LOGINระหว่างนั่งทานข้าวกันอยู่นั้น ฉันก็คุยโน้นคุยนี่ให้ท่านทั้งสองฟัง อย่างกับคนเก็บกดมานาน ก็นะ นานๆทีจะได้กลับมาบ้านนี่เนอะ ไปอยู่เป็นสาวเมืองกรุงมาตั้งนาน
“อิแม่ พรุ่งนี้หล่าขอไปวัดกับพวกอิแหวว อิชมพู่เด้อ มันว่าสิมาฮับตอนตีห้า” (แม่ค่ะ พรุ่งนี้หนูขอไปวัดกับแหววและชมพู่นะคะ พวกนั้นบอกว่าจะมารับช่วงตีห้าค่ะ)
“อ่อ ได้ๆ แล้วจะกลับจักโมงล่ะ สิให้พ่อไปฮับ” (โอเค แล้วจะกลับบ้านกี่โมง แม่จะให้พ่อไปรับ)
“หล่าก็บ่ฮู้ว่ากลับจักโมง แม่บ่ต้องให้พ่อไปฮับดอก เดี๋ยวพวกนั่นสิมาส่งเอง” (หนูก็ไม่รู้ว่ากลับกี่โมง แม่ไม่ต้องให้พ่อมารับก็ได้ เดี๋ยวเพื่อนหนูจะมาส่งค่ะ)
“อ่อๆ จั่งซั่นก็เบิ่งเจ้าของดีๆเด้อ ขับรถกันดีๆ” (อ่องั้นก็ดูแลตัวเองดีๆนะ ขับรถก็ระวังๆด้วย)
“จ้า~”
ละพ่อที่นั่งเงียบฟังมานาน ก็ตักไข่เจียวมาใส่ในจานข้าวให้
“เอ้า! เอาไปอินาง กินหลายๆ” (อ่ะ กินเยอะๆนะลูก)
“แต้งกิ้วค่ะพ่อ”
ฉันยิ้มให้พ่อไปด้วย เคี้ยวข้าวไปด้วย ข้าวบ้านเรานี่มันอร่อยจริงๆวุ้ยย~
หลังจากที่ทานข้าวกันเสร็จเรียบร้อย ฉันก็ขอตัวไปอาบน้ำนอน แต่ก่อนที่ฉันกำลังล้มตัวลงนอน ฉันก็หยิบโทรศัพท์มาอัพสตอรี่ แบบว่ากลัวคนไม่รู้อะเนอะ ว่าฉันมาบ้านแล้วนะคะงี้
ฉันก็นั่งเลือกรูปท้องฟ้าที่พระอาทิตย์กำลังตกดินไล่เฉดสีส้มชมพูสวยสุดๆ แล้วก็มีน้องๆวัวเป็นพร๊อพในนั้นด้วย จากนั้นใส่เพลงประกอบ พร้อมใส่ข้อความว่า
‘สุขใดเล่า จะเท่าสุขเหมือนบ้านเรา’
หลังอัพสตอรี่เสร็จฉันก็กดปิดโทรศัพท์แล้วล้มตัวลงนอนทันที
05:00 น.
“อิกัต!!”
“มึงตื่นหยังนิ” (เธอตื่นหรือหยัง)
“เอ้า แหวว ชมพู่พากันฟ่าวมาแต่เดิกแท้นาง เดี๋ยวแม่ขึ้นไปปลุกให้ นั่งถ่ามันก่อนเด้อหล่า” (อ้าว แหวว ชมพู รีบมากันแต่เช้ามืดเลย เดี๋ยวแม่ไปปลุกกัตให้ นั่งรอก่อนน่ะ)
“สวัสดีจ้าแม่พิมพ์ / สวัสดีจ้าแม่”
แหววและชมพู่ยกมือขึ้นไหว้ผู้เป็นแม่ของเพื่อนทันที ก่อนจะเอ่ยขอบคุณอีกครั้ง
“ขอบคุณจ๊ะแม่ / ขอบคุณจ๊ะแม่”
ก้อก ก้อก
“อินาง ตื่นยัง หมู่มาถ่าแล้วนั้น ฟ่าวๆเด้อ อย่าให้หมู่เขามาต้องคอยนาน มันบ่ดี” (ลูกรัก ตื่นยัง เพื่อนๆมารอแล้ว รีบๆนะ อย่างทำให้เพื่อนเขาต้องรอนาน มันไม่ดี)
“จ้าแม่ หล่าใกล้เสร็จแล้ว แปปหนึ่งๆ” (ค่ะแม่ หนูใกล้เสร็จแล้ว ไม่นานค่ะ)
ระหว่างที่ฉันกำลังเดินออกมาจากตัวบ้าน ก็เห็นเพื่อนๆส่งเสียงนั่งเม้าท์มอยกันอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะเจอหน้ากันกี่ที ก็จะมีเรื่องเล่ามากมายมาพูดคุยกันตลอด
“ปะๆพวกมึง กูเสร็จละ”
หลังจากที่พวกนั้นได้ยินเสียงฉัน พวกมันก็หันมามองพร้อมกัน
“โห้ววว อิกัต!”
