!”

            ในวินาทีนั้นฉันสะดุงตกใจตื่นเต็มตาทันที เมื่อเห็นหน้าใครไม่รู้โผล่มาอย่างกับผี แล้วยังมายิ้มแฉ่งยิงฟันดำนั้นอีก ไหนจะคำพูดคำจาที่ดูแปลกๆนั้นด้วย

            ‘แม่หญิง? แม่หญิงที่ไหนกัน’

            แล้วพ่อกับแม่ฉันล่ะ ท่านไปไหน ไม่ใช่ว่าฉันกลับมาเข้าร่างได้แล้วเหรอ

            ฉันรีบกวาดตามองรอบตัวอย่างลนลานแบบลวกๆ คล้ายกับว่าเพิ่งเจอเรื่องที่น่าสะพรึงมา แล้วนั้นใครอีกล่ะนี่ พยายาบาลเขาเปลี่ยนธีมชุดทำงานใหม่กันแล้วเหรอ แม้แต่ทรงผมก็ยังเปลี่ยนเป็นทรงดอกกระทุ่มนั้นอีก อย่างกับอยู่ในยุคโบราณอย่างนั้นแหละ

            “พ่อ! แม่!”

            ฉันตะโกนเรียกพ่อแม่อีกครั้ง แม้ปากจะตะโกน แต่ตาก็ยังคงเหลือบมองผู้หญิงที่โผล่หน้ายิ้มยิงฟันดำนั้นอย่างระแวง

            “อิอิ่ม เอ็งรีบไปบอกนายหญิงกรองแก้ว ว่าแม่หญิงบุษบาฟื้นแล้ว”

            “เจ้าคะ”

            ผู้หญิงอีกคนที่แต่งตัวลักษณะเดียวกัน แต่รูปร่างผอมกว่า ก็ค่อยๆคลานออกไป

            “แม่หญิงเจ้าคะ แม่หญิงเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

            ผู้หญิงคนเดิมเอ่ยถามขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่ส่งมาให้

            “เอ่อ คุณเป็นใครเหรอคะ”

            “แม่หญิงจำบ่าวไม่ได้หรือเจ้าคะ ฮือๆ”

            พูดจบก็ร้องไห้ทันที

            “บ่าวไงคะ บ่าวชื่ออิจันอย่างไรละเจ้าคะ ฮือๆ”

            ผู้หญิงที่ชื่อจันก็ก้มมาก้มมือฉันเบาๆก่อนจะก้มหน้าร้องไห้อีกรอบ จนตอนนี้เริ่มจะรู้ปวดหัวขึ้นมา

            “เอาล่ะ พอก่อนค่ะพี่จัน ฉันโอเคดีค่ะ ฉันไม่เป็นไร”

            “แม่หญิง ใยท่านพูดจาเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ อะไรคือโอเคหรือเจ้าคะ เหตุใดท่านจึงเอ่ยวาจาฟังแล้วน่าประหลาดเช่นนี้เจ้าคะ โถ่ววว แม่หญิงของบ่าว”

            ให้ตายสิ นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันวะคะเนี่ยยย กูอยากจะบ้า! ไหนพ่อปู่บอกว่า หลับตาแล้วนับหนึ่งถึงสามก็จะรู้เองไงล่ะ

            ละนี่อะไร นี่มันเหตุการณ์อะไรกันเนี่ยยย คงไม่ใช่ว่าฉันหลุดมาในยุคโบราณหรอกนะ

            คิดได้ดังนั้น ก็ตัดสินใจมองรอบห้องอย่างละเอียดอีกครั้ง ทุกอย่างในห้องส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นไม้แกะสลักอย่างประณีตทั้งหมด แม้แต่โต๊ะเครื่องแป้งก็ด้วย แต่ที่ทำเอาชะงักแล้วจ้องไปยังกระจกนั้น ซึ่งมันไม่ได้ใสอย่างที่เคยเห็นทุกวัน แต่มันออกไปทางสีเหลืองนวลสะมากกว่า

            ฉันรีบปรี่เข้าไปที่กระจกบานนั้นทันที อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

            “ไม่จริงน่า เรื่องแบบนี้เนี่ยนะ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด”

