Mag-log inลลิตดีใจจนเนื้อเต้นตั้งแต่วันที่แม่รัลบอกว่าคุณคณิตจะรับเธอไปเป็นลูก จนตอนนี้เธอก็ยังใจเต้นรัว ยิ่งเมื่อคณิตเลี้ยวรถเข้าเขตบ้านหลังหนึ่ง มันสวยงามอย่างที่ลลิตไม่คิดมาก่อนว่าจะได้เข้ามาอยู่ในบ้านหลังงามขนาดนี้
ลลิตก้าวลงจากรถมายืนมองตัวบ้านให้ชัดๆ เธอหันกลับมามองคณิตด้วยใจอยากจะขอบคุณเขาดังๆ สักล้านครั้งที่ให้โอกาสเธอ
“รอฉันเดี๋ยวนึง” คณิตบอกกับเธอ เขาปิดประตูรถฝั่งคนขับแล้วเดินย้อนไปที่ท้ายรถ เปิดฝากระโปรงแล้วหยิบกระเป๋าสัมภาระของลลิตออกมา ลลิตรอให้เขาเดินมาขนาบข้างแล้วจึงเดินต่อไปพร้อมๆ กัน
“บ้านสวยจังเลยค่ะ” ลลิตบอกกับเขา
“สวยกว่าบ้านแม่รัลไหม” คณิตถาม ลลิตมองดูไล่ตั้งแต่พื้นหินขัดตรงทางเดินไปจนถึงตัวบ้าน
“หนูว่าสวยกว่า เป็นไม้ทั้งหลังเลย ฝาไม้กระดานเป็นแนวตั้งมีหินสลับด้วย หนูเคยเห็นแต่ฝาไม้แนวนอน” คณิตค่อยๆ เดินช้าๆ ให้ลลิตได้พิจารณาดูบ้านใหม่ที่เธอจะได้เข้ามาอยู่
“แต่มันอาจจะอยู่ลึกไปหน่อยนะ ฉันไม่ชอบอยู่หมู่บ้านน่ะ มันวุ่นวาย”
“หนูก็ไม่ชอบความวุ่นวายค่ะ แบบที่บ้านแม่รัลไง วุ่นวายตลอด” คณิตหัวเราะ เขาปล่อยให้ลลิตเดินนำหน้าขึ้นบันไดหินไปจนถึงหน้าประตู
“เหมือนอยู่ในฝันเลยค่ะ นึกว่านิทาน หนูเคยอ่านเจอแบบนี้ในห้องหนังสือที่บ้านแม่รัล” ลลิตยิ้มอย่างเบิกบาน “ไม่ยักรู้ว่ามันจะมีจริงๆ ด้วย” ลลิตยังเหลียวซ้ายแลขวาดูทุกรายละเอียด
“ฉันออกแบบเองนะ ไม่เชิงออกแบบสิ ฉันคุยกับสถาปนิก อยากได้แบบไหนก็บอกเขา แล้วผู้รับเหมาก็ทำให้ ฉันก็คอยมาดูจนสร้างเสร็จ มันก็ได้ออกมาแบบนี้ เราเข้าข้างในกันก่อนดีกว่า ว่างๆ เธอค่อยออกมาเดินเล่นนะ” ลลิตพยักหน้า เธอประหลาดใจที่แบบบ้านของคุณคณิตมันออกมาเหมือนบ้านในฝันของเธอได้ยังไงกัน
“พี่สาคร้าบบ...” คณิตตะโกนเรียกชื่อพี่เลี้ยงของเขาที่คอยดูแลกันมาตั้งแต่เด็ก ประตูบ้านไม่ได้ล็อค คณิตแค่บิดลูกปิดประตูแล้วเปิดเข้าไป
ลลิตถอดรองเท้าออกแล้วเดินตามเขาเข้าไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“กลัวเหรอ”
“เปล่าค่ะ”
“แล้วทำไมทำหน้าอย่างนั้น”
“แค่กลัวพี่สาจะไม่ชอบหนู” คณิตทำหน้าตาเหมือนกำลังสงสัย แต่ยังไม่ทันได้ถามอะไรพี่สาก็เดินออกมาจากครัวเสียก่อนแล้ว