แหววอุทานขึ้นเมื่อเห็นฉันเดินออกมา
“คุณหนูแต่งตัวไม่นัดกระผมเลยนะครับ”
ชมพู่ล้อเสียงแซวกัตทันที เมื่อเห็นสภาพแต่งตัวของฉัน
“ก็ธรรมดาเปล่าวะมึง ตกใจโอเว่อร์ไปได้ค่า~”
ก็แค่เสื้อฝ้ายขาวแขนสั้นลายลูกไม้ แล้วก็ผ้าถุงสีกรมลายไทยแค่นั้นเอง
“โอเค กูยอมๆ มึงสวยค่ะ”
“ชุดจะสวย อยู่ที่คนใส่จริงๆ”
“โอ้ยยย พวกมึงนี่ เว้ากับว่ากูแต่งโตแปลกอยู่ผู้เดียว กูก็แต่งโตคือพวกมึงแหละค่ะ” (โอ้ยยย พวกเธอนี่ พูดอย่างกับว่าฉันแต่งตัวแปลกอยู่คนเดียว ฉันก็แต่งตัวเหมือนพวกเธอแหละค่ะ)
“ฮ่าๆ ไปกันเถาะเฮ่า เดี๋ยวจะสายเสียฤกษ์เสียยาม” (ไปกันเถอะพวกเรา เดี๋ยวจะเสียเวลาดีๆก่อน)
จริงๆแล้วอิพวกนี้ก็แต่งตัวไม่ได้ต่างกันฉันเลยค่ะ จัดเต็มยิ่งกว่าฉันอีก ละที่สำคัญพวกเราสามคนสวยทั้งแก๊งค่ะ แต่ติดตรงที่ยังพากันโสดมาจนถึงทุกวันนี้ พูดไปใครจะเชื่อ สวยมักนกของแท้ค่ะ โซแซดมาก
เฮ่อ~ คิดถึงบรรยากาศแบบนี้ที่สุด ไม่ว่าจะห่างหายกันไปนานเท่าไหร่ พอได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ความรู้สึกในบรรยากาศเดิมๆช่วงสมัยเรียนก็กลับมา คิดถึงจริงๆ
ณ วัดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน
ระหว่างที่แหววขับรถเข้ามาภายในวัด ก็เจอผู้คนเข้ามาไหว้พระทำบุญไม่ขาดสาย แล้วอีกอย่างช่วงนี้ก็เป็นช่วงเทศกาลวันอาสาฬหบูชาพอดี ที่วัดก็ได้มีการจัดงานด้วย คึกคักสุดๆ
“พวกมึง เขาว่าวัดนี้เริ่ด ขอหยังกะได้เบิ่ด” (พวกเธอ เขาว่าวัดนี้ดี ขออะไรก็ได้หมด)
แหววพูดขึ้น
“มึงเว้าอิหลีบ่อิแหวว” (เธอพูดจริงใช่ไหมแหวว)
ชมพู่ถามกลับด้วยความตื่นเต้น
“แม่น เซื่อกู กูได้ยินเพิ่นเขาว่ามาแบบนั้น” (จริงสิ เชื่อฉัน ฉันได้ยินเขาพูดมาแบบนั้น)
แหววตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“คั่นแม่นความที่มึงว่า กูจะตั้งใจขอให้ได้ผัวไวๆ เอาแบบหล่อๆบักคักเลยเอ้า!” (ถ้าเป็นอย่างที่เธอพูด ฉันก็จะตั้งใจขอให้ได้เจอสามีเร็วๆ ขอแบบหล่อมากๆเลยค่ะ)
ฉันเองก็พูดอย่างหนักแน่น และมุ่งมั่นในสิ่งที่จะขอสุดๆ
หลังจากที่พวกฉันไหว้พระทำบุญกันเสร็จ แหววก็พาฉันกับชมพู่ เดินไปแถวข้างๆวัด ที่มีศาลพ่อปู่อยู่ศาลหนึ่งตั้งอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ มีผ้าสีผูกเต็มไปหมด บริเวณรอบๆศาลก็มีทั้งธูปเทียน ดอกไม้ต่างๆที่ผู้คนนำมา บ้างก็เข้าไปกราบไหว้ขอพร บ้างก็เข้ามาแก้บนในสิ่งที่ขอไปแล้วสมหวัง
