เข้าสู่ระบบอีกนิดเดียว ลลิตบอกกับตัวเองในใจ ใกล้แล้ว
“ก๊อกๆ” ลลิตสะดุ้งโหยง เธอรีบดึงมือออกมาแล้วแอบเช็ดปลายนิ้วกับชายกระโปรงเมื่อลุกขึ้น
“เดี๋ยวพ่อบุญธรรมมารับแล้วจะไม่เจอนะ ลลิต ครูจะกลับแล้วล่ะ นั่งทำอะไรอยู่” ครูอลันถามลลิตหลังจากที่เคาะประตูแล้วเปิดเข้ามาทันที
“เปล่าค่ะ ไม่ได้ทำอะไร กำลังนึกอยู่ว่าจะบอกคุณคณิตดีไหมว่าให้มีเปียโนที่บ้านด้วย” เธอพยายามสังเกตสีหน้าครูอลันว่าเขาจะรู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนี้หลังจากที่เขาออกไป อลันมองตาเธอสลับซ้ายขวา
“ไว้ไปกินข้าวกันไหม คราวหน้าบอกให้คุณคณิตมาส่งเร็วหน่อยสิ บอกเขาว่าอยากมาซ้อมก่อนจะเริ่มเรียน ไม่งั้นก็ซื้อเปียโนไว้ที่บ้าน ทีนี้ล่ะอดออกมาเรียนแน่” ลลิตไม่ตอบเขา
“ดีไหม ไปกินข้าวกับครู ครูมีเรื่องอยากเล่าให้เธอฟังเยอะแยะเลย เผื่อเธอมีอะไรอยากจะบอกครูบ้าง” ลลิตหยุดคิดสักครู่แล้วพยักหน้า อลันยิ้ม
“งั้นวันนี้กลับเถอะ เดี๋ยวเขามาแล้วไม่เจอจะถูกดุเอานะ”
“ค่ะๆ” ลลิตรีบเก็บข้าวของซึ่งก็มีเพียงกระเป๋าสะพายใส่ของส่วนตัวเพียงหนึ่งใบเล็กๆ เท่านั้น
“ครูลงไปก่อนนะ”
“ค่ะครู... พรุ่งนี้จะให้หนูมาเร็วเลยไหมคะ”
“ได้ ครูมาก่อนอยู่แล้ว นักเรียนคนที่เคยเรียนคลาสก่อนหน้าเธอเขาไปเรียนต่างประเทศแล้วล่ะ ครูว่างชั่วโมงนึงก่อนคลาสเราจะเริ่ม ลองบอกคุณคณิตดู”
“ค่ะครู”
“งั้นครูลงไปก่อนนะ อย่าลืมอะไรล่ะ แล้วรีบลงไป” ลลิตพยักหน้าแล้วยิ้มให้เขา
ลลิตสะพายกระเป๋าขึ้นไหล่ เธอเอี้ยวตัวหันกลับไปมองดูชายกระโปรงด้านหลัง เมื่อเห็นว่าไม่ได้มีร่องรอยเปรอะเปื้อนตรงไหนแล้วจึงเดินออกจากห้องมา
“ลลิต!”
“คุณคณิต!”