             ฉันมองตัวเองในกระจก แม้ภาพตรงหน้าจะมีลักษณะคล้ายกันอย่างกับแกะ แต่การแต่งตัวนี่ มันไม่ใช่เธอนะสิ

            “พี่จันคะ”

            “เจ้าคะแม่หญิง”

             จากนั้นพี่จันก็ค่อยๆคลานก้มหัวต่ำเข้ามาใกล้อย่างนอบน้อม

            “ปีนี้ คือปีอะไรคะ”

            “ปี? ปีคืออันใดหรือเจ้าคะแม่หญิง”

            “เออ หมายถึงยุคนี้ใครเป็นคนปกครองแผ่นดินเหรอคะ”

             “อ่อ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชอย่างไรเจ้าคะ”

             กึก!

             ช็อก เข่าแทบทรุดเลยทีนี้ ยังดีที่มีพี่จันที่รีบเข้ามาประคองก่อนที่ฉันจะล้มลงพื้นไป

            “แม่หญิง นั่งก่อนเถิดเจ้าคะ เพิ่งจะฟื้นเองนะเจ้าคะ”

            เมื่อเดินมานั่งบนเตียงแล้ว ฉันก็ทำอะไรต่อไม่ถูกทันที

            แอ๊ดดด

            เสียงประตูไม้ก็ค่อยๆแง้มเปิดออก เผยให้เห็นหญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ดูมีออร่า แม้จะแต่งตัวด้วยชุดไทยโบราญเหมือนในละครหลังข่าวที่เคยดู แต่ลายผ้าที่เห็นในตอนนี้นั้น มันประณีตและสวยมาก ต่างจากพี่จัน ที่มีแค่เพียงผ้าแถบรัดอกและห่มสไบเฉียงสีพื้นๆทับเท่านั้น

            ไม่นานท่านก็เดินเข้ามาสวมกอดฉันไว้แน่น ความรู้สึกอบอุ่นนี้ คิดถึงจริงๆ ไม่รู้ว่าปานนี้แม่ที่อยู่อีกโลกหนึ่งจะเป็นอย่างไรบ้างนะ

           “แม่บุษเป็นอย่างไรบ้างลูก แม่ร้อนอกร้อนใจเกรงว่าเจ้าจะเป็นอะไรไป”

            ฉันกอดตอบอีกฝ่ายแน่นเหมือนกัน แล้วก็เงยหน้ามองอย่างตั้งคำถาม

            “คุณ เอ่อ หมายถึงท่านไปใครหรือคะ เอ่อ เจ้าคะ”

            อีกฝ่ายชะงักไปทันที เมื่อเห็นลูกสาวเอ่ยออกมาอย่างนั้น

           “แม่บุษ นี่แม่เองลูก ลูกเป็นอย่างไรบ้าง”

           ท่านจับหน้าฉันหันซ้ายทีหันขวาที ก่อนจะเอ่ยถามอย่างอ่อนโยน

           “นางจัน เอ็งรีบไปตามท่านหมอยามาเร็ว”

           “เจ้าค่ะนายหญิง”

            จากนั้นพี่จันก็รีบวิ่งออกไปตามหมอทันที เหลือเพียงฉันกับผู้หญิงตรงหน้าที่บอกว่าเป็น ‘แม่’ ของเจ้าของร่างนี้

            “เกิดอะไรขึ้นหรือแม่บุษ เหตุใดลูกถึงได้ตกน้ำได้เล่า”

             “…”

             ฉันเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องตอบว่าอะไรอีกครั้ง เพราะเพิ่งจะฟื้นมา ความทรงจำอะไรที่เคยอ่านเจอในนิยาย ที่ว่าหลังจากได้สวมร่างอีกฝ่ายนั้น ความทรงจำทั้งหลายจะปะเดปะดังไหลเข้า แต่นี่คือ...เงียบกริบค่ะ ไม่มีอะไรเลย นอกจากความว่างเปล่า

           “ลูกจำไม่ได้เลยเจ้าคะ”

            เอาวะ ไม่รู้ว่าสิ่งที่เอ่ยออกไปจะถูกหรือผิด อย่างน้อยการที่ได้ดูละครหรืออ่านนิยายแนวพีเรียดย้อนยุคนั้น ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ในการปรับตัวในเวลานี้ได้ระดับหนึ่ง