แหววที่ตอนนี้รับบทเป็นไกด์ก็ได้พาพวกฉันไปที่ร้านขายชุดดอกไม้ธูปเทียนทันที มีทั้งชุดเล็ก ชุดใหญ่ให้เลือกแล้วแต่ความสัทธาของแต่ละคน ดังนั้นคุณหนูอย่างอิฉันก็เลยเลือกหยิบชุดใหญ่ไฟกระพริบมาเลยจ้าพร้อมแสกนจ่ายเสร็จสรรพ
หลังจากที่ฉันเล็งหาที่เหมาะๆได้แล้ว เอาชนิดที่ว่าระหว่างที่กำลังท่องบทสวดจะไม่มีใครมาบังเด็ดขาด ฉันกับเพื่อนๆก็ต่อแถวกันไปจุดธูปเทียน แล้วก็มานั่งตรงที่ได้เล็งไว้
ฉันพนมมือไหว้ ท่องนะโม 3 จบ แล้วก็บทสวดของพ่อปู่ที่เขาเขียนไว้ให้ หลังจากที่สวดจบ ก็เป็นการเข้าสู่ช่วงสำคัญที่สุดคือการขอพร
‘พ่อปู่เจ้าคะ ถ้าหนูมีวาสนาก็ขอให้หนูได้เจอเนื้อคู่โดยเร็ววันด้วยนะคะ หนูไม่ขออะไรมาก ขอแค่ให้เขาเป็นคนดี คนเก่ง หล่อ รวย สายเปย์ ซื่อสัตย์กับหนู ดีกับหนู และรักเพียงแค่หนูคนเดียวนะคะ หากหนูสมหวังในสิ่งที่ขอ หนูจะนำดอกบัวมาถวายร้อยดอกเลยค่ะ สาธุ’
เมื่อฉันอธิษฐานขอพรเสร็จ ฉันก็ลุกขึ้นนำเทียนและธูปไปปักตรงกระถางที่เขาเตรียมไว้ให้ แล้ววางดอกไม้ตรงจุดที่เขาให้วาง หลังจากที่วางเสร็จฉันก็พนมมือขึ้นไหว้อีกรอบเพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนไป
พอไหว้เสร็จ พวกเราก็นัดกันว่าจะไปต่อที่ร้านหมูกระทะรสเด็ดสะเด็ดเป็ดทันที อะไรวันวานเราก็หวนคิดถึงอะเนอะ ยิ่งหมูกระทะนี่ยิ่งคิดถึง เพราะกินกันตั้งแต่เรียนมัธยมยันจบมหาลัยเลยล่ะ เจอกันทีเป็นต้องเจอกันที่ร้านหมูกระทะตลอด
เอี๊ยดดด
แต่ระหว่างทางที่พวกเรากำลังมุงหน้าไปยังร้านหมูกระทะนั้น ก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น จู่ๆก็มีเงาอะไรไม่รู้วิ่งตัดหน้ารถพวกเราไป เคราะห์ยังดีที่ไม่ได้เป็นอะไรกันมาก
ฉันกับชมพู่ก็เปิดประตูรถออกมาเพื่อเช็คดูสภาพรถว่ามีอะไรพัง หรือบุบสลายตรงไหนหรือเปล่า ส่วนแหววที่เป็นเจ้าของรถ ก็ยืนโทรศัพท์ติดต่อหาประกันทันที
ช่วงที่ฉันเดินเช็ครถกับชมพู่อยู่นั้น ฉันก็เหลือบไปเห็นเงาดำๆเงาหนึ่ง ซึ่งไม่แน่ใจว่ามันคือเงาอะไร แม้แต่ลักษณะฉันก็ไม่สามารถแยกออกได้เลยว่าเป็นรูปร่างแบบไหน ฉันหรี่ตามองเพื่อปรับโฟกัสให้ชัดขึ้น สุดท้ายก็…
เอี๊ยดดดด
โครมมม
เหมือนกับมีอะไรบางอย่างพุ่งเข้าชนมาที่ลำตัวฉันด้วยความแรงที่คนๆหนึ่งจะรับไหว มันทั้งเจ็บ ทั้งจุก จนพูดอะไรไม่ออก
“เฮ้ย!!!”
