Share

บทที่ 6

กาลเวลาผันผ่านหลังจากวันนั้น... สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิก็ได้พัดมาอีกครา สายลมอันเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นใหม่ได้พัดผ่านรั้วกำแพงอิฐสีแดงของโรงเรียนมัธยมซีอัน ซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งประจำมณฑล สถานศึกษาที่ขึ้นชื่อว่าเข้มงวดและเป็นแหล่งรวมหัวกะทิที่เก่งที่สุด

ทว่าท่ามกลางเหล่านักเรียนที่รีบเร่งเดินเข้าห้องสมุด กลับมีกลุ่มนักเรียนชายหญิงกลุ่มหนึ่งยืนห้อมล้อมเด็กสาวในชุดยูนิฟอร์มสะอาดตาที่นั่งอยู่ใต้ต้นการบูรใหญ่

“ท่านเทพอวี๋ ช่วยฉันติววิชานี้ทีเถอะนะ ฉันยอมจ่ายสองเท่าเลย สัปดาห์หน้าจะสอบมิดเทอมแล้ว ถ้าคะแนนฟิสิกส์ฉันยังเน่าอยู่ พ่อตัดค่าขนมฉันแน่!”

อวี๋เซิงในวัยสิบเจ็ดปีเงยหน้าขึ้นจากสมุดจดบันทึกเล่มหนา ดวงตาที่เคยหม่นแสงเมื่อสองปีก่อนบัดนี้คมปลาบและนิ่งสงบประดุจผิวน้ำในสระมรกต ใบหน้าของเธอเริ่มฉายแววความงามอันหมดจด ผิวพรรณที่เคยซูบซีดกลับมามีเลือดฝาดสุขภาพดีจากการดูแลตัวเองอย่างเป็นระบบด้วยความรู้ทางการแพทย์ ล้ำยุค

เด็กสาวขยับแว่นสายตากรอบบางเล็กน้อย ท่าทางที่เย็นชาและเข้าถึงยากกลับกลายเป็นเสน่ห์ที่ทำให้ใครต่อใครต่างยกย่องเธอให้เป็น ‘ท่านเทพ’ แห่งชั้นปี

“วิชาฟิสิกส์เน้นที่ความเข้าใจความสัมพันธ์ของแรง ไม่ใช่การท่องจำสูตร” เสียงของเธอนุ่มนวลแต่เฉียบขาด “เอาอย่างนี้แล้วกันเย็นนี้ฉันมีเวลาแค่สี่สิบนาทีหลังเลิกเรียนหากเธอสนใจฉันจะช่วยติวให้” เด็กคนนั้นเมื่อได้ยินคำพูดนี้ก็ยิ้มจนหน้าบานเลยทีเดียว

“ขอบใจนะท่านเทพ”

“ไม่เป็นไร ส่วนใครจะเอาชีตสรุปวิชาเคมีที่ฉันเก็งข้อสอบไว้ก็ไปลงชื่อที่หัวหน้าห้อง ฉันทำมาแค่สามสิบชุดเท่านั้นนะ” หลังตอบรับเพื่อนร่วมชั้นคนนั้นเรียบร้อย เธอก็หันมาทางเพื่อนร่วมชั้นที่ทุกสายตาต่างกำลังมองมาทางเธออย่างคาดหวังและเมื่อได้ยินคำพูดนี้พวกเขาก็ต่างพากันเฮโล ส่งเสียงขอบคุณกันยกใหญ่ก่อนจะกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปทางอาคารเรียนเพื่อหาหัวหน้าห้องของตัวเอง

การกระทำของเด็กสาวหากจะมองว่าเธอหยิ่งก็คงไม่ผิด แต่แท้จริงแล้วอวี๋เซิงไม่ได้หยิ่งยโสเลยสักนิด เพียงแต่เธอรู้ดีว่าเวลาทุกนาทีของเธอนั้นมีค่าเพียงใดและที่เธอไม่ต้องการเป็นหัวหน้าห้องก็เหมือนกัน เนื่องจากเธอยุ่งเกินกว่าจะมารับผิดชอบเพื่อนในชั้นเรียนนั่นเอง

ย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน หลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัติที่หมู่เกาะอ่าวพระจันทร์สิ้นสุดลง ยายหลินถูกส่งตัวเข้ารับการผ่าตัดด่วนที่โรงพยาบาลมณฑล อวี๋เซิงยังจำความรู้สึกตอนที่ยืนหน้าห้องผ่าตัดได้ดี

เธอใช้ชิปประสาทในหัวจำลองภาพการผ่าตัดเชื่อมต่อกระดูกและเส้นเอ็นเพื่อลุ้นระทึกไปกับทีมแพทย์ในยุคสมัยนี้แม้เครื่องมือจะยังล้าหลังเมื่อเทียบกับโลกอนาคตที่เธอจากมา แต่ความพยายามของหมอก็ช่วยยื้อขาของยายเอาไว้ได้สำเร็จ แม้จะต้องเดินกะเผลกเล็กน้อยแต่ก็ไม่ถึงกับต้องสูญเสีย

เมื่อหญิงชราฟื้นขึ้นมาและพบว่าหมู่บ้านและบ้านไม้หลังเก่าของพวกเธอถูกกลืนกินหายไปกับทะเลโคลน หล่อนก็แอบร้องไห้ด้วยความอาลัยอาวรณ์ในรากเหง้าที่สูญสิ้น ทว่าอวี๋เซิงกลับกุมมือหยาบกร้านนั้นไว้แน่น

“ยายคะ เราไม่เหลืออะไรที่นั่นแล้ว แต่เรายังเหลือกันและกัน รัฐให้เงินชดเชยเรามาส่วนหนึ่ง หนูอยากให้เราย้ายไปอยู่ที่เมืองซีอัน หนูจะสอบเข้าโรงเรียนอันดับหนึ่งที่นั่น ยายเชื่อใจหนูนะคะ”

ด้วยสายตาที่แน่วแน่เกินวัย ยายหลินจึงยอมทำตามคำขอของเธอ อวี๋เซิงบริหารจัดการเงินชดเชยอย่างชาญฉลาด เธอเลือกเช่าบ้านหลังเล็กในตรอกที่ไม่ไกลจากโรงเรียนซีอันซึ่งเป็นโรงเรียนมัธยมอันดับหนึ่งมากนัก

พื้นที่หน้าบ้านถูกปรับเปลี่ยนเป็นร้านอาหารเช้าเล็ก ๆ ที่ขายน้ำเต้าหู้ ปาท่องโก๋ และโจ๊กสูตรสมุนไพรบำรุงร่างกายที่อวี๋เซิง เป็นคนคำนวณสัดส่วนสารอาหาร

และทุกเช้าก่อนเข้าเรียน เด็กสาวจะช่วยยายเตรียมของจนเสร็จ ไม่นานหลังจากนั้นร้านอาหารเช้าของยายหลินก็ได้กลายเป็นร้านยอดนิยมอย่างรวดเร็ว เพราะนอกจากรสชาติจะกลมกล่อมแล้ว ผู้คนที่มากินมักจะรู้สึกสดชื่นอย่างประหลาดจนพากันเรียกว่า ‘โจ๊กอายุยืนบ้านยายหลิน’ ซึ่งเรื่องนี้จึงทำให้พวกเธอมีรายได้มั่นคงพอจะเลี้ยงชีพโดยไม่ต้องขัดสน

แต่เรื่องนี้ยังไม่เท่ากับเรื่องความเก่งกาจของหลินอวี๋เซิงหลานสาวของหญิงชรา ความเก่งกาจของเด็กสาวได้กลายเป็นตำนานของโรงเรียนตั้งแต่วันแรกที่เธอสอบเข้า

จากเด็กธรรมดาในหมู่บ้านบนเกาะทำคะแนนสอบเข้าได้เป็นอันดับหนึ่งของมณฑลด้วยคะแนนเกือบเต็มทุกวิชา จนผู้อำนวยการโรงเรียนถึงขั้นเชิญเธอไปพบเพื่อมอบทุนการศึกษา ‘ยอดเยี่ยมอันดับหนึ่ง’ ซึ่งครอบคลุมทั้งค่าเล่าเรียนและค่าตำราทั้งหมด

ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นผลทำให้อวี๋เซิงสามารถคิดหาเงินได้อีกทางหนึ่ง แม้ว่าใครหลายคนอาจจะมองว่าเธอเป็นพวกบ้าเงินก็ตาม แต่แล้วอย่างไรในเมื่อทุกอย่างล้วนขับเคลื่อนด้วยเงินมิใช่หรือ ไม่นานหลังจากนั้นชีตสรุปท่านเทพอวี๋ก็ได้กลายเป็นแหล่งหารายได้ที่อาจจะมากกว่าค่าขายโจ๊กของยายหลินรวมกันถึงสามเดือนเลยทีเดียว

อวี๋เซิงใช้ศักยภาพของชิปประสาทช่วยในการจัดระเบียบความรู้ เธอรู้วิธีการทำสรุปให้เข้าใจง่าย มีแผนผังความคิดที่ล้ำยุค ผสมผสานกับการเก็งข้อสอบที่แม่นยำราวมองเห็นอนาคตของเธอจึงทำให้นักเรียนลูกเศรษฐีหลายคนยอมควักเงินจ่ายในราคาสูงเพื่อให้ได้ติวกับเธอ หรือแม้แต่การซื้อชีตที่เธอเก็งข้อสอบเอาไว้แทบจะทุกวิชา

“อวี๋เซิง ครูใหญ่เรียกพบจ้ะ” เพื่อนร่วมชั้นเดินเข้ามาบอกด้วยท่าทางเกรงใจ

เด็กสาวพยักหน้ารับ เดินไปยังห้องพักครูด้วยท่วงท่าที่สง่างามสม่ำเสมอ ตลอดทางเดินเธอคือเป้าสายตาของทั้งอาจารย์และนักเรียน อาจารย์ชื่นชมในความใฝ่เรียนและมารยาทที่เรียบร้อย ส่วนนักเรียนต่างพากันมองด้วยความเคารพแฝงยำเกรงในความเย็นชาที่ดูเข้าถึงยาก

ในห้องทำงานส่วนตัวของครูใหญ่ประจำโรงเรียน ครูใหญ่จางมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยแววตาแห่งความภาคภูมิใจ

“อวี๋เซิง ผลการแข่งขันโอลิมปิกวิชาการระดับประเทศออกมาแล้วนะ เธอคว้าเหรียญทองมาได้อีกแล้วละ และนี่คือจดหมายตอบรับโควตาเข้าเรียนคณะแพทยศาสตร์ล่วงหน้าจากมหาวิทยาลัยเป่ยจิง”

มหาวิทยาลัยในเมืองหลวง... คณะแพทย์อันดับหนึ่งที่ใครต่อใครต่างใฝ่ฝัน แต่อวี๋เซิงกลับเพียงรับจดหมายนั้นมาแล้วโค้งขอบคุณอย่างสงบด้วยท่าทางนิ่งเงียบตามเดิม

“ขอบคุณค่ะครูใหญ่ แต่หนูยังอยากเข้าร่วมการแข่งขันการวิจัยสมุนไพรประยุกต์ในเดือนหน้าก่อนค่ะ”

“เธอนี่มันจริง ๆ เลยนะอวี๋เซิง ไม่หยุดพักบ้างเลยหรือยังไง” ครูใหญ่หัวเราะ “แต่เอาเถอะหากเธออยากเข้าร่วมจริง ครูก็ยินดีสนับสนุน”

“ขอบคุณค่ะ” อวี๋เซิงเดินออกจากห้องพักครู สายตามองออกไปยังสนามหญ้ากว้าง เธอไม่ใช่แค่เด็กสาวที่เรียนเก่งเพื่อเอาตัวรอดไปวัน ๆ แต่เป้าหมายของเธอคือการสร้างนวัตกรรมทางการแพทย์ที่โลกนี้ยังไปไม่ถึง เธอต้องการยกระดับยาและการรักษาเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ต้องรอคอยปาฏิหาริย์เหมือนในวันที่ยายหลินบาดเจ็บอีกต่อไป

ขณะที่เธอกำลังเดินกลับห้องเรียน สายตาของเด็กสาวก็เหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่พาดอยู่กับราวไม้ซึ่งข้างกันนั้นยังมีหนังสืออีกหลายเล่มตรงตู้ไม้สำหรับให้นักเรียนหยิบอ่านได้ตามสะดวกเพื่อหาความรู้รอบตัว

ด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูกมือบางของเธอพลันหยิบมันขึ้นมาอ่านอย่างสนใจ... ด้านหน้ามีอักษรพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งเกี่ยวกับโครงการฟื้นฟูผืนป่าแห่งชาติในเมืองซงเยว่ และมีรูปถ่ายขนาดเล็กของกลุ่มเจ้าหน้าที่ป่าไม้รุ่นเยาว์ที่ได้รับรางวัลดีเด่น

ดวงตาของอวี๋เซิงชะงักไปครู่หนึ่ง หัวใจที่เคยนิ่งสงบกระตุกวูบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนหลังจากวันที่ยายประสบเหตุ ในรูปนั้น... แม้จะเป็นเพียงภาพขาวดำที่ค่อนข้างเบลอ แต่เธอก็จำแววตาแห่งความมุ่งมั่นนั้นได้ดี

‘หลินเฟิง’

เขาสูงขึ้น ดูเป็นผู้ใหญ่และองอาจขึ้นกว่าเมื่อสองปีก่อนมาก ในข่าวระบุว่าเขาเพิ่งได้รับการเลื่อนขั้นเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษพิทักษ์ป่าตะวันออก หลังจากมีผลงานการจับกุมขบวนการค้าไม้เถื่อนและช่วยกู้ภัยในเขตป่าลึกอย่างต่อเนื่อง

อวี๋เซิงใช้นิ้วมือเรียวบางแตะลงบนรูปภาพนั้นแผ่วเบา ก่อนจะพึมพำออกมาคนเดียว “คุณทำได้ตามที่หวังแล้วสินะ... คุณเจ้าหน้าที่”

รอยยิ้มบางอันหาได้ยากปรากฏบนใบหน้าสวยงามของเด็กสาวผู้เย็นชา ความสำเร็จของเขากลายเป็นแรงผลักดันให้เธออยากจะก้าวไปข้างหน้าให้เร็วยิ่งขึ้น

“ฉันเองก็จะทำความฝันของตัวเองให้ได้เช่นเดียวกัน” เธอพูดขึ้นกับรูปถ่ายของเขา ก่อนจะตัดสินใจวางหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นคืนที่เดิม

หลินเฟิงหรือมู่หลินเฟิง ผู้มีทั้งไม้และป่าในชื่อของเขาตอนนี้เจ้าตัวกำลังคุมลูกน้องเดินเข้าป่าแห่งหนึ่งที่มีสายแจ้งมาว่ามีผู้บุกรุกลอบเข้าไปตัดไม้หายากในเขตป่าสงวน จู่ ๆ เจ้าตัวก็จามออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“หัวหน้าไม่สบายหรือครับ” สวี่ต้าไห่หรือเจ้าอ้วนของเพื่อน ๆ ถามอย่างเป็นห่วง

“ลักษณะแบบนี้ไม่ใช่หรอก ผมว่าน่าจะมีใครแอบคิดถึงหัวหน้าหนุ่มหล่อของเรามากกว่า” เสียงหยอกเย้าของโจวหยาง ผู้เป็นทั้งคู่หูและเพื่อนร่วมรุ่นของหลินเฟิงทำให้ผู้ถูกพูดถึงทำหน้าปั้นยากออกมา

“ไร้สาระ”

