Home / รักโบราณ / อธิษฐานเคียงคู่ / บทที่4 คุณพี่สร้อย

Share

บทที่4 คุณพี่สร้อย

last update Petsa ng paglalathala: 2026-09-01 15:44:47

          หลังจากที่ฉันตื่นนอนแล้ว ฉันก็ลากสังขานตัวเองออกมาสูดอากาศข้างนอก แต่ร่างกายเดิมนี่ช่างไม่มีเรี่ยวแรงเลยจริงๆ เคลื่อนย้ายลำบากสุดๆ คงต้องหาเวลาออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อแล้วละ

          “คุณป้าเจ้าคะ ประเดี๋ยวหลานช่วยนวดให้นะเจ้าคะ”

           เมื่อเดินออกจากห้องมา ก็เห็นว่าคุณแม่นั่งอยู่กับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งอายุก็น่าจะราวๆใกล้เคียงกับเจ้าของร่างนี้ ที่กำลังนั่งนวดเท้านวดขาให้คุณแม่อยู่ ดูจากการแต่งองค์ทรงเครื่องแล้วก็คงจะเป็นแม่หญิงบ้านไหนละมั้ง

           ระหว่างที่ฉันกำลังยืนมองอยู่ คุณแม่ก็เหลือบมาเห็นฉันเข้าพอดี

           “อ้าว แม่บุษตื่นแล้วรึ”

            “เจ้าคะคุณแม่”

            ฉันตอบท่านเสร็จก็เดินไปนั่งข้างๆคุณแม่ แล้วเหลือบมองผู้หญิงคนนั้นอย่างสงสัย ถึงแม้ตอนนี้ต่อให้นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกหรอก ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร

           “แล้วนี่แม่หญิงบ้านไหนหรือเจ้าคะคุณแม่”

             เมื่อฉันเอ่ยประโยคนั้นออกไป ทั้งคุณแม่และเธอคนนั้นก็มองมาด้วยสีหน้าตกตะลึงอย่างก็เห็นผีอย่างนั้น

             “น้องบุษ เจ้าจำพี่สาวคนนี่ไม่ได้แล้วรึ”

              ผู้หญิงคนนั้นก็เอ่ยถามขึ้นอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อนัก

             “พี่สาวรึ”

              ฉันหันไปมองหน้าคุณแม่ทันที

             “นี่แม่สร้อยอย่างไรเล่า ลูกสาวท่านน้าของเจ้าน่ะ”

            คุณแม่ไขข้อข้องใจให้

           “อ่อ คุณพี่สร้อย”

             ฉันพยักหน้าอย่างเข้าใจ พยายามจดจำว่าใครเป็นใครให้ได้มากที่สุด

            “แล้วนี่ น้องบุษเป็นอย่างไรบ้าง พี่เคยเตือนเจ้าแล้วว่าอย่าได้ไปยืนใกล้ริมท่าน้ำ ประเดี๋ยวจะตกเอาได้”

            อีกฝ่ายเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง

            “วันนั้นคุณพี่สร้อยก็อยู่กับน้องรึเจ้าคะ”

             ฉันเอ่ยถามออกไปโดยไม่คิดอะไร ไหนๆก็พยายามนึกเรื่องที่เกิดขึ้นกับเจ้าของร่างเดิมนี้ไม่ได้แล้ว ฉันก็ถามหาข้อมูลเองเลยแล้วกัน

            “น้องบุษ เหตุใดน้องจึงถามพี่เช่นนี้เล่า”

             อะไรของผู้หญิงคนนี้กัน ไม่รู้ก็ต้องถามไหมล่ะแปลกยังไงอะ งงกับเจ้แกเลย

             “เอาละ แม่บุษเพิ่งฟื้นเจ้าก็อย่าได้ถามอะไรน้องมากเลย แม่สร้อยไปๆ ไปกินข้าวกัน แม่บุษคงจะหิวแล้วกระมังหลับไปตั้งสองวัน”

             อ่อ ถึงว่ารู้สึกเหมือนร่างกายไม่ค่อยมีแรงอ่อนเพลียแปลกๆที่ไหนได้ หลับนานเกินจนไม่ได้กินข้าวนี่เอง