“อิกัต!!!”
ตุบ!
เมื่อร่างกายฉันลอยตกลงบนพื้น ห่างจากจุดที่ยืนอยู่ประมาณ 2 เมตรได้ ฉันก็ได้ยินเสียงของแหววและชมพู่ที่วิ่งตะโกนเรียกชื่อฉันมาแต่ไกล
อะไรของพวกนี้นี่ จะร้องไห้น่าเกลียดแบบนี้ทำไม เสียภาพลักษณ์แก๊งเราหมด
“ฮือๆ อิกัตมึง”
“มึงอย่าเป็นอะไรนะเว้ย กูกำลังโทรหาพ่อแม่มึงอยู่ ฮือๆ”
เสียงร้องไห้ของแหววและชมพู่ดังใกล้ๆ แต่ฉันกลับรู้สึกว่าเสียงมันช่างเบาเหลือเกิน
“อิกัต มึงอย่าหลับนะ มึงลืมตามองพวกกูไว้ มึงห้ามหลับนะ” เสียงชมพู่เรียกให้ฉันรู้สึกตัวอีกครั้ง
“แม่ ฮือๆ แม่พิมพ์ กัตมันถูกรถชนค่ะแม่ ฮือๆ ใช่ๆ ค่ะ”
ฉันหันไปมองทางเสียงแหววที่โทรหาแม่ฉัน พูดไปร้องไห้ไป
นี่ฉันกำลังจะตายเหรอนี่ เพิ่งจะไปไหว้พระทำบุญแท้ๆ ก็มาเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ กรรมของแกจริงๆเลยกัตเอ้ย แม้แต่เนื้อคู่ที่เพิ่งจะขอไป ยังไม่ทันเจอก็ต้องจากกันซะแล้ว ไร้วาสนาจริงๆ
ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าร่างกายทั้งร่างของฉันมันหนักอึงไปหมด มันทั้งเจ็บ ทั้งจุก อยากจะพูดอะไรก็ช่างลำบาก ไม่รู้ว่าตอนนี้ฉันจะฝืนตัวเองรอพ่อกับแม่มาหาได้นานแค่ไหน
“มึง…”
ฉันหันไปเรียกชมพู่ที่นั่งอยู่ใกล้ตัวเอง ก่อนที่มันจะเอื้อมมือมาก้มมือฉันไว้เบาๆ
“ฮือๆ ว่าไงมึง”
มันพูดไปน้ำมูกน้ำตามันก็ไหลไป
“ถ้ากูไม่ไหว…”
อึก อึก
“กูฝากบอกพ่อกับแม่กูด้วยนะ…”
ระหว่างที่ฉันพูด ก็รู้สึกเหมือนว่าตัวเองเริ่มจะหายใจลำบาก หนังตาตอนนี้ก็พร้อมจะปิดตลอดเวลา
“ฮือๆ มึงอย่าพูดงี้ดิวะกัต”
“…วะ ว่ากูรักพวกท่านมาก”
ตุบ!
