เข้าสู่ระบบระหว่างนั่งทานข้าวกันอยู่นั้น ฉันก็คุยโน้นคุยนี่ให้ท่านทั้งสองฟัง อย่างกับคนเก็บกดมานาน ก็นะ นานๆทีจะได้กลับมาบ้านนี่เนอะ ไปอยู่เป็นสาวเมืองกรุงมาตั้งนาน
“อิแม่ พรุ่งนี้หล่าขอไปวัดกับพวกอิแหวว อิชมพู่เด้อ มันว่าสิมาฮับตอนตีห้า” (แม่ค่ะ พรุ่งนี้หนูขอไปวัดกับแหววและชมพู่นะคะ พวกนั้นบอกว่าจะมารับช่วงตีห้าค่ะ)
“อ่อ ได้ๆ แล้วจะกลับจักโมงล่ะ สิให้พ่อไปฮับ” (โอเค แล้วจะกลับบ้านกี่โมง แม่จะให้พ่อไปรับ)
“หล่าก็บ่ฮู้ว่ากลับจักโมง แม่บ่ต้องให้พ่อไปฮับดอก เดี๋ยวพวกนั่นสิมาส่งเอง” (หนูก็ไม่รู้ว่ากลับกี่โมง แม่ไม่ต้องให้พ่อมารับก็ได้ เดี๋ยวเพื่อนหนูจะมาส่งค่ะ)
“อ่อๆ จั่งซั่นก็เบิ่งเจ้าของดีๆเด้อ ขับรถกันดีๆ” (อ่องั้นก็ดูแลตัวเองดีๆนะ ขับรถก็ระวังๆด้วย)
“จ้า~”
ละพ่อที่นั่งเงียบฟังมานาน ก็ตักไข่เจียวมาใส่ในจานข้าวให้
“เอ้า! เอาไปอินาง กินหลายๆ” (อ่ะ กินเยอะๆนะลูก)
“แต้งกิ้วค่ะพ่อ”
ฉันยิ้มให้พ่อไปด้วย เคี้ยวข้าวไปด้วย ข้าวบ้านเรานี่มันอร่อยจริงๆวุ้ยย~
หลังจากที่ทานข้าวกันเสร็จเรียบร้อย ฉันก็ขอตัวไปอาบน้ำนอน แต่ก่อนที่ฉันกำลังล้มตัวลงนอน ฉันก็หยิบโทรศัพท์มาอัพสตอรี่ แบบว่ากลัวคนไม่รู้อะเนอะ ว่าฉันมาบ้านแล้วนะคะงี้
ฉันก็นั่งเลือกรูปท้องฟ้าที่พระอาทิตย์กำลังตกดินไล่เฉดสีส้มชมพูสวยสุดๆ แล้วก็มีน้องๆวัวเป็นพร๊อพในนั้นด้วย จากนั้นใส่เพลงประกอบ พร้อมใส่ข้อความว่า
‘สุขใดเล่า จะเท่าสุขเหมือนบ้านเรา’
หลังอัพสตอรี่เสร็จฉันก็กดปิดโทรศัพท์แล้วล้มตัวลงนอนทันที
05:00 น.
“อิกัต!!”