            “จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ลูกนอนพักอีกสักหน่อยเพื่ออาการจะดีขึ้น”

             “เจ้าคะคุณแม่”

              หลังจากเราทั้งสองก็พูดคุยกันสักพักใหญ่ๆ คุณแม่ท่านก็เดินออกจากห้องไป ฉันในตอนนี้ก็ทำได้เพียงนอนมองเพด้านไม้อย่างคนกำลังคิดทบทวนเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นว่าจะรับถือยังไงต่อไป

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • อธิษฐานเคียงคู่   ตอนพิเศษ

    สองเดือนผ่านไป โห่… ฮิ๊… โห่... ฮิ๊... โห่ววว ฮิ้วววววว! เสียงโห่ร้องดังกังวานลั่นหน้าบ้านเจ้าสาว พร้อมเสียงกลองยาวรัวเป็นจังหวะอย่างสนุกสนาน คนในขบวนเริ่มเดินหน้าพร้อมก้าวขยับเต้นโยกย้ายส่ายสะโพกตามจังหวะ ในมือต่างก็ถือพานสินสอดและต้นกล้วยต้นอ้อยที่ผูกด้วยโบสีชมพูสดใส ก่อนที่นักร้องนำประจำขบวนจะหันไปมองพวกพ้องแล้วเริ่มเปร่งเสียงร้องท่อนฮิตขึ้นรับส่งกันไปมา “ใครมีมะกรูด...” “...มาแลกมะนาว” “ใครมีลูกสาว...” “...มาแลกลูกเขย!” “ฮิ้วววว” เสียงหัวเราะมีความสุขของคนทั้งขบวน รวมทั้งเจ้าบ่าวที่ตอนนี้ สวมชุดไทยเดินถือพานดอกไม้ยิ้มจนแก้มแทบปริออกมา เมื่อขบวนเจ้าบ่าวมาถึงด่านแรก ก็เจอเข้ากับเพื่อนเจ้าสาวที่ยืนจับคู่ถือสายสร้อยทองยืนดักยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ พร้อมเสียงแซวตะโกนแข่งกับเสียงกลองยาว “เจ้าบ่าวคะ! ถ้าอยากได้ลูกสาวบ้านนี้ไปเป็นเมีย นอกเหนือจากแจกซองแล้ว...” “ขอท่าเต้นเด็ดๆ โชว์สเต๊ปหน้าประตูทีค่ะ!” เมื่อแหววก

  • อธิษฐานเคียงคู่   บทที่26 เคียงคู่ไปด้วยกัน

    ตอนนี้ฉันกับคุณหมอภูริชก็เดินมานั่งที่ม้านั่งตัวเดียวกันใต้ต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่งที่อยู่ในเขตบริเวณของโรงพยาบาล “นี่ค่ะ” ฉันยกถุงที่ใส่กล่องเค้กยื่นไปให้เขาตรงหน้า เพื่อทำลายบรรยากาศและหาโอกาศเปิดประเด็นเรื่องที่จะคุย “ขอบคุณครับ” แต่เหมือนว่าเขาจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือเลยนะสิ รับถุงเค้กเสร็จก็พูดออกมาแค่ประโยคเดียวสั้นๆเท่านั้น “เอ่อ… คือว่า…” เมื่อเอาเข้าจริงฉันก็ประหม่าและลังเลที่จะเอ่ยปากถามเขาอยู่ไม่น้อย หากว่าเขาไม่ใช่อย่างที่ฉันคิดล่ะ เขาจะหาว่าสมองฉันมีปัญหาแล้วให้แอดมินอีกรอบหรือป่าว ที่คุณพี่เดชจะวาบมาในยุคนี้เหมือนกับที่ฉันวาบไปในยุคเขาน่ะเหรอ “ผมเหลือเวลาพัก 5 นาทีนะครับ” เขาก้มมองดูนาฬิกาที่ข้อมือแล้วหันมาบอก “คุณใช่คุณพี่เดชไหมคะ” ฉันหลับตาปี๋แล้วโผล่งถามออกไป ก่อนที่จะค่อยๆลืมตาทีละข้างเพื่อดูปฏิกิริยาเขา เงียบ... ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก “ฮ่าๆ พอดีกัตอินนิยายที่อ่านนะคะ งั้นกัตขอตัวก่อนนะค

  • อธิษฐานเคียงคู่   บทที่25 ใช่หรือป่าว...

