Mag-log inณ เรือนท่านพระสุจริตวรนาถ
คุณหญิงกรองแก้วนั่งอยู่ที่โถงกลางเรือน ถัดไปข้างๆก็คือท่านพระสุจริตวรนาถ หรือที่คุณหญิงกรอกแก้วชอบเรียกว่า ‘คุณพี่เกื้อ’
“พี่ได้ยินความว่า ลูกสาวเราหายเจ็บไข้แล้วรึแม่แก้ว”
“เจ้าค่ะคุณพี่ นับเป็นบุญของแม่บุษยิ่งนักที่หายเจ็บไข้ครานี้ น้องเบาใจเสียจริงเจ้าค่ะ”
คุณหญิงกรองแก้วพูดถึงอาการของลูกสาวให้ผู้เป็นสามีฟัง
“แล้วเพลานี่ ลูกสาวเราไปไหนเสียล่ะแม่แก้ว”
ท่านพระสุจริตวรนาถเริ่มถามหาลูกสาวตัวเอง ตั้งแต่กลับมายังไม่เห็นหน้าคราตาลูกเลย พอบ่าวที่เรือนมาส่งข่าวให้เขาก็รีบกลับมาทันที
“ออกไปชมบัวแถวย่านคลองสระบัวกับแม่สร้อยเจ้าค่ะ”
“ออกไปข้างนอกรึ เพิ่งจะหายไม่ใช่รึ”
“เจ้าค่ะ น้องเป็นห่วงยิ่งนัก นี่ก็เริ่มมืดค่ำแล้วยังไม่เห็นทีท่าว่าจะกลับมาเลย”
ไม่นานเสียงแม่บุษบาก็ดังขึ้นตรงบันไดขึ้นเรือน
“คุณแม่เจ้าคะ ลูกกลับมาแล้วค่ะ”
เสียงรีบวิ่งขึ้นมาบนเรือนดังสนั่น อย่างกับคนที่กำลังมีอะไรมาอวดให้ดู
“ค่อยๆเดินแม่บุษ ประเดี๋ยวก็ล่มหัวคะม่ำเสียหรอก”
คุณหญิงกรองแก้วเอ่ยปรามลูกสาว เมื่อรู้ตัวก็รีบสำรวมกิริยาทันทีเมื่อนึกได้ว่าตัวเองอยู่ในร่างของแม่บุษบา ด้านหลังก็เป็นคุณพี่สร้อยเดินตามมาติดๆ
“ไหว้เจ้าค่ะคุณลุงคุณป้า”
คุณพี่สร้อยยกมือไหว้ค้อมศีรษะลงอย่างนอบน้อม เมื่อฉันเห็นแบบนั้นจึงยกมือขึ้นไหว้ตาม หากคนที่คุณพี่สร้อยไหว้เรียกว่าท่านลุง งั้นก็แปลความได้ว่า อีกฝ่ายก็น่าจะเป็นคุณพ่อของเจ้าของร่างนี้
“สวัสดีค่ะคุณพ่อ”
“เป็นอย่างไรบ้างลูก เพิ่งจะหายก็ออกไปต่างแดดตากลมซะแล้ว”
“ลูกโอเคขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะคุณพ่อ สบายมากค่ะ”
เมื่อฉันเผลอเอ่ยภาษายุคของเธอด้วยความเคยชิน จึงทำให้ทุกคนหันมามองด้วยความแปลกใจกับภาษาที่ไม่ค่อยคุ้นหู
“ลูกว่าอย่างไรรึ อะไรคือโอเคฟังดูช่างพิกลนัก”
ท่านพระสุจริตวรนาถหันไปถามลูกสาวตัวเองด้วยความสงสัย
“อ่อ โอเค หมายถึง ตกลง ดีแล้ว ใช้ได้ เอาเลย เข้าใจแล้ว อะไรประมาณนี้เจ้าค่ะ”
“ลูกได้ยินพวกคนตะวันตกพูดกันน่ะเจ้าค่ะ ลูกจึงจำนำมาใช้”