“มึงตื่นหยังนิ” (เธอตื่นหรือหยัง)
“เอ้า แหวว ชมพู่พากันฟ่าวมาแต่เดิกแท้นาง เดี๋ยวแม่ขึ้นไปปลุกให้ นั่งถ่ามันก่อนเด้อหล่า” (อ้าว แหวว ชมพู รีบมากันแต่เช้ามืดเลย เดี๋ยวแม่ไปปลุกกัตให้ นั่งรอก่อนน่ะ)
“สวัสดีจ้าแม่พิมพ์ / สวัสดีจ้าแม่”
แหววและชมพู่ยกมือขึ้นไหว้ผู้เป็นแม่ของเพื่อนทันที ก่อนจะเอ่ยขอบคุณอีกครั้ง
“ขอบคุณจ๊ะแม่ / ขอบคุณจ๊ะแม่”
ก้อก ก้อก
“อินาง ตื่นยัง หมู่มาถ่าแล้วนั้น ฟ่าวๆเด้อ อย่าให้หมู่เขามาต้องคอยนาน มันบ่ดี” (ลูกรัก ตื่นยัง เพื่อนๆมารอแล้ว รีบๆนะ อย่างทำให้เพื่อนเขาต้องรอนาน มันไม่ดี)
“จ้าแม่ หล่าใกล้เสร็จแล้ว แปปหนึ่งๆ” (ค่ะแม่ หนูใกล้เสร็จแล้ว ไม่นานค่ะ)
ระหว่างที่ฉันกำลังเดินออกมาจากตัวบ้าน ก็เห็นเพื่อนๆส่งเสียงนั่งเม้าท์มอยกันอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะเจอหน้ากันกี่ที ก็จะมีเรื่องเล่ามากมายมาพูดคุยกันตลอด
“ปะๆพวกมึง กูเสร็จละ”
หลังจากที่พวกนั้นได้ยินเสียงฉัน พวกมันก็หันมามองพร้อมกัน
“โห้ววว อิกัต!”
แหววอุทานขึ้นเมื่อเห็นฉันเดินออกมา
“คุณหนูแต่งตัวไม่นัดกระผมเลยนะครับ”
ชมพู่ล้อเสียงแซวกัตทันที เมื่อเห็นสภาพแต่งตัวของฉัน
“ก็ธรรมดาเปล่าวะมึง ตกใจโอเว่อร์ไปได้ค่า~”
ก็แค่เสื้อฝ้ายขาวแขนสั้นลายลูกไม้ แล้วก็ผ้าถุงสีกรมลายไทยแค่นั้นเอง
“โอเค กูยอมๆ มึงสวยค่ะ”
“ชุดจะสวย อยู่ที่คนใส่จริงๆ”
“โอ้ยยย พวกมึงนี่ เว้ากับว่ากูแต่งโตแปลกอยู่ผู้เดียว กูก็แต่งโตคือพวกมึงแหละค่ะ” (โอ้ยยย พวกเธอนี่ พูดอย่างกับว่าฉันแต่งตัวแปลกอยู่คนเดียว ฉันก็แต่งตัวเหมือนพวกเธอแหละค่ะ)
“ฮ่าๆ ไปกันเถาะเฮ่า เดี๋ยวจะสายเสียฤกษ์เสียยาม” (ไปกันเถอะพวกเรา เดี๋ยวจะเสียเวลาดีๆก่อน)
จริงๆแล้วอิพวกนี้ก็แต่งตัวไม่ได้ต่างกันฉันเลยค่ะ จัดเต็มยิ่งกว่าฉันอีก ละที่สำคัญพวกเราสามคนสวยทั้งแก๊งค่ะ แต่ติดตรงที่ยังพากันโสดมาจนถึงทุกวันนี้ พูดไปใครจะเชื่อ สวยมักนกของแท้ค่ะ โซแซดมาก
เฮ่อ~ คิดถึงบรรยากาศแบบนี้ที่สุด ไม่ว่าจะห่างหายกันไปนานเท่าไหร่ พอได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง ความรู้สึกในบรรยากาศเดิมๆช่วงสมัยเรียนก็กลับมา คิดถึงจริงๆ
ณ วัดแห่งหนึ่งในภาคอีสาน
ระหว่างที่แหววขับรถเข้ามาภายในวัด ก็เจอผู้คนเข้ามาไหว้พระทำบุญไม่ขาดสาย แล้วอีกอย่างช่วงนี้ก็เป็นช่วงเทศกาลวันอาสาฬหบูชาพอดี ที่วัดก็ได้มีการจัดงานด้วย คึกคักสุดๆ