    แอด! “อิหล่าเป็นจั่งใด๋บ้างลูก คุณหมอเพิ่นว่าจั่งใด๋บ้าง” (เป็นอย่างไรบ้างลูก คุณหมอว่ายังไงบ้าง) เสียงเปิดประตูเข้ามา พร้อมคำถามห่วงใยของแม่เอ่ยขึ้น ฉันหันไปมองตามเสียงก็เห็นพ่อแม่กำลังเดินเข้าพร้อมสีหน้าที่มองมาอย่างอ่อนโยน “อิพ่ออิแม่ หล่าคึดฮอด อึก ฮือๆ” ฉันปล่อยโฮออกมาทันทีเมื่อได้เห็นหน้าพ่อแม่ตัวเองอีกครั้ง นึกว่าชาตินี้จะไม่ได้เห็นอีกซะแล้ว ภาพเหตุการณ์ที่พ่อแม่นั่งกอดร่างฉันร้องไห้ครั้งนั้นยังติดตาฉันอยู่เลย “แม่คือกัน ขวัญเอยขวัญมาเด้อลูกเอย” (แม่เหมือนกัน ขวัญเอ๋ยขวัญมานะลูก) แม่โผล่เข้ามากอดฉันไว้แน่น ส่วนพ่อก็ลูบหัวฉันเบาๆ “แล้วนี่คุณหมอเพิ่นว่าจั๋งใด๋ลูก” (แล้วนี่คุณหมอว่ายังไงบ้างลูก) ฉันส่ายหน้าแทนคำตอบเพราะยังไม่เห็นคุณหมอเข้ามาเลย “บ่ฮู้คือกัน แต่พี่พยาบาลเพิ่นเข้ามาตรวจแล้วรอบหนึ่ง เพิ่นว่าอีกสักหน่อยคุณหมอเพิ่นจะเข้ามาจ้า” (ไม่รู้เหมือนกัน แต่พี่พยาบาลเข้ามาตรวจรอบหนึ่ง เห็นบอกว่าอีกสักพักคุณหมอจะเข้ามาค่ะ) “แล้วนี่หล่าย่างไหวบ่ เข้าฮ

  • อธิษฐานเคียงคู่   บทที่24 คู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วกัน

    หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด… เปลือกตาที่เคยหนักอึ้งจากการที่หลับมานาน ก็ค่อยๆขยับลืมขึ้นอย่างช้าๆ แสงไฟนวลจากเพดานห้องสะท้อนเข้าตา ทำให้ฉันกระพริบตาช้าๆเพื่อปรับโฟกัส สิ่งแรกที่รับรู้คือกลิ่นสะอาดจากน้ำยาฆ่าเชื้อ กวาดสายตามองไปรอบๆก็เห็นเสาน้ำเกลือและจอมอนิเตอร์ที่ยังส่งเสียงไม่หยุดตั้งอยู่ข้างเตียงอย่างเป็นระเบียบ สวบ… ฉันพยายามขยับร่างกายลุกขึ้นพิงหัวเตียงช้าๆ เพื่อหาปุ่มกดสัญญาณเรียกพยาบาล หลังจากที่นอนตั้งสตินึกเหตุการณ์ต่างๆที่ตัวเองได้พบเจอ แอด… แต่แล้วก็ต้องชะงักค้างเมื่อได้ยินเสียงประตูเปิดเข้ามาจนต้องหันไปมอง “อะ อิกัต! / อิกัต!!!” เป็นเสียงสองสาวกรีดร้องดังขึ้นมาเมื่อเปิดประตูเข้ามาเจอเพื่อนตัวเองฟื้นแล้ว “กร๊ดดดดด อิกัต มึงตื่นแล้ว!!!/ เดี๋ยวรีบโทรบอกลุงดินกับป้าพิมพ์ก่อน กรี๊ด!!!” “เบาๆ เสียงแหน่พวกมึง…” (เบาเสียงหน่อยพวกเธอ) ฉันพยายามเค้นเสียงออกมา แต่ก็ได้เท่านี้จริงๆ จนต้องเอ่ยปากบอกให้พวกมันรินน้ำมาให้ “น้ำ ขอน้ำแนพวกม