“สวัสดีค่ะคุณหนู” พี่สาเอ่ยปากทักทายทั้งคู่ด้วยน้ำเสียงแหบพร่า คณิตกลับทำส่ายหน้าเหมือนอยากจะห้ามอะไรพี่สาเอาไว้ ลลิตยกมือไหว้เธอ
“คนนี้นี่เอง อยู่บ้านนี้จะมีฉันคอยดูแลนะ” ลลิตอมยิ้มให้เธอ น้ำเสียงของพี่สาเหมือนคนแก่มาก ทั้งที่ดูเธอก็ยังแข็งแรงดี หลังยังตรง ยังไม่เดินขากะเผลก ผมดำขลับ จะมีก็แต่ริ้วรอยบนใบหน้าที่บอกให้รู้ว่าเธอไม่ใช่สาวๆ แล้ว
“ชื่อลลิตใช่ไหม” พี่สาถามเธอ
“ใช่ค่ะ พี่สา” คณิตมองหน้าลลิตอย่างเอ็นดู เด็กวัย 14 เรียกพี่เลี้ยงของเขาว่าพี่
“ใช่จ้ะ เรียกพี่สานี่ล่ะดีแล้ว คุ้นหูดี” พี่สาเหลือบมองคณิตก่อนจะพูดประโยคนี้ออกมาราวกับอ่านใจเขาออก
“ฉันเข้าไปทำกับข้าวต่อนะ เดี๋ยวก็เที่ยงแล้ว จะได้ร่วมโต๊ะกันเป็นมื้อแรก”
“ครับพี่สา” คณิตบอกกับสา เธอหันหลังเดินกลับไปอย่างคล่องแคล่ว ลลิตหันเงยมองหน้าคณิต เธออยากจะถามถึงอายุพี่สา แต่จากการที่เติบโตมาในบ้านแม่รัล มันทำให้เธอคิดทุกครั้งก่อนที่จะพูดอะไรออกไป คณิตรอท่า เขามองปราดเดียวก็รู้ว่าลลิตมีเรื่องสงสัย แต่ลลิตกลับทำยักไหล่เหมือนไม่ใส่ใจอยากจะรู้แล้วเสียอย่างนั้น
“เดี๋ยวฉันพาไปดูห้องนอน” คณิตเดินนำลลิตขึ้นบันไดไปชั้นสอง เพียงเมื่อพ้นหัวบันได ลลิตก็ต้องอ้าปากค้างอีกคราวหนึ่ง
“กว้างจังเลยค่ะ” เธอมองดูพื้นที่โล่งๆ สว่างสดใสด้วยแสงแดดที่สาดเข้ามาเต็มที่จากหน้าต่างกระจกบานใหญ่ พื้นไม้กระดานสีน้ำตาลธรรมชาติ ยิ่งดูสวยสะกดตาเมื่อถูกแสงแดดโลมเลีย
“ที่บ้านแม่รัลพื้นเป็นปูน”
“ใช่ ฉันจำได้ เธอชอบแบบนี้มากกว่าเหรอ”
“ชอบมากกว่าเป็นไหนๆ เลยค่ะ” ลลิตตอบอย่างไม่ต้องลังเล เพราะใจเธอคิดเช่นนั้นจริง
“หรือว่าตอนฉันแจ้งแบบกับสถาปนิก เธอแอบมาดลใจฉันนะ ตอนนั้นเธอจะอายุเท่าไหร่เอง” คณิตมองลลิตอย่างแปลกใจ หรือว่าชะตาของเธอจะต้องมาเป็นลูกบุญธรรมของเขาจริงๆ ตั้งแต่ที่ฟ้าได้กำหนดให้เขาและเธอได้เกิดมาแล้ว
“นี่แค่ส่วนห้องโถง เอาไว้ใช้สอยอย่างเอนกประสงค์ เธอจะวางขาตั้งผ้าใบวาดรูป ปูเสื่อเล่นโยคะ หรืออะไรก็ได้ ตามใจเลย”
ลลิตยิ้มอย่างชื่นมื่น ตั้งแต่เกิดมาเธอไม่เคยถูกใครตามใจ ไม่เคยมีพื้นที่ส่วนตัวกว้างขวางที่จะทำอะไรกับมันก็ได้ แม้แต่ห้องนอนเธอก็ยังต้องแบ่งใช้ร่วมกับคนอื่น เธอประทับใจในทุกสิ่งตั้งแต่ก้าวแรกที่ได้มาเหยียบบ้านหลังนี้ ก่อนลลิตจะย้ายเข้ามา คณิตได้แต่งห้องให้เธออย่างพิถีพิถัน ให้เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็กผู้หญิงวัย 14 ปีที่ฉลาด น่าเอ็นดู ทั้งยังน่าเวทนาไปในเวลาเดียวกัน
ตั้งแต่วันแรกๆ คณิตให้เธอทำแบบทดสอบทางวิชาการที่บ้าน พร้อมทั้งจัดการให้เธอเรียนหนังสือแบบโฮมสคูลกับครูสอนพิเศษมาจนเกือบปีได้แล้ว ถึงบ้านคุณรัลจะดูแลเด็กๆ อย่างดี แต่เด็กกำพร้าก็คือเด็กกำพร้าวันยังค่ำ เธอไม่เคยได้ออกไปสัมผัสโลกภายนอกโดยมีพ่อแม่นำทางให้เหมือนอย่างเด็กคนอื่นๆ โลกทั้งใบของเธอหมุนวนอยู่แต่ในบ้านหลังนั้น ถึงมันจะเป็นตึกใหญ่โต แต่มิติและมุมมองคงคับแคบน่าดู ไว้ให้เธอพร้อมเสียก่อน ถึงตอนนั้นแล้วค่อยหาโรงเรียนให้เธอ
“คุณคณิตคะ” ลลิตเรียกแล้วเคาะประตูห้องทำงานของเขาเบาๆ อย่างเกรงใจ
“เข้ามาได้” ลลิตเปิดประตูเข้าไปในห้องทำงานของเขาอย่างเรียบร้อยและสุภาพ
“หนูมีเรื่องจะขอ” คณิตเม้มปากเล็กน้อย ทำไมต้องมาขออะไรตอนเขากำลังทำงานด้วย
“อ้าว ขอโทษค่ะ หนูไม่รู้ว่ากำลังยุ่ง” ลลิตทำท่าจะหันหลังกลับไป
“ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรเลย”
“แต่ดูหน้าก็รู้แล้วว่าไม่ค่อยชอบใจ” ลลิตทำปากบุ้ย คณิตอมยิ้ม
“เอ้าว่ามา มีอะไร ไหนๆ ก็เข้ามาแล้วนี่”
“ขออธิบายก่อน หนูมากวนตอนนี้เพราะวันนี้วันเสาร์ ซึ่งเป็นวันหยุด คุณไม่ควรจะยุ่งค่ะ” คณิตหัวเราะ
“โอเค ฉันไม่ยุ่งก็ได้ ตกลงมีอะไร”
“หนูมาอยู่ได้ตั้งปีนึงแล้ว เมื่อไหร่จะได้ออกไปเรียนหนังสือแบบคนอื่นล่ะคะ” คณิตพับหน้าจอคอมพิวเตอร์ลง
“เรื่องนี้ฉันปรึกษาครูพัชให้แล้วล่ะ” คณิตโน้มตัวมาด้านหน้า ลลิตมองเห็นถึงความตั้งใจจริงที่เขาอยากจะพูดกับเธอ “ตอนอยู่บ้านคุณรัล เขาจ้างครูไปสอนให้ที่นั่น เท่ากับเธอไม่มีวุฒิอะไรเลย ตอนนี้ให้ครูพัชสอนตามแนวทางแบบการศึกษานอกโรงเรียนไปก่อน ที่เขาเรียก กศน. น่ะ พอพร้อมแล้วฉันจะส่งเธอไปสอบเทียบ มันเป็นวิธีเดียวนะ เธออยากไปโรงเรียนใช่ไหม”
“อยากค่ะ” คณิตเข้าใจความรู้สึกของลลิตเป็นอย่างดี
