Masukภาพนี้สร้างรอยยิ้มให้กับพี่ชายอย่างซูเปียวเฉินไม่น้อยเลยทีเดียว ชายหนุ่มยินดีทำทุกอย่างเพื่อให้น้องสาวของเขามีความสุข เพราะชีวิตนี้เขามีเพียงเธอเท่านั้น
“ดีใจก็รีบกินข้าว จะได้รีบไปพักผ่อน พรุ่งนี้เราจะไปในเมืองกันแต่เช้า” ซูเปียวเฉินบอกกับน้องสาวด้วยรอยยิ้มและตักกับข้าวใส่ถ้วยให้เธอ ซึ่งหญิงสาวเองก็พยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้มเช่นกัน
จากนั้นสองพี่น้องก็พากันไปกินข้าวมื้อเย็นอย่างมีความสุข หลังจากกินเสร็จ แล้วก็รีบช่วยกันเก็บกวาดและรีบเข้านอน เพราะพรุ่งนี้จะต้องตื่นเข้าไปในเมืองแต่เช้า
เช้าวันต่อมา...
ซูหวานหว่านรีบตื่นแต่เช้ามืดและเข้าครัวเพื่อทำอาหารให้พี่ชาย เวลานี้เธอไม่ต้องหาข้ออ้างอีกแล้ว เรื่องที่จะเอาอาหารออกมาจากมิติเพราะได้บอกความลับนี้กับพี่ชายไปแล้ว นับว่านี้สร้างความสะดวกสบายให้เธอไม่น้อยเลยทีเดียว
หญิงสาวทำอาหารไปด้วยร้องเพลงไปด้วยอย่างมีความสุข ไม่นานอาหารมื้อเช้าก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
“ในที่สุดก็เสร็จเสียที เก่งเหมือนกันนะเนี่ยเรา ว่าแต่พี่ชายตื่นหรือยังนะ ไปดูสักหน่อยดีกว่า” หญิงสาวมองอาหารตรงหน้าอย่างภาคภูมิใจและพูดกับตัวเองเสียงเบา ๆ
แต่ขณะที่กำลังจะไปเดินเรียกพี่ชายนั้น ก็พบเขากำลังเดินเข้ามาในครัวพอดี เธอจึงได้บอกด้วยรอยยิ้มว่า
“อาหารเช้ามื้อนี้หวานหว่านทำเสร็จเรียบร้อยแล้วพี่ชายรีบไปล้างหน้าแปรงฟัน แล้วรีบมากินเร็ว ๆ เลย อาหารกำลังร้อน”
เมื่อได้ยินน้องสาวเร่งเร้าให้ตนไปล้างหน้าแปรงฟัน ชายหนุ่มก็อมยิ้มเล็กน้อย และก็รีบทำตามที่เธอบอกมา เขารู้ดีว่าซูหวานหว่านน่าจะตื่นเต้นมาก จึงลุกมาทำอาหารตั้งแต่เช้ามืด เพราะเช้านี้จะได้เข้าไปในเมืองแล้ว
“ได้ๆ พี่จะรีบไปรีบมากินข้าวนะ” พูดจบซูเปียวเฉินก็เดินออกไปทำธุระส่วนตัวทันที
ส่วนซูหวานหว่านก็รีบยกกับข้าวไปที่โต๊ะกลางบ้าน เพื่อรอพี่ชายมากินด้วยกัน
และเมื่อกินข้าวมื้อเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซูเปียวเฉินก็ได้เดินมาหยิบตะกร้าหลังบ้าน ขึ้นสะพายให้กับตัวเองและน้องสาว โดยที่ด้านในของตะกร้านั้นว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย เพราะเขาได้สัญญากับเธอไว้ว่าจะพาไปค้าขายในตลาดมืด ดังนั้นในตะกร้าของพวกเขาในตอนนี้เลยไม่มีอะไร เพราะของที่จะเอาไปขายจริง ๆ อยู่ในมิติของซูหวานหว่านนั่นเอง