“ไปเถลไถลที่ไหนมา” คณิตก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาหา บนชั้นสองนี่ไม่มีใครอยู่แล้วนอกจากลลิตที่เดินออกมาจากห้องเรียนจนถึงหัวบันได
“เปล่าเลยค่ะ หนูขึ้นมาซ้อมเปียโน ครูเพิ่งเดินนำลงไปเดี๋ยวนี้เอง”
“ฉันมารอตั้งนานแล้ว ทำไมไม่รักษาเวลาเลย” คณิตเริ่มลดเสียงลง
“หนูขอโทษค่ะ” ลลิตยกมือไหว้เขา คณิตใจเย็นลงทันที
“ไม่เป็นไร” เขาบอกกับเธอด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ทั้งสองคนเดินลงมาด้วยกัน โดยที่เธอเดินนำหน้าเขาลงมาสองขั้นบันไดจนถึงเคาน์เตอร์ชั้นหนึ่งที่ครูอลันนั่งอยู่ ไหนเขาว่าจะกลับแล้วไงล่ะ ลลิตคิดในใจ เธอทำท่าจะทักทายเขา แต่อลันกลับส่ายหน้าเบาๆ แล้วก้มหน้าดูเอกสารในมือต่อ ลลิตไม่เข้าใจความหมายในท่าทางนั้น เธอจึงเลือกจะทำเฉยๆ แล้วเดินเลยเคาน์เตอร์จนออกจากประตูสถาบันไป
“เป็นไงบ้างวันนี้ งานสนุกไหม” คณิตชวนลลิตคุยก่อน
“เฉยๆ ค่ะ หนูก็เลยขึ้นไปซ้อมเปียโนไง จับสลากได้แก้วมา อยากจะไปเอาครอบแก้วสวยๆ ที่คุณซื้อให้คืนมาจังเลย” ลลิตชูแก้วใบเล็กๆ ที่เป็นรางวัลจากสลากที่จับได้ให้คณิตดู คณิตเหลือบตามามองช่วงสั้นๆ เพราะเขาต้องขับรถไปด้วย เขาเอื้อมมือมาคว้าแก้วใบนั้นไปถือเอาไว้แล้วพลิกซ้ายพลิกขวามองดูผ่านๆ
“เดี๋ยวรถชน” ลลิตพูดกับเขา คณิตยิ้ม
“ก็น่ารักดีออก มีลายเพนกวินด้วย” คณิตส่งแก้วคืนให้เธอแล้ววางสองมือบนพวงมาลัยอย่างเก่า
“แล้วใครจับได้ของหนูล่ะ” คณิตถามต่อแต่ลลิตไม่ตอบเขา
“ว่าไง ใครจับสลากได้ของหนู”
“ไม่รู้เหมือนกันค่ะ พอได้แก้วใบนี้ก็เซ็ง เลยขึ้นข้างบนไปซ้อมเปียโนคนเดียวเลย” ลลิตตั้งใจโกหก เธอไม่อยากพูดถึงอลันให้คณิตได้ตั้งคำถามอะไรต่อไปอีก
“คุณหายโกรธหนูแล้วเหรอคะ” ลลิตรีบถามก่อนที่คณิตจะจับได้ว่าเธอพูดไม่ตรงตามความจริง ก่อนนี้เธอบอกเขาว่ามาซ้อมเปียโนกับครูที่เพิ่งจะเดินลงชั้นล่างไป แต่เมื่อกี้เธอกลับบอกเขาว่าขึ้นไปซ้อมคนเดียว คณิตสูดหายใจเข้าลึก แล้วถอนใจยาวออกมา
“ฉันไม่ได้โกรธเธอหรอก” ใช่ เขาไม่ได้โกรธเธอเลย แต่เขาโกรธและรังเกียจตัวเองที่ต้องพยายามหักห้ามกำหนัดที่ก่อเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลลิตตั้งแต่วันนั้น เขาควรจะโกรธที่ลูกบุญธรรมทำตัวไม่น่ารักไม่น่าเอ็นดู เขาควรจะทำโทษที่เด็กคนนี้เริ่มแสดงกิริยาแก่แดดแก่ลม แต่ราคะที่เขาสัมผัสได้จากตัวเองทำให้เขาอยากจะกล่าวโทษตัวเองมากกว่าเด็กสาวไร้เดียงสาที่เขากำลังอุ้มชู
“แล้วทำไมถึงไม่พูดกับหนูบ้างเลย ทำเหมือนไม่อยากมองหน้าหนูด้วย” ลลิตมองหน้าเขาจากเบาะโดยสารข้างคนขับในรถ เธอจ้องเขาตาเขม็งด้วยปรารถนาที่อยากจะได้เพียงคำตอบ
“ฉันคิดเรื่องงานอยู่นานหลายวันเลยน่ะ จนวันนี้สรุปได้แล้ว” ลลิตหันกลับมามองทางข้างหน้า คณิตใช้เรื่องงานบังหน้า และตอบคำถามของลลิต
“พรุ่งนี้ลองไปทำงานกับฉันดูไหม”
“พรุ่งนี้หนูต้องไปเรียนเปียโนนี่คะ”
“อ้อ จริงสิ ลืมไป พรุ่งนี้วันอาทิตย์นี่ พอวันนี้กลับจากสถาบันมาฉันก็เลยสับสน งั้นเอาเป็นวันเสาร์หน้า ลองไปเป็นเด็กฝึกงานดู น่าสนไหม”
“น่าสนค่ะ” ลลิตยิ้มออกมาพร้อมกับสีหน้านึกสนุก
“เอ้อ คุณคณิต หนูมีเรื่องจะขออนุญาตอีกอย่างค่ะ”
“เรื่องอะไรล่ะ”
“พรุ่งนี้หนูขอไปเรียนเปียโนก่อนเวลาสักชั่วโมงนะคะ จะไปซ้อมก่อน บ้านเราไม่มีเปียโนนี่นา”
“อ้อ ได้เลย ไม่มีปัญหา ดีเสียอีก... หรือเธออยากมีเปียโนไว้ซ้อมที่บ้านด้วยล่ะ” คณิตถามจากใจจริง เงินเขามีเกินกว่าคำว่าเหลือเฟืออยู่แล้ว
“ยังไม่ต้องหรอกค่ะ หนูไปซ้อมแบบนี้ล่ะดีแล้ว เกิดเรียนๆ ไปแล้วเบื่อขึ้นมาจะได้ไม่ต้องซื้อเปียโนมาตั้งให้เสียของ”
“จะเสียของยังไงกัน ถึงเธอไม่เล่นฉันก็เอาไว้ก็ตั้งโชว์ได้อยู่ดี”
“โธ่” คณิตหัวเราะในน้ำเสียงและคำอุทานของลลิต
สองพ่อลูกบุญธรรมนุ่งคุยเล่นหยอกล้อกันมาตลอดทาง ลลิตดีใจมากที่คณิตกลับมาเป็นเหมือนเก่าแล้ว คณิตเองก็สบายใจขึ้น
“แต่บางทีฉันก็อยากฟังเธอเล่นเปียโนบ้างนะ ซื้อเปียโนไว้บ้านดีกว่า” คณิตอยากจะซื้อเปียโนให้ลลิตไว้ซ้อมที่บ้านจริงๆ คงจะดีถ้าบ้านเหงาๆ หลังนี้จะมีเสียงเปียโนเคล้าคลอในบรรยากาศบ้าง
“ครูบอกว่าจะมีวันที่หนูต้องโชว์บนเวทีที่สถาบันค่ะ อย่างในงานวันนี้ก็มีนักเรียนเล่นโชว์ คุณไปรอฟังหนูเล่นวันนั้นดีกว่า เป็นเซอร์ไพรส์” คณิตหัวเราะ
“เอ้า งั้นก็ได้ ต่อรองเก่งจริงนะเรา”
“เด็กฉลาดก็แบบนี้ล่ะ หรือคุณคิดว่ารับเด็กโง่มาเลี้ยงล่ะคะ เดี๋ยวดูเถอะ หนูจะฝึกงานที่ร้านคุณให้เก่งๆ เลย เอาให้ทุกคนต้องอึ้งกันให้หมด” คณิตยิ้มหน้าบ้าน
“ดีมาก มีความมุ่งมั่น” เขาพอใจที่ลลิตแสดงความใฝ่ดีออกมา นอกจากนก เพื่อนที่แนะนำให้เขารับเด็กจากบ้านคุณรัลมาเลี้ยงดูแล้วก็ไม่มีใครอื่นที่เห็นด้วยอีกเลย เอาแต่พูดกันวกวนเรื่องเอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม มันเสี่ยงที่จะเสียมากกว่าได้ แม้แต่พี่สาเองก็ตามที แล้วทุกวันนี้เป็นยังไงล่ะ พี่สาแทบจะรักลลิตเหมือนลูกเหมือนหลานคนหนึ่งไปแล้ว
“อีกสองชั่วโมงเจอกันนะ” “ได้ค่ะ” ลลิตปิดประตูรถแล้วเดินเข้ามาใกล้หน้าประตูสถาบัน “ลลิต” เสียงครูอลันเรียกเธอจากไกลๆ “ครูอลัน สวัสดีค่ะ” เธอหันกลับไปมองดูคณิตที่ขับรถออกไปแล้ว “เมื่อวานทำไมครูไม่ทักหนูเลย แล้วส่ายหน้าด้วย ตอนหนูเดินลงมา” ลลิตถามอลันด้วยน้ำเสียงเกือบจะตะโกน อลันเดินมาถึงก็จับแขนของลลิตแล้วดันตัวเธอเลยไปอีกทางบนฟุตบาทหน้าสถาบัน ลลิตเดินตามไปอย่างงุนงง “ถึงร้านแล้วค่อยคุยกัน” เขาพูดเรียบๆ อลันพาลลิตเดินเข้าซอยข้างสถาบันดนตรีมาลึกได้ราว 100 เมตร ข้างในนี้เหมือนเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่หลายๆ ครอบครัวพร้อมใจกันเปิดร้านอาหาร หรืออาจเป็นเพียงพื้นที่ให้เช่าขายของ ลลิตตื่นตาตื่นใจมาก “โอ้โห ของกินเยอะแยะเลย” อลันมองหน้าเธอ “ดูสิ เห็นแค่นี้ก็ตื่นเต้นแล้ว ได้ไปไหนมาไหนเหมือนคนอื่นเขาบ้างไหมนะ” “ได้ไปสิคะ” ลลิตสวนคำ “ก็คงไปกับคุณคณิต” “ใช่ พี่สาด้วย” อลันเลิกคิ้วขึ้น “ใครเหรอ” เขาถามต่อ “พี่เลี้ยงของคุณคณิตค่ะ คอยช่วยดูแลหนูด้วย” “อ้
อีกนิดเดียว ลลิตบอกกับตัวเองในใจ ใกล้แล้ว “ก๊อกๆ” ลลิตสะดุ้งโหยง เธอรีบดึงมือออกมาแล้วแอบเช็ดปลายนิ้วกับชายกระโปรงเมื่อลุกขึ้น “เดี๋ยวพ่อบุญธรรมมารับแล้วจะไม่เจอนะ ลลิต ครูจะกลับแล้วล่ะ นั่งทำอะไรอยู่” ครูอลันถามลลิตหลังจากที่เคาะประตูแล้วเปิดเข้ามาทันที “เปล่าค่ะ ไม่ได้ทำอะไร กำลังนึกอยู่ว่าจะบอกคุณคณิตดีไหมว่าให้มีเปียโนที่บ้านด้วย” เธอพยายามสังเกตสีหน้าครูอลันว่าเขาจะรู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนี้หลังจากที่เขาออกไป อลันมองตาเธอสลับซ้ายขวา “ไว้ไปกินข้าวกันไหม คราวหน้าบอกให้คุณคณิตมาส่งเร็วหน่อยสิ บอกเขาว่าอยากมาซ้อมก่อนจะเริ่มเรียน ไม่งั้นก็ซื้อเปียโนไว้ที่บ้าน ทีนี้ล่ะอดออกมาเรียนแน่” ลลิตไม่ตอบเขา “ดีไหม ไปกินข้าวกับครู ครูมีเรื่องอยากเล่าให้เธอฟังเยอะแยะเลย เผื่อเธอมีอะไรอยากจะบอกครูบ้าง” ลลิตหยุดคิดสักครู่แล้วพยักหน้า อลันยิ้ม “งั้นวันนี้กลับเถอะ เดี๋ยวเขามาแล้วไม่เจอจะถูกดุเอานะ” “ค่ะๆ” ลลิตรีบเก็บข้าวของซึ่งก็มีเพียงกระเป๋าสะพายใส่ของส่วนตัวเพียงหนึ่งใบเล็กๆ เท่านั้น “ครูลงไปก่อนนะ”