  • อธิษฐานเคียงคู่   บทที่23 ปฏิหาริย์

    ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพ 01.00 น. ติ๊ด… ติ๊ด…. ติ๊ด…เสียงเครื่องมอนิเตอร์ข้างเตียงที่เคยดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เริ่มเปลี่ยนเป็นสัญญาณรัวถี่ บ่งบอกถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่พุ่งสูงจนวิกฤต ติ๊ดๆๆๆๆๆๆ ทำให้ชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งที่นั่งเฝ้าลูกสาวตนเองข้างเตียงถึงกับตกใจ ก่อนที่จะตะโกนเรียกพยาบาลเข้ามาดูอาการให้ ติ๊ด----------- แต่แล้วเขาทั้งสองเหมือนกับถูกฟ้าผ่าลงตรงกลางอก เมื่อเสียงของมอนิเตอร์ลากยาวเป็นเส้นตรง ทั้งสองกอดกันร้องไห้อยู่อีกมุมของห้อง พยาบาลคนหนึ่งรีบใช้นิ้วกดคล้ำชีพจรที่คอของคนไข้ ก็พบว่าไม่มีชีพจรแล้ว “ตามหมอเวร! เตรียมรถ Crash Cart มาด่วน!” เสียงพยาบาลประสานงานกันอย่างรู้หน้าที่ สักพักพยาบาลอีกคนเอ่ยเชิญญาติคนไข้ออกไปรอที่ข้างนอก “เดี๋ยวเชิญญาติคนไข้ออกไปรอที่ข้างนอกก่อนนะคะ" ทั้งสองยังคงกอดกันร้องไห้อยู่หน้าห้อง ก่อนที่หมอจะวิ่งผ่านหน้าทั้งสองเข้าไปในห้องคนไข้อย่างรวดเร็ว ภายในห้อง หนึ่ง และ สอง และ สาม…

  • อธิษฐานเคียงคู่   บทที่22 อธิษฐาน

    เสียงบทสวดมนต์ทำวัตรเช้าอันน่าเลื่อมใสของพระสงฆ์ดังก้องไปทั่วศาลาการเปรียญ น้ำเสียงที่สวดประสานกันอย่างพร้อมเพรียง ท่วงทำนองเนิบนาบแต่กลับอิ่มเอิบไปด้วยความเลื่อมใสยามที่ได้ฟัง “โย โส ทะสะพะโล สัมสัมพุทโธ… อุตตะมัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ…” กลิ่นธูปและควันเทียนที่ลอยมาตามสายลมจางๆ ช่วยกล่อมเกลาจิตใจที่กำลังฟุ้งซานของฉันให้ค่อยๆสงบเย็นลง ฉันนั่งพับเพียบลงอย่างสำรวม เมื่ออยู่ต่อหน้าพระประธานองค์ใหญ่ นิ้วมือทั้งสิบประนมเข้าหากัน โดยมีดอกบัวขาวในมือถูกกุมไว้แน่น ฉันหลับตาลงช้าๆพลันกราบลงกับพื้นสามครั้งด้วยความเคารพ ในจังหวะนั้นเอง พระภิกษุผู้เป็นที่เคารพศรัทธาก็เริ่มเจริญพระพุทธมนต์บทสำคัญ เป็นบทสวดที่อัญเชิญชัยชนะและความแคล้วคลาดปลอดภัย “พาหุง สะหัสสะมะภินิมนิตะสาวุธันตัง… คิริเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง…” เสียงสวดคาถาพาหุงสวดประสานพร้อมกันอีกครั้งราวกับมีพลังพรมจิตใจผู้คนที่ได้ฟังพร้อมขจัดความกลัวในใจออกไป ฉันค่อยๆหลับตาลงอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มตั้งจิตอธิฐานขอพรอย่างตั้งใจ ‘ขอคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status