“อ่อ เป็นเช่นนี้เองหรอกรึ ลูกสาวเราเก่งจริงๆเนอะแม่แก้ว”
เมื่อท่านพระสุจริตวรนาถฟังเหตุผลที่ลูกสาวอธิบายมา ท่านก็ไม่ลืมที่จะเอ่ยชมทันที ช่างเป็นพ่อที่สปอยล์ลูกสุดๆ ไอเลิฟเลยค่ะ
“แล้วนี่ได้อะไรมาเยอะแยะ”
คุณหญิงกรอกแก้วเอ่ยถามขึ้นมาทันที เมื่อเห็นว่าบ่าวของลูกสาวกับหลานสาวต่างก็ถือดอกบัวกันเต็มไม้เต็มมือขึ้นมา
“ดอกบัวกับสายบัวน่ะเจ้าค่ะคุณป้า น้องบุษบอกอยากกินต้มกะทิสายบัวน่ะเจ้าค่ะ หลานจึงสั่งให้บ่าวช่วยกันเก็บมาให้เสียเยอะหน่อยค่ะ”
คุณพี่สร้อยอธิบายให้คุณหญิงกรองแก้วฟังถึงที่มาที่ไป จากนั้นคุณหญิงกรอกแก้วจึงหันมาถามลูกสาว
“ลูกอยากกินรึ”
“เจ้าค่ะคุณแม่ ไม่ใช่ว่าแค่อยากกินนะเจ้าคะ ลูกอยากจะเป็นคนลงมือทำเองด้วยค่ะ”
ฉันเอ่ยด้วยรอยยิ้มส่งไปให้ผู้เป็นแม่ทันที ในใจก็นึกถึงสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำ
“เอางั้นรึ ไม่รอให้หายดีก่อนล่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะคุณแม่ ลูกสบายดีแล้วค่ะงั้นลูกขอตัวก่อนนะเจ้าคะ”
“อย่าหักโหมมากล่ะ ลูกเข้าใจรึไม่”
“เจ้าค่ะ”
ตอบเสร็จก็รีบลงเรือนไปที่เรือนครัวทันที โดยมีพี่จันพี่อิ่มเดินนำทางไป
เรือนครัว
“พี่จันคะที่นี่มีปลาทูไหมคะ”
ทันทีที่มาถึงเรือนครัว ก็รีบเอ่ยถามในสิ่งที่ต้องการทันที
“มีอยู่นะเจ้าคะ”
“ดีเลยค่ะ งั้นพี่จันช่วยขูดมะพร้าวคั่นน้ำกะทิให้หน่อยนะคะ ส่วนที่อิ่มช่วยล้างสายบัวและฝากหั่นให้ด้วยค่ะ”
ระหว่างที่ฉันกำลังแจกแจงหน้าที่ให้พี่จันพี่อิ่มไปทำนั้น สายตาฉันก็เหลือบไปเห็นตะลิงปลิงเข้าพอดีก่อนจะยิ้มออกมา
เมื่อเตรียมวัตถุดิบเสร็จเรียบร้อยแล้ว ฉันก็เริ่มลงมือเตรียมทำเครื่องแกงก่อนเป็นอันดับแรก โดยนำกะปิใส่ไปในครก ตามด้วยพริกไทยขาว แล้วก็ดอกเกลือเพื่อที่จะช่วยให้ตำได้ง่ายขึ้น พอฉันโขลกเครื่องวัตถุดิบในครกพอให้ละเอียดแล้ว ฉันก็หยิบรากผักชีใส่ลงไป เพื่อเพิ่มความหอม ตามด้วยหัวหอมแดงสอย แล้วก็โขลกให้เข้ากันจนละเอียดอีกครั้ง
ตุบ ตุบ ตุบ
“พี่จันคะ ช่วยตั้งหม้อบนเตาถ่านให้ด้วยนะคะ”
“เจ้าค่ะแม่หญิง”
