Mag-log inหลังจากที่ฉันตื่นนอนแล้ว ฉันก็ลากสังขานตัวเองออกมาสูดอากาศข้างนอก แต่ร่างกายเดิมนี่ช่างไม่มีเรี่ยวแรงเลยจริงๆ เคลื่อนย้ายลำบากสุดๆ คงต้องหาเวลาออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อแล้วละ
“คุณป้าเจ้าคะ ประเดี๋ยวหลานช่วยนวดให้นะเจ้าคะ”
เมื่อเดินออกจากห้องมา ก็เห็นว่าคุณแม่นั่งอยู่กับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งอายุก็น่าจะราวๆใกล้เคียงกับเจ้าของร่างนี้ ที่กำลังนั่งนวดเท้านวดขาให้คุณแม่อยู่ ดูจากการแต่งองค์ทรงเครื่องแล้วก็คงจะเป็นแม่หญิงบ้านไหนละมั้ง
ระหว่างที่ฉันกำลังยืนมองอยู่ คุณแม่ก็เหลือบมาเห็นฉันเข้าพอดี
“อ้าว แม่บุษตื่นแล้วรึ”
“เจ้าคะคุณแม่”
ฉันตอบท่านเสร็จก็เดินไปนั่งข้างๆคุณแม่ แล้วเหลือบมองผู้หญิงคนนั้นอย่างสงสัย ถึงแม้ตอนนี้ต่อให้นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกหรอก ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร
“แล้วนี่แม่หญิงบ้านไหนหรือเจ้าคะคุณแม่”
เมื่อฉันเอ่ยประโยคนั้นออกไป ทั้งคุณแม่และเธอคนนั้นก็มองมาด้วยสีหน้าตกตะลึงอย่างก็เห็นผีอย่างนั้น
“น้องบุษ เจ้าจำพี่สาวคนนี่ไม่ได้แล้วรึ”
ผู้หญิงคนนั้นก็เอ่ยถามขึ้นอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อนัก
“พี่สาวรึ”
ฉันหันไปมองหน้าคุณแม่ทันที
“นี่แม่สร้อยอย่างไรเล่า ลูกสาวท่านน้าของเจ้าน่ะ”
คุณแม่ไขข้อข้องใจให้
“อ่อ คุณพี่สร้อย”
ฉันพยักหน้าอย่างเข้าใจ พยายามจดจำว่าใครเป็นใครให้ได้มากที่สุด
“แล้วนี่ น้องบุษเป็นอย่างไรบ้าง พี่เคยเตือนเจ้าแล้วว่าอย่าได้ไปยืนใกล้ริมท่าน้ำ ประเดี๋ยวจะตกเอาได้”
อีกฝ่ายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
“วันนั้นคุณพี่สร้อยก็อยู่กับน้องรึเจ้าคะ”
ฉันเอ่ยถามออกไปโดยไม่คิดอะไร ไหนๆก็พยายามนึกเรื่องที่เกิดขึ้นกับเจ้าของร่างเดิมนี้ไม่ได้แล้ว ฉันก็ถามหาข้อมูลเองเลยแล้วกัน
“น้องบุษ เหตุใดน้องจึงถามพี่เช่นนี้เล่า”
อะไรของผู้หญิงคนนี้กัน ไม่รู้ก็ต้องถามไหมล่ะแปลกยังไงอะ งงกับเจ้แกเลย
“เอาละ แม่บุษเพิ่งฟื้นเจ้าก็อย่าได้ถามอะไรน้องมากเลย แม่สร้อยไปๆ ไปกินข้าวกัน แม่บุษคงจะหิวแล้วกระมังหลับไปตั้งสองวัน”
อ่อ ถึงว่ารู้สึกเหมือนร่างกายไม่ค่อยมีแรงอ่อนเพลียแปลกๆที่ไหนได้ หลับนานเกินจนไม่ได้กินข้าวนี่เอง
หลังจากนั้น เอ่อ...ขอเรียกว่าแม่บ้านก่อนแล้วกัน เพราะฉันยังไม่ค่อยอยากเรียกอีกฝ่ายว่าทาสหรือบ่าวอะไรพวกนี้ มันแปลกๆยังไม่ค่อยชินปากเท่าไหร่
เมื่อสำรับถูกจัดตั้งเสร็จ คุณแม่ คุณพี่สร้อย รวมถึงฉันด้วยก็นั่งพับเพียบรอให้บ่าวยกอ่างน้ำมาให้ล่างมือ ก่อนใช้มือเปิบข้าวแทนการใช้ช้อน