“พวกมึง เขาว่าวัดนี้เริ่ด ขอหยังกะได้เบิ่ด” (พวกเธอ เขาว่าวัดนี้ดี ขออะไรก็ได้หมด)
แหววพูดขึ้น
“มึงเว้าอิหลีบ่อิแหวว” (เธอพูดจริงใช่ไหมแหวว)
ชมพู่ถามกลับด้วยความตื่นเต้น
“แม่น เซื่อกู กูได้ยินเพิ่นเขาว่ามาแบบนั้น” (จริงสิ เชื่อฉัน ฉันได้ยินเขาพูดมาแบบนั้น)
แหววตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
“คั่นแม่นความที่มึงว่า กูจะตั้งใจขอให้ได้ผัวไวๆ เอาแบบหล่อๆบักคักเลยเอ้า!” (ถ้าเป็นอย่างที่เธอพูด ฉันก็จะตั้งใจขอให้ได้เจอสามีเร็วๆ ขอแบบหล่อมากๆเลยค่ะ)
ฉันเองก็พูดอย่างหนักแน่น และมุ่งมั่นในสิ่งที่จะขอสุดๆ
หลังจากที่พวกฉันไหว้พระทำบุญกันเสร็จ แหววก็พาฉันกับชมพู่ เดินไปแถวข้างๆวัด ที่มีศาลพ่อปู่อยู่ศาลหนึ่งตั้งอยู่ใต้ต้นไทรใหญ่ มีผ้าสีผูกเต็มไปหมด บริเวณรอบๆศาลก็มีทั้งธูปเทียน ดอกไม้ต่างๆที่ผู้คนนำมา บ้างก็เข้าไปกราบไหว้ขอพร บ้างก็เข้ามาแก้บนในสิ่งที่ขอไปแล้วสมหวัง
แหววที่ตอนนี้รับบทเป็นไกด์ก็ได้พาพวกฉันไปที่ร้านขายชุดดอกไม้ธูปเทียนทันที มีทั้งชุดเล็ก ชุดใหญ่ให้เลือกแล้วแต่ความสัทธาของแต่ละคน ดังนั้นคุณหนูอย่างอิฉันก็เลยเลือกหยิบชุดใหญ่ไฟกระพริบมาเลยจ้าพร้อมแสกนจ่ายเสร็จสรรพ
หลังจากที่ฉันเล็งหาที่เหมาะๆได้แล้ว เอาชนิดที่ว่าระหว่างที่กำลังท่องบทสวดจะไม่มีใครมาบังเด็ดขาด ฉันกับเพื่อนๆก็ต่อแถวกันไปจุดธูปเทียน แล้วก็มานั่งตรงที่ได้เล็งไว้
ฉันพนมมือไหว้ ท่องนะโม 3 จบ แล้วก็บทสวดของพ่อปู่ที่เขาเขียนไว้ให้ หลังจากที่สวดจบ ก็เป็นการเข้าสู่ช่วงสำคัญที่สุดคือการขอพร
‘พ่อปู่เจ้าคะ ถ้าหนูมีวาสนาก็ขอให้หนูได้เจอเนื้อคู่โดยเร็ววันด้วยนะคะ หนูไม่ขออะไรมาก ขอแค่ให้เขาเป็นคนดี คนเก่ง หล่อ รวย สายเปย์ ซื่อสัตย์กับหนู ดีกับหนู และรักเพียงแค่หนูคนเดียวนะคะ หากหนูสมหวังในสิ่งที่ขอ หนูจะนำดอกบัวมาถวายร้อยดอกเลยค่ะ สาธุ’
เมื่อฉันอธิษฐานขอพรเสร็จ ฉันก็ลุกขึ้นนำเทียนและธูปไปปักตรงกระถางที่เขาเตรียมไว้ให้ แล้ววางดอกไม้ตรงจุดที่เขาให้วาง หลังจากที่วางเสร็จฉันก็พนมมือขึ้นไหว้อีกรอบเพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนไป
พอไหว้เสร็จ พวกเราก็นัดกันว่าจะไปต่อที่ร้านหมูกระทะรสเด็ดสะเด็ดเป็ดทันที อะไรวันวานเราก็หวนคิดถึงอะเนอะ ยิ่งหมูกระทะนี่ยิ่งคิดถึง เพราะกินกันตั้งแต่เรียนมัธยมยันจบมหาลัยเลยล่ะ เจอกันทีเป็นต้องเจอกันที่ร้านหมูกระทะตลอด
เอี๊ยดดด
แต่ระหว่างทางที่พวกเรากำลังมุงหน้าไปยังร้านหมูกระทะนั้น ก็ได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันขึ้น จู่ๆก็มีเงาอะไรไม่รู้วิ่งตัดหน้ารถพวกเราไป เคราะห์ยังดีที่ไม่ได้เป็นอะไรกันมาก
ฉันกับชมพู่ก็เปิดประตูรถออกมาเพื่อเช็คดูสภาพรถว่ามีอะไรพัง หรือบุบสลายตรงไหนหรือเปล่า ส่วนแหววที่เป็นเจ้าของรถ ก็ยืนโทรศัพท์ติดต่อหาประกันทันที
ช่วงที่ฉันเดินเช็ครถกับชมพู่อยู่นั้น ฉันก็เหลือบไปเห็นเงาดำๆเงาหนึ่ง ซึ่งไม่แน่ใจว่ามันคือเงาอะไร แม้แต่ลักษณะฉันก็ไม่สามารถแยกออกได้เลยว่าเป็นรูปร่างแบบไหน ฉันหรี่ตามองเพื่อปรับโฟกัสให้ชัดขึ้น สุดท้ายก็…
เอี๊ยดดดด
โครมมม
เหมือนกับมีอะไรบางอย่างพุ่งเข้าชนมาที่ลำตัวฉันด้วยความแรงที่คนๆหนึ่งจะรับไหว มันทั้งเจ็บ ทั้งจุก จนพูดอะไรไม่ออก
“เฮ้ย!!!”
“อิกัต!!!”
ตุบ!
เมื่อร่างกายฉันลอยตกลงบนพื้น ห่างจากจุดที่ยืนอยู่ประมาณ 2 เมตรได้ ฉันก็ได้ยินเสียงของแหววและชมพู่ที่วิ่งตะโกนเรียกชื่อฉันมาแต่ไกล
อะไรของพวกนี้นี่ จะร้องไห้น่าเกลียดแบบนี้ทำไม เสียภาพลักษณ์แก๊งเราหมด
“ฮือๆ อิกัตมึง”
“มึงอย่าเป็นอะไรนะเว้ย กูกำลังโทรหาพ่อแม่มึงอยู่ ฮือๆ”
เสียงร้องไห้ของแหววและชมพู่ดังใกล้ๆ แต่ฉันกลับรู้สึกว่าเสียงมันช่างเบาเหลือเกิน
“อิกัต มึงอย่าหลับนะ มึงลืมตามองพวกกูไว้ มึงห้ามหลับนะ” เสียงชมพู่เรียกให้ฉันรู้สึกตัวอีกครั้ง
“แม่ ฮือๆ แม่พิมพ์ กัตมันถูกรถชนค่ะแม่ ฮือๆ ใช่ๆ ค่ะ”
ฉันหันไปมองทางเสียงแหววที่โทรหาแม่ฉัน พูดไปร้องไห้ไป
นี่ฉันกำลังจะตายเหรอนี่ เพิ่งจะไปไหว้พระทำบุญแท้ๆ ก็มาเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้ กรรมของแกจริงๆเลยกัตเอ้ย แม้แต่เนื้อคู่ที่เพิ่งจะขอไป ยังไม่ทันเจอก็ต้องจากกันซะแล้ว ไร้วาสนาจริงๆ
ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าร่างกายทั้งร่างของฉันมันหนักอึงไปหมด มันทั้งเจ็บ ทั้งจุก อยากจะพูดอะไรก็ช่างลำบาก ไม่รู้ว่าตอนนี้ฉันจะฝืนตัวเองรอพ่อกับแม่มาหาได้นานแค่ไหน
“มึง…”
ฉันหันไปเรียกชมพู่ที่นั่งอยู่ใกล้ตัวเอง ก่อนที่มันจะเอื้อมมือมาก้มมือฉันไว้เบาๆ
“ฮือๆ ว่าไงมึง”
มันพูดไปน้ำมูกน้ำตามันก็ไหลไป
“ถ้ากูไม่ไหว…”
อึก อึก
“กูฝากบอกพ่อกับแม่กูด้วยนะ…”
ระหว่างที่ฉันพูด ก็รู้สึกเหมือนว่าตัวเองเริ่มจะหายใจลำบาก หนังตาตอนนี้ก็พร้อมจะปิดตลอดเวลา
“ฮือๆ มึงอย่าพูดงี้ดิวะกัต”
“…วะ ว่ากูรักพวกท่านมาก”
ตุบ!