“กัต!!!”
ก่อนที่ฉันจะหลับตาลง ภาพสุดท้ายที่ฉันได้เห็น ก็เป็นภาพที่พ่อกับแม่กำลังวิ่งมาหาพร้อมกับแหวว แต่ตอนนี้ฉันไม่ไหวแล้วจริงๆ ถ้ามีโอกาสก็อยากจะมาเจออีกครั้ง…
วี้ หว่อ
วี้ หว่อ!
“กัต!!!/อิกัต!!!”
“ฮือๆ ตื่นสิลูก พ่อกับแม่มารับหนูแล้ว ฮือๆ”
พ่อแม่ที่นั่งกอดเธอในอ้อมอกทั้งน้ำ แล้วก็เพื่อนรักทั้งสองที่นั่งกอดกันร้องไห้ ช่างเป็นภาพที่เห็นแล้วสะเทือนใจจริง
ณ วัดแม่นางปลื้ม “แม่หญิงเจ้าคะ ค่อยๆลุกนะเจ้าคะ” ฉันที่กำลังเตรียมลุกขึ้นออกจากเรือ พี่จันพี่อิ่มก็รีบช่วยประคองแขนฉันไว้กันตกลงไปในแม่น้ำ “มาค่ะคุณแม่ ประเดี๋ยวลูกช่วยพยุงนะเจ้าคะ” ฉันยื่นมือไปให้คุณแม่จับประคองก่อนที่ท่านจะค่อยๆลุกขึ้นมาจากเรือ “ขอบใจจ๊ะ” พอคุณแม่ขึ้นมาจากเรือแล้ว คุณพ่อก็ลุกขึ้นตามมา บ่าวที่ติดตามมาก็ช่วยกันยกข้าวของลงจากเรืออีกลำ เพื่อที่จะนำไปจัดแจงถวายให้กับพระท่าน “นางนวล เอ็งไปบอกบ่าวที่มาให้รีบเปิดผ้าคลุมโตก แล้วช่วยกันจัดแจงยกสำรับคาวหวานไปตั้งเรียงไว้หน้าอาสน์สงฆ์เถิด ประเดี๋ยวพระท่านจะลงศาลาแล้ว” “เจ้าค่ะคุณหญิง” คุณแม่หันไปบอกป้านวล บ่าวที่ติดตามคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก ให้รีบไปจัดแจงสำรับที่ยกมา รวมถึงดอกบัวที่พับกลีบดอกอย่างสวยงาม ที่ฉันเพิ่งไปเก็บมาเมื่อวานกับคุณพี่สร้อย จากนั้นเราทั้งสามคนก็พากันเดินเข้าไปในวัด โดยผ่านซุ้มประตูที่เขาว่ากันว่าเป็นศิลปะสมัยอยุธยาโบราณที่มีความสวยงามพร้อมกับความขลัง และในวันนี้ฉันก็ได้มาเห็นด้ว
“คืนนี้พระจันทร์สวยจัง” ฉันนั่งมองพระจันทร์ที่ส่องสว่างกระจ่างทั่วท้องฟ้า ท่ามกลางหมู่เมฆและกลุ่มดาวมากมาย เสียงร้องของจิ้งหรีดและกบ ต่างก็ส่งเสียงแข่งกันดังขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่หิ่งห้อยที่ส่องแสงระยิบระยับนั้นก็ด้วย แม้วันนี้จะเป็นวันแรกที่ได้มาอยู่ในยุคนี้ และอยู่ในร่างของแม่หญิงบุษบา แต่ฉันก็ค่อยๆปรับตัวและฝึกวิธีการพูดให้คล้ายกับคนยุคนี้ให้ได้มากที่สุด ถึงตัวฉันเองจะยังคิดว่านี้คือความฝันอยู่ก็ตาม สิ่งที่ฉันต้องทำในขณะที่อยู่ที่นี้ คือการกลับมาแก้บ่วงในอดีตของตัวเอง ใครจะไปคิดล่ะ ว่าแค่ไปขอเนื้อคู่เฉยๆจะได้ย้อนอดีตมาแบบนี้ ทุกอย่างมันดูกระชั้นชิดไปเสียหมด