ซูหวานหว่านตื่นตาตื่นใจไม่น้อยเมื่อได้เข้ามาเที่ยวในเมือง เนื่องจากว่าเธอไม่เคยออกมาจากหมู่บ้านไฉ่เหรินเลย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของร่างเดิมหรือเธอคนนี้
“สวย สวยมาก ๆ หวานหว่านชอบ พี่ชายพามาบ่อย ๆ นะ” เธอรีบร้องขอด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มทันทีเมื่อเข้ามาถึงในเมือง แม้จะรู้ว่าพี่ชายมีหน้าที่การงานที่ต้องทำและรับผิดชอบก็ตาม แต่ก็อยากให้เขาพามาแทบจะทุกวัน
“ได้สิ พี่จะพาหวานหว่านมาบ่อย ๆ ถ้าหากวันไหนพี่ลางานได้นะ” ซูเปียวเฉินเองก็อยากจะพาเธอมาเที่ยวเล่นบ่อย ๆ เหมือนกัน จึงตอบตกลงไปทันที ยิ่งเห็นหน้าตาที่สดชื่นและสดใสของน้องในวันนี้ ก็ยิ่งทำให้เขารู้ว่าคิดไม่ผิดที่พาเธอเข้ามาเที่ยวในเมือง
“พี่ชาย คนเยอะแยะไปหมดเลย แล้วเราจะไปขายของที่ไหนดี” ประโยคสุดท้ายเธอแทบจะกระซิบถาม เพราะกลัวคนอื่นที่เดินผ่านไปมาได้ยิน
และท่าทางนั้นของเธอก็ทำให้คนเป็นพี่ชายหัวเราะร่วนออกมา ก่อนที่เขาจะตอบเธอ
“เดี๋ยวพี่จะพาหวานหว่านไปขายของที่ตลาดมืด แต่น้องต้องสัญญากับพี่ก่อนนะว่าห้ามปล่อยมือพี่เด็ดขาด พี่กลัวเกิดหลงขึ้นมาแล้วจะหากันไม่เจอ และห้ามเอาของออกมาต่อหน้าคนอื่นด้วย เราจะต้องเอาออกมาในที่ลับตาคนเท่านั้น สัญญามาก่อนแล้วเดี๋ยวพี่จะพาไป” น้ำเสียงของเขานั้นจริงจังมากในเรื่องที่พูด
“อืม หวานหว่านสัญญาว่าจะไม่เอาของออกมาต่อหน้าคนอื่น เพราะถ้าใครเห็นเข้า เดี๋ยวจะหาว่าหวานหว่านเป็นปีศาจ หวานหว่านจำที่พี่ชายบอกได้” หญิงสาวป้องปากกระซิบบอกพี่ชาย เพื่อให้เขารู้ว่าเธอจำในสิ่งที่เขาบอกได้ทุกอย่าง
“เก่งมาก น้องรักของพี่” ชายหนุ่มพูดชมเชยและขยี้หัวน้องสาวเล็กน้อยอย่างเอ็นดู ก่อนจะยื่นมาจับมือเธอไว้ แล้วพากันเดินไปยังทิศทางที่ตลาดมืด
เวลาผ่านสามเดือนตอนนี้ซูหวานหว่านแต่งงานเข้าตระกูลหมิงมาได้สามเดือนแล้ว และตอนนี้ซูเปียวเฉินก็มีกิจการของตัวเองแล้ว โดยใช้เส้นสายของน้องเขยอย่างหมิงมู่หยางเพื่อขอใบอนุญาต ส่วนตัวของหญิงสาวก็ได้เข้าไปช่วยสามีดูกิจการและบัญชีของตระกูลหมิง ตอนแรกชายหนุ่มก็ปฏิเสธ เพราะไม่อยากให้ภรรยาเหนื่อยหรือต้องทำงานหนัก เพราะทุกคืนที่เธอและซูเปียวเฉินออกไปแจกจ่ายเสบียงให้คนยากไร้ตามหมู่บ้าน เขาก็มองว่าเธอลำบากมากพอแล้วแต่กลับถูกภรรยารักร้องขออยากจะทำงาน