             หลังจากนั้น เอ่อ...ขอเรียกว่าแม่บ้านก่อนแล้วกัน เพราะฉันยังไม่ค่อยอยากเรียกอีกฝ่ายว่าทาสหรือบ่าวอะไรพวกนี้ มันแปลกๆยังไม่ค่อยชินปากเท่าไหร่

             เมื่อสำรับถูกจัดตั้งเสร็จ คุณแม่ คุณพี่สร้อย รวมถึงฉันด้วยก็นั่งพับเพียบรอให้บ่าวยกอ่างน้ำมาให้ล่างมือ ก่อนใช้มือเปิบข้าวแทนการใช้ช้อน

            ทีแรกก็รู้สึกแปลกๆแต่ก็ไม่ถึงกับไม่ชิน เพราะตอนที่ฉันนั่งกินส้มตำกับเพื่อนรัก ฉันก็ใช้มือเปิบจกข้าวเหนียวกินเหมือนกัน เพราะงั้นแค่นี้สบายๆปรับตัวได้เร็วแน่นอน

           สักพักคุณแม่ก็ตักแกงจืดใส่ในจานให้

           “ลองกินต้มจืดนี่ดูสิ เจ้าเพิ่งฟื้นต้องบำรุงด้วยของอ่อนจึงจะได้มีเรี่ยวมีแรง”

           “ขอบคุณเจ้าคะคุณแม่”

           คนสมัยนี้ไม่ว่าอะไรที่นำผักหรือเนื้อสัตว์ต่างๆลงไปต้มในน้ำ ก็จะเรียกสิ่งนั้นว่าต้มหมด อย่างต้มจืดนี่ก็ด้วย

           “น้องบุษ เพลาเย็นแดดอ่อนๆสักหน่อย เราสองพี่น้องไปพายเรือเล่นชมดอกบัวที่ย่านคลองสระบัวกันดีหรือไม่”

            ฉันนิ่งมองอีกฝ่ายที่เอ่ยชวน คนเพิ่งจะรอดตายจากน้ำแท้ๆ แต่กลับมาชวนให้ไปอยู่ใกล้น้ำอีก ถ้าเป็นเจ้าของร่างเดิมคงจะกลัวไม่กล้าอยู่ใกล้แหล่งน้ำพวกนี้ไปพักใหญ่ๆแน่นอน

            “เผื่อว่าน้องอยากเก็บดอกบัวไปบูชาพระและร้อยมาลัย น้องว่าอย่างไร”

             ชวนขนาดนี้ไปก็ได้ ไหนๆก็ไหนๆล่ะ ออกไปเปิดหูเปิดตาดูบรรยากาศสมัยอยุธยานี้สักหน่อยละกัน ว่าจะสวยงามดั่งในละครที่เขาทำให้ดูกันหรือเปล่า

             “จะดีรึแม่สร้อย น้องเพิ่งจะฟื้นเองนะ”

              “ไม่เป็นไรเจ้าคะคุณแม่ ลูกออกไปสูดอากาศข้างนอกก็ดีเช่นกันเจ้าคะ”

             “อย่าได้ห่วงไปเจ้าคะคุณป้า หลานจะดูแลน้องบุษอย่างดีเจ้าคะ”

              “ถ้าเช่นนั้น ป้าก็ฝากด้วยนะแม่สร้อย”

              “เจ้าคะคุณป้า”

               หลังจากที่คุณแม่อนุญาต ฉันก็ขอตัวกลับเข้าห้องมานอนต่อ ส่วนคุณพี่สร้อยนั้นก็ขอตัวกลับเรือนตัวเองไป บอกเพียงแค่ให้ฉันไปยืนรอที่ศาลาท่าน้ำเหมือนเดิมก็พอ

               ตอนนี้ฉันทั้งนั่งทั้งนอนโง่ๆอยู่ในห้อง โดยมีพี่จันพี่อิ่มนวดไหล่ นวดแขนและขาให้ จะว่าสบายก็สบายหรอก แต่ก็รู้สึกเกรงใจ เกิดมาไม่เคยถูกใครมานวดอะไรแบบนี้ให้นอกซะจากจะไปร้านนวดเอง

