หนึ่งเดือนต่อมา... สายลมฤดูใบไม้ผลิหอบเอาความชื้นแฉะของผืนป่าสนเมืองซงเยว่พัดเข้าสู่ห้องประชุมชั้นบนของสำนักป่าไม้ กลิ่นยางสนจาง ๆ ผสมกับกลิ่นเอกสารคัดแยกประเภทของสมุนไพรและชนิดของพืชพันธุ์เกี่ยวกับป่าทำให้ผู้คนที่ได้กลิ่นรู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด
แต่น่าเสียดายที่บรรยากาศดูเหมือนจะไม่ค่อยดีเท่าที่ควรเนื่องมาจากสาวงามในชุดเครื่องแบบบริหารจัดการป่าไม้คนหนึ่งที่กำลังขมวดคิ้วแน่น หล่อนคือเจิ้งหลาน นิ้วเรียวเคาะปากกาลงบนแฟ้มรายชื่อด้วยท่าทางหงุดหงิด
“ให้ตายเถอะ... งานที่กรมยังล้นมือไม่พอหรือไงนะ ทำไมทางมณฑลต้องโยนโครงการ ‘ค่ายเยาวชนพิทักษ์ไพรและวิจัยสมุนไพร’ มาให้หน่วยเราต้อนรับด้วย” เธอพ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ “พวกเด็กนักเรียนมัธยมปลายในเมืองใหญ่ที่เอาแต่จับปากกา จะมาทำอะไรได้ในป่ารกแบบนี้ นอกจากมาเดินกินลมชมวิวแล้วทิ้งขยะไว้ให้พวกเราเก็บเสียเปล่า ๆ”
เสียงบ่นพึมพำนั้นดังพอที่จะทำให้ชายหนุ่มที่กำลังเช็กสายรัดรองเท้าบูทอยู่มุมห้องชะงักมือ มู่หลินเฟิงเงยหน้าขึ้น แววตาคมกริบของหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนป่าดูเรียบเฉยแต่แฝงด้วยความไม่พอใจ
“สมัยก่อน ตอนที่ผมเป็นนักเรียน ผมก็เคยฝันอยากจะมาศึกษางานที่กรมป่าไม้แบบนี้เหมือนกัน” เสียงทุ้มต่ำของเขาเอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบพร้อมกับเดินมานั่งลงบนเก้าอี้ตัวสุดท้ายของแถวห่างจากหล่อนพอสมควร
“ผมว่าการให้โอกาสเด็ก ๆ ได้มาเห็นของจริง คือการปลูกฝังถึงการรักป่าที่ดีที่สุด ไม่ใช่เหรอคุณหนูเจิ้ง?”
เจิ้งหลานชะงักไปเล็กน้อยเมื่อถูกสวนกลับ เธอรู้ดีว่า หลินเฟิงเดินตามรอยบิดาที่เป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ารุ่นเก่า และเขารักอาชีพนี้ยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น
“ฉันก็แค่กลัวว่าเด็กพวกนั้นจะมาเป็นภาระของหน่วยลาดตระเวนของคุณต่างหากล่ะคะหลินเฟิง อีกอย่างป่าซงเยว่ไม่ใช่สวนสาธารณะสักหน่อย”
“จะเป็นภาระอะไรได้ อย่างมากพวกเขาก็แค่มาศึกษาป่ารอบนอกไม่ได้เข้าไปในป่าลึกสักหน่อย ผมว่าคุณคิดมากเกินไปแล้ว... อีกอย่างคุณควรเรียกผมว่าหัวหน้ามู่หรือไม่ก็มู่หลินเฟิงจะเหมาะกว่านะคุณหนูเจิ้ง” หลินเฟิงพูดพลางทำสีหน้านิ่งประดุจยักษ์ปักหลั่น
ซึ่งภาพนี้เป็นภาพคุ้นชินของทุกคนที่นั่งอยู่ภายในห้องแห่งนี้เป็นอย่างดี ก็จะทำอย่างไรได้ในเมื่อ ‘บุปผามีใจ แต่สายน้ำไร้ปรานีมันก็เป็นอย่างที่เห็นนี้แหละ’
“ว่าแต่มีโรงเรียนไหนมาบ้างหรือครับคุณเจิ้ง” เสียงของ สวีต้าไห่ดังขึ้นเพื่อทำลายความเงียบอันแสนน่าอึดอัดนี้
เจิ้งหลานสะบัดหน้าหนีสายตาเรียบนิ่งของมู่หลินเฟิง หล่อนกระแทกแฟ้มลงบนโต๊ะพลางร่ายรายชื่อโรงเรียนออกมาด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว
“มีทั้งหมด 5 โรงเรียนค่ะที่ทางมณฑลซีอันคัดเลือกมา มีทั้งโรงเรียนนานาชาติเป่ยหลิง โรงเรียนสาธิตประจำมณฑล... และปิดท้ายด้วยโรงเรียนซีอันโรงเรียนนี้มีใครบ้างไม่รู้ว่ามีลูกคนรวยของมณฑลเรียนมากกว่าโรงเรียนสาธิตเสียอีก ซึ่งแต่ละคนนั้นเรียกได้ว่าเป็นระดับพวกมีปัญหาได้เลย”
ชื่อโรงเรียนสุดท้ายทำให้มือที่กำลังเข้าหากันของมู่หลินเฟิง ชะงักไปเล็กน้อย แววตาที่เคยนิ่งสนิทดุจผิวน้ำในบึงลึกสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาทีจนไม่มีใครสังเกตเห็น ยกเว้นโจวหยาง คู่หูคนสนิทที่หรี่ตามองหัวหน้าของตัวเองอย่างมีเลศนัย
“ซีอันอันดับหนึ่งงั้นเหรอ...” โจวหยางเปรยขึ้นพร้อมรอยยิ้มกวนประสาท “นั่นมันแหล่งรวมหัวกะทิไม่ใช่เหรอครับคุณหนูเจิ้ง คุณจะมากล่าวหาลอย ๆ ว่าเด็กที่นั่นจะมีปัญหาได้ยังไงกัน ผมว่าบางทีเด็กกลุ่มนี้อาจจะแยกแยะชนิดของ ‘ซานชี’ หรือ ‘หวงฉิน’ ได้แม่นยำมากกว่าเจ้าหน้าที่ฝึกหัดของกรมเราบางคนเสียอีก จริงไหมครับหัวหน้ามู่?”
“ซานชี หวงฉินอะไรกันครับหัวหน้า ทำไมผมฟังแล้วไม่เข้าใจ” เจ้าอ้วนสวีที่ไม่เคยรู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้อดปากไม่ได้จึงได้ถามออกมา
“ไม่มีอะไร นายกินของว่างตรงหน้าของนายไปเถอะ” เสียงของมู่หลินเฟิงดังขึ้น ก่อนจะนั่งตัวตรงและทำหน้าที่เป็นผู้ฟังต่อไป ซึ่งท่าทางเช่นนี้ของเจ้าตัวสำหรับคนที่อยู่ด้วยกันมานานย่อมรู้ดีว่ามันต้องมีอะไรมากกว่าที่เขาพูดอย่างแน่นอน
“แล้วพวกเขาจะมากันเมื่อไหร่”
เจิ้งหลานปรายตามองคนถามด้วยสายตาระแวงระคนจับผิด บัดนี้เธอเริ่มรู้สึกถึงร่องรอยบางอย่างสะกิดในอกข้างซ้ายของตัวเอง
“อีกสามวันค่ะ”
“สามวัน น่าเสียดายชะมัด วันนั้นพวกเราต้องเข้าป่ากันใช่ไหมอาเฟิง” โจวหยางหันไปถามเพื่อนสนิทฝั่งตรงข้าม
“อืม” มู่หลินเฟิงครางในลำคอด้วยความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าควรจะเสียดายดีหรือไม่