เพราะเธอไม่อยากเป็นคนไร้ประโยชน์และไม่อยากให้คนมองว่าเธอเป็นนกน้อยในกรงทอง พอเธอยกข้ออ้างนี้ขึ้นมา ทำให้เขาไม่ปฏิเสธอีก เพราะไม่อยากให้คนมองภรรยาในทางไม่ดีแต่ทว่าวันนี้หญิงสาวกลับบอกเขาว่าเบื่อที่จะทำงานและอยากจะนอนอย่างเดียว จึงสร้างความแปลกใจให้กับสามีและพี่ชายของเธออย่างมาก“หวานหว่านไปหาหมอหน่อยไหม” ซูเปียวเฉินไม่เคยเห็นน้องสาวเป็นอย่างนี้มาก่อน เลยบอกอย่างเป็นห่วง“นั่นสิ เดี๋ยวพี่พาไปเอง” หมิงมู่หยางพูดอย่างเห็นด้วยกับพี่ภรรยา เพราะเขาก็ไม่เคยเห็นภรรยาเป็นอย่างนี้มาก่อน เลยเป็นห่วงเธอมาก ไม่ต่างจากซูเปียวเฉิน“ฉันแค่อยากนอนและไม่อยากทำอะไรเท่า
บทส่งท้าย เส้นทางใหม่กับคนที่รัก (จบ)หมิงมู่หยางจับมือเจ้าสาวแน่น เขาไม่มีคำพูดใดเอ่ยออกมาเพราะกำลังตื่นเต้นดีใจ เขาทำเพียงตบหลังมือเธอเบา ๆ และกระชับมือให้แน่นกว่าเดิม เพื่อบอกให้เธอรู้ว่าเขาอยู่ตรงนี้และจะอยู่กับเธอตลอดไปซูหวานหว่านเข้าใจสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังจะบอก เธอจึงได้เอามืออีกข้างมาวางทับมือของเขาไว้“รีบไปเถอะครับ เดี๋ยวจะเสียฤกษ์ดีเอา” ซูเปียวเฉินพูดขึ้นมาเบา ๆ เขาไม่ได้จะไล่ แต่กลัวขบวนเจ้าบ่าวจะเสียเวลามากกว่าดังนั้นชายหนุ่มจึงจูงมือเจ้าสาวเดินมาที่รถ โดยที่ยังไม่เปิดผ้าปิดหน้าออก เพราะเขาจะเปิดตอนพาเธอส่งเข้าห้องหอแล้วเมื่อขบวนเจ้าบ่าวเคลื่อนตัวออกไป ซูเปียวเฉินและคนบ้านกุลพร้อมกับคนบ้านจาง ก็ได้เดินทางตามไปที่ตระกูลหมิงในฐานะญาติของเจ้าสาว ส่วนแขกในงานที่นี่ ก็ให้คนในหมู่บ้านที่ไว้ใจ ช่วยดูแลต่อ ส่วนชาวบ้านคนไหนจะตามไปที่ตระกูลหมิงด้วย ก็ไม่มีใครห้ามเหมือนกันและเมื่อขบวนเจ้าบ่าวเจ้าสาวมาถึงคฤหาสน์ตระกูลหมิง ทั้งสองก็รีบเข้ามาที่ห้องโถง ที่ตอนนี้ซินแสได้เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ภายในนั้นมีผู้เฒ่าหลายคนที่มีความสัมพันธ์อันดีกับหมิงมู่หยาง ได้มาเป็นผู้ใหญ่ให้กับฝ่ายเจ
ภายในห้องเจ้าสาวซูหวานหว่านมือเย็นเฉียบประกอบกับสั่นเล็กน้อย เมื่อได้ยินพี่สะใภ้ทั้งสองคนมาบอกว่าขบวนเจ้าบ่าวมาถึงแล้ว“ขบวนเจ้าบ่าวมาอย่างยิ่งใหญ่มาก ของหมั้นไม่มีสิ่งไหนที่ขาดเลยสักอย่างเดียว สิ่งที่พี่สะใจมาก นั่นก็คือคนบ้านใหญ่ซูได้แต่แอบมองตาปริบ ๆ เพราะไม่ได้คำเชิญให้มาร่วมงาน” หยวนฟางภรรยาของจางเทียนเฉิงพูดอย่างตื่นเต้น