ทีแรกก็รู้สึกแปลกๆแต่ก็ไม่ถึงกับไม่ชิน เพราะตอนที่ฉันนั่งกินส้มตำกับเพื่อนรัก ฉันก็ใช้มือเปิบจกข้าวเหนียวกินเหมือนกัน เพราะงั้นแค่นี้สบายๆปรับตัวได้เร็วแน่นอน
สักพักคุณแม่ก็ตักแกงจืดใส่ในจานให้
“ลองกินต้มจืดนี่ดูสิ เจ้าเพิ่งฟื้นต้องบำรุงด้วยของอ่อนจึงจะได้มีเรี่ยวมีแรง”
“ขอบคุณเจ้าคะคุณแม่”
คนสมัยนี้ไม่ว่าอะไรที่นำผักหรือเนื้อสัตว์ต่างๆลงไปต้มในน้ำ ก็จะเรียกสิ่งนั้นว่าต้มหมด อย่างต้มจืดนี่ก็ด้วย
“น้องบุษ เพลาเย็นแดดอ่อนๆสักหน่อย เราสองพี่น้องไปพายเรือเล่นชมดอกบัวที่ย่านคลองสระบัวกันดีหรือไม่”
ฉันนิ่งมองอีกฝ่ายที่เอ่ยชวน คนเพิ่งจะรอดตายจากน้ำแท้ๆ แต่กลับมาชวนให้ไปอยู่ใกล้น้ำอีก ถ้าเป็นเจ้าของร่างเดิมคงจะกลัวไม่กล้าอยู่ใกล้แหล่งน้ำพวกนี้ไปพักใหญ่ๆแน่นอน
“เผื่อว่าน้องอยากเก็บดอกบัวไปบูชาพระและร้อยมาลัย น้องว่าอย่างไร”
ชวนขนาดนี้ไปก็ได้ ไหนๆก็ไหนๆล่ะ ออกไปเปิดหูเปิดตาดูบรรยากาศสมัยอยุธยานี้สักหน่อยละกัน ว่าจะสวยงามดั่งในละครที่เขาทำให้ดูกันหรือเปล่า
“จะดีรึแม่สร้อย น้องเพิ่งจะฟื้นเองนะ”
“ไม่เป็นไรเจ้าคะคุณแม่ ลูกออกไปสูดอากาศข้างนอกก็ดีเช่นกันเจ้าคะ”
“อย่าได้ห่วงไปเจ้าคะคุณป้า หลานจะดูแลน้องบุษอย่างดีเจ้าคะ”
“ถ้าเช่นนั้น ป้าก็ฝากด้วยนะแม่สร้อย”
“เจ้าคะคุณป้า”
หลังจากที่คุณแม่อนุญาต ฉันก็ขอตัวกลับเข้าห้องมานอนต่อ ส่วนคุณพี่สร้อยนั้นก็ขอตัวกลับเรือนตัวเองไป บอกเพียงแค่ให้ฉันไปยืนรอที่ศาลาท่าน้ำเหมือนเดิมก็พอ
ตอนนี้ฉันทั้งนั่งทั้งนอนโง่ๆอยู่ในห้อง โดยมีพี่จันพี่อิ่มนวดไหล่ นวดแขนและขาให้ จะว่าสบายก็สบายหรอก แต่ก็รู้สึกเกรงใจ เกิดมาไม่เคยถูกใครมานวดอะไรแบบนี้ให้นอกซะจากจะไปร้านนวดเอง
เมื่อนวดไปได้สักพัก พี่จันพี่อิ่มก็เอ่ยขึ้น
“แม่หญิงจะไปจริงๆหรือเจ้าคะ”
“นั่นสิเจ้าคะ เหตุใดไม่พักให้ดีเสียก่อนละเจ้าคะ”
“เอาน่า ไม่เป็นไรหรอก ข้าโอเค แค่นี้เองสบายมากค่ะ”
เธอตอบพี่จันพี่อิ่มอย่างผ่อนคลาย แต่เหมือนทั้งสองจะมองเธออย่างกับเจอคนแปลกหน้า
“แม่หญิงพูดอะไรหรือเจ้าคะ เหตุใดบ่าวฟังแล้วคล้ายจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจเลยเจ้าคะ”
“แล้วอะไรคือโอเคหรือเจ้าคะ”
“บ่าวว่าแม่หญิงอยู่พักในเรือนดีหรือไม่เจ้าคะ”
คำถามถูกยิงมาอย่างระรัว จนอ้าปากตอบแทบไม่ทัน
“พอก่อนคะพี่จันพี่อิ่ม ข้าไม่เป็นไรจริงๆค่ะ”
เธอเอ่ยอย่างหนักแน่น
“ส่วนโอเค มันคือภาษาอังกฤษ”
“อะไรนะเจ้าคะ ภาษาปะกฤษคืออะไรหรือเจ้าคะ”
ฉันถอนหายใจพรืดใหญ่ก่อนจะเริ่มอธิบายให้ฟัง