พอพี่จันนำหม้อไปตั้งไว้บนเตา ฉันก็นำหางกะทิที่เตรียมไว้เทลงไปในหม้อ พอน้ำหางกะทิเดือดได้ที่ฉันก็นำเครื่องแกงที่โขลกไว้ใส่ลงไปละลายจากนั้นก็นำฝามาปิดไว้
ฟุดฟิดๆ
“หอมมากเลยเจ้าค่ะแม่หญิง”
เสียงพี่จันที่ยืนช่วยเธอหยิบจับอยู่ข้างๆเอ่ยชมขึ้นมา
“เอาล่ะพี่จันเปิดฝาหม้อแล้วใช้ทัพพีคนได้เลยค่ะ”
“ทัพพีคืออันใดหรือเจ้าคะแม่หญิง”
ตายละ ลืมตัวเผลอเอ่ยภาษายุคที่เธอเข้าใจอีกแล้ว
‘แล้วตะหลิวคนที่นี่เขาเรียกกันว่าอะไรล่ะทีนี้’
ฉันพยายามนึกในใจ ก่อนจะชี้นิ้วไปที่ด้ามไม้ยาวที่มีรูปร่างคล้ายทัพพีให้พี่จันมองตาม
“อ่อ ‘กระจ่า’ หรอกหรือเจ้าค่ะ”
“อ่าๆ ใช่แล้วค่ะ ฮ่าๆ”
หลังจากที่พี่จันใช้กระจ่าคนหางกะทิ ฉันก็ใส่หัวหอมแดงลงไปในหม้อ ตามด้วยน้ำปลา และหางกะทิอีกรอบ เหตุผลที่ฉันใส่น้ำปลาลงไปก่อน ก็เพราะว่าฉันต้องการเคี่ยวน้ำปลาให้สุกเพื่อที่จะช่วยเพิ่มความหอมและลดกลิ่นคาวน่ะ
“เป็นไงบ้างพี่จันพี่อิ่ม กลิ่นหอมไหมคะ”
“หอมมากเจ้าค่ะ แล้วนี่แม่หญิงจะเอาตะลิงปลิงทำอะไรรึเจ้าคะ”
พี่อิ่มถามขึ้นเมื่อเห็นว่าฉันกำลังหั่นตะลิงปลิงอยู่
“ก็เอามาใส่ต้มกะทิสายบัวอย่างไรล่ะค่ะ”
เอ่ยจบก็นำหัวกะทิเทใส่ไปในหม้อ เมื่อเห็นว่าห่างกะทิที่เพิ่งเทใส่ลงไปเริ่มเดือด ฉันก็คนจนหัวกะทิเริ่มเป็นเนื้อเดียวกัน พร้อมใส่ตะลิงปลิงเพื่อเพิ่มความเปรี้ยวและความหอมให้กับน้ำต้มกะทิสายบัวนี้ จากนั้นฉันก็ใส่น้ำตาลมะพร้าวลงไปคนจนเป็นเนื้อเนียน ก็เทน้ำมะขามเปียกที่แช่ไว้ตามลงไปด้วย
พอน้ำกะทิเดือดแล้ว ฉันก็นำเนื้อปลาทูสดใส่ลงไปตอนที่น้ำเดือดมากๆนี่แหละ เพราะเนื้อปลาทูจะได้ไม่เกิดกลิ่นคาว ปิดท้ายด้วยตัวเอกของเรา นั้นก็คือสายบัวจ้า ปิดฝาหม้อรอสุกก็เป็นอันจบปิ้ง
ฟุด ฟุด
เสียงน้ำเดือดและเริ่มส่งกลิ่นหอมออกมาเรื่อยๆ ทำให้ท้องของฉันในตอนนี้เริ่มส่งเสียงร้องขึ้นมาทันที แค่ได้คิดว่าได้ทานกับข้าวสวยร้อนๆ จะอร่อยขนาดไหนกันชักจะหิวแล้วซิเรา
พี่จันเปิดฝาหม้อออกเตรียมคนต่อ
“แม่หญิงหอมมากเลยเจ้าค่ะ”
“ลองชิมดูสิพี่จัน”
“จะดีหรือเจ้าคะแม่หญิง ที่จะให้บ่าวชิมก่อน”
“ไม่เห็นเป็นไรเลยค่ะพี่จัน”