“กัต!!!”
ก่อนที่ฉันจะหลับตาลง ภาพสุดท้ายที่ฉันได้เห็น ก็เป็นภาพที่พ่อกับแม่กำลังวิ่งมาหาพร้อมกับแหวว แต่ตอนนี้ฉันไม่ไหวแล้วจริงๆ ถ้ามีโอกาสก็อยากจะมาเจออีกครั้ง…
วี้ หว่อ
วี้ หว่อ!
“กัต!!!/อิกัต!!!”
“ฮือๆ ตื่นสิลูก พ่อกับแม่มารับหนูแล้ว ฮือๆ”
พ่อแม่ที่นั่งกอดเธอในอ้อมอกทั้งน้ำ แล้วก็เพื่อนรักทั้งสองที่นั่งกอดกันร้องไห้ ช่างเป็นภาพที่เห็นแล้วสะเทือนใจจริง
สองเดือนผ่านไป โห่… ฮิ๊… โห่... ฮิ๊... โห่ววว ฮิ้วววววว! เสียงโห่ร้องดังกังวานลั่นหน้าบ้านเจ้าสาว พร้อมเสียงกลองยาวรัวเป็นจังหวะอย่างสนุกสนาน คนในขบวนเริ่มเดินหน้าพร้อมก้าวขยับเต้นโยกย้ายส่ายสะโพกตามจังหวะ ในมือต่างก็ถือพานสินสอดและต้นกล้วยต้นอ้อยที่ผูกด้วยโบสีชมพูสดใส ก่อนที่นักร้องนำประจำขบวนจะหันไปมองพวกพ้องแล้วเริ่มเปร่งเสียงร้องท่อนฮิตขึ้นรับส่งกันไปมา “ใครมีมะกรูด...” “...มาแลกมะนาว” “ใครมีลูกสาว...” “...มาแลกลูกเขย!” “ฮิ้วววว” เสียงหัวเราะมีความสุขของคนทั้งขบวน รวมทั้งเจ้าบ่าวที่ตอนนี้ สวมชุดไทยเดินถือพานดอกไม้ยิ้มจนแก้มแทบปริออกมา เมื่อขบวนเจ้าบ่าวมาถึงด่านแรก ก็เจอเข้ากับเพื่อนเจ้าสาวที่ยืนจับคู่ถือสายสร้อยทองยืนดักยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ พร้อมเสียงแซวตะโกนแข่งกับเสียงกลองยาว “เจ้าบ่าวคะ! ถ้าอยากได้ลูกสาวบ้านนี้ไปเป็นเมีย นอกเหนือจากแจกซองแล้ว...” “ขอท่าเต้นเด็ดๆ โชว์สเต๊ปหน้าประตูทีค่ะ!” เมื่อแหววก
ตอนนี้ฉันกับคุณหมอภูริชก็เดินมานั่งที่ม้านั่งตัวเดียวกันใต้ต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่งที่อยู่ในเขตบริเวณของโรงพยาบาล “นี่ค่ะ” ฉันยกถุงที่ใส่กล่องเค้กยื่นไปให้เขาตรงหน้า เพื่อทำลายบรรยากาศและหาโอกาศเปิดประเด็นเรื่องที่จะคุย “ขอบคุณครับ” แต่เหมือนว่าเขาจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือเลยนะสิ รับถุงเค้กเสร็จก็พูดออกมาแค่ประโยคเดียวสั้นๆเท่านั้น “เอ่อ… คือว่า…” เมื่อเอาเข้าจริงฉันก็ประหม่าและลังเลที่จะเอ่ยปากถามเขาอยู่ไม่น้อย หากว่าเขาไม่ใช่อย่างที่ฉันคิดล่ะ เขาจะหาว่าสมองฉันมีปัญหาแล้วให้แอดมินอีกรอบหรือป่าว ที่คุณพี่เดชจะวาบมาในยุคนี้เหมือนกับที่ฉันวาบไปในยุคเขาน่ะเหรอ “ผมเหลือเวลาพัก 5 นาทีนะครับ” เขาก้มมองดูนาฬิกาที่ข้อมือแล้วหันมาบอก “คุณใช่คุณพี่เดชไหมคะ” ฉันหลับตาปี๋แล้วโผล่งถามออกไป ก่อนที่จะค่อยๆลืมตาทีละข้างเพื่อดูปฏิกิริยาเขา เงียบ... ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก “ฮ่าๆ พอดีกัตอินนิยายที่อ่านนะคะ งั้นกัตขอตัวก่อนนะค