“คณิตาภรณ์ สวัสดีครับ” “สวัสดีค่ะ จะขอสั่งผ้ายกม้วนหลายๆ แบบ สำหรับร้านรับตัดเสื้อผ้า” “ยินดีครับ สนใจผ้าชนิดไหนครับ” “อยากมีสต็อคไว้หลายๆ แบบเลยค่ะ เผื่อเวลาที่ลูกค้ารีเควสท์มาจะได้มีผ้าพร้อมตัดทันที” ราจเงียบไปสักครู่ “ไม่ทราบอยู่กรุงเทพฯ รึเปล่าครับ” “ใช่ค่ะ” “ทางเรามีบริการส่งด่วนนะครับ เพราะที่คณิตาภรณ์เราเป็นทั้งผู้ผลิตและจัดจำหน่ายทั้งปลีกและส่ง รวมทั้งมีสินค้านำเข้าด้วย ขออนุญาตแนะนำให้รับเป็นผ้าสำหรับงานตัดทั่วไป และหากทางคุณมีลูกค้าต้องการผ้าแบบพิเศษ ก็สามารถโทรเข้ามาสั่งได้เลย ภายในวันเดียวก็ถึงแล้วครับ” คณิตมองดูราจรับสายลูกค้าอย่างสังเกตสังกา เขาพูดคุยกับลูกค้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ แม้จะติดสำเนียงแขกมาเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ฟังดูขัดหูแต่อย่างใด เขาสลับหูโทรศัพท์ไปใช้หัวไหล่ด้านซ้ายหนีบเอาไว้ สองมือหยิบกระดาษปากกาจดออเดอร์ลูกค้าอย่างคล่องแคล่ว คณิตยิ้ม “ได้ครับ ขอบพระคุณมากนะครับ ล็อตนี้ไม่ได้รับด่วนใช่ไหมครับ... ครับๆ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เกินสองวันอย่างช้าครับ” ราจวางสายจากลูกค้าไ
บันไดหินที่หน้าประตูบ้านมีพื้นผิวเย็นเฉียบ ลลิตนั่งอยู่ตรงนั้นเฉยๆ นานกว่าสิบนาทีแล้ว วันนี้พี่สามาทำงานสาย เธออยากจะรู้จริงๆ ว่าแต่ละคนรอบตัวเธอมีเหตุผลอะไร ในเวลาที่ต้องกลับบ้านช้า มาทำงานสาย หรือปล่อยให้เธออยู่คนเดียวเหงาๆ จากตีนบันไดหินเลยออกไปทางหน้าตัวบ้านเป็นทางเดินสไตล์ฝรั่ง ปูพื้นด้วยหินก้อนโตๆ สลับขนาดกันไป ด้านบนถูกขัดให้เรียบจนเหมาะสำหรับทำเป็นทางเดิน ลลิตมองดูรูปสลักจากสัมฤทธิ์ที่ตั้งประดับอยู่ตรงหัวโค้งทางเดินข้างๆ ม้านั่งยาวที่คงตั้งเอาไว้เผื่อใครจะอยากแวะนั่งเล่น เธอรวบกระโปรงลุกขึ้น ก้าวขาลงมาอย่างช้าๆ เพื่อจะเดินเข้าไปสำรวจบริเวณนั้น คุณคณิตคงจะมีเงินเยอะมากๆ ปีเศษมานี้เธอไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้เลย เธอมัวแต่มีความสุขอยู่กับบ้านหลังงามที่เป็นชายคาให้เธอได้อยู่อาศัย เธอเอร็ดอร่อยกับอาหารแต่ละมื้อที่พี่สาทำให้และได้ออกไปกินตามร้านข้างนอกในเวลาที่คุณคณิตเว้นว่างจากการงาน เธอเพลิดเพลินกับเนื้อหาวิชาเรียนที่ครูพัชบอกว่าต้องรู้ให้หมดเสียก่อนจึงจะไปโรงเรียนเหมือนเด็กทั่วๆ ไปได้ จนมาถึงวันนี้ ทุกอย่างที่เธอเคยตื่นเต้นกับมัน ได้กลายเป็นกิจวัตรประจำว