และเธอรู้สึกสะใจที่คนบ้านใหญ่ได้แต่มองอย่างอิจฉา เมื่อเห็นว่าซูหวานหว่านหายบ้าแล้ว แถมยังได้แต่งงานกับคนที่มีอิทธิพลติดอันดับในเมืองนี้อีก หากบ้านนั้นไม่อิจฉาคงผิดปกติ“นั่นสิ เมื่อครู่นี้ฉันเห็นย่าซูมองตาละห้อยเลยล่ะ สงสัยเสียดายสินสอด นี่ขนาดยังไม่รู้นะว่า นายท่านหมิงมอบทรัพย์สินทุกอย่างที่มีให้กับหวานหว่านทั้งหมด หากพวกนั้นรู้เรื่องนี้ ด้วยคงอกแตกตาย ไม่ต่างจากซูเยว่ซินที่มองเข้ามาอย่างเสียดาย สงสัยคงอยากได้นายท่านหมิงเป็นสามีของตัวเอง” สะใภ้บ้านกุ้ยเองก็พูดมาบ้าง เธอสาแก่ใจไม่ต่างจากสะใภ้บ้านจาง ยิ่งนึกถึงเรื่องในอดีต ก็ยิ่งอยากจะสมน้ำหน้าคนบ้านใหญ่เหลือเกินซูหวานหว่านได้ยินก็ยิ้มเล็กน้อย แล้วพูดออกมาว่า ‘ฉันไม่สนใจหรอกว่าบ้านใหญ่จะมีท่าทีอย่างไร แต่ถ้าเมื
งานแต่งที่เฝ้ารอหลังจากวันเปิดโรงทาน นี่ก็ผ่านมาเกือบเดือนแล้ว และวันนี้ก็เป็นวันที่ทุกคนรอคอย นั่นก็คือวันแต่งงานของซูหวานหว่านและหมิงมู่หยางวันนี้ท้องฟ้าโปร่งใส ภายในบ้านรองซูมีแต่เสียงพูดคุยอย่างคึกคักตั้งแต่ยังไม่ทันสว่างดี นั่นก็เพราะมีชาวบ้านหลายคนต่างก็มาช่วยกันจัดงาน และทำอาหารเลี้ยงแขกในบ้านเจ้าสาว เพราะถ้ามีเพียงคนบ้านกุ้ยและบ้านจาง คาดว่าน่าจะไม่ทำไม่ทันเวลา เนื่องจากซูเปียวเฉินแทบจะชวนคนทั้งหมู่บ้าน รวมถึงคนนอกหมู่บ้านที่รู้จัก ให้มากินเลี้ยงและส่งตัวเจ้าสาวด้วยกัน อีกทั้งวันนี้สองพี่น้องบ้านรองซู ยังจะย้ายเข้าไปอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลหมิงด้วยกันบ้านรองซูเวลานี้ตกแต่งด้วยผ้าสีแดงทั่วทั้งบ้าน บางจุดก็มีกระดาษสีแดงติดตามบานประตู หน้าต่าง เสา และคานก็ถูกผูกด้วยผ้าสีแดงตามธรรมเนียมคนบ้านกุ้ยและบ้านจางเริ่มลงมือทำอาหาร ทำให้บรรยากาศตอนนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นอาหารและกลิ่นขนม ที่ต้องใช้เลี้ยงแขกภายในงานส่วนเจ้าสาวอย่างซูหวานหว่าน ตอนนี้เธออยู่ในชุดสีแดงเข้มแยกชิ้น เสื้อเชิ้ตแขนยาวติดกระดุมแน่นเข้ากับกระโปรงยาวพลิ้ว เธอนั่งอยู่หน้ากระจกภายในห้อง ผมดำยาวสลวยถูกปล่อยให้สยายลงตามแผ่นห
