คำว่า “เพื่อนเก่า” ทำให้โจวหยางที่นั่งห่างออกไปไม่ไกล ถึงกับจ้องมองเด็กสาวราวกับไม่อยากเชื่อสายตา
“อาเฟิง เธอคนนี้คือซานชีกับหวงฉินเหรอ”
อวี๋เซิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เธอมองโจวหยางอย่างสงสัย ทว่ายังไม่ทันที่หล่อนจะได้รับคำตอบ เสียงโทรศัพท์ที่เคาน์เตอร์พยาบาลก็ดังขัดขึ้นเสียก่อน
พยาบาลที่ยืนอยู่หลังโต๊ะรับสาย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองมาทางพวกเขา
“ขอถามหน่อยค่ะ ใครคือมู่หลินเฟิง มีคนโทรมาขอคุยด้วยค่ะ”
สายตาของมู่หลินเฟิงมองไปทางโจวหยางอย่างเรียบนิ่ง “คงเป็นทางสำนักงาน นายไปรับที” น้ำเสียงของเขาราบเรียบไม่บ่งบอกว่ารู้สึกเช่นไร
โจวหยางพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินมาทางเคาน์เตอร์เพื่อเป็นกันชนให้เพื่อน เนื่องจากรู้ดีว่าคนที่โทรมานั้นเป็นใคร และก็ไม่ผิดจากที่คาด ทันทีที่เจ้าตัวรับสายเสียงค่อนเร่งร้อนจากทางนั้นก็ดังขึ้นแฝงความคาดหวังระคนเว้าวอน
“ผมโจวหยาง เพื่อนของเขา ไม่ทราบใครพูดสายครับ”
“โจวหยาง หลินเฟิงล่ะ ฉันขอพูดกับเขาหน่อย ทำไมเขาถึงไม่มารับสายเอง”
โจวหยางยกมืออีกข้างปิดปากกระบอกโทรศัพท์ไว้ แล้วหันกลับไปมองมู่หลินเฟิง แม้จะรู้คำตอบดีอยู่แล้ว กระนั้นเจ้าตัวก็ยังเอ่ยชื่อของคนในสายออกมา ริมฝีปากของเขาขยับเบา ๆ โดยไร้เสียง
“เจิ้งหลาน”
มู่หลินเฟิงหน้าตึงขึ้นเล็กน้อยเมื่อรู้ว่าเป็นใคร ก่อนที่เจ้าตัวจะส่ายศีรษะเป็นเชิงปฏิเสธออกมาอย่างเย็นชา
“เจิ้งหลาน… ตอนนี้อาเฟิงไม่สะดวกคุย” เขาหยุดเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
“ต้าไห่ถึงมือหมอแล้ว กำลังผ่าตัดอยู่” พูดจบเจ้าตัวก็วางสายลง ก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ
เมื่อเดินกลับมาสายตาของโจวหยางก็สะดุดเข้ากับสภาพของคนทั้งคู่ เด็กสาวในชุดวอร์มยังคงเปียกฝนไปทั้งตัวแม้ภายนอกจะมีเสื้อหนาของมู่หลินเฟิงคลุมไว้ก็ตาม
เส้นผมหางม้าที่เคยเรียบร้อยบัดนี้ยุ่งเล็กน้อยเพราะถูกฝนซัดจนเปียกชื้น มู่หลินเฟิงเองก็ไม่ได้ต่างกัน เสื้อผ้าลายพรางตัวในของเขาเปียกฝนจนเข้มขึ้นหลายส่วน คล้ายหลินเฟิงจะเข้าใจท่าทางของเพื่อนจึงได้มองมาทางอวี๋เซิงที่ยังคงยืนกอดอกของตนเพื่อไล่ความหนาว
“อวี๋เซิง รออยู่ตรงนี้นะ ฉันจะไปหาผ้าเช็ดตัวและชุดมาให้เธอเปลี่ยน”