“ถ้าเธอสอบเทียบ ม. 3 ได้ ฉันจะรีบหาโรงเรียนมัธยมให้เธอเข้า ม. 4 เลย” ลลิตเริ่มส่งยิ้ม
“ทั้งนี้ทั้งนั้นมันอยู่ที่เธอ ถ้าตั้งใจเรียนตามที่ครูพัชสอน เผลอๆ ถ้าสอบเทียบ ม. 6 ได้ อาจจะได้เข้ามหาวิทยาลัยก่อนชาวบ้านเขาเลยนะ อยากลองไหมล่ะ” ลลิตทำท่าทางคิดหนัก
“เข้ามหาวิทยาลัยตอนอายุ 15 น่าตื่นเต้นมากค่ะ”
“ไม่สิ ถ้าจะสอบเทียบม. 6 เธอต้องอายุ 16 ปีอย่างต่ำ จะสอบได้ก็ปีหน้า แต่ถ้าเป็นสอบเทียบ ม. 3 พร้อมเมื่อไหร่ก็สอบได้เลย อายุเธอได้แล้ว”
“แต่ถ้าหนูสอบเทียบ ม. 6 ได้ ก็จะได้เข้ามหาวิทยาลัยเร็ว เรียนจบเร็ว”
“ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะทำได้” ยิ่งคณิตพูดแบบนี้ เหมือนเป็นการเพิ่มแรงส่งให้ลลิตเลือกทางที่ว่า
“จริงๆ หนูแค่อยากไปโรงเรียนเหมือนคนอื่น แต่พอคุณพูดมาอย่างนี้ มันก็ชักจะน่าสนใจ” คณิตหัวเราะ
“แล้วแต่นะ ฉันไม่ได้บังคับ งั้นเอางี้ไหม เรียนอยู่บ้านกับครูพัชไปก่อน แล้วฉันจะหาคอร์สเรียนเสริมอย่างอื่นให้ อยากเรียนอะไรล่ะ ศิลปะ ดนตรี...” ลลิตหยุดคิดครู่หนึ่ง
“หนูอยากเรียนเปียโนค่ะ แต่อย่าเพิ่งซื้อเปียโนมาวางแล้วจ้างครูมาสอนที่บ้านนะคะ ลองไปเรียนข้างนอกดูก่อน ถ้าไม่ชอบจะได้ไม่ซื้อเปียโนมาตั้งเด่ให้มันเสียของ”
“คิดงั้นจริงเหรอ” คณิตเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง เขารู้ดีว่าลลิตไม่ได้คิดอย่างที่พูด ลลิตยิ้มอายๆ พ่อบุญธรรมรู้ทันเธอเสียได้ เขาหัวเราะ
“ฉันตั้งใจให้ไปเรียนข้างนอกอยู่แล้ว จะได้ออกไปเปิดหูเปิดตา แค่ออกไปกินข้าว ไปเที่ยวกับฉันและพี่สามันคงน่าเบื่อ” ลลิตรู้สึกผิดเล็กน้อยที่คณิตพูดอย่างนั้น
“ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจ เดี๋ยวจะหาที่เรียนให้เลยนะ”
“ขอบคุณมากค่ะคุณคณิต” เขามองดูลลิตยิ้มร่าแล้ววิ่งออกจากห้องไป
“ว่าแต่...” คณิตสะดุ้ง เขาไม่คิดว่าลลิตจะโผล่หน้ากลับมาทำเสียงเจ้าเล่ห์ใส่
“ว่าไง”
“คุณเลิกเขินรึยังที่พี่สาเรียกว่าคุณหนู หนูเห็นนะ ตั้งแต่วันแรกที่มา ที่คุณแอบส่ายหน้าจะไม่ให้พี่สาเรียกแบบนั้น” คณิตลุกขึ้นทำท่าจะเข้าไปจัดการ ลลิตรีบวิ่งหนีไป
“เดี๋ยวเถอะ ยัยตัวดี มันน่าตีนัก” พูดจบเขาก็นั่งลงแล้วอมยิ้มอยู่คนเดียว
เด็กคนนี้น่ารักเหลือเกิน หนึ่งปีมานี้ คณิตรู้สึกดีขึ้นเป็นกอง เขารู้สึกรื่นหัวใจทุกครั้งที่กลับบ้านมาเจอลลิตรอกินข้าว ลลิตก็ทำตัวดี สมกับที่เขาเลือกเธอมา เมื่อลองถามไถ่ถึงความเป็นไปกับพี่สา ลลิตก็เข้ากับเธอได้ดี แล้วกับสิ่งที่เธอขอเพียงเท่านี้ เขาย่อมมอบให้เธอได้โดยไม่ต้องลังเล
จนถึงวันแรกที่ลลิตต้องออกไปเรียนเปียโน ลลิตได้รู้จักกับครูอลัน เขาอายุเพียง 22 ปี เป็นหนุ่มหล่อที่มีพรสวรรค์ด้านดนตรีเป็นอย่างมาก ลลิตถึงกับเขินอายเมื่อได้พบและเริ่มเรียนคลาสแรกกับเขาแบบตัวต่อตัว
“เห็นไหมว่าเก้าอี้เปียโนไม่มีพนักพิง เราจึงต้องนั่งหลังตรงตลอดเวลา” ครูอลันลูบแผ่นหลังของลลิตให้เหยียดตรง ลลิตสูดหายใจ
“แต่ไม่ต้องเกร็งเกินไปนะ ต่อไปวางมือตามครู” ครูอลันวางมือเป็นตัวอย่าง ลลิตทำตาม
“แบบนี้สิ” เขาจับมือของเธอแล้วกำกับตำแหน่งให้ถูกต้อง ลลิตตัวสั่นสะท้าน อุ้งมือของอลันอบอุ่นนุ่มนวล เธอไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดอะไรขึ้นในร่างกายของเธอตอนนี้ หัวใจของเธอเริ่มเต้นแรงขึ้น เหมือนเลือดมันสูบฉีดรุนแรงกว่าปกติจนไหลซ่านไปทั่วร่างจนถึงจุดจุดหนึ่งที่หว่างขา
“เครียดเหรอครับ”
“เอ่อ.. ไม่เลยค่ะ” เธอตอบเขาโดยไม่ละสายตาออกจากคีย์
“ทีนี้ เรามารู้จักตัวโน้ตกัน...” อลันร่ายยาวถึงทฤษฎีเปียโนเบื้องต้น ลลิตที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้ฟังเสียงทุ้มหวานของอลันแล้วก็ยิ่งใจสั่นระรัว
“อีกสองชั่วโมงเจอกันนะ” “ได้ค่ะ” ลลิตปิดประตูรถแล้วเดินเข้ามาใกล้หน้าประตูสถาบัน “ลลิต” เสียงครูอลันเรียกเธอจากไกลๆ “ครูอลัน สวัสดีค่ะ” เธอหันกลับไปมองดูคณิตที่ขับรถออกไปแล้ว “เมื่อวานทำไมครูไม่ทักหนูเลย แล้วส่ายหน้าด้วย ตอนหนูเดินลงมา” ลลิตถามอลันด้วยน้ำเสียงเกือบจะตะโกน อลันเดินมาถึงก็จับแขนของลลิตแล้วดันตัวเธอเลยไปอีกทางบนฟุตบาทหน้าสถาบัน ลลิตเดินตามไปอย่างงุนงง “ถึงร้านแล้วค่อยคุยกัน” เขาพูดเรียบๆ อลันพาลลิตเดินเข้าซอยข้างสถาบันดนตรีมาลึกได้ราว 100 เมตร ข้างในนี้เหมือนเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่หลายๆ ครอบครัวพร้อมใจกันเปิดร้านอาหาร หรืออาจเป็นเพียงพื้นที่ให้เช่าขายของ ลลิตตื่นตาตื่นใจมาก “โอ้โห ของกินเยอะแยะเลย” อลันมองหน้าเธอ “ดูสิ เห็นแค่นี้ก็ตื่นเต้นแล้ว ได้ไปไหนมาไหนเหมือนคนอื่นเขาบ้างไหมนะ” “ได้ไปสิคะ” ลลิตสวนคำ “ก็คงไปกับคุณคณิต” “ใช่ พี่สาด้วย” อลันเลิกคิ้วขึ้น “ใครเหรอ” เขาถามต่อ “พี่เลี้ยงของคุณคณิตค่ะ คอยช่วยดูแลหนูด้วย” “อ้
อีกนิดเดียว ลลิตบอกกับตัวเองในใจ ใกล้แล้ว “ก๊อกๆ” ลลิตสะดุ้งโหยง เธอรีบดึงมือออกมาแล้วแอบเช็ดปลายนิ้วกับชายกระโปรงเมื่อลุกขึ้น “เดี๋ยวพ่อบุญธรรมมารับแล้วจะไม่เจอนะ ลลิต ครูจะกลับแล้วล่ะ นั่งทำอะไรอยู่” ครูอลันถามลลิตหลังจากที่เคาะประตูแล้วเปิดเข้ามาทันที “เปล่าค่ะ ไม่ได้ทำอะไร กำลังนึกอยู่ว่าจะบอกคุณคณิตดีไหมว่าให้มีเปียโนที่บ้านด้วย” เธอพยายามสังเกตสีหน้าครูอลันว่าเขาจะรู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนี้หลังจากที่เขาออกไป อลันมองตาเธอสลับซ้ายขวา “ไว้ไปกินข้าวกันไหม คราวหน้าบอกให้คุณคณิตมาส่งเร็วหน่อยสิ บอกเขาว่าอยากมาซ้อมก่อนจะเริ่มเรียน ไม่งั้นก็ซื้อเปียโนไว้ที่บ้าน ทีนี้ล่ะอดออกมาเรียนแน่” ลลิตไม่ตอบเขา “ดีไหม ไปกินข้าวกับครู ครูมีเรื่องอยากเล่าให้เธอฟังเยอะแยะเลย เผื่อเธอมีอะไรอยากจะบอกครูบ้าง” ลลิตหยุดคิดสักครู่แล้วพยักหน้า อลันยิ้ม “งั้นวันนี้กลับเถอะ เดี๋ยวเขามาแล้วไม่เจอจะถูกดุเอานะ” “ค่ะๆ” ลลิตรีบเก็บข้าวของซึ่งก็มีเพียงกระเป๋าสะพายใส่ของส่วนตัวเพียงหนึ่งใบเล็กๆ เท่านั้น “ครูลงไปก่อนนะ”
“คณิตาภรณ์ สวัสดีครับ” “สวัสดีค่ะ จะขอสั่งผ้ายกม้วนหลายๆ แบบ สำหรับร้านรับตัดเสื้อผ้า” “ยินดีครับ สนใจผ้าชนิดไหนครับ” “อยากมีสต็อคไว้หลายๆ แบบเลยค่ะ เผื่อเวลาที่ลูกค้ารีเควสท์มาจะได้มีผ้าพร้อมตัดทันที” ราจเงียบไปสักครู่ “ไม่ทราบอยู่กรุงเทพฯ รึเปล่าครับ” “ใช่ค่ะ” “ทางเรามีบริการส่งด่วนนะครับ เพราะที่คณิตาภรณ์เราเป็นทั้งผู้ผลิตและจัดจำหน่ายทั้งปลีกและส่ง รวมทั้งมีสินค้านำเข้าด้วย ขออนุญาตแนะนำให้รับเป็นผ้าสำหรับงานตัดทั่วไป และหากทางคุณมีลูกค้าต้องการผ้าแบบพิเศษ ก็สามารถโทรเข้ามาสั่งได้เลย ภายในวันเดียวก็ถึงแล้วครับ” คณิตมองดูราจรับสายลูกค้าอย่างสังเกตสังกา เขาพูดคุยกับลูกค้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ แม้จะติดสำเนียงแขกมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ฟังดูขัดหูแต่อย่างใด เขาสลับหูโทรศัพท์ไปใช้หัวไหล่ด้านซ้ายหนีบเอาไว้ สองมือหยิบกระดาษปากกาจดออเดอร์ลูกค้าอย่างคล่องแคล่ว คณิตยิ้ม “ได้ครับ ขอบพระคุณมากนะครับ ล็อตนี้ไม่ได้รับด่วนใช่ไหมครับ... ครับๆ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เกินสองวันอย่างช้าครับ” ราจวางสายจากลูกค้าไ
บันไดหินที่หน้าประตูบ้านมีพื้นผิวเย็นเฉียบ ลลิตนั่งอยู่ตรงนั้นเฉยๆ นานกว่าสิบนาทีแล้ว วันนี้พี่สามาทำงานสาย เธออยากจะรู้จริงๆ ว่าแต่ละคนรอบตัวเธอมีเหตุผลอะไร ในเวลาที่ต้องกลับบ้านช้า มาทำงานสาย หรือปล่อยให้เธออยู่คนเดียวเหงาๆ จากตีนบันไดหินเลยออกไปทางหน้าตัวบ้านเป็นทางเดินสไตล์ฝรั่ง ปูพื้นด้วยหินก้อนโตๆ สลับขนาดกันไป ด้านบนถูกขัดให้เรียบจนเหมาะสำหรับทำเป็นทางเดิน ลลิตมองดูรูปสลักจากสัมฤทธิ์ที่ตั้งประดับอยู่ตรงหัวโค้งทางเดินข้างๆ ม้านั่งยาวที่คงตั้งเอาไว้เผื่อใครจะอยากแวะนั่งเล่น เธอรวบกระโปรงลุกขึ้น ก้าวขาลงมาอย่างช้าๆ เพื่อจะเดินเข้าไปสำรวจบริเวณนั้น คุณคณิตคงจะมีเงินเยอะมากๆ ปีเศษมานี้เธอไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้เลย เธอมัวแต่มีความสุขอยู่กับบ้านหลังงามที่เป็นชายคาให้เธอได้อยู่อาศัย เธอเอร็ดอร่อยกับอาหารแต่ละมื้อที่พี่สาทำให้และได้ออกไปกินตามร้านข้างนอกในเวลาที่คุณคณิตเว้นว่างจากการงาน เธอเพลิดเพลินกับเนื้อหาวิชาเรียนที่ครูพัชบอกว่าต้องรู้ให้หมดเสียก่อนจึงจะไปโรงเรียนเหมือนเด็กทั่วๆ ไปได้ จนมาถึงวันนี้ ทุกอย่างที่เธอเคยตื่นเต้นกับมัน ได้กลายเป็นกิจวัตรประจำว
วันเวลาผ่านไปจนถึงวันอาทิตย์อีกครั้ง ลลิตมองดูนักเรียนดนตรีในสถาบัน ทั้งคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงและกลุ่มที่เพิ่งเลิกคลาสเรียนลงมา เธอนั่งรอให้ถึงชั่วโมงเรียนของเธอหลังจากที่คณิตขับรถมาส่งเธอแล้วก็กลับไป วันนี้เขาไม่ได้อยู่รอเหมือนคราวก่อน บอกแต่เพียงว่าเรียนเสร็จแล้วให้มานั่งใกล้ๆ หน้าประตู พอเห็นรถของเขาแล้วให้เดินออกมาขึ้นรถได้เลย ลลิตนั่งคิดไปพลางว่าคณิตคงไม่รู้สึกกับเธอเหมือนเดิมแล้ว ทั้งที่ค่ำวันนั้นเธอและเขายังนั่งกินข้าวด้วยกันเหมือนเขาให้อภัยในความผิดของเธอแล้วด้วยซ้ำ ลลิตนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด เธอเริ่มสับสนและโกรธที่คณิตไม่ดีกับเธอเหมือนอย่างเก่า หลายวันมานี้เขาทำเหมือนเธอเป็นคนไม่สนิท เหมือนเป็นลูกเลี้ยงห่างๆ ที่เขามีหน้าที่เพียงส่งเสียให้มีที่กินที่อยู่และได้เรียนหนังสือหนังหาก็เท่านั้น “น้องลลิต ห้องเรียนว่างนะคะ เข้าไปซ้อมก่อนได้เลย เดี๋ยวครูอลันสอนอีกคนเสร็จจะตามเข้าไป” ครูที่เคาน์เตอร์ธุรการเดินเข้ามาบอกกับเธอ “อ๋อ ขอบคุณค่ะ” ลลิตหยิบกระเป๋าและแฟ้มดนตรีเดินขึ้นชั้นสองไปยังห้องเรียนเดิมเมื่อคราวก่อน ลลิตมองไปที่ประตูห้องเรียนของเธอตั้ง
ตลอดทางกลับมาบ้าน ลลิตไม่พูดไม่จา คณิตรู้สึกได้ว่าเธอเงียบเกินกว่าปกติ “ครูเขาดุไหม” “ไม่ดุค่ะ” “แล้วทำไมนั่งเงียบเลย” “สงสัยจะเครียดเพราะคนมันเยอะมั้งคะ หนูไม่ค่อยคุ้น อยู่แต่บ้านมาตั้งนาน” คณิตไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น ทั้งคู่นั่งเงียบกันมาตลอดทางจนกลับถึงบ้าน ลลิตนั่งลงที่โซฟาในห้องนั่งเล่น ในมือของเธอมีหนังสือเล่มหนึ่งที่เปิดสุ่มเอาไว้อำพรางสายตา เธอแอบมองคณิตถอดเสื้อเชิ้ตออกเหลือแต่เสื้อกล้ามโดยไม่ระวังตัว เขาคุ้นเคยกับลลิตจนคิดว่ามันคงจะไม่เป็นไร ลลิตมองเห็นปลายถันของเขาที่เป็นสีเข้ม มันชูชันผ่านเนื้อผ้าของเสื้อกล้ามตัวบางๆ ออกมาอย่างเด่นชัด พ่อบุญธรรมของเธออายุ 36 ปีแล้ว เขากำลังหนุ่มแน่นพร้อมสรรพด้วยคุณสมบัติทุกด้าน แต่เธอไม่เห็นว่าเขาจะมีคนรัก ตลอดหนึ่งปีมานี้ เขาทำแต่งาน แล้วก็กลับบ้านมากินข้าวเย็นกับเธอ วันหยุดคือวันของเขาและเธอ เธอจะได้ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ได้ไปดูสถานที่สำคัญต่างๆ ได้กินของอร่อยๆ หลากหลาย รวมทั้งบุฟเฟต์นานาชาติตามโรงแรม ทั้งชีวิตของลลิตมีแต่คณิต เธออยากรู้ว่าทั้งชีวิตของคณิตจะมีแค่เธอเหมือนกันรึไม่ ลล