เอ่ยจบก็หันไปหยิบถ้วยมาตักใส่ให้ที่จันพี่อิ่มชิมทันที
“ขอบคุณเจ้าค่ะแม่หญิง”
พี่จันพี่อิ่มรับไป ก่อนจะตักใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ เคี้ยวไปซักพักก็หยุด หยุดแล้วก็ตักใส่ปากเคี้ยวใหม่อีกรอบ
"เป็นไงบ้างพี่จันพี่อิ่ม"
“แม่หญิงเจ้าค่ะ อร่อยนักเจ้าค่ะ”
“แต่ก่อนบ่าวคิดว่าแม่หญิงฝีมือดีอยู่แล้ว มาหนนี้ยิ่งกว่าอีกเจ้าค่ะ”
โอ้โหเล่นชมกันซึ่งๆหน้าขนาดนี้เลย คนบ้ายออย่างฉันจะลอยแล้วนะ อิอิ
“เช่นนั้น ข้าฝากพี่จันตักใส่ถ้วย เตรียมตั้งสำรับพร้อมกับกับข้าวอื่นๆได้เลยนะคะ ข้าขึ้นเรือนก่อน”
“เจ้าค่ะแม่หญิง”
เมื่อเอ่ยจบก็เดินลัดเลาะขึ้นเรือนไป ก็เจอเข้ากับคุณแม่และคุณพ่อที่ยังนั่งกันอยู่ตรงโถงกลางบ้าน
“คุณพ่อคุณแม่เจ้าคะลูกมาแล้วค่ะ”
“มาๆรีบมานั่งพักก่อน ประเดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งเอาอีก”
ฉันเดินเข้าไปนั่งข้างๆคุณแม่ แล้วบีบนวดแขนท่านอย่างเอาใจ
“ขอบคุณเจ้าค่ะ แล้วนี่คุณพี่สร้อยล่ะเจ้าคะ”
“กลับไปแล้ว เห็นว่าที่เรือนมีธุระน่ะ”
“น่าเสียดายจริง อดกินกะทิสายบัวฝีมือของลูกเสียแล้ว”
ระหว่างที่พวกเราสามพ่อแม่ลูกคุยกันอย่างสนุกสนาน พี่จันพี่อิ่มและบ่าวในเรือนก็ยกสำรับขึ้นมาพอดี
“พี่จันคะ ช่วยตักกะทิสายบัวนี้นำไปส่งให้คุณพี่สร้อยที่เรือนหน่อยเถิดค่ะ”
“เจ้าค่ะแม่หญิง”
ไม่นานบ่าวที่เรือนก็ยกอ่างน้ำลอยดอกไม้จันทร์ไว้สำหรับล้างมือก่อนที่จะใช้มือเปิบอาหาร โดยเริ่มจากคุณพ่อ คุณแม่ แล้วก็ตามด้วยฉัน พอล้างมือเช็ดมือเสร็จเรียบร้อย บ่าวก็เริ่มตักข้าวใส่จานให้
คุณพ่อเริ่มตักกะทิสายบัวเลยอันดับแรก ความสปอยล์ลูกนี่ต้องยกให้คุณพ่อที่หนึ่งเลยค่ะ
“อืม...กะทิสายบัวนี้ อร่อยเสียจริง ฮ่าๆ”
“จริงเจ้าค่ะคุณพี่ ลูกเรานี้หยิบจับสิ่งใดก็เชี่ยวชาญไปเสียทุกอย่าง”
โอเค คงไม่ใช่แค่คุณพ่อที่ชอบสปอยล์ลูกแล้วละ ดูท่าว่าน่าจะเป็นกันทั้งบ้าน