น้ำเสียงของเขานุ่มนวลขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจนโจวหยางถึงกับมองเพื่อนอย่างประหลาดใจ มู่หลินเฟิงเดินหายไปไม่นานเจ้าตัวก็กลับมาพร้อมกับเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวตัวโคร่งที่เขาพอจะหาซื้อมาได้กับผ้าขนหนูสีขาวสะอาดผืนหนา
เขายื่นผ้าขนหนูให้เธอ “ซับผมก่อน เดี๋ยวจะไม่สบายเอา”
อวี๋เซิงรับผ้ามาซับหยดน้ำบนใบหน้าพลางเหลือบมองชายหนุ่มที่สภาพไม่ต่างจากเธอเท่าไหร่นัก
“คุณเองก็เปียกเหมือนกันนะหลินเฟิง”
มู่หลินเฟิงมองสภาพตัวเองก่อนจะพยักหน้ารับ “รอเธอเช็ดให้เสร็จก่อนค่อยเอาผ้ามาให้ฉัน” เขาพูดขึ้นราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับคนฟังอย่างโจวหยางตอนนี้ถึงกับอ้าปากค้างไปเรียบร้อยแล้ว ‘นี่ยังใช่อาเฟิงที่ฉันรู้จักอยู่ไหม’
“ได้สิ ถ้าคุณไม่รังเกียจ” อวี๋เซิงตอบรับอย่างไม่คิดอะไรให้มากความ ก่อนจะเช็ดผมของตัวเองต่อไป แต่มู่หลินเฟิงถึงกับทนไม่ได้ที่เห็นเธอเช็ดแบบขอไปที
“มานั่งตรงนี้” เขาพูดขึ้นพร้อมกับตบเก้าอี้ว่างข้างกายหลังจากเดินไปนั่งก่อนเด็กสาว
อวี๋เซิงที่รู้สึกเมื่อยก็ทำตามอย่างว่าง่าย และเธอก็ต้องตกใจเมื่อผ้าเช็ดตัวผืนหนาถูกมือของชายหนุ่มแย่งไปก่อนที่เขาจะนำมาเช็ดผมให้เธออย่างเบามือ และบางครั้งก็สลับไปเช็ดผมของตัวเอง
“ทำอย่างนี้ดีกว่า ได้เช็ดพร้อมกันด้วย”
“อืม” อวี๋เซิงครางในลำคอแผ่วเบาเป็นเชิงรับรู้ ส่วนโจวหยาง หากมีกล้องถ่ายรูปในมือเกรงว่าเขาคงจะนำขึ้นมาถ่ายรูปนี้เอาไว้เป็นหลักฐานอย่างแน่นอน แม้ว่าเขาไม่อยากจะเก็บเรื่องนี้เอาไว้เป็นความลับก็ตาม แต่น่าเสียดายที่เขาไม่มีหลักฐานอะไรนอกจากตาของตัวเอง
ทางด้านของหลินเฟิงเพื่อไม่ให้บรรยากาศระหว่างพวกเขาเงียบจนเกินไป ชายหนุ่มจึงได้ชวนเด็กสาวพูดคุยขึ้นก่อน
“ยายหลินเป็นยังไงบ้าง”
อวี๋เซิงเผยรอยยิ้มบางออกมาเมื่อได้ยินคำถามถึงบุคคลที่เธอผูกพันที่สุดในโลกใบนี้ เธอหลุบสายตาลงต่ำ แววตาที่เคยนิ่งสงบอ่อนแสงลงเมื่อนึกถึงกลิ่นหอมของซาลาเปาและน้ำเต้าหู้ที่ร้านในยามเช้า
“ยายสบายดีค่ะ ตอนนี้พวกเรามีร้านอาหารเช้าด้วย อยู่ห่างจากโรงเรียนไปไม่มาก” อวี๋เซิงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยแต่แฝงความภูมิใจ “ช่วงนี้คนมาอุดหนุนเยอะขึ้น ยายเลยยุ่งกว่าปกตินิดหน่อยค่ะ เอาไว้หากคุณไปที่นั่นก็แวะไปหาพวกเราสิคะ”
มู่หลินเฟิงฟังแล้วก็พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มบางยามนึกถึงหญิงชราคนนั้น มือหนายังคงขยับผ้าขนหนูเช็ดผมให้เด็กสาวอย่างทะนุถนอม สลับกับซับหยดน้ำบนผมสั้นของตัวเองไปด้วย
“ดีแล้ว... ฝากความคิดถึงไปให้ยายด้วยนะ ถ้ามีโอกาสได้ไปเมืองนั้นฉันจะแวะไป”
“ยายคงดีใจค่ะ ถ้าเห็นว่าคุณยังปลอดภัยดีและยังได้เป็นเจ้าหน้าที่ป่าไม้สมความปรารถนา” อวี๋เซิงเอ่ยตอบตามตรง
ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูนุ่มนวลผิดหูผิดตา โจวหยางที่รู้สึกคันปากยุบยิบ พยายามกลั้นยิ้มจนหน้าแดงเมื่อเห็น ‘จอมโหด’ แห่งหน่วยเขี้ยวพยัคฆ์ กลายเป็น ‘พี่ชายผู้อ่อนโยน’
“อาเฟิง... นายช่วยเช็ดผมให้ฉันบ้างได้ไหม” ไม่พูดเปล่าชายหนุ่มยังคงเดินเข้ามาใกล้คนทั้งคู่ด้วย
“เอาไปเช็ดเอง ผมของฉันกับอวี๋เซิงแห้งพอดี” ความอ่อนโยนเมื่อครู่ที่โจวหยางเห็นถูกทิ้งไว้เบื้องหลังอย่างรวดเร็ว เมื่อมู่หลินเฟิงโยนผ้าเช็ดตัวมาให้เขาอย่างไม่ไยดี
เวลาหลายชั่วโมงผ่านไป ในขณะที่ฝนด้านนอกเริ่มหยุดลง ไฟหน้าห้องผ่าตัดก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว... เสียงประตูห้องผ่าตัดเปิดออกพร้อมกับร่างของหมอศัลยกรรมในชุดสครับที่เดินออกมาด้วยท่าทางเหนื่อยล้าแต่แววตาดูผ่อนคลาย
มู่หลินเฟิงและอวี๋เซิงลุกขึ้นยืนพร้อมกันโดยไม่ต้องรอให้ใครเตือน ส่วนโจวหยางที่กำลังนั่งสัปหงกอยู่ดีดตัวตื่นแล้วเข้ามาหาคุณหมอทันที
“หมอครับ! ต้าไห่เป็นยังไงบ้าง!” เขาถามเสียงดังอย่างลืมตัว
“ตอนนี้คนไข้พ้นขีดอันตรายแล้วครับ หมอจะย้ายเขาไปห้องพักฟื้นเพื่อรอดูอาการคืนนี้ก่อน” นายแพทย์เอ่ยสรุปก่อนจะขอตัวเดินเลี่ยงออกไป
เสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกของโจวหยางดังลั่นโถงทางเดินอันเงียบสงัด เขาแทบอยากจะตะโกนออกมาเสียงดังแต่พอคิดว่าที่นี่คือโรงพยาบาลเจ้าตัวก็เปลี่ยนเป็นพึมพำซ้ำไปซ้ำมาแทน
“รอดแล้ว...” เขาทรุดกายลงนั่งอย่างหมดแรง “เจ้าอ้วนรอดตายแล้ว”
มู่หลินเฟิงเองก็ดีใจเช่นกัน เขาหลับตาลงเพื่อระงับความอัดอั้นในใจที่แบกรับมาตลอดหลายชั่วโมง ก่อนจะหันมามองเด็กสาวข้างกายที่บัดนี้แววตาของเธอยังคงนิ่งแต่หากมองให้ดีจะเห็นว่าเธอเองก็ดีใจไม่น้อย
“อวี๋เซิง... ตอนนี้ฉันคงพูดขอบคุณเธอได้แล้วนะ” น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนเป็นอย่างมาก
“ขอบใจนะ ถ้าไม่ได้เธอช่วยนำทางและห้ามเลือด ต้าไห่คง...” มู่หลินเฟิงหยุดคำพูดไว้เพียงเท่านั้น เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงภาพเหตุการณ์อันเลวร้ายกว่านี้
“ฉันแค่ทำหน้าที่ที่ควรทำค่ะ” อวี๋เซิงตอบเสียงเรียบ แม้ใบหน้าจะดูซีดเซียวจากความเหนื่อยล้า แต่ตอนนี้เธอรู้แล้วว่ามือของเธอสองข้างนี้ได้ช่วยชีวิตคนอีกครั้งแล้ว
มู่หลินเฟิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งเหมือนกำลังตัดสินใจบางอย่าง
“อวี๋เซิง... ฉันขอที่อยู่กับเบอร์โทรที่โรงเรียนของเธอได้ไหม” เขาถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
แม้จะรู้ว่าร้านของเธออยู่ตรงไหนตามที่เธอบอกมาแล้วก่อนหน้า แต่เธอไม่ได้บอกเลขที่บ้านสักหน่อยแล้วเขาจะเขียนจดหมายไปหาได้ยังไงกัน... โจวหยางที่กำลังขยี้ผมอยู่ถึงกับหยุดนิ่งเพื่อเงี่ยหูฟังด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เผื่อว่าสวีต้าไห่ฟื้นขึ้นมาแล้วเขาอยากจะขอบคุณเธอด้วยตัวเอง... หรือถ้าฉันมีเรื่องอยากจะปรึกษา”
หลินอวี๋เซิงมองหน้าชายหนุ่มที่พยายามหาเหตุผลมาอ้างเพื่อขอช่องทางติดต่อของเธอด้วยรอยยิ้มขำ แววตาคมกริบของ มู่หลินเฟิงในตอนนี้ดูเว้าวอนอย่างประหลาดจนเธอบอกไม่ถูกว่ารู้สึกเช่นไร แต่เธอก็เดินไปยืมปากกาจากพยาบาลก่อนจะดึงฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านแต่ทว่าอบอุ่นของเขาขึ้นมาเขียนที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของโรงเรียนลงไป
“นี่คือที่อยู่ของฉันกับเบอร์โรงเรียนค่ะ หวังว่าคุณจะไม่ทำหาย” มู่หลินเฟิงจ้องมองตัวอักษรบนฝ่ามือตัวเองราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า เขากำหมัดแน่นทันทีเพื่อไม่ให้รอยหมึกจางหาย
“ฉันสัญญาจะรักษาด้วยชีวิต”
หัวใจของเด็กสาวดูเหมือนจะเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะเมื่อได้ยินเขากล่าวออกมาเช่นนี้
“คุณพูดเกินไปหรือเปล่า มันคงไม่ได้สำคัญขนาดนั้นมั้งคะ” อวี๋เซิงเอ่ยแก้เก้อ แต่สำหรับโจวหยางบัดนี้เจ้าตัวรู้แล้วว่าแท้จริงเพื่อนสนิทของเขาไม่ได้เย็นชา
เพียงแต่แค่กำลังรอเท่านั้นเอง... รอให้ดอกไม้ดอกหนึ่งผลิบานจนถึงวัยอันสมควร แต่ตอนนี้เขามีเรื่องไปเม้ากับพรรคพวกแล้วว่า
‘หัวหน้ามีน้องน้อยเป็นของตัวเองเรียบร้อยแล้ว’