ไม่รู้ว่าปานนี้แม่พ่อที่อยู่ฝั่งโน้นจะเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อพอลองคิดกลับกันแล้วในตอนนี้แม่หญิงบุษบาก็ได้จากไปแล้วเหมือนกัน หากพ่อแม่ของนางรับรู้เรื่องนี้เข้า พวกท่านคงจะรู้สึกเสียใจไม่ต่างจากพ่อแม่ของฉันเป็นแน่ “ฉันจะทำหน้าที่นี้แทนเธอ ในขณะที่อยู่ในร่างของเธอน่ะแม่หญิงบุษบา” ฉันนั่งพึมพำมองดูพระจันทร์อยู่สักพัก ก่อนจะหันไปมองพี่จันพี่อิ่มที่กำลังช่วยกันขึงมุ
ณ เรือนท่านพระสุจริตวรนาถ คุณหญิงกรองแก้วนั่งอยู่ที่โถงกลางเรือน ถัดไปข้างๆก็คือท่านพระสุจริตวรนาถ หรือที่คุณหญิงกรอกแก้วชอบเรียกว่า ‘คุณพี่เกื้อ’ “พี่ได้ยินความว่า ลูกสาวเราหายเจ็บไข้แล้วรึแม่แก้ว” “เจ้าค่ะคุณพี่ นับเป็นบุญของแม่บุษยิ่งนักที่หายเจ็บไข้ครานี้ น้องเบาใจเสียจริงเจ้าค่ะ” คุณหญิงกรองแก้วพูดถึงอาการของลูกสาวให้ผู้เป็นสามีฟัง “แล้วเพลานี่ ลูกสาวเราไปไหนเสียล่ะแม่แก้ว” ท่านพระสุจริตวรนาถเริ่มถามหาลูกสาวตัวเอง ตั้งแต่กลับมายังไม่เห็นหน้าคราตาลูกเลย พอบ่าวที่เรือนมาส่งข่าวให้เขาก็รีบกลับมาทันที “ออกไปชมบัวแถวย่านคลองสระบัวกับแม่สร้อยเจ้าค่ะ” “ออกไปข้างนอกรึ เพิ่งจะหายไม่ใช่รึ” “เจ้าค่ะ น้องเป็นห่วงยิ่งนัก นี่ก็เริ่มมืดค่ำแล้วยังไม่เห็นทีท่าว่าจะกลับมาเลย”ไม่นานเสียงแม่บุษบาก็ดังขึ้นตรงบันไดขึ้นเรือน “คุณแม่เจ้าคะ ลูกกลับมาแล้วค่ะ” เสียงรีบวิ่งขึ้นมาบนเรือนดังสนั่น อย่างกับคนที่กำลังมีอะไรมาอวดให้ดู “ค่อยๆเดินแม่บุษ ประ
บทที่5คุณพี่เดช แสงเอ่ยแสงตะวันลับขอบฟ้า กาลเวลาไม่เคยคอยผู้ใด ข้านั่งชมฝูงปลาแวกว่ายไป แล้วทำไมคนนัดนานมาจัง ระหว่างที่ฉันนั่งรอคุณพี่สร้อยอยู่ในศาลาท่าน้ำกับพี่จันพี่อิ่ม เพลิดเพลินไปกับการชื่นชมดื่มด่ำในบรรยากาศ มองดูผู้คนสมัยนี้ที่พายเรือไปมา บ้างก็มีเด็กๆกระโดดลงเล่นน้ำหัวเราะกันสนุกสนาน ก้มมองฝูงปลาที่ว่ายในลำธารบวกกับสายลมเย็นที่พัดผ่านหน้า ทำให้นึกสนุกอยากแต่งกลอนหนึ่งบทตามสไตล์ตัวเองขึ้นมาทันที ไม่รู้ภาษาที่เอ่ยออกไปจะคล้องกันหรือเปล่า เพราะภาษาไทยที่เรียนมาไม่เคยแตะเกรดสี่เลยด้วยซ้ำภาษาอื่นๆก็ด้วย นั่งเพลินเพลินชื่นชมไปได้สักพัก สายตาก็เหลือบมองไปเห็นเรือลำหนึ่งที่ดูโดดเด่นมาแต่ไกล “โอ้ มองไกลๆจัดว่าเด็ดเสียจริงหน้อ” ฉันเอ่ยออกมาอย่างลืมตัว เมื่อเห็นชายผู้หนึ่งลักษณะท่าทางดูองอาจ ยิ่งเรือเริ่มพายเข้ามาใกล้ๆ ก็