ณ วัดแม่นางปลื้ม “แม่หญิงเจ้าคะ ค่อยๆลุกนะเจ้าคะ” ฉันที่กำลังเตรียมลุกขึ้นออกจากเรือ พี่จันพี่อิ่มก็รีบช่วยประคองแขนฉันไว้กันตกลงไปในแม่น้ำ “มาค่ะคุณแม่ ประเดี๋ยวลูกช่วยพยุงนะเจ้าคะ” ฉันยื่นมือไปให้คุณแม่จับประคองก่อนที่ท่านจะค่อยๆลุกขึ้นมาจากเรือ “ขอบใจจ๊ะ” พอคุณแม่ขึ้นมาจากเรือแล้ว คุณพ่อก็ลุกขึ้นตามมา บ่าวที่ติดตามมาก็ช่วยกันยกข้าวของลงจากเรืออีกลำ เพื่อที่จะนำไปจัดแจงถวายให้กับพระท่าน “นางนวล เอ็งไปบอกบ่าวที่มาให้รีบเปิดผ้าคลุมโตก แล้วช่วยกันจัดแจงยกสำรับคาวหวานไปตั้งเรียงไว้หน้าอาสน์สงฆ์เถิด ประเดี๋ยวพระท่านจะลงศาลาแล้ว” “เจ้าค่ะคุณหญิง” คุณแม่หันไปบอกป้านวล บ่าวที่ติดตามคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก ให้รีบไปจัดแจงสำรับที่ยกมา รวมถึงดอกบัวที่พับกลีบดอกอย่างสวยงาม ที่ฉันเพิ่งไปเก็บมาเมื่อวานกับคุณพี่สร้อย จากนั้นเราทั้งสามคนก็พากันเดินเข้าไปในวัด โดยผ่านซุ้มประตูที่เขาว่ากันว่าเป็นศิลปะสมัยอยุธยาโบราณที่มีความสวยงามพร้อมกับความขลัง และในวันนี้ฉันก็ได้มาเห็นด้ว
“คืนนี้พระจันทร์สวยจัง” ฉันนั่งมองพระจันทร์ที่ส่องสว่างกระจ่างทั่วท้องฟ้า ท่ามกลางหมู่เมฆและกลุ่มดาวมากมาย เสียงร้องของจิ้งหรีดและกบ ต่างก็ส่งเสียงแข่งกันดังขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่หิ่งห้อยที่ส่องแสงระยิบระยับนั้นก็ด้วย แม้วันนี้จะเป็นวันแรกที่ได้มาอยู่ในยุคนี้ และอยู่ในร่างของแม่หญิงบุษบา แต่ฉันก็ค่อยๆปรับตัวและฝึกวิธีการพูดให้คล้ายกับคนยุคนี้ให้ได้มากที่สุด ถึงตัวฉันเองจะยังคิดว่านี้คือความฝันอยู่ก็ตาม สิ่งที่ฉันต้องทำในขณะที่อยู่ที่นี้ คือการกลับมาแก้บ่วงในอดีตของตัวเอง ใครจะไปคิดล่ะ ว่าแค่ไปขอเนื้อคู่เฉยๆจะได้ย้อนอดีตมาแบบนี้ ทุกอย่างมันดูกระชั้นชิดไปเสียหมด ไม่รู้ว่าปานนี้แม่พ่อที่อยู่ฝั่งโน้นจะเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อพอลองคิดกลับกันแล้วในตอนนี้แม่หญิงบุษบาก็ได้จากไปแล้วเหมือนกัน หากพ่อแม่ของนางรับรู้เรื่องนี้เข้า พวกท่านคงจะรู้สึกเสียใจไม่ต่างจากพ่อแม่ของฉันเป็นแน่ “ฉันจะทำหน้าที่นี้แทนเธอ ในขณะที่อยู่ในร่างของเธอน่ะแม่หญิงบุษบา” ฉันนั่งพึมพำมองดูพระจันทร์อยู่สักพัก ก่อนจะหันไปมองพี่จันพี่อิ่มที่กำลังช่วยกันขึงมุ
ณ เรือนท่านพระสุจริตวรนาถ คุณหญิงกรองแก้วนั่งอยู่ที่โถงกลางเรือน ถัดไปข้างๆก็คือท่านพระสุจริตวรนาถ หรือที่คุณหญิงกรอกแก้วชอบเรียกว่า ‘คุณพี่เกื้อ’ “พี่ได้ยินความว่า ลูกสาวเราหายเจ็บไข้แล้วรึแม่แก้ว” “เจ้าค่ะคุณพี่ นับเป็นบุญของแม่บุษยิ่งนักที่หายเจ็บไข้ครานี้ น้องเบาใจเสียจริงเจ้าค่ะ” คุณหญิงกรองแก้วพูดถึงอาการของลูกสาวให้ผู้เป็นสามีฟัง “แล้วเพลานี่ ลูกสาวเราไปไหนเสียล่ะแม่แก้ว” ท่านพระสุจริตวรนาถเริ่มถามหาลูกสาวตัวเอง ตั้งแต่กลับมายังไม่เห็นหน้าคราตาลูกเลย พอบ่าวที่เรือนมาส่งข่าวให้เขาก็รีบกลับมาทันที “ออกไปชมบัวแถวย่านคลองสระบัวกับแม่สร้อยเจ้าค่ะ” “ออกไปข้างนอกรึ เพิ่งจะหายไม่ใช่รึ” “เจ้าค่ะ น้องเป็นห่วงยิ่งนัก นี่ก็เริ่มมืดค่ำแล้วยังไม่เห็นทีท่าว่าจะกลับมาเลย”ไม่นานเสียงแม่บุษบาก็ดังขึ้นตรงบันไดขึ้นเรือน “คุณแม่เจ้าคะ ลูกกลับมาแล้วค่ะ” เสียงรีบวิ่งขึ้นมาบนเรือนดังสนั่น อย่างกับคนที่กำลังมีอะไรมาอวดให้ดู “ค่อยๆเดินแม่บุษ ประ
บทที่5คุณพี่เดช แสงเอ่ยแสงตะวันลับขอบฟ้า กาลเวลาไม่เคยคอยผู้ใด ข้านั่งชมฝูงปลาแวกว่ายไป แล้วทำไมคนนัดนานมาจัง ระหว่างที่ฉันนั่งรอคุณพี่สร้อยอยู่ในศาลาท่าน้ำกับพี่จันพี่อิ่ม เพลิดเพลินไปกับการชื่นชมดื่มด่ำในบรรยากาศ มองดูผู้คนสมัยนี้ที่พายเรือไปมา บ้างก็มีเด็กๆกระโดดลงเล่นน้ำหัวเราะกันสนุกสนาน ก้มมองฝูงปลาที่ว่ายในลำธารบวกกับสายลมเย็นที่พัดผ่านหน้า ทำให้นึกสนุกอยากแต่งกลอนหนึ่งบทตามสไตล์ตัวเองขึ้นมาทันที ไม่รู้ภาษาที่เอ่ยออกไปจะคล้องกันหรือเปล่า เพราะภาษาไทยที่เรียนมาไม่เคยแตะเกรดสี่เลยด้วยซ้ำภาษาอื่นๆก็ด้วย นั่งเพลินเพลินชื่นชมไปได้สักพัก สายตาก็เหลือบมองไปเห็นเรือลำหนึ่งที่ดูโดดเด่นมาแต่ไกล “โอ้ มองไกลๆจัดว่าเด็ดเสียจริงหน้อ” ฉันเอ่ยออกมาอย่างลืมตัว เมื่อเห็นชายผู้หนึ่งลักษณะท่าทางดูองอาจ ยิ่งเรือเริ่มพายเข้ามาใกล้ๆ ก็
หลังจากที่ฉันตื่นนอนแล้ว ฉันก็ลากสังขานตัวเองออกมาสูดอากาศข้างนอก แต่ร่างกายเดิมนี่ช่างไม่มีเรี่ยวแรงเลยจริงๆ เคลื่อนย้ายลำบากสุดๆ คงต้องหาเวลาออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อแล้วละ “คุณป้าเจ้าคะ ประเดี๋ยวหลานช่วยนวดให้นะเจ้าคะ” เมื่อเดินออกจากห้องมา ก็เห็นว่าคุณแม่นั่งอยู่กับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งอายุก็น่าจะราวๆใกล้เคียงกับเจ้าของร่างนี้ ที่กำลังนั่งนวดเท้านวดขาให้คุณแม่อยู่ ดูจากการแต่งองค์ทรงเครื่องแล้วก็คงจะเป็นแม่หญิงบ้านไหนละมั้ง ระหว่างที่ฉันกำลังยืนมองอยู่ คุณแม่ก็เหลือบมาเห็นฉันเข้าพอดี “อ้าว แม่บุษตื่นแล้วรึ” “เจ้าคะคุณแม่” ฉันตอบท่านเสร็จก็เดินไปนั่งข้างๆคุณแม่ แล้วเหลือบมองผู้หญิงคนนั้นอย่างสงสัย ถึงแม้ตอนนี้ต่อให้นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกหรอก ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร “แล้วนี่แม่หญิงบ้านไหนหรือเจ้าคะคุณแม่” เมื่อฉันเอ่ยประโยคนั้นออกไป ทั้งคุณแม่และเธอคนนั้นก็มองมาด้วยสีหน้าตกตะลึงอย่างก็เห็นผีอย่างนั้น “น้องบุษ เจ้าจำพี่สาวคนนี่ไม่ได้แล้วรึ”
ฮือๆ “แม่หญิง แม่หญิงเจ้าคะ” “แม่หญิงฟื้นสิเจ้าคะ แม่หญิงนอนนิ่งหลายวันแบบนี้ บ่าวใจคอไม่ดีนะเจ้าคะ ฮือ” เฮ้อ เสียงร้องไห้อีกแล้วเหรอ เอ๊ะ หรือว่าฉันจะกลับเข้ามาในร่างแล้ว ฉันขยับตัวยุกยิกใต้ผ้าห่ม ก่อนที่จะดึงผ้ามาคลุมหน้าตัวเองด้วยความเคยชินทั้งที่ก็ยังไม่ได้ลืมตา สักพักก็ค่อยๆลืมตาตื่นเพราะทนเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ไหว พรึบ! “พ่อ แม่” ทันทีที่ลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่เรียกคือพ่อแม่ของตัวเอง แต่แล้ว… พรึบ! “แม่หญิงเจ้าคะ” “เฮ้ย!” ในวินาทีนั้นฉันสะดุงตกใจตื่นเต็มตาทันที เมื่อเห็นหน้าใครไม่รู้โผล่มาอย่างกับผี แล้วยังมายิ้มแฉ่งยิงฟันดำนั้นอีก ไหนจะคำพูดคำจาที่ดูแปลกๆนั้นด้วย ‘แม่หญิง? แม่หญิงที่ไหนกัน’ แล้วพ่อกับแม่ฉันล่ะ ท่านไปไหน ไม่ใช่ว่าฉันกลับมาเข้าร่างได้แล้วเหรอ ฉันรีบกวาดตามองรอบตัวอย่างลนลานแบบลวกๆ คล้ายกับว่าเพิ่งเจอเรื่องที่น่าสะพรึงมา แล้วนั้นใครอีกล่ะนี่ พยายาบาลเขาเปลี่ยนธีมชุดทำงานใหม่กันแล้วเห







