Share

บทที่ 10

ในจังหวะที่มู่หลินเฟิงก้มตัวหลบกิ่งไม้ ป้ายโลหะสีเงินที่ห้อยอยู่ที่คอของคนบนหลังก็สะบัดออกมาพ้นคอเสื้อที่หลุดลุ่ย อวี๋เซิงเพ่งมองแผ่นโลหะที่สลักชื่อไว้ชัดเจน ‘สวีต้าไห่ หมู่เลือดโอ’

“แข็งใจไว้คุณสวีต้าไห่! อย่าหลับนะ!” อวี๋เซิงเรียกชื่อเต็มตามที่เห็นบนป้ายโลหะเพื่อกระตุ้นสติคนเจ็บ ซึ่งพรรคพวกของชายหนุ่มคนนี้ที่เดินตามกันมาก็คอยตะโกนเรียกเขาเช่นเดียวกัน

“เจ้าอ้วนสวี หากนายหายดี ฉันจะพาไปเลี้ยงไก๋ตุ๋นเห็ดภูเขาที่ร้านซานหลินเหรินเจี่ย” เฉินจวินผู้พูดน้อยตะโกนฝ่าเสียงฟ้าดังลั่น

“ใช่แล้ว พี่สวี… ผมเองก็จะเลี้ยงเหมาไถพี่เหมือนกัน”

ชายหนุ่มรุ่นน้องพูดทั้งน้ำตา สายฝนโปรยลงมาปะปนกับหยดน้ำที่ไหลอาบร่องแก้ม

“พี่เคยบอกว่าอยากลองดื่มมันสักครั้งไม่ใช่เหรอ… แต่พวกเราเป็นแค่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เงินเดือนก็แค่นี้ เลยไม่เคยกล้าซื้อ”

อวี๋เซิงที่ไม่เคยสัมผัสกับความรู้สึกถึงความรักระหว่างมิตรภาพเช่นนี้มาก่อน คิดว่าสายฝนที่โหมกระหน่ำดูจะเบาบางลงไปถนัดตาเมื่อเทียบกับมวลน้ำใจที่ไหลบ่าออกมาจากคำพูดของชายฉกรรจ์ชุดลายพรางเหล่านี้

เธอลอบมองแผ่นหลังกว้างของมู่หลินเฟิงที่แบกร่าง สวีต้าไห่เดินลุยโคลนอย่างมั่นคง ท่ามกลางเสียงตะโกนเรียกสติของลูกน้องคนอื่น ๆ ที่ดังระงมแข่งกับเสียงฟ้า

จากนั้นเธอก็มองแผ่นหลังของผู้ชายที่เคยเอาปากกระบอกปืนชี้มาทางตน ซึ่งตอนนี้เจ้าตัวเดินนำอยู่ด้านหน้าสุดคอยใช้ไรเฟิล Type 56 แหวกพงหญ้าและกิ่งไม้ที่หักโค่นเพื่อเปิดทางอย่างรวดเร็วเพื่อเพื่อนคนหนึ่งที่บาดเจ็บ สายตาของเขาสอดส่ายระแวดระวังภัยรอบด้าน

“อีกนิดเดียวจะถึงจุดจอดรถซุ่มแล้ว! แข็งใจไว้เจ้าอ้วนสวี!” โจวหยางตะโกนกลับมา เสียงของเขาแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยพลัง

อวี๋เซิงกระชับถุงน้ำเกลือในมือแน่น ความรู้สึกอุ่นวาบสายหนึ่งแล่นผ่านหัวใจ เธอที่เคยใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในโลกอนาคตและต้องดิ้นรนเอาตัวรอดในร่างใหม่นี้ไม่เคยเข้าใจเลยว่า ‘มิตรภาพที่พร้อมตายแทนกันได้’ มันมีหน้าตาเป็นอย่างไร จนกระทั่งได้มาเห็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้กลุ่มนี้ คนหนึ่งแบก คนหนึ่งนำทาง อีกสี่คนที่เหลือคอยระวังหลังและส่งเสียงเรียกสติเพื่อนไม่ให้หลับใหลไปสู่ความตาย

“พวกคุณ... รักกันมากขนาดนี้เลยเหรอคะ” เด็กสาวพึมพำแผ่วเบาจนเกือบถูกเสียงฝนกลืนหาย

“พวกเราฝากชีวิตไว้ที่หลังของกันและกันมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วแม่สาวน้อย” เฉินจวินที่เดินขนาบข้างเธอตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึมแต่แววตาไหวระริก

“สวีต้าไห่อาจจะดูกะล่อนและเห็นแก่กินไปบ้าง แต่วันนี้เขากระโดดรับกระสุนแทนรุ่นน้อง... เขาคือฮีโร่ของหน่วยเรา”

เมื่อทั้งหมดมาถึงจุดที่รถจี๊ป BJ212 ทั้งสามคันจอดซุ่มพรางตัวอยู่ใต้ตาข่ายสีขี้ม้า โจวหยางรีบกระชากประตูรถคันกลางออกทันที

“ฉันจะวางเขาลงเบาะหลัง! อวี๋เซิง เธอเข้าไปข้างใน คอยดูอาการเขาไว้!” มู่หลินเฟิงสั่งการพร้อมกับค่อย ๆ วางร่างของ สวีต้าไห่ลงบนเบาะอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่กำลังแขนค่อนข้างล้าจะอำนวย

อวี๋เซิงแทรกตัวเข้าไปนั่งยังเบาะหลังทันที พื้นที่แคบในรถจี๊ปถูกจัดระเบียบอย่างรวดเร็ว เธอแขวนถุงน้ำเกลือไว้กับราวจับเหนือประตูรถ ก่อนจะรีบตรวจเช็กสายรัดห้ามเลือดที่โคนขาของเขาอีกครั้ง

“เลือดไม่ออกเพิ่ม แต่ตัวเขาเย็นเกินไปแล้ว!” อวี๋เซิงพูดขึ้นก่อนจะหันไปบอกมู่หลินเฟิงที่กำลังยืนหอบอยู่ข้างประตู

“หลินเฟิง! ฉันต้องการความร้อน ใครมีผ้าห่มหรือเสื้อแห้ง ๆ อีกไหม?”

โจวหยางรีบวิ่งไปที่ท้ายรถจี๊ปอีกคันแล้วหยิบผ้าห่มสนามหนา ๆ ออกมาส่งให้

“นี่ครับ! ผ้าห่มสำรองของหน่วย!”

อวี๋เซิงรับมาคลุมร่างของสวีต้าไห่ไว้จนมิดถึงหน้าอก เธอพยายามนวดมือที่ซีดขาวของคนเจ็บเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ขณะที่รถจี๊ปทั้งสามคันเริ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงคำรามของเครื่องยนต์ท่ามกลางพายุฟังดูเหมือนเสียงคำรามของสัตว์ร้ายที่กำลังจะพามิตรภาพนี้กลับไปสู่สถานที่ปลอดภัย

มู่หลินเฟิงก้าวขึ้นมานั่งเบาะข้างคนขับในคันเดียวกับ อวี๋เซิง เขาหันมามองเด็กสาวที่กำลังทำงานอย่างตั้งใจ แสงสลัวจากหน้าปัดรถสะท้อนให้เห็นใบหน้าด้านข้างที่ตั้งมั่นของเธอ

“โจวหยาง ออกรถ! มุ่งหน้ากลับสำนักงานป่าไม้ให้เร็วที่สุด!” มู่หลินเฟิงสั่งการเสียงเฉียบ

ในขณะที่รถพุ่งทะยานฝ่าโคลนตม โจวหยางที่กำลังบังคับพวงมาลัยอยู่อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองกระจกหลัง เห็นเด็กสาวที่หัวหน้าเรียกว่า ‘อวี๋เซิง’ กำลังประคองร่างเพื่อนรักของตัวเองไว้ด้วยความทะนุถนอม เขาจึงเปรยออกมาเบา ๆ พอให้ได้ยินกันแค่ในรถ