แอด! “อิหล่าเป็นจั่งใด๋บ้างลูก คุณหมอเพิ่นว่าจั่งใด๋บ้าง” (เป็นอย่างไรบ้างลูก คุณหมอว่ายังไงบ้าง) เสียงเปิดประตูเข้ามา พร้อมคำถามห่วงใยของแม่เอ่ยขึ้น ฉันหันไปมองตามเสียงก็เห็นพ่อแม่กำลังเดินเข้าพร้อมสีหน้าที่มองมาอย่างอ่อนโยน “อิพ่ออิแม่ หล่าคึดฮอด อึก ฮือๆ” ฉันปล่อยโฮออกมาทันทีเมื่อได้เห็นหน้าพ่อแม่ตัวเองอีกครั้ง นึกว่าชาตินี้จะไม่ได้เห็นอีกซะแล้ว ภาพเหตุการณ์ที่พ่อแม่นั่งกอดร่างฉันร้องไห้ครั้งนั้นยังติดตาฉันอยู่เลย “แม่คือกัน ขวัญเอยขวัญมาเด้อลูกเอย” (แม่เหมือนกัน ขวัญเอ๋ยขวัญมานะลูก) แม่โผล่เข้ามากอดฉันไว้แน่น ส่วนพ่อก็ลูบหัวฉันเบาๆ “แล้วนี่คุณหมอเพิ่นว่าจั๋งใด๋ลูก” (แล้วนี่คุณหมอว่ายังไงบ้างลูก) ฉันส่ายหน้าแทนคำตอบเพราะยังไม่เห็นคุณหมอเข้ามาเลย “บ่ฮู้คือกัน แต่พี่พยาบาลเพิ่นเข้ามาตรวจแล้วรอบหนึ่ง เพิ่นว่าอีกสักหน่อยคุณหมอเพิ่นจะเข้ามาจ้า” (ไม่รู้เหมือนกัน แต่พี่พยาบาลเข้ามาตรวจรอบหนึ่ง เห็นบอกว่าอีกสักพักคุณหมอจะเข้ามาค่ะ) “แล้วนี่หล่าย่างไหวบ่ เข้าฮ
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด… เปลือกตาที่เคยหนักอึ้งจากการที่หลับมานาน ก็ค่อยๆขยับลืมขึ้นอย่างช้าๆ แสงไฟนวลจากเพดานห้องสะท้อนเข้าตา ทำให้ฉันกระพริบตาช้าๆเพื่อปรับโฟกัส สิ่งแรกที่รับรู้คือกลิ่นสะอาดจากน้ำยาฆ่าเชื้อ กวาดสายตามองไปรอบๆก็เห็นเสาน้ำเกลือและจอมอนิเตอร์ที่ยังส่งเสียงไม่หยุดตั้งอยู่ข้างเตียงอย่างเป็นระเบียบ สวบ… ฉันพยายามขยับร่างกายลุกขึ้นพิงหัวเตียงช้าๆ เพื่อหาปุ่มกดสัญญาณเรียกพยาบาล หลังจากที่นอนตั้งสตินึกเหตุการณ์ต่างๆที่ตัวเองได้พบเจอ แอด… แต่แล้วก็ต้องชะงักค้างเมื่อได้ยินเสียงประตูเปิดเข้ามาจนต้องหันไปมอง “อะ อิกัต! / อิกัต!!!” เป็นเสียงสองสาวกรีดร้องดังขึ้นมาเมื่อเปิดประตูเข้ามาเจอเพื่อนตัวเองฟื้นแล้ว “กร๊ดดดดด อิกัต มึงตื่นแล้ว!!!/ เดี๋ยวรีบโทรบอกลุงดินกับป้าพิมพ์ก่อน กรี๊ด!!!” “เบาๆ เสียงแหน่พวกมึง…” (เบาเสียงหน่อยพวกเธอ) ฉันพยายามเค้นเสียงออกมา แต่ก็ได้เท่านี้จริงๆ จนต้องเอ่ยปากบอกให้พวกมันรินน้ำมาให้ “น้ำ ขอน้ำแนพวกม
ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพ 01.00 น. ติ๊ด… ติ๊ด…. ติ๊ด…เสียงเครื่องมอนิเตอร์ข้างเตียงที่เคยดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เริ่มเปลี่ยนเป็นสัญญาณรัวถี่ บ่งบอกถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่พุ่งสูงจนวิกฤต ติ๊ดๆๆๆๆๆๆ ทำให้ชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งที่นั่งเฝ้าลูกสาวตนเองข้างเตียงถึงกับตกใจ ก่อนที่จะตะโกนเรียกพยาบาลเข้ามาดูอาการให้ ติ๊ด----------- แต่แล้วเขาทั้งสองเหมือนกับถูกฟ้าผ่าลงตรงกลางอก เมื่อเสียงของมอนิเตอร์ลากยาวเป็นเส้นตรง ทั้งสองกอดกันร้องไห้อยู่อีกมุมของห้อง พยาบาลคนหนึ่งรีบใช้นิ้วกดคล้ำชีพจรที่คอของคนไข้ ก็พบว่าไม่มีชีพจรแล้ว “ตามหมอเวร! เตรียมรถ Crash Cart มาด่วน!” เสียงพยาบาลประสานงานกันอย่างรู้หน้าที่ สักพักพยาบาลอีกคนเอ่ยเชิญญาติคนไข้ออกไปรอที่ข้างนอก “เดี๋ยวเชิญญาติคนไข้ออกไปรอที่ข้างนอกก่อนนะคะ" ทั้งสองยังคงกอดกันร้องไห้อยู่หน้าห้อง ก่อนที่หมอจะวิ่งผ่านหน้าทั้งสองเข้าไปในห้องคนไข้อย่างรวดเร็ว ภายในห้อง หนึ่ง และ สอง และ สาม…
เสียงบทสวดมนต์ทำวัตรเช้าอันน่าเลื่อมใสของพระสงฆ์ดังก้องไปทั่วศาลาการเปรียญ น้ำเสียงที่สวดประสานกันอย่างพร้อมเพรียง ท่วงทำนองเนิบนาบแต่กลับอิ่มเอิบไปด้วยความเลื่อมใสยามที่ได้ฟัง “โย โส ทะสะพะโล สัมสัมพุทโธ… อุตตะมัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ…” กลิ่นธูปและควันเทียนที่ลอยมาตามสายลมจางๆ ช่วยกล่อมเกลาจิตใจที่กำลังฟุ้งซานของฉันให้ค่อยๆสงบเย็นลง ฉันนั่งพับเพียบลงอย่างสำรวม เมื่ออยู่ต่อหน้าพระประธานองค์ใหญ่ นิ้วมือทั้งสิบประนมเข้าหากัน โดยมีดอกบัวขาวในมือถูกกุมไว้แน่น ฉันหลับตาลงช้าๆพลันกราบลงกับพื้นสามครั้งด้วยความเคารพ ในจังหวะนั้นเอง พระภิกษุผู้เป็นที่เคารพศรัทธาก็เริ่มเจริญพระพุทธมนต์บทสำคัญ เป็นบทสวดที่อัญเชิญชัยชนะและความแคล้วคลาดปลอดภัย “พาหุง สะหัสสะมะภินิมนิตะสาวุธันตัง… คิริเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง…” เสียงสวดคาถาพาหุงสวดประสานพร้อมกันอีกครั้งราวกับมีพลังพรมจิตใจผู้คนที่ได้ฟังพร้อมขจัดความกลัวในใจออกไป ฉันค่อยๆหลับตาลงอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มตั้งจิตอธิฐานขอพรอย่างตั้งใจ ‘ขอคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ







