แชร์

บทที่ 2

ผู้เขียน: รอยหมึกสถิตบุปผา
ยามฟาดลงมา ความเงียบสงัดพลันปกคลุมไปทั่วบริเวณ

ผู้มีสายตาแหลมคมย่อมมองออกว่า คันธนูที่พี่หญิงใหญ่ยื่นให้ข้านั้นมีความผิดปกติ

ทว่าพวกเขาย่อมไม่มีทางยื่นมือเข้าช่วยบุตรีอนุเช่นข้าเป็นแน่

บ่าวรับใช้ยกไม้เรียวเข้ามา ข้าเอ่ยปากอย่างติดขัดพร้อมกับชูมือที่เลือดไหลนอง

หางตาเหลือบมองบัณฑิตหนุ่มผู้เป็นไท่ฟู่ หวังให้หยดเลือดแดงฉานนี้ช่วยสะกิดใจให้เขารู้แจ้งเห็นจริง

ทว่าพี่หญิงใหญ่เพียงแค่เบะปาก ทำหน้าตาน่าสงสารแล้วคร่ำครวญออกมาประโยคหนึ่ง

“เมื่อครู่ตอนข้าดึงคันธนู เผลอโดนสายธนูบาดข้อมือจนแดงไปหมด ท่านไท่ฟู่ช่วยเป่าแผลให้ข้าหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?”

รอยแดงเพียงจาง ๆ เขากลับก้มลงเป่าให้

ทว่าไม้เรียวกลับฟาดลงบนบาดแผลของข้าอย่างแรง เลือดสด ๆ สาดกระเซ็นจนภาพตรงหน้าพร่ามัว

ข้ากล้ำกลืนความเจ็บปวด แล้วเดินจากไปโดยไร้ซึ่งเสียงใด ๆ

ข้ารื้อค้นหาผ้ามาพันรอบบาดแผล แล้วทิ้งแขนเสื้อลง

ชั้นเรียนแรกยามบ่าย เป็นวิชาของเผยเยี่ยน

ในใจนึกต่อต้าน ทว่าท้ายที่สุดข้าก็ยังคงไป

ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คือมหาบัณฑิต บทเรียนที่สั่งสอนย่อมมีประโยชน์

ต่อให้ต้องลืมเลือนความสัมพันธ์เก่าก่อน ถือเสียว่าเขาเป็นเพียงพี่เขยในอนาคตก็ย่อมได้

ยามนั่งลง ข้ากลับคืนสู่ความเยือกเย็นดั่งวันวาน

ยามฟังตำราก็ตั้งใจฟัง ยามต้องจดบันทึกก็จดบันทึก

กระทั่งเลิกชั้นเรียน ข้าถูกเจ้าสำนักเรียกตัวเข้าไปพบ

“ซูเหอ ข้ารู้ว่าเจ้าต้องทนทุกข์ทนความคับแค้นใจมาหลายครั้งหลายครา แม้ตัวข้าที่เป็นเจ้าสำนักจะออกหน้าแทนสิ่งใดไม่ได้ แต่ก็ยังพอส่งเจ้าเข้าไปเป็นผู้ดูแลหอตำราได้”

ตาเฒ่าผู้นี้คืออาจารย์ของเผยเยี่ยน ทั้งยังเห็นข้าเติบโตมาตั้งแต่เยาว์วัย

ยามนี้เรือนผมขาวโพลนทั่วศีรษะ ฉายแววความจนใจต่อศิษย์อกตัญญู และความรู้สึกผิดอันลึกล้ำ

ข้าส่ายหน้า พลางแย้มยิ้มบาง

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”

ข้ามิได้ใส่ใจอีกแล้วว่าเผยเยี่ยนจะเป็นเช่นไร

“ขอบพระคุณท่านเจ้าสำนักเจ้าค่ะ”

ขอบคุณที่เขารู้ว่าข้ารักตำรายิ่งกว่าชีวิต ยอมมอบโอกาสให้ข้าได้อยู่ต่อในสำนักศึกษาหลวงแห่งนี้

ยามเดินทางกลับ ฝีเท้าของข้าเบาสบาย ไร้ซึ่งความหวาดกลัวต่อการต้องจากลาในอีกเจ็ดวันข้างหน้า

ตำแหน่งผู้ดูแลหอตำรา อย่างน้อยก็ถือเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยผู้หนึ่งเช่นกัน

ข้าหลีกเลี่ยงการเข้าชั้นเรียนใหญ่ของเผยเยี่ยน และหมกตัวอยู่แต่ในหอตำราถึงสองวัน

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนึกเบื่อหน่าย หรือเป็นเพราะรู้ว่าข้ายังสามารถกลับมายังสำนักศึกษาหลวงได้อีก

พี่หญิงใหญ่จึงถือวิสาสะบุกเข้ามาด้วยท่าทีเกรี้ยวกราดพร้อมทั้งคัดเลือกตำราเล่มแล้วเล่มเล่า ก่อนจะฉีกทำลายจนขาดวิ่น

“ซูเหอ เจ้าอย่าได้คิดอยู่ต่อเพื่อยั่วยวนเผยเยี่ยนเป็นอันขาด!”

ดวงตาของนางฉายแววโกรธเกรี้ยว ตำราไม่กี่เล่มที่ถูกฉีกทำลายล้วนเป็นคัมภีร์หายากในรอบร้อยปี

และเผยเยี่ยนคือผู้ที่ทะนุถนอมตำราเหล่านี้ยิ่งกว่าสิ่งใด

เป็นไปตามคาด ข้าเห็นบุรุษหนุ่มผู้ได้ยินข่าวรีบร้อนเร่งรัดมาถึง

พี่หญิงใหญ่ขยี้ตาคู่นั้นอย่างน่าสงสาร ประคองเศษกระดาษเหล่านั้นขึ้นมาแล้วปล่อยหยาดน้ำใสออกมาทันที

“น้องหญิง เจ้าเกียจคร้านไม่ยอมไปเข้าชั้นเรียนของท่านไท่ฟู่ก็ช่างเถอะ ไฉนจึงต้องมาฉีกทำลายหนังสือล้ำค่าที่เขารักนักรักหนาด้วยเล่า?”

ข้ามิได้เอ่ยคำใด ทว่าเด็กรับใช้ที่ยืนอยู่ข้างกายกลับตกตะลึง ก่อนจะตบโต๊ะด้วยความโกรธเกรี้ยวทันที

“พูดจาเหลวไหล ชัดเจนว่าท่านต่างหากที่เป็นคนฉีก! ข้ายังได้ยินท่านขู่แม่นางซูเหอ มิให้นางอยู่ที่แห่งนี้ด้วยซ้ำ!”

ยามนี้มีพยานบุคคลยืนยันแล้ว

ข้าจึงเอ่ยขึ้นเพียงว่า “ไม่ใช่ฝีมือข้า”

นึกหวังว่าเขาจะคืนความยุติธรรมให้ข้าสักครา

ทว่าพี่หญิงใหญ่เพียงแค่เอ่ยขึ้นประโยคเดียว

“พวกเจ้าเป็นพวกเดียวกัน ย่อมต้องพูดเข้าข้างกันอยู่แล้ว”

สีหน้าของเผยเยี่ยนพลันเย็นชาลงทันที

“เหตุใดหมิงซูต้องใส่ร้ายเจ้าด้วย?”

ในสายตาของเขา ข้าที่เป็นเพียงบุตรีอนุ ไร้ซึ่งสิ่งใดให้ผู้คนต้องริษยา

และไม่คู่ควรพอจะถูกผู้ใดจงใจใส่ร้ายป้ายสีเลยแม้แต่น้อย

มองดูตำราที่ขาดวิ่น แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความเย็นชา

“ในเมื่อทำหน้าที่ผู้ดูแลหอตำราได้ไม่ดี เช่นนั้นก็สละตำแหน่งนี้เสียเถอะ”

ประโยคเดียว ตัดสิ้นความหวังที่จะได้อยู่ต่อในสำนักศึกษาหลวงของข้าจนหมดสิ้น

“เผยเยี่ยน!?”

ข้าอุทานออกมาอย่างลืมตัว หยาดน้ำตาเอ่อล้นทะลักออกมาโดยไม่อาจควบคุม

เด็กรับใช้เอ่ยปากคิดจะโต้แย้ง กลับถูกปลดจากตำแหน่งเช่นกัน

“ต่อไปเจ้าไม่ต้องมาที่สำนักศึกษาหลวงอีกแล้ว”

เด็กหนุ่มผู้เคยนั่งพูดคุยยิ้มแย้มกับข้าอย่างสดใสอยู่สองวัน ใบหน้าพลันซีดเผือด ทว่าเขากลับหัวเราะเยาะเย้ย โยนตำราทิ้งแล้วสะบัดหน้าเดินจากไป

“ผู้คนต่างกล่าวว่าท่านไท่ฟู่เปี่ยมคุณธรรม ยามนี้มาพินิจดูแล้ว ก็เป็นได้เพียงเท่านี้”

เขาก้าวเดินจากไปอย่างองอาจ เมื่อถึงกลางทาง อีกฝ่ายคล้ายนึกขึ้นได้บางอย่าง จึงหันกลับมามองข้า

“จะไปด้วยกันหรือไม่?”

ปลายนิ้วที่กำเข้าหากันสั่นระริก ข้าส่ายหน้าช้า ๆ

“ไม่เจ้าค่ะ”

โอกาสที่จะได้อยู่ต่อมลายหายไปสิ้นแล้ว

อย่างไรเสียก็ต้องรู้จักทะนุถนอมห้าวันสุดท้ายมิใช่หรือ?

อีกทั้ง การเอ่ยปากไต่ถามสำหรับข้าแล้ว หาได้มีความหมายใดหลงเหลืออยู่อีกต่อไปไม่

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • อย่าถามหาความจริงใจจากผู้คนในโลกหล้า   บทที่ 9

    ยามที่เผยเยี่ยนได้สติฟื้นคืนมาอีกครา อาการปวดศีรษะราวจะฉีกขาด ร่างกายปวดเมื่อยไร้เรี่ยวแรงวินาทีถัดมา ร่างกายของเขาก็แข็งทื่อ ราวกับร่วงหล่นลงไปในถ้ำน้ำแข็งด้านข้างกาย ซูหมิงซูนอนเปลือยกายอยู่บนแท่นบรรทม คราบน้ำตายังคงเปรอะเปื้อน พยายามแสร้งทำท่าทีน่าสังเวชเบื้องนอกประตูพลันมีเสียงฝีเท้าเร่งรีบและวุ่นวายดังขึ้นมารดาตระกูลซูพานายบ่าวญาติมิตรจำนวนมาก พังประตูบุกเข้ามาจับได้คาหนังคาเขาทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุต่างครบถ้วน ไม่เปิดโอกาสให้โต้แย้งได้เลยมารดาตระกูลซูกล่าววาจาเฉียบขาด ข่มขู่บีบบังคับให้เขาออกเรือนกับซูหมิงซูทันทีเพื่อรักษาเกียรติเผยเยี่ยนหลับตาลง ในอกเต็มไปด้วยความรังเกียจเขารู้ดีว่าตนเองตกลงไปในอุบายของนางอีกคราแล้วท่ามกลางความจนใจนับพันประการ ในที่สุดเขาทำได้เพียงพยักหน้ารับคำครึ่งเดือนต่อมา เผยเยี่ยนรับซูหมิงซูเข้าจวนด้วยท่าทีเย็นชาไร้ซึ่งผ้าแพรสีแดง ไร้ซึ่งงานเลี้ยงฉลองมงคล ไร้ซึ่งแขกเหรื่อคืนเข้าหอครานั้น เขามิได้กลับเข้าห้องตลอดทั้งคืนทว่ากลับนั่งดื่มสุราอยู่ภายในห้องตำราตามลำพัง ดื่มแล้วดื่มเล่า ในนัยน์ตามีเพียงความรกร้างว่างเปล่าเขาเคียดแค้นค

  • อย่าถามหาความจริงใจจากผู้คนในโลกหล้า   บทที่ 8

    ภายหลังถอนหมั้นกับซูหมิงซูแล้ว เผยเยี่ยนรีบรุดไปตามหาหยกเนื้อดีที่มีสัมผัสอบอุ่นชิ้นนั้นกลับคืนมาในทันทีนั่นคือของหมั้นหมายที่เขาเป็นผู้มอบให้ข้าด้วยตนเองในปีนั้นเนื้อหยกนุ่มนวลลำลึก สัมผัสราวกำซาบความอบอุ่นไว้ในมือ ดุจดั่งวันเวลาในอดีตทว่ายามเมื่อกุมไว้ในฝ่ามือ ณ เวลานี้ กลับร้อนรุ่มจนบีบคั้นหัวใจให้เจ็บแปลบระทมจนแทบทนไม่ไหวเขาไม่กล้าแม้แต่จะจินตนาการปีนั้นยามที่ข้าถูกบีบบังคับให้ต้องมอบหยกชิ้นนี้คืนไป ในใจยามนั้นจะสิ้นหวังและอับอายขายหน้าเพียงใดไม่กล้าแม้แต่จะคิดว่า ข้าต้องพากเพียรศึกษาตำราทั้งวันทั้งคืน ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อรักษาการหมั้นหมายนี้ไว้กลับต้องมาถูกความลำเอียงของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า บดขยี้ความหวังทั้งปวงจนแหลกสลายด้วยมือของเขาเองณ เวลานี้ เขานึกเสียใจจนกระดูกแทบสลาย เจ็บปวดจนหายใจไม่ออกเขานั่งอยู่บริเวณหน้าต่างเพียงลำพัง ทอดสายตามองจันทร์กระจ่างอันเหน็บหนาวนอกหน้าต่าง ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจแน่วแน่วันที่ข้าได้รับแต่งตั้งให้เข้ารับราชการ ท้องฟ้าเพิ่งจะสว่างเรืองรองเผยเยี่ยนก็มารออยู่หน้าประตูจวนอ๋องแต่เช้าตรู่ และขวางกั้นข้าผู้กำลังจะเข้าเฝ้าในวัง

  • อย่าถามหาความจริงใจจากผู้คนในโลกหล้า   บทที่ 7

    ข่าวคราวเรื่องท่านอ๋องลุกขึ้นยืนท่ามกลางผู้คนในวันคืนเยี่ยมบ้านเดิม ได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งนครจิงชั่วข้ามคืนผู้คนทั่วทั้งนครต่างตื่นตระหนกและวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ทุกคนล้วนกล่าวว่า แม้ท่านไท่ฟู่เผยจะสุภาพอ่อนโยนดั่งหยกงาม ทั้งยังดำรงตำแหน่งผู้นำเหล่าบัณฑิตทั่วหล้ายามเมื่อนำไปเทียบกับท่านอ๋องผู้ทรงอำนาจล้นมือ ทั้งยังรูปงามองอาจและร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ย่อมเหนือกว่าในทุกด้านอย่างเทียบกันไม่ได้เลยแม้แต่น้อยซูหมิงซูผู้นี้ แท้จริงแล้วกำลังทิ้งแตงโมผลใหญ่เพื่อไปคว้าเอาเพียงเมล็ดงาแท้ ๆ การเปรียบเทียบเช่นนี้เมื่อแพร่สะพัดไปถึงจวนตระกูลซู ก็โหมกระพือโทสะของซูหมิงซูให้ลุกโชนขึ้นอย่างถึงที่สุดนางขังตนเองไว้ในห้องและอาละวาดทุบทำลายข้าวของราวกับคนเสียสติเศษกระเบื้องเคลือบที่แตกกระจายเกลื่อนพื้น สะท้อนภาพใบหน้าที่บิดเบี้ยวของนาง“มิใช่ว่าสองขาพิการมาสองปี ใกล้ตายและมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานหรอกหรือ?”“เหตุใด! เหตุใดซูเหอที่เป็นเพียงบุตรีอนุผู้นั้น จึงมีวาสนาถึงเพียงนี้!”นางแผดเสียงกรีดร้อง น้ำตานองหน้า เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาและเจ็บใจที่ไม่ยอมจำนนฮูหยินซูมองบุตรสาวที่มีสภาพใกล้เ

  • อย่าถามหาความจริงใจจากผู้คนในโลกหล้า   บทที่ 6

    เขายืนแข็งทื่ออยู่กับที่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อความเจ็บปวดแล่นริ้วจู่โจมขั้วหัวใจราวกับถูกบีบด้วยมือที่มองไม่เห็น กระจายลามไปทั่วทุกอณูยังไม่ทันที่เขาจะดึงสติกลับมาจากความตื่นตระหนกและวุ่นวายใจอันใหญ่หลวงนี้ บิดาและมารดาแห่งตระกูลซูต่างก็เดินเข้ามาต้อนรับด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้าทั้งสองแสดงท่าทางกระตือรือร้นเกินพอดี คนหนึ่งซ้ายคนหนึ่งขวาผายมือเชิญเขาเข้าสู่ด้านในจวน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความประจบสอพลอและกระตือรือร้น“เชิญท่านไท่ฟู่เข้ามาด้านในก่อนเถิดขอรับ”“ทางจวนเราจัดเตรียมชาชั้นดีไว้คอยต้อนรับท่านอยู่พอดีเลยเจ้าค่ะ”เผยเยี่ยนจิตใจล่องลอยไร้สติ ถูกทั้งสองคนกึ่งลากกึ่งเชิญให้นั่งลงยังข้างตำแหน่งหลักเขาอ้าปากเตรียมจะเอ่ยคำพูดใดออกมา ทว่าผู้เป็นบิดากลับเอ่ยแทรกขึ้นมาด้วยความร้อนรน รีบเร่งสรุปกำหนดการออกเรือนในทันที“ท่านไท่ฟู่ ข้ากับฮูหยินปรึกษาหารือกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”“งานมงคลสมรสระหว่างท่านกับหมิงซู กำหนดให้จัดขึ้นในวันที่สิบห้าเดือนนี้ ดีหรือไม่ขอรับ?”มารดาตระกูลซูรีบส่งเสียงเออออห่อหมกตามทันที น้ำเสียงเต็มไปด้วยความลำพองใจและความรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อ