หลังจากที่ฉันตื่นนอนแล้ว ฉันก็ลากสังขานตัวเองออกมาสูดอากาศข้างนอก แต่ร่างกายเดิมนี่ช่างไม่มีเรี่ยวแรงเลยจริงๆ เคลื่อนย้ายลำบากสุดๆ คงต้องหาเวลาออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อแล้วละ “คุณป้าเจ้าคะ ประเดี๋ยวหลานช่วยนวดให้นะเจ้าคะ” เมื่อเดินออกจากห้องมา ก็เห็นว่าคุณแม่นั่งอยู่กับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งอายุก็น่าจะราวๆใกล้เคียงกับเจ้าของร่างนี้ ที่กำลังนั่งนวดเท้านวดขาให้คุณแม่อยู่ ดูจากการแต่งองค์ทรงเครื่องแล้วก็คงจะเป็นแม่หญิงบ้านไหนละมั้ง ระหว่างที่ฉันกำลังยืนมองอยู่ คุณแม่ก็เหลือบมาเห็นฉันเข้าพอดี “อ้าว แม่บุษตื่นแล้วรึ” “เจ้าคะคุณแม่” ฉันตอบท่านเสร็จก็เดินไปนั่งข้างๆคุณแม่ แล้วเหลือบมองผู้หญิงคนนั้นอย่างสงสัย ถึงแม้ตอนนี้ต่อให้นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกหรอก ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร “แล้วนี่แม่หญิงบ้านไหนหรือเจ้าคะคุณแม่” เมื่อฉันเอ่ยประโยคนั้นออกไป ทั้งคุณแม่และเธอคนนั้นก็มองมาด้วยสีหน้าตกตะลึงอย่างก็เห็นผีอย่างนั้น “น้องบุษ เจ้าจำพี่สาวคนนี่ไม่ได้แล้วรึ”
ฮือๆ “แม่หญิง แม่หญิงเจ้าคะ” “แม่หญิงฟื้นสิเจ้าคะ แม่หญิงนอนนิ่งหลายวันแบบนี้ บ่าวใจคอไม่ดีนะเจ้าคะ ฮือ” เฮ้อ เสียงร้องไห้อีกแล้วเหรอ เอ๊ะ หรือว่าฉันจะกลับเข้ามาในร่างแล้ว ฉันขยับตัวยุกยิกใต้ผ้าห่ม ก่อนที่จะดึงผ้ามาคลุมหน้าตัวเองด้วยความเคยชินทั้งที่ก็ยังไม่ได้ลืมตา สักพักก็ค่อยๆลืมตาตื่นเพราะทนเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ไหว พรึบ! “พ่อ แม่” ทันทีที่ลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่เรียกคือพ่อแม่ของตัวเอง แต่แล้ว… พรึบ! “แม่หญิงเจ้าคะ” “เฮ้ย!” ในวินาทีนั้นฉันสะดุงตกใจตื่นเต็มตาทันที เมื่อเห็นหน้าใครไม่รู้โผล่มาอย่างกับผี แล้วยังมายิ้มแฉ่งยิงฟันดำนั้นอีก ไหนจะคำพูดคำจาที่ดูแปลกๆนั้นด้วย ‘แม่หญิง? แม่หญิงที่ไหนกัน’ แล้วพ่อกับแม่ฉันล่ะ ท่านไปไหน ไม่ใช่ว่าฉันกลับมาเข้าร่างได้แล้วเหรอ ฉันรีบกวาดตามองรอบตัวอย่างลนลานแบบลวกๆ คล้ายกับว่าเพิ่งเจอเรื่องที่น่าสะพรึงมา แล้วนั้นใครอีกล่ะนี่ พยายาบาลเขาเปลี่ยนธีมชุดทำงานใหม่กันแล้วเห