วันเวลาผ่านไปจนถึงวันอาทิตย์อีกครั้ง ลลิตมองดูนักเรียนดนตรีในสถาบัน ทั้งคนที่เพิ่งเดินทางมาถึงและกลุ่มที่เพิ่งเลิกคลาสเรียนลงมา เธอนั่งรอให้ถึงชั่วโมงเรียนของเธอหลังจากที่คณิตขับรถมาส่งเธอแล้วก็กลับไป วันนี้เขาไม่ได้อยู่รอเหมือนคราวก่อน บอกแต่เพียงว่าเรียนเสร็จแล้วให้มานั่งใกล้ๆ หน้าประตู พอเห็นรถของเขาแล้วให้เดินออกมาขึ้นรถได้เลย ลลิตนั่งคิดไปพลางว่าคณิตคงไม่รู้สึกกับเธอเหมือนเดิมแล้ว ทั้งที่ค่ำวันนั้นเธอและเขายังนั่งกินข้าวด้วยกันเหมือนเขาให้อภัยในความผิดของเธอแล้วด้วยซ้ำ ลลิตนั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด เธอเริ่มสับสนและโกรธที่คณิตไม่ดีกับเธอเหมือนอย่างเก่า หลายวันมานี้เขาทำเหมือนเธอเป็นคนไม่สนิท เหมือนเป็นลูกเลี้ยงห่างๆ ที่เขามีหน้าที่เพียงส่งเสียให้มีที่กินที่อยู่และได้เรียนหนังสือหนังหาก็เท่านั้น “น้องลลิต ห้องเรียนว่างนะคะ เข้าไปซ้อมก่อนได้เลย เดี๋ยวครูอลันสอนอีกคนเสร็จจะตามเข้าไป” ครูที่เคาน์เตอร์ธุรการเดินเข้ามาบอกกับเธอ “อ๋อ ขอบคุณค่ะ” ลลิตหยิบกระเป๋าและแฟ้มดนตรีเดินขึ้นชั้นสองไปยังห้องเรียนเดิมเมื่อคราวก่อน ลลิตมองไปที่ประตูห้องเรียนของเธอตั้ง
ตลอดทางกลับมาบ้าน ลลิตไม่พูดไม่จา คณิตรู้สึกได้ว่าเธอเงียบเกินกว่าปกติ “ครูเขาดุไหม” “ไม่ดุค่ะ” “แล้วทำไมนั่งเงียบเลย” “สงสัยจะเครียดเพราะคนมันเยอะมั้งคะ หนูไม่ค่อยคุ้น อยู่แต่บ้านมาตั้งนาน” คณิตไม่ได้พูดอะไรต่อจากนั้น ทั้งคู่นั่งเงียบกันมาตลอดทางจนกลับถึงบ้าน ลลิตนั่งลงที่โซฟาในห้องนั่งเล่น ในมือของเธอมีหนังสือเล่มหนึ่งที่เปิดสุ่มเอาไว้อำพรางสายตา เธอแอบมองคณิตถอดเสื้อเชิ้ตออกเหลือแต่เสื้อกล้ามโดยไม่ระวังตัว เขาคุ้นเคยกับลลิตจนคิดว่ามันคงจะไม่เป็นไร ลลิตมองเห็นปลายถันของเขาที่เป็นสีเข้ม มันชูชันผ่านเนื้อผ้าของเสื้อกล้ามตัวบางๆ ออกมาอย่างเด่นชัด พ่อบุญธรรมของเธออายุ 36 ปีแล้ว เขากำลังหนุ่มแน่นพร้อมสรรพด้วยคุณสมบัติทุกด้าน แต่เธอไม่เห็นว่าเขาจะมีคนรัก ตลอดหนึ่งปีมานี้ เขาทำแต่งาน แล้วก็กลับบ้านมากินข้าวเย็นกับเธอ วันหยุดคือวันของเขาและเธอ เธอจะได้ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ ได้ไปดูสถานที่สำคัญต่างๆ ได้กินของอร่อยๆ หลากหลาย รวมทั้งบุฟเฟต์นานาชาติตามโรงแรม ทั้งชีวิตของลลิตมีแต่คณิต เธออยากรู้ว่าทั้งชีวิตของคณิตจะมีแค่เธอเหมือนกันรึไม่ ลล