“ได้ครับ นายหญิง” หมิงมู่หยางก็แกล้งตอบรับด้วยท่าทางจริงจัง และเรียกหญิงสาวอย่างให้เกียรติ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอบยิ้มที่ยากจะมีคนเคยเห็นนี่จึงทำให้บรรยากาศภายในห้องเต็มไปด้วยความอบอุ่น และเสียงหัวเราะไม่ขาดสาย หลังจากที่เจอเรื่องร้าย ๆ กันมาหนัก พอสมควรข่าวเรื่องที่นายท่านหมิงจะแต่งงานดังไปเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่งเสียอีก มีทั้งคนที่แสดงความดีใจ และมีทั้งคนอยากจะรู้ว่าใครกันคือเจ้าสาวของนายท่านคนนี้วันนี้หมิงมู่หยางและสองพี่น้องบ้านรองซู ตัดสินใจเปิดโรงทานเลี้ยงอาหารและแจกจ่ายเสื้อผ้า รวมถึงผ้าห่มและเสื้อกันหนาวให้กับคนยากไร้ เพราะอีกไม่นานก็จะเข้าหน้าหนาวแล้ว โดยหมิงมู่หยางพาว่าที่เจ้าสาวอย่างซูหวานหว่าน มายืนคู่กันเพื่อแจกของด้วยกันอย่างเปิดเผย“นั่นใช่คนรักของนายท่านหมิงหรือเปล่า เธอดูสวยน่ารักไม่น้อยเลยนะ แต่ยืนเทียบกันแล้วดูจะยังอายุน้อยอยู่”“นั่นสิ ฉันคิดว่าทั้งสองน่าจะอายุห่างกันพอสมควร แบบนี้นายท่านหมิงก็โชคดี ที่ได้แต่งงานกับหญิงสาวที่อ่อนเยาว์กว่าหลายปี”เสียงซุบซิบและพูดคุยของชาวบ้านที่มาต่อแถวเพื่อรับอาหาร และข้าวของที่นำมาแจกจ่ายให้กับทุกคน ดังขึ้นมา และเสียงเหล่านี้ก็
ยินดียกให้ทุกอย่างหลังจากนั้นไม่กี่วัน หมิงมู่หยางสืบได้ว่าที่เถ้าแก่ฉีมาสนใจเรื่องของสองพี่น้องเพราะได้รับคำสั่งมา แต่อีกฝ่ายยังไม่ได้ลงมือทำอะไร ชายหนุ่มก็ส่งคนเล่นงานเสียก่อน นั่นคือการแจ้งเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการยักยอกเสบียงของรัฐ และส่งหลักฐานให้รู้ว่าโรงสีข้าวของเถ้าแก่ฉีมีความผิดปกติและเพียงไม่กี่วันต่อมา โรงสีข้าวของตระกูลฉีก็ถูกตรวจสอบและสั่งปิด แล้วยังมีคนเห็นด้วยว่ามีเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่ง มุ่งตรงไปที่คฤหาสน์ตระกูลไป๋และตระกูลเจียง ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็คิดในใจว่าเรื่องวุ่นวายพวกนี้คงจบสักทีส่วนซูหวานหว่านเองไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากนัก เธอขอแค่จัดการคนพวกนั้นได้ก็พอแล้ว“หวานหว่าน คนพวกนั้นถูกจับไปหมดแล้วนะ ต่อไปนี้เมืองของเราคงสงบและเจริญขึ้นเสียที” หมิงมู่หยางเมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางมาหาคนรักและพูดเรื่องนี้ขึ้นมา แต่เขาก็เชื่อว่าเธอน่าจะรู้แล้วเหมือนกัน“ฉันพอจะได้ข่าวแล้วเหมือนกันค่ะ เพราะชาวบ้านพูดถึงเรื่องนี้กันพอสมควร เมื่อก่อนอาจจะวุ่นวายมากไปหน่อย แต่ถึงอย่างไรเรื่องราวก็จบลงแล้ว นี่คงเป็นบทเรียนให้กับคนมีอิทธิพลที่คิดจะยั