แม้ว่าเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าเธอคนนั้นอยู่โรงเรียนไหน ตั้งแต่ที่เขากับเธอแยกจากกันตั้งแต่สองปีที่แล้วข่าวคราวของพวกเขาก็ขาดการติดต่อกันไปโดยปริยาย
‘อวี๋เซิง ฉันทำสำเร็จแล้วนะ และฉันหวังว่าเธอจะทำความฝันของตัวเองสำเร็จด้วยเช่นกัน’
ขณะที่มู่หลิงเฟิงตกอยู่ในภวังค์ เจ้าตัวก็ได้ยินเสียงของเจิ้งหลานดังขึ้น
“แค่นักเรียนไม่กี่คน คงไม่ต้องให้หน่วยพิทักษ์ป่าอย่างพวกคุณมาช่วยดูแลหรอกค่ะ ทางสำนักงานจัดการเองได้ อีกอย่าง... ฉันไม่อยากให้พวกเด็กนักเรียนขวัญอ่อนต้องมาเห็นภาพลักษณ์ดุดันของพวกคุณจนฝันร้ายไปเสียก่อน” เจิ้งหลานสะบัดหน้าปิดแฟ้มเอกสารเสียงดังฉับ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากห้องประชุมด้วยท่วงท่าเย่อหยิ่งทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกขัดกับกลิ่นยางไม้สนเบื้องนอก
สวีต้าไห่พ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก “คุณหนูเจิ้งนี่อารมณ์ขึ้นลงเร็วกว่าสภาพอากาศในป่าซงเยว่อีกนะครับหัวหน้า”
มู่หลินเฟิงไม่ได้ตอบ เขาเพียงแต่ลุกขึ้นยืนแล้วกระชับสายเข็มขัดนิรภัยของตัวเองแน่นขึ้น แววตาคมกริบมองลอดหน้าต่างออกไปยังแนวป่าสนที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา
“งานส่วนของเธอเธอจัดการไป งานส่วนของพวกเราคือหุบเขาทางทิศตะวันออก อีกสามวันเตรียมตัวให้ดีพวกเราต้องเคลื่อนกำลังพล อย่าให้พวกลักลอบตัดไม้มีโอกาสขยับตัว”
“รับทราบ”
สามวันต่อมา ณ ลานกว้างหน้าสำนักป่าไม้เมืองซงเยว่หมอกยามเช้ายังปกคลุมยอดสนจนขาวโพลน รถบัสคันใหญ่ของหน่วยงานมณฑลเคลื่อนตัวเข้ามาจอดที่หน้าอาคาร กลิ่นท่อไอเสียจาง ๆ ลอยฟุ้งในอากาศอันหนาวเย็น
เมื่อประตูรถเปิดออก... เหล่านักเรียนหัวกะทิ 15 คน และอาจารย์ผู้ดูแลอีกโรงเรียนละ 2 คนก็เริ่มทยอยก้าวเท้าลงจากรถด้วยท่าทางอ่อนเพลียจากการเดินทางไกลข้ามเขตเมือง
หลินอวี๋เซิงในวัยสิบเจ็ดปีก้าวลงจากรถเป็นคนท้าย ๆ ของกลุ่มโรงเรียนซีอันอันดับหนึ่ง เธอสวมชุดวอร์มที่ดูทะมัดทะแมง เส้นผมสีดำขลับถูกมัดเป็นหางม้าสูง ใบหน้าที่นิ่งสงบดุจผิวน้ำไม่ได้แสดงอาการตื่นเต้นเหมือนนักเรียนคนอื่น ดวงตาคมกริบของเธอกวาดมองไปที่ป้าย ‘สำนักป่าไม้เมืองซงเยว่’ ด้วยความรู้สึกซับซ้อนเล็กน้อย