  • อย่าถามหาความจริงใจจากผู้คนในโลกหล้า   บทที่ 5

    พริบตาเดียว สามวันก็ผ่านพ้นไปโคมไฟเทศกาลโคมไฟหยวนเซียวถูกประดับประดาเตรียมรับเทศกาลตามท้องถนน แสงสีระยิบระยับสาดส่องสะท้อนความอบอุ่นไปทั่วทั้งนครเผยเยี่ยนผู้ใช้เวลาอยู่เคียงข้างซูหมิงซูมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็หวนนึกถึงสัญญาที่เขาหลงลืมไว้เบื้องหลังเขากุลีกุจอส่งคนไปซื้อโคมดอกบัวที่ประณีตงดงามที่สุด ปลายนิ้วกุมด้ามโคมแน่นขณะเร่งก้าวเท้าไปยังห้องกักบริเวณเขามั่นใจนักหนาว่า ข้าจะต้องเฝ้ารอเขาอยู่ที่นั่นอย่างแน่นอนกระทั่งคิดไว้เรียบร้อยแล้วว่า ยามพบหน้าข้าแล้วจะเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน และส่งมอบโคมไฟในมือให้นึกคิดไปว่าขอเพียงเขาทำตามสัญญา ข้าก็คงจะเปี่ยมล้นด้วยความยินดี และพร้อมจะลืมเลือนความผิดพลาดทั้งหมดโดยไม่ติดใจเอาความทว่าเมื่อเขาผลักประตูห้องกักบริเวณเปิดออกอย่างแรง ภายในห้องกลับว่างเปล่าไร้ผู้คน เงียบงันจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มตกละอองฝุ่นลอยล่องอยู่ท่ามกลางแสงสลัว ไหนเลยจะมีเงาร่างของข้าอยู่แม้แต่น้อยสีหน้าของเผยเยี่ยนมืดครึ้มลงในทันที รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมา เขาคว้าคอเสื้อของคนเฝ้าประตูอย่างแรง“ไม่มีคำสั่งจากข้า บัณฑิตที่ถูกกักบริเวณจะออกไปได้อย่างไร?”“หร

  • อย่าถามหาความจริงใจจากผู้คนในโลกหล้า   บทที่ 4

    เผยเยี่ยนในอาภรณ์ที่ชุ่มน้ำ พาพี่หญิงใหญ่กลับไปส่งแล้ว จึงหันกลับมาตามหาข้า“หมิงซูเป็นบุตรสาวภรรยาเอก ย่อมมีศักดิ์ศรีของนาง อาเหอ เจ้าช่วยยอมให้นางสักหน่อยจะได้หรือไม่?”ข้าตอบรับอย่างง่ายดาย แววตาสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่นความรู้สึก“ได้เจ้าค่ะ”อย่างไรเสีย บุรุษที่ข้าต้องแต่งงานด้วยในท้ายที่สุด ก็มิใช่เขาอยู่แล้วเมื่อเห็นมุมปากของข้าแย้มยิ้ม ไร้ซึ่งร่องรอยความโกรธเคือง เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก“เจ้าวางใจเถอะ ต่อให้วันหน้าเจ้าต้องเข้าจวนมาเป็นอนุ ข้าก็ไม่มีวันยอมให้เจ้าต้องถูกรังแกเด็ดขาด”สิ้นคำพูด เขาก็หยิบยาประสานแผลที่เตรียมไว้พร้อมสรรพ แล้วเร่งรีบมุ่งหน้าไปยังเรือนพักของซูหมิงซูทันทีข้ายืนอยู่ลำพัง ณ ที่แห่งนั้น ทอดมองแผ่นหลังที่ก้าวเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยวไร้เยื่อใยห้วงความคิดพรั่งพรูทบทวนถึงเรื่องราวเล็ก ๆ น้อย ๆ ตลอดสิบกว่าปีที่เราเคียงคู่กันมาเพิ่งจะตระหนักรู้ในยามนี้เองว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีเพียงข้าฝ่ายเดียวที่เป็นฝ่ายเฝ้ารอมาโดยตลอดรอคอยให้เขาสำเร็จการศึกษา รอคอยให้เขาทำตามสัญญาพาข้าเข้าสำนักศึกษาหลวง รอคอยให้เขาจัดขบวนเกียรติยศสินสอดเก

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status