คนในทีมต่างพากันยักไหล่ให้กับท่าทางเย็นชาของชายหนุ่มที่มีใบหน้าชวนหลงใหลแต่กลับไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์อย่างพร้อมเพรียง
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 203

    “ขึ้นมา”หญิงสาวชะงัก“อะไรนะ”“ฉันไม่มีเวลาพูดซ้ำ”อวี๋เซิงมองแผ่นหลังกว้างของเขาอย่างนิ่งงัน ภาพบางอย่างซ้อนทับขึ้นมาในหัวอย่างห้ามไม่ได้ เขาเคยแบกเธอเดินฝ่าสายฝนกลับบ้านฉับพลันน้ำตาก็รื้นขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัวนี่มันอะไรกัน… โลกวันสิ้นโลกคือความจริง หรือชีวิตในซงเยว่ต่างหากที่เป็นจริง แต่สุดท้ายอ

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 202

    ความหนาวเย็น… คือสิ่งแรกที่อวี๋เซิงรู้สึกได้ มันเย็นจนเหมือนเลือดทั้งร่างกำลังกลายเป็นน้ำแข็ง กลิ่นสนิม กลิ่นเลือดและควันดินปืนอวลอยู่เต็มโพรงจมูก เสียงระเบิดดังอยู่ไกลออกไปเป็นระยะ พร้อมเสียงกรีดร้องของบางสิ่งที่ไม่เหมือนมนุษย์เปลือกตาของเธอสั่นเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพแรกที่

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 201

    แสงอาทิตย์ยามเย็นทาทาบบนยอดเขายุงเฟรา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อากาศที่นี่หนาวเหน็บและบริสุทธิ์จนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง อวี๋เซิงในวัยเลขหกที่ยังคงดูสง่างามและมีสุขภาพแข็งแรงจากการดูแลตัวเองอย่างดี ยืนอยู่บนระเบียงไม้ของที่พักสไตล์ชาเล่ต์ เธอสวมเสื้อไหมพรมคอเต่าสีครีมทับด้วยผ้าพันคอขนสัตว์ที่มู่หลิน

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 200

    สิบสองปีต่อมา…สายฝนฤดูร้อนกำลังตกโปรยปรายเหนือเกาะซงเยว่ ทะเลสีเข้มกระเพื่อมเป็นระลอกอยู่ใต้ท้องฟ้าหม่น ขณะที่อาคารสีขาวขนาดมหึมาซึ่งตั้งอยู่ริมหน้าผาของเกาะกำลังส่องแสงเรืองรองท่ามกลางสายฝน“ศูนย์วิจัยชีวการแพทย์ซิงหลาน” สถานที่ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นหัวใจทางการแพทย์แห่งใหม่ของประเทศ ภายในอาคารหลัก

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 199

    แสงแดดยามเช้าของเกาะซงเยว่ทอดผ่านผ้าม่านสีอ่อนเข้าสู่ห้องนอนกว้าง พร้อมกับกลิ่นลมทะเลพัดตามสายลมเข้ามาคลอเคล้ากับเสียงคลื่นที่ดังอยู่ด้านนอกบนเตียงขนาดใหญ่มู่หลินเฟิงกำลังจะลืมตาตื่น...แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ขยับตัว…ตุ้บ!อะไรบางอย่างก็กระโจนทับลงบนอกเขาเต็มแรง“พ่อครับ! ตื่นได้แล้ว!”เสียงเด็กผู้ชา

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 198

    สามปีหลังเหตุการณ์ทะเลหลงซา หิมะบางเบากำลังโปรยปรายเหนือมหานครเซี่ยงไฮ้ แสงไฟจากตึกสูงสะท้อนกระจกหน้าต่างห้องทำงานชั้นบนสุดของ “เสิ่นกรุ๊ป เมดิคอล” จนเกิดเป็นภาพเมืองยามค่ำที่งดงามราวทะเลดวงดาวภายในห้องทำงานกว้างใหญ่ เสิ่นอวี้เหิงยังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะเอกสาร แฟ้มประชุมกองพะเนินสูงเกือบถึงแขน โทรศัพท

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status