“โอเค หมายถึง ตกลง ดีแล้ว ใช้ได้ เอาเลย เข้าใจแล้ว อะไรประมาณนี้ค่ะ แล้วแต่บริบทที่เราจะนำไปใช้ค่ะ”
พี่จันพี่อิ่มก็พยักหน้าตั้งใจฟังอยู่ข้างๆ
“อย่างเช่น ข้าที่บอกว่าไม่เป็นไรหรอก ข้าโอเค แค่นี้เองสบายมาก ก็หมายถึง ข้าไม่ได้เป็นอะไร ข้าดีขี้นแล้ว พี่จันพี่อิ่มเข้าใจหรือไม่”
“เอ่อ เข้าใจแล้วก็ได้เจ้าคะ”
แล้วพี่จันพี่อิ่มก็ยกมือเกาศีรษะตอบอย่างคนยอมจำนน
“โอเคค่ะ เริ่ดมากค่ะซิส”
“ซิสนี่คืออะไรอีกเล่าเจ้าคะแม่หญิง”
“ก็หมายถึงพี่สาวหรือเพื่อนสาวไงคะ ไหนพี่ๆลองพูดซิคะ”
“เอ่อ จะดีหรือเจ้าคะแม่หญิง”
“ดีเจ้าค่ะ เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว”
“อย่างงั้นก็ โอเคค่ะ ซะ...ซีส”
“ดีมากค่ะ ไหนพี่อิ่มลองพูดสิ โอเคค่ะซิส”
“โอเคค่ะซิสส”
“ฮ่าๆ เริ่ดมากค่ะแม่”
แล้วพี่จันพี่อิ่มต่างก็หัวเราะกันออกมาเบาๆ ซึ่งต่างจากฉันที่หัวเราะแทบจะสุดเสียงตามสไตล์สาวยุคสมัยใหม่ อย่างน้อยการที่ได้หลุดมาอยู่ที่นี่โดยที่ไม่รู้จักใครเลย ก็ยังมีพี่จันพี่อิ่มที่คุยเป็นเพื่อนโดยไม่ซักถามอะไรให้มากความเท่าไหร่
สองเดือนผ่านไป โห่… ฮิ๊… โห่... ฮิ๊... โห่ววว ฮิ้วววววว! เสียงโห่ร้องดังกังวานลั่นหน้าบ้านเจ้าสาว พร้อมเสียงกลองยาวรัวเป็นจังหวะอย่างสนุกสนาน คนในขบวนเริ่มเดินหน้าพร้อมก้าวขยับเต้นโยกย้ายส่ายสะโพกตามจังหวะ ในมือต่างก็ถือพานสินสอดและต้นกล้วยต้นอ้อยที่ผูกด้วยโบสีชมพูสดใส ก่อนที่นักร้องนำประจำขบวนจะหันไปมองพวกพ้องแล้วเริ่มเปร่งเสียงร้องท่อนฮิตขึ้นรับส่งกันไปมา “ใครมีมะกรูด...” “...มาแลกมะนาว” “ใครมีลูกสาว...” “...มาแลกลูกเขย!” “ฮิ้วววว” เสียงหัวเราะมีความสุขของคนทั้งขบวน รวมทั้งเจ้าบ่าวที่ตอนนี้ สวมชุดไทยเดินถือพานดอกไม้ยิ้มจนแก้มแทบปริออกมา เมื่อขบวนเจ้าบ่าวมาถึงด่านแรก ก็เจอเข้ากับเพื่อนเจ้าสาวที่ยืนจับคู่ถือสายสร้อยทองยืนดักยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ พร้อมเสียงแซวตะโกนแข่งกับเสียงกลองยาว “เจ้าบ่าวคะ! ถ้าอยากได้ลูกสาวบ้านนี้ไปเป็นเมีย นอกเหนือจากแจกซองแล้ว...” “ขอท่าเต้นเด็ดๆ โชว์สเต๊ปหน้าประตูทีค่ะ!” เมื่อแหววก
ตอนนี้ฉันกับคุณหมอภูริชก็เดินมานั่งที่ม้านั่งตัวเดียวกันใต้ต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่งที่อยู่ในเขตบริเวณของโรงพยาบาล “นี่ค่ะ” ฉันยกถุงที่ใส่กล่องเค้กยื่นไปให้เขาตรงหน้า เพื่อทำลายบรรยากาศและหาโอกาศเปิดประเด็นเรื่องที่จะคุย “ขอบคุณครับ” แต่เหมือนว่าเขาจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือเลยนะสิ รับถุงเค้กเสร็จก็พูดออกมาแค่ประโยคเดียวสั้นๆเท่านั้น “เอ่อ… คือว่า…” เมื่อเอาเข้าจริงฉันก็ประหม่าและลังเลที่จะเอ่ยปากถามเขาอยู่ไม่น้อย หากว่าเขาไม่ใช่อย่างที่ฉันคิดล่ะ เขาจะหาว่าสมองฉันมีปัญหาแล้วให้แอดมินอีกรอบหรือป่าว ที่คุณพี่เดชจะวาบมาในยุคนี้เหมือนกับที่ฉันวาบไปในยุคเขาน่ะเหรอ “ผมเหลือเวลาพัก 5 นาทีนะครับ” เขาก้มมองดูนาฬิกาที่ข้อมือแล้วหันมาบอก “คุณใช่คุณพี่เดชไหมคะ” ฉันหลับตาปี๋แล้วโผล่งถามออกไป ก่อนที่จะค่อยๆลืมตาทีละข้างเพื่อดูปฏิกิริยาเขา เงียบ... ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก “ฮ่าๆ พอดีกัตอินนิยายที่อ่านนะคะ งั้นกัตขอตัวก่อนนะค
แอด! “อิหล่าเป็นจั่งใด๋บ้างลูก คุณหมอเพิ่นว่าจั่งใด๋บ้าง” (เป็นอย่างไรบ้างลูก คุณหมอว่ายังไงบ้าง) เสียงเปิดประตูเข้ามา พร้อมคำถามห่วงใยของแม่เอ่ยขึ้น ฉันหันไปมองตามเสียงก็เห็นพ่อแม่กำลังเดินเข้าพร้อมสีหน้าที่มองมาอย่างอ่อนโยน “อิพ่ออิแม่ หล่าคึดฮอด อึก ฮือๆ” ฉันปล่อยโฮออกมาทันทีเมื่อได้เห็นหน้าพ่อแม่ตัวเองอีกครั้ง นึกว่าชาตินี้จะไม่ได้เห็นอีกซะแล้ว ภาพเหตุการณ์ที่พ่อแม่นั่งกอดร่างฉันร้องไห้ครั้งนั้นยังติดตาฉันอยู่เลย “แม่คือกัน ขวัญเอยขวัญมาเด้อลูกเอย” (แม่เหมือนกัน ขวัญเอ๋ยขวัญมานะลูก) แม่โผล่เข้ามากอดฉันไว้แน่น ส่วนพ่อก็ลูบหัวฉันเบาๆ “แล้วนี่คุณหมอเพิ่นว่าจั๋งใด๋ลูก” (แล้วนี่คุณหมอว่ายังไงบ้างลูก) ฉันส่ายหน้าแทนคำตอบเพราะยังไม่เห็นคุณหมอเข้ามาเลย “บ่ฮู้คือกัน แต่พี่พยาบาลเพิ่นเข้ามาตรวจแล้วรอบหนึ่ง เพิ่นว่าอีกสักหน่อยคุณหมอเพิ่นจะเข้ามาจ้า” (ไม่รู้เหมือนกัน แต่พี่พยาบาลเข้ามาตรวจรอบหนึ่ง เห็นบอกว่าอีกสักพักคุณหมอจะเข้ามาค่ะ) “แล้วนี่หล่าย่างไหวบ่ เข้าฮ
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ติ๊ด… ติ๊ด… ติ๊ด… เปลือกตาที่เคยหนักอึ้งจากการที่หลับมานาน ก็ค่อยๆขยับลืมขึ้นอย่างช้าๆ แสงไฟนวลจากเพดานห้องสะท้อนเข้าตา ทำให้ฉันกระพริบตาช้าๆเพื่อปรับโฟกัส สิ่งแรกที่รับรู้คือกลิ่นสะอาดจากน้ำยาฆ่าเชื้อ กวาดสายตามองไปรอบๆก็เห็นเสาน้ำเกลือและจอมอนิเตอร์ที่ยังส่งเสียงไม่หยุดตั้งอยู่ข้างเตียงอย่างเป็นระเบียบ สวบ… ฉันพยายามขยับร่างกายลุกขึ้นพิงหัวเตียงช้าๆ เพื่อหาปุ่มกดสัญญาณเรียกพยาบาล หลังจากที่นอนตั้งสตินึกเหตุการณ์ต่างๆที่ตัวเองได้พบเจอ แอด… แต่แล้วก็ต้องชะงักค้างเมื่อได้ยินเสียงประตูเปิดเข้ามาจนต้องหันไปมอง “อะ อิกัต! / อิกัต!!!” เป็นเสียงสองสาวกรีดร้องดังขึ้นมาเมื่อเปิดประตูเข้ามาเจอเพื่อนตัวเองฟื้นแล้ว “กร๊ดดดดด อิกัต มึงตื่นแล้ว!!!/ เดี๋ยวรีบโทรบอกลุงดินกับป้าพิมพ์ก่อน กรี๊ด!!!” “เบาๆ เสียงแหน่พวกมึง…” (เบาเสียงหน่อยพวกเธอ) ฉันพยายามเค้นเสียงออกมา แต่ก็ได้เท่านี้จริงๆ จนต้องเอ่ยปากบอกให้พวกมันรินน้ำมาให้ “น้ำ ขอน้ำแนพวกม
ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใจกลางกรุงเทพ 01.00 น. ติ๊ด… ติ๊ด…. ติ๊ด…เสียงเครื่องมอนิเตอร์ข้างเตียงที่เคยดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เริ่มเปลี่ยนเป็นสัญญาณรัวถี่ บ่งบอกถึงอัตราการเต้นของหัวใจที่พุ่งสูงจนวิกฤต ติ๊ดๆๆๆๆๆๆ ทำให้ชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่งที่นั่งเฝ้าลูกสาวตนเองข้างเตียงถึงกับตกใจ ก่อนที่จะตะโกนเรียกพยาบาลเข้ามาดูอาการให้ ติ๊ด----------- แต่แล้วเขาทั้งสองเหมือนกับถูกฟ้าผ่าลงตรงกลางอก เมื่อเสียงของมอนิเตอร์ลากยาวเป็นเส้นตรง ทั้งสองกอดกันร้องไห้อยู่อีกมุมของห้อง พยาบาลคนหนึ่งรีบใช้นิ้วกดคล้ำชีพจรที่คอของคนไข้ ก็พบว่าไม่มีชีพจรแล้ว “ตามหมอเวร! เตรียมรถ Crash Cart มาด่วน!” เสียงพยาบาลประสานงานกันอย่างรู้หน้าที่ สักพักพยาบาลอีกคนเอ่ยเชิญญาติคนไข้ออกไปรอที่ข้างนอก “เดี๋ยวเชิญญาติคนไข้ออกไปรอที่ข้างนอกก่อนนะคะ" ทั้งสองยังคงกอดกันร้องไห้อยู่หน้าห้อง ก่อนที่หมอจะวิ่งผ่านหน้าทั้งสองเข้าไปในห้องคนไข้อย่างรวดเร็ว ภายในห้อง หนึ่ง และ สอง และ สาม…
เสียงบทสวดมนต์ทำวัตรเช้าอันน่าเลื่อมใสของพระสงฆ์ดังก้องไปทั่วศาลาการเปรียญ น้ำเสียงที่สวดประสานกันอย่างพร้อมเพรียง ท่วงทำนองเนิบนาบแต่กลับอิ่มเอิบไปด้วยความเลื่อมใสยามที่ได้ฟัง “โย โส ทะสะพะโล สัมสัมพุทโธ… อุตตะมัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ…” กลิ่นธูปและควันเทียนที่ลอยมาตามสายลมจางๆ ช่วยกล่อมเกลาจิตใจที่กำลังฟุ้งซานของฉันให้ค่อยๆสงบเย็นลง ฉันนั่งพับเพียบลงอย่างสำรวม เมื่ออยู่ต่อหน้าพระประธานองค์ใหญ่ นิ้วมือทั้งสิบประนมเข้าหากัน โดยมีดอกบัวขาวในมือถูกกุมไว้แน่น ฉันหลับตาลงช้าๆพลันกราบลงกับพื้นสามครั้งด้วยความเคารพ ในจังหวะนั้นเอง พระภิกษุผู้เป็นที่เคารพศรัทธาก็เริ่มเจริญพระพุทธมนต์บทสำคัญ เป็นบทสวดที่อัญเชิญชัยชนะและความแคล้วคลาดปลอดภัย “พาหุง สะหัสสะมะภินิมนิตะสาวุธันตัง… คิริเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง…” เสียงสวดคาถาพาหุงสวดประสานพร้อมกันอีกครั้งราวกับมีพลังพรมจิตใจผู้คนที่ได้ฟังพร้อมขจัดความกลัวในใจออกไป ฉันค่อยๆหลับตาลงอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มตั้งจิตอธิฐานขอพรอย่างตั้งใจ ‘ขอคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ







