Masuk“พี่ลลิตไม่แต่งตัวเหรอ เดี๋ยวแขกจะมาแล้วนะ” บัวรสเดินเข้ามาหาลลิตที่นอนเอกเขนกอยู่บนเตียงในห้องนอนที่ทั้งสองต้องใช้ร่วมกัน
“ไม่ล่ะ อยู่มาจนอายุ 14 แล้ว ไม่เห็นเข้าตาใครบ้างเลย ปีนี้พี่เลิกหวังแล้วดีกว่า จะได้ไม่ต้องมาเสียใจ” ลลิตตอบบัวรสแล้วลุกขึ้นมานั่ง
“หนูก็ 10 ขวบแล้วเหมือนกัน ไม่เห็นหนูจะหมดหวังเลย” บัวรสนั่งลงข้างเธอ
“เธอน่ะน่ารัก วันนี้อาจจะมีคนรับเธอไปจากแม่รัลก็ได้ พี่มันคงแก่เกินไปแล้ว”
“แน่ะ ดูพูดเข้า บอกว่าตัวเองแก่ได้ยังไง ถ้าพี่แก่แล้วแม่รัลล่ะ” บัวรสและลลิตหัวเราะไปด้วยกัน
“พี่จะฟ้องแม่”
“ฟ้องไปเลย แม่จะได้ไล่ออกจากบ้าน หนูจะได้ไปอยู่ที่อื่น เบื่อที่นี่จะตาย” ลลิตพยักหน้าแล้วยิ้มให้ เธอก็เบื่อหน่ายกับบ้านนี้แล้วเช่นกัน บัวรสคลี่ผมออกแล้วใช้มือสาง เธอสวมชุดกระโปรงสีแดงสด อาบน้ำอาบท่าจนสะอาดสะอ้าน
“หนูไปให้แม่รัลถักเปียให้ดีกว่า จะได้สวยๆ แล้วมีคนรับไปเป็นลูกเขา” บัวรสลุกขึ้น
“แล้วเป็นลูกแม่รัลไม่ดีเหรอ” ลลิตแกล้งถามก่อนบัวรสจะออกจากห้อง
“แม่รัลลูกเยอะ แม่อะไรมีลูกตั้งสิบคน หนูอยากเป็นลูกคนเดียว สองคนก็ยังดี” ลลิตยิ้มตาม บัวรสวิ่งกระโปรงพลิ้วออกจากห้องไป ลลิตลุกขึ้นมองออกไปนอกหน้าต่างห้องนอน
จากหน้ารั้วใหญ่มาถึงประตูบ้านเป็นทางเดินปูด้วยหินกรวดสีเทาๆ ขนาบข้างด้วยกระถางบานบุรีตั้งเรียงๆ กันเป็นแถวยาวเข้ามา เลยจากแนวกระถางบานบุรีไป ก็ยังเป็นพื้นหินกรวดเช่นกันกับทางเดินตรงกลาง แม่รัลบอกว่ามันดูแลง่ายกว่าสนามหญ้า ไม่ต้องคอยตัดคอยถาง มีงูเงี้ยวเขี้ยวขอเข้ามาก็มองเห็นง่าย ลลิตยังคิดเถียงอยู่ในใจว่าให้ง่ายยิ่งกว่าคือพื้นปูนซีเมนต์เปล่าๆ ไม่ต้องเทกรวดอะไรทั้งนั้น แต่ลลิตก็ไม่ได้พูดมันออกไป เธอไม่กล้า แม่รัลคงจะหาว่าเถียงอีกหากว่าลลิตพูดอะไรที่ขัดกับความคิดของเธอ ลลิตภาวนาให้แขกในวันนี้เลือกบัวรส เธอยังจำได้ถึงวันแรกที่บัวรสถูกรับตัวเข้ามา ตอนนั้นเธอชื่อนุ้ย และลลิตในวัยเพียง 7 ขวบก็เป็นคนตั้งชื่อบัวรสให้ แม่รัลชอบใจมาก เธอถามว่าได้ชื่อนี้มาจากไหน ลลิตส่ายหน้าแล้วอมยิ้มเหมือนไม่รู้ แต่ใจจริงเธอแค่ไม่กล้าบอกออกไป ว่าสายตามันพลันเหลือบไปเห็นบัวรดน้ำที่วางอยู่ไม่ไกลกัน จึงได้พูดชื่อบัวรสออกมา
ลลิตมองดูทิวทัศน์หน้าบ้านอย่างเพลินใจ แม้ว่าแต่ละวันจะน่าเบื่อสักแค่ไหน แต่สีเหลืองสดของดอกบานบุรีก็ทำให้เธอกลับมาชื่นใจได้ทุกครั้ง เธอหรี่ตามองท้องฟ้า แล้วลดสายตากลับลงมายังบันไดหน้าบ้านที่มองเห็นได้จากหน้าต่างห้องนอน แววตาของลลิตเป็นประกายขึ้นมา เธอรีบวิ่งออกมาจากห้องแล้วลงมาที่ชั้นล่างอย่างเร่งร้อน พี่ปูนกับพี่ก้อยยืนคุยกันอยู่ระหว่างทาง เมื่อพี่ก้อยเห็นลลิต เธอก็พยักหน้าให้ ลลิตยักคิ้วตอบกลับไปอย่างกันเอง
“มาทำยักคิ้วหลิ่วตา อย่างนี้ไงมันถึงไม่มีใครรับไปเลี้ยง อีก 4 ปีก็ต้องออกจากที่นี่แล้ว เป็นโล้เป็นพายอะไรบ้าง” พี่ปูนทำหน้าตารังเกียจรังงอนระหว่างที่พูดตำหนิลลิตต่อหน้า
“ถ้าอีก 4 ปีออกไปแล้วไปไม่รอดก็คลานกลับมาของานแม่รัลทำเหมือนพี่ปูนไง ไม่เห็นจะยาก” ลลิตต่อปากต่อคำอย่างไม่ยี่หระ ปูนหันหน้ามามองก้อยที่พยายามทำไม่รู้ไม่เห็น เธอไม่อยากเลือกข้างและไม่อยากมีส่วนร่วมกับสิ่งที่ปูนกำลังทำ
“ฉันจะรอดูนะว่าจะไปได้สักกี่น้ำ ฉันกลับมาก็ยังได้ทำประโยชน์ ตอนเธอกลับมาคงต้องมาเก็บกรวดล้างทีละก้อน” ปูนพูดไล่หลังลลิตที่ไม่ยอมหยุดเสวนาด้วย ปัญญาอ่อน ลลิตคิดในใจแล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งกระโดดออกมาถึงหน้าบ้าน
“หวังว่าคงยังไม่มีใครได้ไปก่อนน้า” เธอรำพันกับตัวเองเบาๆ ลลิตผุดลุกผุดนั่งในกางเกงตัวรัดติ้ว เธอก้มมองหาของที่มองเห็นจากหน้าต่างห้องเมื่อตะกี้อย่างขะมักเขม้น
“หาอะไรอยู่เหรอหนู” ลลิตสะดุ้งโหยง เธอหันกลับมาพบชายหนุ่มวัยกลางคนคนหนึ่งในชุดสูท เขาเหมือนคนไทยในชุดหล่อแบบฝรั่ง ลลิตมองไปที่หัวไหล่ของเขาแล้วพยายามมองให้ออกว่านั่นมันช่วงไหล่แท้จริงของเขาหรือว่าเป็นเพราะชุดที่ทำให้เขาดูอกผายอย่างนี้ได้
“ว่าไงจ๊ะ หาอะไรอยู่”
“หาของค่ะ” เขาเม้มปากแล้วแสดงสีหน้าที่ลลิตเองก็ตีความไม่ออก
“ฉันช่วยหาไหม”
“อย่าเลยค่ะ เดี๋ยวชุดจะเปื้อน”
“แล้วเธอไม่กลัวชุดตัวเองเปื้อนเหรอ”
“ก็ชุดหนูมันไม่แพง แต่ของคุณน่าจะแพงนี่นา” ผู้ชายคนนั้นหัวเราะ “หนูหาเองดีกว่าค่ะ เดี๋ยวถูกแม่รัลดุเอา” ลลิตยืนยันจะไม่ให้เขาเข้ามาช่วย เขายิ้มแล้วเดินขึ้นบันไดเข้าไปในตัวบ้าน ลลิตก้มลงหาของของเธอต่อ
“ไชโย เจอแล้ว ปลิวมาอยู่ตรงนี้เอง” ลลิตเก็บธนบัตรใบสีแดงพับใส่กระเป๋ากางเกงอย่างรวดเร็ว เธอหันมองซ้ายขวาเพื่อดูให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็น
เธอชะเง้อมองเข้าไปในบ้าน แม่รัลกำลังต้อนรับผู้ชายคนนั้นอย่างดี เขาก้มลงทักทายโบตั๋น เด็กเล็กที่สุดในอุปการะของแม่รัลอย่างรักใคร่เอ็นดู คราวนี้ก็คงเป็นโชคของน้องเล็กๆ อีกตามเคย ลลิตนึกถึงตัวเองตั้งแต่ได้เข้ามาอยู่ที่นี่ ไม่เคยมีแม้สักครั้งที่จะมีวาสนาได้เป็นลูกบุญธรรมของใครบ้าง อีก 4 ปีเธอจะอายุครบ 18 ปี และต้องออกจากบ้านหลังนี้อย่างที่พี่ปูนบอก เมื่อวันนั้นมาถึงเธอคงได้แต่รอดูว่าโชคชะตาจะพัดพาเธอไปทางไหน ลลิตหยิบบัวรดน้ำขึ้นไปเติมน้ำจากหัวก๊อก เธออมยิ้มไปพลางระหว่างที่รอน้ำเต็มเพราะใจนึกไปถึงเรื่องตลกๆ ตอนบัวรสได้ชื่อนี้มา
“ปูน มารับโบตั๋นไปก่อน แม่จะคุยกับคุณคณิต”
“ค่ะแม่” ปูนขานรับแล้วรีบกุลีกุจอมารับตัวโบตั๋นออกไป
แม่รัลที่เด็กๆ เรียกกัน หรือดรัลพร เจ้าของบ้านอุปถัมภ์หลังนี้ เชื้อเชิญให้คณิตนั่งลงที่ชุดรับแขก คณิตนั่งลง เขาหันไปมองดูเด็กๆ วัยตั้งแต่ไม่กี่ขวบไปจนถึงวัยรุ่นทั้ง 9 คนที่ชะเง้อมองออกมาจากวงกบประตูอีกห้องหนึ่ง
“ตามสบายนะคะ เดี๋ยวก้อยจะเอาน้ำผลไม้มาให้” คณิตพยักหน้าแล้วกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ
“ไม่ทราบรู้จักบ้านเราจากที่ไหนเหรอคะ” ดรัลพรเริ่มตั้งคำถาม
“จากลูกค้าที่เป็นเพื่อนผมด้วยน่ะครับ เธอเคยรับเด็กจากที่นี่ไปเลี้ยง เห็นเธอว่าระบบรัดกุมดี เด็กๆ ก็ผ่านการคัดเลือกและฝึกฝนมาแล้ว” คณิตตอบไปตามตรง
“ไม่ทราบเธอชื่ออะไรเหรอคะ เผื่อฉันจะจำได้”
“คุณนก กนกรสน่ะครับ”
“อ๋อ คุณนกนั่นเอง” ดรัลพรพยายามนึกให้ออกว่ากนกรสรับเด็กคนไหนไป แต่เธอก็จำไม่ได้จริงๆ คณิตพอจะมองออก
“เห็นว่าลูกบุญธรรมเธอชื่อแป้ง แต่ผมจำชื่อจริงไม่ได้แล้ว”
“อ๋อใช่ค่ะ ใช่” ดรัลพรเริ่มคุ้นๆ
“เด็กๆ มาจากไหนกันบ้างเหรอครับ คุณมีวิธีรับเด็กยังไง” คณิตถามถึงขั้นตอนตั้งแต่เริ่มแรก
“คือเราไม่เชิงเป็นบ้านเด็กกำพร้าอย่างที่อื่นนะคะ ฉันเชื่อว่าเด็กบางคนมีศักยภาพเกินกว่าจะเลี้ยงดูอย่างปล่อยปละละเลยได้ ไม่ได้หมายถึงว่าที่อื่นดูแลเด็กไม่ดี แต่เด็กจำนวนมาก กับผู้ดูแลเพียงไม่เท่าไหร่ คงจะอบรมเลี้ยงดูกันได้ไม่ทั่วถึงนักหรอก ฉันจะดูแลเด็กๆ แค่ไม่เกิน 10 คน จากสถานรับเลี้ยงต่างๆ คนไหนที่ดูแล้วเข้าท่า ง่ายๆ ก็คือถูกชะตานั่นล่ะค่ะ ฉันก็จะรับตัวมาเลี้ยงดู อบรม ให้การศึกษา เราจ้างครูมาสอนถึงที่นี่ บางคนก็เป็นครูอาสา จะเห็นว่าเด็กๆ เรากิริยามารยาทดีทุกคน ฉันเชื่อสายตาและสัญชาตญาณตัวเองตั้งแต่แรกเจอ แล้วก็ไม่เคยพลาดเลย คุณจะใช้วิธีนี้เลือกเด็กก็ได้นะคะ ถ้าเชื่อมั่นในตัวเองพอ” ดรัลพรทิ้งท้ายให้คณิตได้คิดตาม
“แล้วค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็กๆ ล่ะครับ”
“แต่เดิมก็ใช้เงินตัวเองนี่ล่ะค่ะ ฉันตัวคนเดียว ไม่มีลูก แต่ก็พอมีทรัพย์สินเดิม บ้านหลังนี้ก็เป็นบ้านเดิมของตระกูลฉัน ฉันเริ่มจากรับเด็กมาเลี้ยงคนเดียวก่อน แล้วก็ค่อยๆ เพิ่มมาเรื่อยๆ จนมาหยุดที่ 10 คน คิดว่าเกินนี้ไม่น่าจะไหว ค่าใช้จ่ายก็เริ่มมากขึ้น มีเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ เห็นสิ่งที่ฉันทำเขาก็ให้เงินสนับสนุนมา ตอนหลังก็เลยจดทะเบียนให้มันถูกต้องไปเลย รายได้อีกส่วนก็มาจากผู้อุปการะที่รับเด็กไปเลี้ยงดูค่ะ เด็กๆ เรากินดีอยู่ดีก็จากเงินบริจาคจำนวนมากด้วย” ดรัลพรมองหน้าคณิตคล้ายหยั่งเชิง
“นี่เป็นเอกสารที่ต้องกรอกนะคะ รวมทั้งรายละเอียด ข้อบังคับ และค่าใช้จ่าย ลองอ่านดูก่อนค่ะ...”
คณิตอ่านเอกสารอย่างละเอียด ไม่มีจุดใดที่เขารู้สึกติดขัด
“คุณคณิตคิดว่าจะมีคนช่วยเลี้ยงไหมคะ สนใจเด็กวัยประมาณไหน”
“ปกติลูกค้าที่นี่จะรับเด็กอายุสักเท่าไหร่ไปกันครับ” คณิตถามก่อนจะให้คำตอบ
“ฉันไม่อยากให้เลี้ยงเขาเหล่านั้นว่าลูกค้าเลยค่ะ อยากให้เรียกผู้อุปถัมภ์มากกว่า”
“อ้อ ขอโทษทีครับ ผมเข้าใจ” ดรัลพรยิ้ม
“ถ้าที่บ้านมีคนช่วยเลี้ยง จะรับเด็กเล็กแค่ไหนไปก็ได้ จากข้อมูลเบื้องต้นและเอกสารที่เตรียมมาแสดง เรื่องทุนทรัพย์ในการเลี้ยงเด็กทางคุณคงไม่มีปัญหา แต่เรื่องเวลากับเด็กเล็กเป็นสิ่งสำคัญมาก”
“ผมมีพี่เลี้ยงที่เลี้ยงดูผมมาแต่เด็ก ทุกวันนี้แกก็ยังอยู่ดูแลผม ส่วนพ่อแม่ผมท่านเสียไปหมดแล้ว ส่วนมากผมก็ทำงาน และไม่มีภรรยาครับ”
ดรัลพรหยุดคิดสักครู่หนึ่ง
“ถ้างั้นพี่เลี้ยงคนนี้ก็น่าจะอายุค่อนข้างมากแล้ว แนะนำให้รับเด็กที่ดูแลตัวเองได้แล้วจะดีกว่านะคะ”
“ครับ ผมก็เห็นด้วย” คณิตเริ่มหันกลับไปมองดูเด็กๆ ที่ยังพยายามสลับกันชะโงกหน้าออกจากห้องมาแอบดูแขกคนสำคัญ
“เมื่อกี้ผมเห็นเด็กคนหนึ่งหน้าบ้าน ไม่ได้แต่งตัวสวยเหมือนคนอื่นๆ เลย นั่นเด็กของที่นี่ด้วยรึเปล่าครับ” ดรัลพรพยายามนึกดูว่าเป็นใคร
“อ๋อ น่าจะเป็นลลิตน่ะค่ะ แกอายุ 14 ปี เห็นตัดพ้อแต่เช้าแล้วว่าคงไม่มีใครรับไปเลี้ยงหรอก ไม่งั้นคงได้ออกไปตั้งแต่ยังเล็กกว่านี้ คุณได้คุยกับเธอรึยังคะ”
“ได้ทักทายกันไม่กี่ประโยคเองครับ ดูแกฉลาดพูดนะ ผมจะช่วยหาของ แกบอกอย่าเลย เดี๋ยวชุดผมจะเปื้อน” คณิตยิ้มขณะเล่าเรื่องให้ดรัลพรได้ฟัง ดรัลพรหัวเราะไปด้วย
“ใช่ค่ะ เด็กคนนี้ฉลาด หัวไว แกพูดภาษาอังกฤษสำเนียงดีด้วยนะคะ ครูเขาชมมา” คณิตพยักหน้า เขาจะตัดสินใจตามสัญชาตญาณตามที่ดรัลพรแนะนำ
“อีกสองชั่วโมงเจอกันนะ” “ได้ค่ะ” ลลิตปิดประตูรถแล้วเดินเข้ามาใกล้หน้าประตูสถาบัน “ลลิต” เสียงครูอลันเรียกเธอจากไกลๆ “ครูอลัน สวัสดีค่ะ” เธอหันกลับไปมองดูคณิตที่ขับรถออกไปแล้ว “เมื่อวานทำไมครูไม่ทักหนูเลย แล้วส่ายหน้าด้วย ตอนหนูเดินลงมา” ลลิตถามอลันด้วยน้ำเสียงเกือบจะตะโกน อลันเดินมาถึงก็จับแขนของลลิตแล้วดันตัวเธอเลยไปอีกทางบนฟุตบาทหน้าสถาบัน ลลิตเดินตามไปอย่างงุนงง “ถึงร้านแล้วค่อยคุยกัน” เขาพูดเรียบๆ อลันพาลลิตเดินเข้าซอยข้างสถาบันดนตรีมาลึกได้ราว 100 เมตร ข้างในนี้เหมือนเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่หลายๆ ครอบครัวพร้อมใจกันเปิดร้านอาหาร หรืออาจเป็นเพียงพื้นที่ให้เช่าขายของ ลลิตตื่นตาตื่นใจมาก “โอ้โห ของกินเยอะแยะเลย” อลันมองหน้าเธอ “ดูสิ เห็นแค่นี้ก็ตื่นเต้นแล้ว ได้ไปไหนมาไหนเหมือนคนอื่นเขาบ้างไหมนะ” “ได้ไปสิคะ” ลลิตสวนคำ “ก็คงไปกับคุณคณิต” “ใช่ พี่สาด้วย” อลันเลิกคิ้วขึ้น “ใครเหรอ” เขาถามต่อ “พี่เลี้ยงของคุณคณิตค่ะ คอยช่วยดูแลหนูด้วย” “อ้
อีกนิดเดียว ลลิตบอกกับตัวเองในใจ ใกล้แล้ว “ก๊อกๆ” ลลิตสะดุ้งโหยง เธอรีบดึงมือออกมาแล้วแอบเช็ดปลายนิ้วกับชายกระโปรงเมื่อลุกขึ้น “เดี๋ยวพ่อบุญธรรมมารับแล้วจะไม่เจอนะ ลลิต ครูจะกลับแล้วล่ะ นั่งทำอะไรอยู่” ครูอลันถามลลิตหลังจากที่เคาะประตูแล้วเปิดเข้ามาทันที “เปล่าค่ะ ไม่ได้ทำอะไร กำลังนึกอยู่ว่าจะบอกคุณคณิตดีไหมว่าให้มีเปียโนที่บ้านด้วย” เธอพยายามสังเกตสีหน้าครูอลันว่าเขาจะรู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนี้หลังจากที่เขาออกไป อลันมองตาเธอสลับซ้ายขวา “ไว้ไปกินข้าวกันไหม คราวหน้าบอกให้คุณคณิตมาส่งเร็วหน่อยสิ บอกเขาว่าอยากมาซ้อมก่อนจะเริ่มเรียน ไม่งั้นก็ซื้อเปียโนไว้ที่บ้าน ทีนี้ล่ะอดออกมาเรียนแน่” ลลิตไม่ตอบเขา “ดีไหม ไปกินข้าวกับครู ครูมีเรื่องอยากเล่าให้เธอฟังเยอะแยะเลย เผื่อเธอมีอะไรอยากจะบอกครูบ้าง” ลลิตหยุดคิดสักครู่แล้วพยักหน้า อลันยิ้ม “งั้นวันนี้กลับเถอะ เดี๋ยวเขามาแล้วไม่เจอจะถูกดุเอานะ” “ค่ะๆ” ลลิตรีบเก็บข้าวของซึ่งก็มีเพียงกระเป๋าสะพายใส่ของส่วนตัวเพียงหนึ่งใบเล็กๆ เท่านั้น “ครูลงไปก่อนนะ”
“คณิตาภรณ์ สวัสดีครับ” “สวัสดีค่ะ จะขอสั่งผ้ายกม้วนหลายๆ แบบ สำหรับร้านรับตัดเสื้อผ้า” “ยินดีครับ สนใจผ้าชนิดไหนครับ” “อยากมีสต็อคไว้หลายๆ แบบเลยค่ะ เผื่อเวลาที่ลูกค้ารีเควสท์มาจะได้มีผ้าพร้อมตัดทันที” ราจเงียบไปสักครู่ “ไม่ทราบอยู่กรุงเทพฯ รึเปล่าครับ” “ใช่ค่ะ” “ทางเรามีบริการส่งด่วนนะครับ เพราะที่คณิตาภรณ์เราเป็นทั้งผู้ผลิตและจัดจำหน่ายทั้งปลีกและส่ง รวมทั้งมีสินค้านำเข้าด้วย ขออนุญาตแนะนำให้รับเป็นผ้าสำหรับงานตัดทั่วไป และหากทางคุณมีลูกค้าต้องการผ้าแบบพิเศษ ก็สามารถโทรเข้ามาสั่งได้เลย ภายในวันเดียวก็ถึงแล้วครับ” คณิตมองดูราจรับสายลูกค้าอย่างสังเกตสังกา เขาพูดคุยกับลูกค้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ แม้จะติดสำเนียงแขกมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ฟังดูขัดหูแต่อย่างใด เขาสลับหูโทรศัพท์ไปใช้หัวไหล่ด้านซ้ายหนีบเอาไว้ สองมือหยิบกระดาษปากกาจดออเดอร์ลูกค้าอย่างคล่องแคล่ว คณิตยิ้ม “ได้ครับ ขอบพระคุณมากนะครับ ล็อตนี้ไม่ได้รับด่วนใช่ไหมครับ... ครับๆ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เกินสองวันอย่างช้าครับ” ราจวางสายจากลูกค้าไ
บันไดหินที่หน้าประตูบ้านมีพื้นผิวเย็นเฉียบ ลลิตนั่งอยู่ตรงนั้นเฉยๆ นานกว่าสิบนาทีแล้ว วันนี้พี่สามาทำงานสาย เธออยากจะรู้จริงๆ ว่าแต่ละคนรอบตัวเธอมีเหตุผลอะไร ในเวลาที่ต้องกลับบ้านช้า มาทำงานสาย หรือปล่อยให้เธออยู่คนเดียวเหงาๆ จากตีนบันไดหินเลยออกไปทางหน้าตัวบ้านเป็นทางเดินสไตล์ฝรั่ง ปูพื้นด้วยหินก้อนโตๆ สลับขนาดกันไป ด้านบนถูกขัดให้เรียบจนเหมาะสำหรับทำเป็นทางเดิน ลลิตมองดูรูปสลักจากสัมฤทธิ์ที่ตั้งประดับอยู่ตรงหัวโค้งทางเดินข้างๆ ม้านั่งยาวที่คงตั้งเอาไว้เผื่อใครจะอยากแวะนั่งเล่น เธอรวบกระโปรงลุกขึ้น ก้าวขาลงมาอย่างช้าๆ เพื่อจะเดินเข้าไปสำรวจบริเวณนั้น คุณคณิตคงจะมีเงินเยอะมากๆ ปีเศษมานี้เธอไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้เลย เธอมัวแต่มีความสุขอยู่กับบ้านหลังงามที่เป็นชายคาให้เธอได้อยู่อาศัย เธอเอร็ดอร่อยกับอาหารแต่ละมื้อที่พี่สาทำให้และได้ออกไปกินตามร้านข้างนอกในเวลาที่คุณคณิตเว้นว่างจากการงาน เธอเพลิดเพลินกับเนื้อหาวิชาเรียนที่ครูพัชบอกว่าต้องรู้ให้หมดเสียก่อนจึงจะไปโรงเรียนเหมือนเด็กทั่วๆ ไปได้ จนมาถึงวันนี้ ทุกอย่างที่เธอเคยตื่นเต้นกับมัน ได้กลายเป็นกิจวัตรประจำว
วันเวลาผ่านไปจนถึงวันอาทิตย์อีกครั้ง ลลิตมองดูนักเรียนดนตรีในสถาบัน ทั้งคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงและกลุ่มที่เพิ่งเลิกคลาสเรียนลงมา เธอนั่งรอให้ถึงชั่วโมงเรียนของเธอหลังจากที่คณิตขับรถมาส่งเธอแล้วก็กลับไป วันนี้เขาไม่ได้อยู่รอเหมือนคราวก่อน บอกแต่เพียงว่าเรียนเสร็จแล้วให้มานั่งใกล้ๆ หน้าประตู พอเห็นรถของเขาแล้วให้เดินออกมาขึ้นรถได้เลย ลลิตนั่งคิดไปพลางว่าคณิตคงไม่รู้สึกกับเธอเหมือนเดิมแล้ว ทั้งที่ค่ำวันนั้นเธอและเขายังนั่งกินข้าวด้วยกันเหมือนเขาให้อภัยในความผิดของเธอแล้วด้วยซ้ำ ลลิตนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด เธอเริ่มสับสนและโกรธที่คณิตไม่ดีกับเธอเหมือนอย่างเก่า หลายวันมานี้เขาทำเหมือนเธอเป็นคนไม่สนิท เหมือนเป็นลูกเลี้ยงห่างๆ ที่เขามีหน้าที่เพียงส่งเสียให้มีที่กินที่อยู่และได้เรียนหนังสือหนังหาก็เท่านั้น “น้องลลิต ห้องเรียนว่างนะคะ เข้าไปซ้อมก่อนได้เลย เดี๋ยวครูอลันสอนอีกคนเสร็จจะตามเข้าไป” ครูที่เคาน์เตอร์ธุรการเดินเข้ามาบอกกับเธอ “อ๋อ ขอบคุณค่ะ” ลลิตหยิบกระเป๋าและแฟ้มดนตรีเดินขึ้นชั้นสองไปยังห้องเรียนเดิมเมื่อคราวก่อน ลลิตมองไปที่ประตูห้องเรียนของเธอตั้ง
ตลอดทางกลับมาบ้าน ลลิตไม่พูดไม่จา คณิตรู้สึกได้ว่าเธอเงียบเกินกว่าปกติ “ครูเขาดุไหม” “ไม่ดุค่ะ” “แล้วทำไมนั่งเงียบเลย” “สงสัยจะเครียดเพราะคนมันเยอะมั้งคะ หนูไม่ค่อยคุ้น อยู่แต่บ้านมาตั้งนาน” คณิตไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น ทั้งคู่นั่งเงียบกันมาตลอดทางจนกลับถึงบ้าน ลลิตนั่งลงที่โซฟาในห้องนั่งเล่น ในมือของเธอมีหนังสือเล่มหนึ่งที่เปิดสุ่มเอาไว้อำพรางสายตา เธอแอบมองคณิตถอดเสื้อเชิ้ตออกเหลือแต่เสื้อกล้ามโดยไม่ระวังตัว เขาคุ้นเคยกับลลิตจนคิดว่ามันคงจะไม่เป็นไร ลลิตมองเห็นปลายถันของเขาที่เป็นสีเข้ม มันชูชันผ่านเนื้อผ้าของเสื้อกล้ามตัวบางๆ ออกมาอย่างเด่นชัด พ่อบุญธรรมของเธออายุ 36 ปีแล้ว เขากำลังหนุ่มแน่นพร้อมสรรพด้วยคุณสมบัติทุกด้าน แต่เธอไม่เห็นว่าเขาจะมีคนรัก ตลอดหนึ่งปีมานี้ เขาทำแต่งาน แล้วก็กลับบ้านมากินข้าวเย็นกับเธอ วันหยุดคือวันของเขาและเธอ เธอจะได้ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ได้ไปดูสถานที่สำคัญต่างๆ ได้กินของอร่อยๆ หลากหลาย รวมทั้งบุฟเฟต์นานาชาติตามโรงแรม ทั้งชีวิตของลลิตมีแต่คณิต เธออยากรู้ว่าทั้งชีวิตของคณิตจะมีแค่เธอเหมือนกันรึไม่ ลล







