ท้องฟ้าเหนือเมืองซงเยว่ที่เคยสลัวด้วยม่านหมอกพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาทะมึนเพียงชั่วพริบตา กระแสลมกรรโชกแรงพัดพาเอาใบสนและฝุ่นดินหอบใหญ่เข้ากระแทกบานหน้าต่างกระจกของอาคารวิจัยจนเกิดเสียงดังสนั่น ก่อนที่ฝนห่าใหญ่จะเทลงมาอย่างบ้าคลั่ง ทัศนวิสัยภายนอกถูกกลืนหายไปในม่านน้ำสีขาวโพลน
“พายุเข้ากะทันหัน! ดินสไลด์ปิดทับเส้นทางหลวงสายหลักไปแล้ว!” เจิ้งหลานตะโกนแข่งกับเสียงฟ้าร้องหลังจากหล่อนกดวิทยุสื่อสารอีกเครื่องเพื่อเช็กสภาพภายนอก
“นักเรียนทุกคนห้ามออกจากอาคาร! รถบัสไม่สามารถมารับพวกเธอได้จนกว่าพายุจะสงบ!”
สถานการณ์วิกฤตซ้อนวิกฤต เมื่อเสียงจากวิทยุสื่อสารยังคงดัง ‘ซ่า...’ พร้อมเสียงปืนแว่วมาเป็นระยะ เจ้าหน้าที่กู้ภัยรายงานว่าทีมแพทย์จากโรงงานหรือโรงพยาบาลในตัวเมืองถูกตัดขาดจากถนน เจิ้งหลานหันไปทางห้องพยาบาลสนามภายในอาคารด้วยใบหน้าซีดเผือด
หล่อนเห็นหมอจางเจ้าหน้าที่อาวุโสร่างท้วมที่ผมหงอกขาวเกือบทั้งศีรษะ กำลังพยายามพยุงตัวลุกขึ้นพร้อมกระเป๋ายา แต่แข้งขาที่สั่นเทาและอาการปวดข้อเข่าที่กำเริบจากความชื้นทำให้เขาแทบจะก้าวเดินไม่พ้นประตู
“จางเหย่าซือ! คุณจะไปได้ยังไง ในสภาพแบบนี้ป่าลื่นมากนะคะ!” ท่าทางและน้ำเสียงของเจิ้งหลานร้อนรน
“แต่ถ้าไม่มีหมอไป... คนเจ็บจะทำยังไง!” น้ำเสียงแหบพร่าของเขาดังขึ้นท่ามกลางเสียงฟ้าคำรามอยู่ด้านนอก
“ฉันจะไปแทนเองค่ะ” เสียงเรียบนิ่งแต่ทรงพลังดังขึ้นท่ามกลางความชุลมุน อวี๋เซิงก้าวเท้าออกมาจากกลุ่มนักเรียน ดวงตาของเธอจ้องตรงไปยังกระเป๋าเครื่องมือแพทย์ที่วางอยู่ข้างตัวหมออาวุโส
“เหลวไหล! เธอเป็นแค่เด็กนักเรียน จะไปทำอะไรได้!” เจิ้งหลานตวาดใส่ด้วยความโมโห “นี่มันเรื่องความเป็นความตาย ไม่ใช่การสอบดมกลิ่นสมุนไพรนะ!”
หลินอวี๋เซิงไม่เสียเวลาอธิบายด้วยคำพูด เธอเดินตรงเข้าไปหาหมอชราที่กำลังขมวดคิ้วสงสัย ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบสายยางรัดห้ามเลือดและเข็มฉีดยาขนาดใหญ่จากถาดเครื่องมือขึ้นมา
เธอขยับมืออย่างรวดเร็ว เช็กความดันลมในไซริงค์ ตรวจสอบขวดน้ำเกลือ และคัดแยกยาฆ่าเชื้อเข้ากระเป๋าสนามอย่างแม่นยำ ทุกท่วงท่าดูเป็นมืออาชีพจนหมออาวุโสและคนในที่นั้นต่างพากันตกตะลึง
“ภาวะบาดเจ็บจากการปะทะในป่า สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ห้ามเลือด ที่แขนขาให้หยุดโดยเร็วที่สุด เพราะเลือดออกมากเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่ง จากนั้นรีบป้องกันและรักษาภาวะช็อก จากการเสียเลือด โดยให้นอนราบ ยกขาสูง ห่มผ้าให้อบอุ่น และพยายามควบคุมการสูญเสียเลือดต่อเนื่อง”
อวี๋เซิงเอ่ยศัพท์เทคนิคทางการแพทย์และวิธีการรักษาออกมาอย่างคล่องแคล่ว
“คุณหมอจางคะ... คุณก็เห็นว่าฉันมีความรู้เรื่องกายวิภาคดีพอ ถ้าคุณไปไม่ไหว และไม่มีใครไป... เจ้าหน้าที่คนนั้นจะตายก่อนพายุสงบแน่นอน”
ในขณะที่หลินอวี๋เซิงกำลังสนทนาอยู่กับหมออาวุโสท่านนี้ เสียงซุบซิบจากนักเรียนจำนวนมากก็ดังขึ้นอย่างไม่อาจห้ามได้
“ท่านเทพของเราออกโรงเองแล้ว” หนึ่งในสองของนักเรียนมัธยมเดียวกับอวี๋เซิงอดไม่ได้ที่จะพูดออกมากับเพื่อนของตนด้วยน้ำเสียงแสดงความภาคภูมิใจ
ส่วนอาจารย์ก็กำลังตั้งท่าจะเข้าไปห้าม แต่เมื่อเขาได้ยินเสียงของหมอท่านนั้นเจ้าตัวก็ถึงกับแข้งขาค้างไปในทันที ทางด้านของจางเหย่าซือที่ตอนนี้กำลังมองเข้าไปในดวงตาของเด็กสาว เขาเห็นเพียงแววตาที่สงบนิ่งและมั่นคงนั้นไม่ใช่ของเด็กมัธยมทั่วไป แต่มันคือแววตาของผู้ที่ผ่านความเป็นตายมานับครั้งไม่ถ้วน
“เธอเป็นใครกันแน่”
“คนที่จะไปช่วยเจ้าหน้าที่ของคุณค่ะ” อวี๋เซิงหันไปมองเจิ้งหลานด้วยสายตาเย็นชา “ถ้าคุณไม่อยากให้สำนักป่าไม้ต้องสูญเสียใครไปในวันนี้ ก็เตรียมรถจี๊ปที่ขับเคลื่อนสี่ล้อให้ฉันเดี๋ยวนี้!”
“เตรียมให้เธอ หากเกิดอะไรขึ้นผมรับผิดชอบเอง” ในที่สุดหมอผู้อาวุโสก็ตัดสินใจออกมา หากถามว่าทำไมนั่นก็คงเป็นเพราะท่าทางและน้ำเสียงของเด็กสาวคนนี้มันเหมือนกับเขาในอดีตนั่นเอง... อดีตหลังจากที่เขาได้เป็นแพทย์ประจำบ้าน
เจิ้งหลานอ้ำอึ้งไปครู่หนึ่ง ท่ามกลางเสียงพายุโหมกระหน่ำและความกดดันบีบคั้น หล่อนไม่มีทางเลือกอื่น
“ก็ได้! แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้น หมอจางคุณอย่าลืมคำพูดของตัวเองนะคะ”
อวี๋เซิงไม่รอให้หล่อนพูดจบ เธอคว้ากระเป๋าแพทย์สนามขึ้นสะพายบ่า ร่างบางในชุดวอร์มวิ่งฝ่าสายฝนที่ตกหนักออกไปยังรถจี๊ป BJ212 คันที่จอดแสตนบายอยู่ทันที ในหัวของเธอมีเพียงภาพแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มที่เพิ่งจากกันไปเมื่อเช้า
‘ฉันหวังว่าคนเจ็บจะไม่ใช่คุณ หลินเฟิง’
เสียงล้อรถจี๊ป BJ212 ตะกุยฝ่าโคลนเลนลึกพุ่งทะยานออกไปทางทิศตะวันออกอย่างรวดเร็ว สภาพถนนลูกรังที่ถูกน้ำฝนชะจนกลายเป็นลำธารโคลนทำให้รถส่ายไปมาแต่อวี๋เซิงกลับนั่งนิ่ง มือทั้งสองข้างกำสายกระเป๋าแพทย์สนามไว้แน่น ดวงตาคมกริบจดจ่ออยู่กับเส้นทางเบื้องหน้าที่ถูกหมอกหนาและม่านฝนบดบัง
“ระวังต้นไม้ล้มขวางทางด้วย!” เธอตะโกนบอกเจ้าหน้าที่ขับรถที่กำลังพยายามบังคับพวงมาลัยอย่างสุดความสามารถ
ยิ่งเข้าใกล้จุดปะทะ กลิ่นดินปืนจาง ๆ เริ่มโชยมาปะทะจมูกท่ามกลางกลิ่นฝน รถจี๊ปเบรกกะทันหันจนตัวรถปัดเฉลียงไปชนกับพุ่มไม้ใหญ่ เจ้าหน้าที่ขับรถตะโกนบอกว่าไปต่อไม่ได้แล้วเพราะดินสไลด์ปิดทางข้างหน้า อวี๋เซิงไม่ลังเล เธอถีบประตูรถออกแล้วพุ่งร่างฝ่าสายฝนหนาทึบมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เสียงวิทยุสื่อสารดังกังวานด้วยสองเท้าทันที
“หยุดอยู่ตรงนั้น! นั่นใคร!” เสียงตวาดกร้าวแฝงความระแวงดังขึ้นพร้อมกับเงาร่างของชายหนุ่มในชุดลายพรางที่กระโดดออกมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ ในมือของเขาถือปืนไรเฟิล Type 56 ไว้มั่น ปากกระบอกปืนจ่อตรงมาที่เด็กสาวอย่างระแวดระวัง
“ฉันมาจากสำนักงานป่าไม้! หมอจางส่งฉันมาช่วยคนเจ็บ!” อวี๋เซิงตะโกนตอบพลางชูกระเป๋าแพทย์สนามที่มีสัญลักษณ์กาชาดเด่นชัด
โจวหยางที่กำลังเนื้อตัวมอมแมมไปด้วยโคลนชะงักไปครู่หนึ่ง “เด็กนักเรียน? นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน! แต่ช่างเถอะตามมาเร็ว ต้าไห่กำลังจะขาดใจแล้ว!” เขาไม่ดูถูกความคิดเห็นของจางเหย่าซือในการส่งเด็กสาวอายุน้อยผู้นี้มาแม้แต่นิดเดียว
อวี๋เซิงวิ่งตามโจวหยางผ่านแนวพุ่มไม้รกชัฏจนถึงโคนต้นไม้ใหญ่ใจกลางสมรภูมิที่เงียบสงัดลงชั่วครู่ ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้ลมหายใจของเธอสะดุด
ชายร่างท้วมคนหนึ่งนอนหงายอยู่บนพื้นดินที่กลายเป็นโคลนสีแดงข้น มือทั้งสองข้างพยายามกดหน้าขาของตัวเองที่มีเลือดพุ่งกระฉูดออกมาตามจังหวะชีพจร ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับคนตาย
และข้างกันนั้นมู่หลินเฟิงกำลังคุกเข่าอยู่ท่ามกลางสายฝน ปืนพก Type 54 ในซองหนังสีน้ำตาลที่เอวของเขาเปื้อนไปด้วยคราบโคลน มือหนาอาบไปด้วยเลือดขณะพยายามกดห้ามเลือดให้ลูกน้องอย่างสุดกำลัง แววตาที่เคยนิ่งสงบดุจภูผาบัดนี้สั่นไหวและเต็มไปด้วยความเจ็บปวด
“หลีกไปค่ะ! กดแบบนั้นเลือดจะยิ่งออก!” อวี๋เซิงพุ่งเข้าไปทรุดตัวลงข้างคนเจ็บทันที
มู่หลินเฟิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาคมเข้มเบิกกว้างเมื่อเห็นใบหน้าที่เขาเพิ่งนึกถึงเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
“อวี๋เซิง! เธอมาได้ยังไง! ที่นี่มัน...”
“ถ้าไม่อยากให้เขาตายก็เงียบแล้วทำตามที่ฉันสั่ง!” เด็กสาวตวาดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดจนเหล่าเจ้าหน้าที่ทุกนายที่กำลังแสดงสีหน้าประหลาดใจเมื่อเห็นหัวหน้าของตนรู้จักกับเธอคนนี้ที่ดูยังไงก็น่าจะยังเรียนอยู่ในระดับมัธยมปลาย
ทว่าหลินอวี๋เซิงกลับไม่สนใจสายตาเหล่านั้น เธอเริ่มเปิดกระเป๋าพยาบาลออก มือเรียวหยิบสายยางรัดห้ามเลือดออกมาแล้วรัดเข้าที่โคนขาเหนือแผลฉกรรจ์ของต้าไห่ทันที เธอออกแรงขันชะเนาะจนเส้นเลือดที่นูนเด่นค่อย ๆ สงบลง
“หลินเฟิง! ช่วยประคองหัวเขาไว้ให้นอนราบ อย่าให้เขาสะดุ้ง! ส่วนคุณ! เอาเสื้อคลุมหรือผ้าแห้ง ๆ มาห่มตัวเขาไว้ เร็วเข้าเขาเริ่มเข้าสู่ภาวะช็อกแล้ว ร่างกายต้องอบอุ่นและยกขาของเขาให้สูง!”
คำสั่งที่รวดเร็วและเป็นขั้นตอนตามหลักการกู้ชีพสนามทำให้ชายหนุ่มทั้งสองคนทำตามโดยสัญชาตญาณ มู่หลินเฟิงประคองศีรษะของต้าไห่ไว้พลางจ้องมองอวี๋เซิง น้ำฝนที่ไหลผ่านใบหน้าเนียนละเอียดของเธอทำให้เธอดูเปราะบางแต่แข็งแกร่งอย่างน่าประหลาดเฉกเช่นในตอนนั้นไม่มีผิด
‘เธอยังเหมือนเดิมเลยแม่สาวน้อย’ เขาคิดออกมาอย่างโล่งอกความรู้สึกสายหนึ่งบอกเขาสวีต้าไห่รอดแล้ว
ขณะเดียวกันอวี๋เซิงขยับมืออย่างรวดเร็วและแม่นยำ เธอเช็กชีพจรที่คอของต้าไห่และเริ่มทำความสะอาดบาดแผลด้วยน้ำเกลืออย่างใจเย็นท่ามกลางเสียงฟ้าคะนอง
“ความดันเขาต่ำมาก ต้องรีบควบคุมการสูญเสียเลือดต่อเนื่อง”
มู่หลินเฟิงพยักหน้ารับให้เธออย่างเชื่อใจ ก่อนจะถอดเสื้อแจ็กเก็ตพิทักษ์ป่าตัวนอกที่ยังค่อนข้างแห้งออกมากางป้องกันฝนให้เธอและคนเจ็บอย่างเงียบเชียบ สายตาคมที่เคยมองแต่ศัตรู บัดนี้กลับมีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นในอกข้างซ้ายของตน
“ขอบใจนะ... อวี๋เซิง” มู่หลินเฟิงเอ่ยเสียงทุ้มแหบพร่าท่ามกลางเสียงฝน “ขอบคุณที่เธอมา”
หลินอวี๋เซิงเงยหน้าขึ้นสบตาเขาเพียงครู่เดียว แววตาที่สบกันบอกเล่าเรื่องราวสองปีที่ผ่านมาได้มากกว่าคำพูด
“ยังไม่ต้องรีบขอบคุณค่ะหลินเฟิง เพราะตอนนี้เรายังวางใจไม่ได้” คำเรียกขานของเธออย่างสนิทสนมกับชายหนุ่มทำให้ลูกน้องที่เหลือไม่เว้นแม้แต่เฉินจวินผู้พูดน้อยยังต้องเปลี่ยนสีหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมแห่งการซักถาม
“เราต้องเคลื่อนย้ายเขาออกไปจากที่นี่ก่อนที่ดินจะสไลด์ลงมามากกว่านี้... คุณช่วยแบกเขาไปที่รถจี๊ปไหวไหม?” เสียงของ อวี๋เซิงดังขึ้นอย่างกังวล
“ต่อให้ต้องแบกข้ามภูเขา ฉันก็จะพาเขากลับไปให้ได้” มู่หลินเฟิงตอบรับเสียงหนัก พร้อมกับอยู่ในท่าทางเตรียมพร้อมเพื่อแบกร่างลูกน้องขึ้นหลังโดยมีอวี๋เซิงคอยประคองถุงน้ำเกลือสนามไม่ห่างกาย