               เมื่อนวดไปได้สักพัก พี่จันพี่อิ่มก็เอ่ยขึ้น

              “แม่หญิงจะไปจริงๆหรือเจ้าคะ”

              “นั่นสิเจ้าคะ เหตุใดไม่พักให้ดีเสียก่อนละเจ้าคะ”

              “เอาน่า ไม่เป็นไรหรอก ข้าโอเค แค่นี้เองสบายมากค่ะ”

               เธอตอบพี่จันพี่อิ่มอย่างผ่อนคลาย แต่เหมือนทั้งสองจะมองเธออย่างกับเจอคนแปลกหน้า

              “แม่หญิงพูดอะไรหรือเจ้าคะ เหตุใดบ่าวฟังแล้วคล้ายจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจเลยเจ้าคะ”

              “แล้วอะไรคือโอเคหรือเจ้าคะ”

              “บ่าวว่าแม่หญิงอยู่พักในเรือนดีหรือไม่เจ้าคะ”

              คำถามถูกยิงมาอย่างระรัว จนอ้าปากตอบแทบไม่ทัน

             “พอก่อนคะพี่จันพี่อิ่ม ข้าไม่เป็นไรจริงๆค่ะ”

              เธอเอ่ยอย่างหนักแน่น

             “ส่วนโอเค มันคือภาษาอังกฤษ”

             “อะไรนะเจ้าคะ ภาษาปะกฤษคืออะไรหรือเจ้าคะ”

              ฉันถอนหายใจพรืดใหญ่ก่อนจะเริ่มอธิบายให้ฟัง

             “โอเค หมายถึง ตกลง ดีแล้ว ใช้ได้ เอาเลย เข้าใจแล้ว อะไรประมาณนี้ค่ะ แล้วแต่บริบทที่เราจะนำไปใช้ค่ะ”

              พี่จันพี่อิ่มก็พยักหน้าตั้งใจฟังอยู่ข้างๆ

              “อย่างเช่น ข้าที่บอกว่าไม่เป็นไรหรอก ข้าโอเค แค่นี้เองสบายมาก ก็หมายถึง ข้าไม่ได้เป็นอะไร ข้าดีขี้นแล้ว พี่จันพี่อิ่มเข้าใจหรือไม่”

              “เอ่อ เข้าใจแล้วก็ได้เจ้าคะ”

              แล้วพี่จันพี่อิ่มก็ยกมือเกาศีรษะตอบอย่างคนยอมจำนน

              “โอเคค่ะ เริ่ดมากค่ะซิส”

              “ซิสนี่คืออะไรอีกเล่าเจ้าคะแม่หญิง”

              “ก็หมายถึงพี่สาวหรือเพื่อนสาวไงคะ ไหนพี่ๆลองพูดซิคะ”

              “เอ่อ จะดีหรือเจ้าคะแม่หญิง”

             “ดีเจ้าค่ะ เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว”

             “อย่างงั้นก็ โอเคค่ะ ซะ...ซีส”

             “ดีมากค่ะ ไหนพี่อิ่มลองพูดสิ โอเคค่ะซิส”

             “โอเคค่ะซิสส”

             “ฮ่าๆ เริ่ดมากค่ะแม่”

             แล้วพี่จันพี่อิ่มต่างก็หัวเราะกันออกมาเบาๆ ซึ่งต่างจากฉันที่หัวเราะแทบจะสุดเสียงตามสไตล์สาวยุคสมัยใหม่ อย่างน้อยการที่ได้หลุดมาอยู่ที่นี่โดยที่ไม่รู้จักใครเลย ก็ยังมีพี่จันพี่อิ่มที่คุยเป็นเพื่อนโดยไม่ซักถามอะไรให้มากความเท่าไหร่

Patuloy na basahin ang aklat na ito nang libre
I-scan ang code upang i-download ang App