“ดูท่าทาง... หน่วยเขี้ยวพยัคฆ์ของเราจะได้ ‘น้องน้อย’ มาเพิ่มอีกคนแล้วนะครับหัวหน้า แถมยังเป็นน้องน้อยที่มี ‘หัตถ์เทวะ’ เสียด้วย”

มู่หลินเฟิงไม่ได้พูดเย็นชากับเขาเหมือนทุกที เขาเพียงแต่หลับตาลงนิ่ง ๆ ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าเข้าจู่โจมชั่วครู่ แต่ในใจกลับคิดถึงคำว่า ‘น้องน้อย’ ที่โจวหยางพูดออกมา... ใช่! เธอคือน้องน้อยที่เขาอยากจะปกป้องไว้ด้วยชีวิต และเธอก็คือคนเดียวที่ทำให้เขารู้สึกว่าผืนป่าที่แสนโดดเดี่ยวแห่งนี้เริ่มมี ‘ความหวัง’ ขึ้นมาอีกครั้ง

มู่หลินเฟิงลอบมองเด็กสาวทางด้านหลังเป็นระยะ หัวใจที่เคยชินกับความอ้างว้างในฐานะผู้พิทักษ์ป่ากลับรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาอย่างประหลาด

เขาเห็นความตั้งใจของเธอที่กำลังใช้ปลายนิ้วกดจุดเพื่อกระตุ้นชีพจรให้กับเพื่อนร่วมทีมอย่างต่อเนื่อง สลับกับการตรวจสอบถุงน้ำเกลือที่แกว่งไกวตามแรงเหวี่ยงของรถจี๊ปอย่างตั้งใจ

โดยไม่รู้เลยว่าอวี๋เซิงกำลังมีความกังวลใจที่ไม่ได้ลดน้อยลง เพราะแม้เลือดข้างนอกของคนเจ็บจะหยุดไหลแล้ว แต่ภาพจำลองจากชิปประสาทในสมองของเธอกำลังส่งสัญญาณเตือนเป็นสีแดงวาบ

‘สภาวะวิกฤต: แรงดันเลือดต่ำต่อเนื่อง มีโอกาสเกิดการบาดเจ็บภายในหลอดเลือดใหญ่’

“หลินเฟิง!” อวี๋เซิงโพล่งขึ้นมาท่ามกลางเสียงเครื่องยนต์ที่ครางกระหึ่ม “ถ้าเรามุ่งหน้ากลับสำนักป่าไม้ตามเส้นทางเดิม เจ้าหน้าที่สวีจะไม่รอด”

มู่หลินเฟิงหันขวับมามองเธอทันที “หมายความว่ายังไง? ที่สำนักงานมีหมอจางและอุปกรณ์ทำแผลนะ”

“อุปกรณ์ที่นั่นไม่พอค่ะ!” อวี๋เซิงเอ่ยเสียงเครียด ดวงตาของเธอหรี่ลงขณะที่ชิปประสาทเริ่มประมวลผลข้อมูลภูมิศาสตร์รอบด้านที่เธอเพิ่งแอบจำมาจากการดูแผนที่ในอาคารวิจัย

“บาดแผลของเขาต้องการการผ่าตัดเชื่อมหลอดเลือดในห้องปลอดเชื้อ และตอนนี้สัญญาณชีพของเขากำลังดิ่งลงเรื่อย ๆ เรามีเวลาไม่เกินสี่สิบนาทีเท่านั้นก่อนที่อวัยวะภายในจะล้มเหลว”

“แต่ทางลงเขาเข้าตัวเมืองมันถูกดินสไลด์ปิดตายไปแล้วนะน้องสาว!” โจวหยางตะโกนสวนขึ้นมาขณะที่เขากำลังหมุนพวงมาลัยหักหลบหลุมโคลนอย่างสุดกำลัง

“พายุถล่มหนักขนาดนี้ ไม่มีทางที่รถจี๊ปจะฝ่าออกไปทางถนนใหญ่ได้เลย”

อวี๋เซิงหลับตาลงนิ่ง พยายามดึงข้อมูลแผนที่ป่าซงเยว่ที่ถูกจัดเก็บในหน่วยความจำอนาคตขึ้นมาวิเคราะห์ เส้นทางเดินรถปกติอาจจะปิดตาย แต่สำหรับรถจี๊ปขับเคลื่อนสี่ล้อในยุคนี้และทักษะการขับขี่ของหน่วยลาดตระเวน มันยังมี ‘รูเข็ม’ เล็ก ๆ ที่พอจะฝ่าไปได้

“มีทางลัดค่ะ... เส้นทางนี้คือเส้นทางเก่าของพวกลักลอบตัดไม้ที่หุบเขาหู่เยว่กู่ค่ะ”

มู่หลินเฟิงและโจวหยางสะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินชื่อนี้ “นั่นมันทางนรกเลยนะน้องสาว! ทั้งแคบ ทั้งชัน แถมข้างทางยังเป็นเหวหินดินดาน” โจวหยางค้านเสียงหลง

“แต่มันเป็นดินชั้นหินแข็ง ดินจะไม่สไลด์ปิดทางเหมือนถนนดินแดงสายหลักค่ะ” อวี๋เซิงลืมตาขึ้น แววตาของเธอวาววับด้วยความมั่นใจจนมู่หลินเฟิงรู้สึกได้ถึงพลังกดดัน

“เจ้าหน้าที่โจวเลี้ยวขวาที่ทางแยกข้างหน้า ตัดเข้าป่าสนทิศตะวันตกเฉียงใต้ ฉันจะบอกทิศทางเอง!”

มู่หลินเฟิงนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจทุบแผงคอนโซลรถเสียงดังปัง “โจวหยาง! เชื่อเธอ! หักขวาเดี๋ยวนี้!” เขารู้ดีว่านี่คือเรื่องบ้าที่สุดในชีวิต แต่ตอนนี้ชีวิตของสวีต้าไห่รอไม่ได้

“ฉันจะวิทยุบอกอีกสองคันให้กลับกรมไปก่อน” จบคำเจ้าตัวก็ไม่รอช้าที่จะติดต่อกับเพื่อนร่วมทีมที่เหลือทางวิทยุ ขณะเดียวกันโจวหยางก็ตะโกนรับคำสั่งของเขาเสียงดังลั่นอย่างไม่กลัวตายเช่นเดียวกัน

“รับทราบครับหัวหน้า! เป็นไงเป็นกัน!” โจวหยางกระชากพวงมาลัยไปยังทิศทางตามที่หลินอวี๋เซิงบอก รถจี๊ปคันเก่งเอียงวูบจนล้อด้านหนึ่งลอยขึ้นจากพื้นโคลน ก่อนจะพุ่งทะยานเข้าสู่ป่าทึบที่ไม่มีแม้แต่รอยล้อรถเก่า

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่อวี๋เซิงต้องจดจำไปตลอดกาล รถจี๊ป BJ212 สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงจนเธอต้องใช้เข่าทั้งสองข้างยันเบาะหน้าไว้เพื่อไม่ให้ร่างของสวีต้าไห่กระเด็นตกเบาะ มือหนึ่งยังต้องชูถุงน้ำเกลือให้มั่นคงอย่างถึงที่สุด

“ข้างหน้ามีขอนไม้ขวาง! อย่าเบรกนะโจวหยาง เร่งเครื่องข้ามไปเลย!” อวี๋เซิงสั่งการตามที่ชิปประมวลผลมองเห็นระยะล่วงหน้าได้ดีกว่าตาเปล่าในม่านฝน แม้ว่าโจวหยางจะไม่เข้าใจแต่ตอนนี้เจ้าตัวก็พร้อมทำตามคำสั่งของเด็กสาวอย่างเต็มที่

ส่วนมู่หลินเฟิงหลังจากออกคำสั่งให้ลูกน้องที่เหลือเรียบร้อยเจ้าตัวก็คว้าที่โหนเหนือประตูเอาไว้แน่น เขายังคงเหลียวมามองทางด้านหลัง

แต่เมื่อเห็นความนิ่งสยบความเคลื่อนไหวของเด็กสาวแล้ว ชายหนุ่มก็ได้แต่ทึ่งอีกทั้งยิ่งตอนออกคำสั่ง เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าเหมือนเธอรู้จักทุกซอกทุกมุมของป่าแห่งนี้ดียิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก ทุกครั้งที่รถเอียงกระเท่เล่เหมือนจะตกเหว อวี๋เซิงจะตะโกนบอกองศาการหักพวงมาลัยอย่างแม่นยำ

“ซ้ายสิบองศา! เหยียบมิด!”

รถจี๊ปพุ่งทะยานข้ามร่องหินลอยตัวขึ้นฟ้าชั่วขณะก่อนจะตกลงกระแทกพื้นดังสนั่น แรงเหวี่ยงทำให้ตัวอวี๋เซิงถลาไปข้างหน้า มู่หลินเฟิงรีบเอื้อมมือมารองศีรษะของเธอไว้ทันทีเพื่อไม่ให้หัวของเธอกระแทกกับกระจก

“ระวังด้วย” เสียงทุ้มของเขาดังขึ้นท่ามกลางเสียงพายุ

อวี๋เซิงชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากฝ่ามือหนาที่คุ้มครองเธออยู่ แต่วินาทีความเป็นตายตรงหน้าทำให้เธอต้องรีบสลัดความรู้สึกเหล่านี้ทิ้ง

“ตอนนี้เราถึงถนนลาดยางสายล่างแล้ว! เจ้าหน้าที่โจว ตรงไปที่โรงพยาบาลเขตซงเยว่เป่ยทันที!”

เมื่อรถจี๊ปพุ่งเข้าสู่ลานหน้าโรงพยาบาลด้วยสภาพมอมแมมไปด้วยโคลนจนมองไม่เห็นสีเดิม อวี๋เซิงเป็นคนแรกที่กระโดดลงจากรถ ก่อนจะกล่าวรายงานกับเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินตรงหน้า

“คนเจ็บเสียเลือดมากจากบาดแผลฉกรรจ์ที่หลอดเลือดแดงส่วนขา! ความดัน 80/50 ชีพจรเบาและเร็ว เตรียมห้องผ่าตัดฉุกเฉินและเลือดกรุ๊ปโอสำรองด่วน!”

ความฉะฉานและศัพท์เทคนิคที่ออกจากปากเด็กสาวมัธยมทำให้พยาบาลเวรถึงกับขยับตัวตามโดยไม่ตั้งคำถาม ร่างของสวีต้าไห่ถูกเข็นเข้าสู่ห้องผ่าตัดในเวลาเพียงไม่กี่นาที

มู่หลินเฟิง โจวหยาง ยืนหอบหายใจอย่างหนักอยู่หน้าห้องผ่าตัดด้วยเนื้อตัวเปียกโชกและโชกโชนไปด้วยเลือด มู่หลินเฟิง หันไปมองอวี๋เซิงที่ยืนพิงผนังอยู่ แขนของเธอสั่นเทาจากการใช้แรงและสมาธิเกินขีดจำกัด

เขาเดินเข้าไปหาเธออย่างช้า ๆ ก่อนจะยื่นมือหนามาปัดปอยผมที่เปียกชื้นออกจากหน้าผากของเธอ แววตาที่เขามองมานั้นเต็มไปด้วยความซาบซึ้งและทึ่งในความสามารถของคนตรงหน้าอย่างที่เขาไม่รู้ว่าจะหาคำไหนมาบรรยายได้

“ขอบใจนะอวี๋เซิง... ถ้าไม่มีเธอ วันนี้หน่วยเราคงต้องเสียคนสำคัญไปแล้ว”

“รอให้เขาปลอดภัยแล้วคุณค่อยขอบคุณฉันก็ยังไม่สายค่ะ เพื่อนเก่า”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 203

    “ขึ้นมา”หญิงสาวชะงัก“อะไรนะ”“ฉันไม่มีเวลาพูดซ้ำ”อวี๋เซิงมองแผ่นหลังกว้างของเขาอย่างนิ่งงัน ภาพบางอย่างซ้อนทับขึ้นมาในหัวอย่างห้ามไม่ได้ เขาเคยแบกเธอเดินฝ่าสายฝนกลับบ้านฉับพลันน้ำตาก็รื้นขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัวนี่มันอะไรกัน… โลกวันสิ้นโลกคือความจริง หรือชีวิตในซงเยว่ต่างหากที่เป็นจริง แต่สุดท้ายอ

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 202

    ความหนาวเย็น… คือสิ่งแรกที่อวี๋เซิงรู้สึกได้ มันเย็นจนเหมือนเลือดทั้งร่างกำลังกลายเป็นน้ำแข็ง กลิ่นสนิม กลิ่นเลือดและควันดินปืนอวลอยู่เต็มโพรงจมูก เสียงระเบิดดังอยู่ไกลออกไปเป็นระยะ พร้อมเสียงกรีดร้องของบางสิ่งที่ไม่เหมือนมนุษย์เปลือกตาของเธอสั่นเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพแรกที่

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 201

    แสงอาทิตย์ยามเย็นทาทาบบนยอดเขายุงเฟรา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อากาศที่นี่หนาวเหน็บและบริสุทธิ์จนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง อวี๋เซิงในวัยเลขหกที่ยังคงดูสง่างามและมีสุขภาพแข็งแรงจากการดูแลตัวเองอย่างดี ยืนอยู่บนระเบียงไม้ของที่พักสไตล์ชาเล่ต์ เธอสวมเสื้อไหมพรมคอเต่าสีครีมทับด้วยผ้าพันคอขนสัตว์ที่มู่หลิน

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 200

    สิบสองปีต่อมา…สายฝนฤดูร้อนกำลังตกโปรยปรายเหนือเกาะซงเยว่ ทะเลสีเข้มกระเพื่อมเป็นระลอกอยู่ใต้ท้องฟ้าหม่น ขณะที่อาคารสีขาวขนาดมหึมาซึ่งตั้งอยู่ริมหน้าผาของเกาะกำลังส่องแสงเรืองรองท่ามกลางสายฝน“ศูนย์วิจัยชีวการแพทย์ซิงหลาน” สถานที่ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นหัวใจทางการแพทย์แห่งใหม่ของประเทศ ภายในอาคารหลัก

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 199

    แสงแดดยามเช้าของเกาะซงเยว่ทอดผ่านผ้าม่านสีอ่อนเข้าสู่ห้องนอนกว้าง พร้อมกับกลิ่นลมทะเลพัดตามสายลมเข้ามาคลอเคล้ากับเสียงคลื่นที่ดังอยู่ด้านนอกบนเตียงขนาดใหญ่มู่หลินเฟิงกำลังจะลืมตาตื่น...แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ขยับตัว…ตุ้บ!อะไรบางอย่างก็กระโจนทับลงบนอกเขาเต็มแรง“พ่อครับ! ตื่นได้แล้ว!”เสียงเด็กผู้ชา

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 198

    สามปีหลังเหตุการณ์ทะเลหลงซา หิมะบางเบากำลังโปรยปรายเหนือมหานครเซี่ยงไฮ้ แสงไฟจากตึกสูงสะท้อนกระจกหน้าต่างห้องทำงานชั้นบนสุดของ “เสิ่นกรุ๊ป เมดิคอล” จนเกิดเป็นภาพเมืองยามค่ำที่งดงามราวทะเลดวงดาวภายในห้องทำงานกว้างใหญ่ เสิ่นอวี้เหิงยังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะเอกสาร แฟ้มประชุมกองพะเนินสูงเกือบถึงแขน โทรศัพท

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status