Pinakabagong kabanata

  • อธิษฐานเคียงคู่   บทที่8 จงใช้ชีวิตในกาลนี้ด้วยสติ

    ณ วัดแม่นางปลื้ม “แม่หญิงเจ้าคะ ค่อยๆลุกนะเจ้าคะ” ฉันที่กำลังเตรียมลุกขึ้นออกจากเรือ พี่จันพี่อิ่มก็รีบช่วยประคองแขนฉันไว้กันตกลงไปในแม่น้ำ “มาค่ะคุณแม่ ประเดี๋ยวลูกช่วยพยุงนะเจ้าคะ” ฉันยื่นมือไปให้คุณแม่จับประคองก่อนที่ท่านจะค่อยๆลุกขึ้นมาจากเรือ “ขอบใจจ๊ะ” พอคุณแม่ขึ้นมาจากเรือแล้ว คุณพ่อก็ลุกขึ้นตามมา บ่าวที่ติดตามมาก็ช่วยกันยกข้าวของลงจากเรืออีกลำ เพื่อที่จะนำไปจัดแจงถวายให้กับพระท่าน “นางนวล เอ็งไปบอกบ่าวที่มาให้รีบเปิดผ้าคลุมโตก แล้วช่วยกันจัดแจงยกสำรับคาวหวานไปตั้งเรียงไว้หน้าอาสน์สงฆ์เถิด ประเดี๋ยวพระท่านจะลงศาลาแล้ว” “เจ้าค่ะคุณหญิง” คุณแม่หันไปบอกป้านวล บ่าวที่ติดตามคุณแม่มาตั้งแต่เด็ก ให้รีบไปจัดแจงสำรับที่ยกมา รวมถึงดอกบัวที่พับกลีบดอกอย่างสวยงาม ที่ฉันเพิ่งไปเก็บมาเมื่อวานกับคุณพี่สร้อย จากนั้นเราทั้งสามคนก็พากันเดินเข้าไปในวัด โดยผ่านซุ้มประตูที่เขาว่ากันว่าเป็นศิลปะสมัยอยุธยาโบราณที่มีความสวยงามพร้อมกับความขลัง และในวันนี้ฉันก็ได้มาเห็นด้ว

  • อธิษฐานเคียงคู่   บทที่7 แม่หญิงบุษบา

    “คืนนี้พระจันทร์สวยจัง” ฉันนั่งมองพระจันทร์ที่ส่องสว่างกระจ่างทั่วท้องฟ้า ท่ามกลางหมู่เมฆและกลุ่มดาวมากมาย เสียงร้องของจิ้งหรีดและกบ ต่างก็ส่งเสียงแข่งกันดังขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่หิ่งห้อยที่ส่องแสงระยิบระยับนั้นก็ด้วย แม้วันนี้จะเป็นวันแรกที่ได้มาอยู่ในยุคนี้ และอยู่ในร่างของแม่หญิงบุษบา แต่ฉันก็ค่อยๆปรับตัวและฝึกวิธีการพูดให้คล้ายกับคนยุคนี้ให้ได้มากที่สุด ถึงตัวฉันเองจะยังคิดว่านี้คือความฝันอยู่ก็ตาม สิ่งที่ฉันต้องทำในขณะที่อยู่ที่นี้ คือการกลับมาแก้บ่วงในอดีตของตัวเอง ใครจะไปคิดล่ะ ว่าแค่ไปขอเนื้อคู่เฉยๆจะได้ย้อนอดีตมาแบบนี้ ทุกอย่างมันดูกระชั้นชิดไปเสียหมด ไม่รู้ว่าปานนี้แม่พ่อที่อยู่ฝั่งโน้นจะเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อพอลองคิดกลับกันแล้วในตอนนี้แม่หญิงบุษบาก็ได้จากไปแล้วเหมือนกัน หากพ่อแม่ของนางรับรู้เรื่องนี้เข้า พวกท่านคงจะรู้สึกเสียใจไม่ต่างจากพ่อแม่ของฉันเป็นแน่ “ฉันจะทำหน้าที่นี้แทนเธอ ในขณะที่อยู่ในร่างของเธอน่ะแม่หญิงบุษบา” ฉันนั่งพึมพำมองดูพระจันทร์อยู่สักพัก ก่อนจะหันไปมองพี่จันพี่อิ่มที่กำลังช่วยกันขึงมุ

  • อธิษฐานเคียงคู่   บทที่6 กะทิสายบัว

    ณ เรือนท่านพระสุจริตวรนาถ คุณหญิงกรองแก้วนั่งอยู่ที่โถงกลางเรือน ถัดไปข้างๆก็คือท่านพระสุจริตวรนาถ หรือที่คุณหญิงกรอกแก้วชอบเรียกว่า ‘คุณพี่เกื้อ’ “พี่ได้ยินความว่า ลูกสาวเราหายเจ็บไข้แล้วรึแม่แก้ว” “เจ้าค่ะคุณพี่ นับเป็นบุญของแม่บุษยิ่งนักที่หายเจ็บไข้ครานี้ น้องเบาใจเสียจริงเจ้าค่ะ” คุณหญิงกรองแก้วพูดถึงอาการของลูกสาวให้ผู้เป็นสามีฟัง “แล้วเพลานี่ ลูกสาวเราไปไหนเสียล่ะแม่แก้ว” ท่านพระสุจริตวรนาถเริ่มถามหาลูกสาวตัวเอง ตั้งแต่กลับมายังไม่เห็นหน้าคราตาลูกเลย พอบ่าวที่เรือนมาส่งข่าวให้เขาก็รีบกลับมาทันที “ออกไปชมบัวแถวย่านคลองสระบัวกับแม่สร้อยเจ้าค่ะ” “ออกไปข้างนอกรึ เพิ่งจะหายไม่ใช่รึ” “เจ้าค่ะ น้องเป็นห่วงยิ่งนัก นี่ก็เริ่มมืดค่ำแล้วยังไม่เห็นทีท่าว่าจะกลับมาเลย”ไม่นานเสียงแม่บุษบาก็ดังขึ้นตรงบันไดขึ้นเรือน “คุณแม่เจ้าคะ ลูกกลับมาแล้วค่ะ” เสียงรีบวิ่งขึ้นมาบนเรือนดังสนั่น อย่างกับคนที่กำลังมีอะไรมาอวดให้ดู “ค่อยๆเดินแม่บุษ ประ

  • อธิษฐานเคียงคู่   บที่5 คุณพี่เดช

    บทที่5คุณพี่เดช แสงเอ่ยแสงตะวันลับขอบฟ้า กาลเวลาไม่เคยคอยผู้ใด ข้านั่งชมฝูงปลาแวกว่ายไป แล้วทำไมคนนัดนานมาจัง ระหว่างที่ฉันนั่งรอคุณพี่สร้อยอยู่ในศาลาท่าน้ำกับพี่จันพี่อิ่ม เพลิดเพลินไปกับการชื่นชมดื่มด่ำในบรรยากาศ มองดูผู้คนสมัยนี้ที่พายเรือไปมา บ้างก็มีเด็กๆกระโดดลงเล่นน้ำหัวเราะกันสนุกสนาน ก้มมองฝูงปลาที่ว่ายในลำธารบวกกับสายลมเย็นที่พัดผ่านหน้า ทำให้นึกสนุกอยากแต่งกลอนหนึ่งบทตามสไตล์ตัวเองขึ้นมาทันที ไม่รู้ภาษาที่เอ่ยออกไปจะคล้องกันหรือเปล่า เพราะภาษาไทยที่เรียนมาไม่เคยแตะเกรดสี่เลยด้วยซ้ำภาษาอื่นๆก็ด้วย นั่งเพลินเพลินชื่นชมไปได้สักพัก สายตาก็เหลือบมองไปเห็นเรือลำหนึ่งที่ดูโดดเด่นมาแต่ไกล “โอ้ มองไกลๆจัดว่าเด็ดเสียจริงหน้อ” ฉันเอ่ยออกมาอย่างลืมตัว เมื่อเห็นชายผู้หนึ่งลักษณะท่าทางดูองอาจ ยิ่งเรือเริ่มพายเข้ามาใกล้ๆ ก็

  • อธิษฐานเคียงคู่   บทที่4 คุณพี่สร้อย

    หลังจากที่ฉันตื่นนอนแล้ว ฉันก็ลากสังขานตัวเองออกมาสูดอากาศข้างนอก แต่ร่างกายเดิมนี่ช่างไม่มีเรี่ยวแรงเลยจริงๆ เคลื่อนย้ายลำบากสุดๆ คงต้องหาเวลาออกกำลังกายเสริมสร้างกล้ามเนื้อแล้วละ “คุณป้าเจ้าคะ ประเดี๋ยวหลานช่วยนวดให้นะเจ้าคะ” เมื่อเดินออกจากห้องมา ก็เห็นว่าคุณแม่นั่งอยู่กับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งอายุก็น่าจะราวๆใกล้เคียงกับเจ้าของร่างนี้ ที่กำลังนั่งนวดเท้านวดขาให้คุณแม่อยู่ ดูจากการแต่งองค์ทรงเครื่องแล้วก็คงจะเป็นแม่หญิงบ้านไหนละมั้ง ระหว่างที่ฉันกำลังยืนมองอยู่ คุณแม่ก็เหลือบมาเห็นฉันเข้าพอดี “อ้าว แม่บุษตื่นแล้วรึ” “เจ้าคะคุณแม่” ฉันตอบท่านเสร็จก็เดินไปนั่งข้างๆคุณแม่ แล้วเหลือบมองผู้หญิงคนนั้นอย่างสงสัย ถึงแม้ตอนนี้ต่อให้นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกหรอก ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร ชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร “แล้วนี่แม่หญิงบ้านไหนหรือเจ้าคะคุณแม่” เมื่อฉันเอ่ยประโยคนั้นออกไป ทั้งคุณแม่และเธอคนนั้นก็มองมาด้วยสีหน้าตกตะลึงอย่างก็เห็นผีอย่างนั้น “น้องบุษ เจ้าจำพี่สาวคนนี่ไม่ได้แล้วรึ”

  • อธิษฐานเคียงคู่   บทที่3 ย้อนเวลา

    ฮือๆ “แม่หญิง แม่หญิงเจ้าคะ” “แม่หญิงฟื้นสิเจ้าคะ แม่หญิงนอนนิ่งหลายวันแบบนี้ บ่าวใจคอไม่ดีนะเจ้าคะ ฮือ” เฮ้อ เสียงร้องไห้อีกแล้วเหรอ เอ๊ะ หรือว่าฉันจะกลับเข้ามาในร่างแล้ว ฉันขยับตัวยุกยิกใต้ผ้าห่ม ก่อนที่จะดึงผ้ามาคลุมหน้าตัวเองด้วยความเคยชินทั้งที่ก็ยังไม่ได้ลืมตา สักพักก็ค่อยๆลืมตาตื่นเพราะทนเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ไหว พรึบ! “พ่อ แม่” ทันทีที่ลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่เรียกคือพ่อแม่ของตัวเอง แต่แล้ว… พรึบ! “แม่หญิงเจ้าคะ” “เฮ้ย!” ในวินาทีนั้นฉันสะดุงตกใจตื่นเต็มตาทันที เมื่อเห็นหน้าใครไม่รู้โผล่มาอย่างกับผี แล้วยังมายิ้มแฉ่งยิงฟันดำนั้นอีก ไหนจะคำพูดคำจาที่ดูแปลกๆนั้นด้วย ‘แม่หญิง? แม่หญิงที่ไหนกัน’ แล้วพ่อกับแม่ฉันล่ะ ท่านไปไหน ไม่ใช่ว่าฉันกลับมาเข้าร่างได้แล้วเหรอ ฉันรีบกวาดตามองรอบตัวอย่างลนลานแบบลวกๆ คล้ายกับว่าเพิ่งเจอเรื่องที่น่าสะพรึงมา แล้วนั้นใครอีกล่ะนี่ พยายาบาลเขาเปลี่ยนธีมชุดทำงานใหม่กันแล้วเห

Higit pang Kabanata
Galugarin at basahin ang magagandang nobela
Libreng basahin ang magagandang nobela sa GoodNovel app. I-download ang mga librong gusto mo at basahin kahit saan at anumang oras.
Libreng basahin ang mga aklat sa app
I-scan ang code para mabasa sa App
DMCA.com Protection Status