‘ที่นี่คงเป็นป่าที่คุณดูแลอยู่สินะ’ เธอคิดในใจก่อนจะมองตรงไปด้านหน้าไม่คิดเหลียวมองไปทางอื่นอย่างที่เด็ก ๆ หลายคน
ในขณะที่อาจารย์กำลังบอกถึงกำหนดการแรกอยู่นั้นที่เป้าหมายแรกของวันนี้คือซ้ายมือของพวกเขา... เพื่อเดินไปยังโถงวิจัยสมุนไพรสดตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ต้อนรับ
ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งซึ่งตรงข้ามกับตรงที่พวกเธอยืนอยู่ได้มีเสียงคำรามของเครื่องยนต์อันเป็นเอกลักษณ์ดังกึกก้องมาจากทางโรงจอดรถด้านหลังอาคารสำนักงานป่าไม้
หลินอวี๋เซิงรวมถึงเหล่านักเรียนต่างพากันหันไปมองตามสัญชาตญาณ และพวกเขาก็ได้เห็นรถจี๊ปสีเขียวเข้มรุ่น Beijing BJ212 สามคันกำลังแล่นออกมาอย่างช้า ๆ ที่ข้างตัวถังพ่นตัวอักษรสีขาวชัดเจนว่า ‘สำนักป่าไม้เมืองซงเยว่’ รถคันหน้าสุดเป็นแบบหลังคาผ้าใบกึ่งเปิด พ่วงเสาวิทยุสื่อสารที่สั่นไหวตามแรงเครื่องยนต์ซึ่งกำลังเลี้ยวไปทางขวามุ่งหน้าสู่ทางออก
และรถคันนี้มีมู่หลินเฟิงนั่งประจำตำแหน่งคนขับ มือหนาของชายหนุ่มกระชับพวงมาลัยพลางมองตรงไปเบื้องหน้าอย่างมุ่งมั่น แผ่นหลังกว้างในชุดเครื่องแบบพิทักษ์ป่าลายพรางดูองอาจและเยือกเย็น
หลินอวี๋เซิงที่กำลังมองอยู่ถึงกับหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เนื่องจากเธอได้เห็นเสี้ยวหน้าของเขาภายใต้แว่นกันแดดสีดำนั้นอย่างชัดเจน
‘เป็นคุณ’ เธอคิดอย่างเหลือเชื่อ
และเพียงเสี้ยววินาทีนี้อีกเหมือนกัน มู่หลินเฟิงรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมา เขาจึงชะลอรถเล็กน้อยพลางเหลือบมองกระจกมองข้างตรงนั้นที่ห่างออกไป... มีเด็กสาวคนหนึ่งกำลังยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยใบหน้าสงบท่าทางของเธอดูสูงส่งและเย็นชาเป็นอย่างมาก มู่หลินเฟิงที่ไม่เคยลืมกลิ่นอายและแววตาเช่นนี้จึงเผยรอยยิ้มบางออกมาอย่างไม่รู้ตัว
“โตขึ้นเยอะเลยนะ” เขาพึมพำเสียงเบาจนคนนั่งข้างแทบจะไม่ได้ยิน ‘หวังว่าเราจะได้พบกันอีกครั้งนะอวี๋เซิง’ เขาคิด ก่อนจะเหยียบคันเร่งนำขบวนรถจี๊ป BJ212 มุ่งหน้าออกนอกประตู... สู่เส้นทางดินลูกรังด้านนอก
เธอไปซ้าย... เขาไปขวา...
ระยะห่างระหว่างทั้งสองค่อย ๆ กว้างขึ้นตามเส้นทางและหน้าที่ที่แตกต่างกัน มู่หลินเฟิงกำพวงมาลัยแน่น สายตาจดจ่ออยู่กับเส้นทางสมบุกสมบันเบื้องหน้าพร้อมกับสลัดความฟุ้งซ่านออกไปขณะที่รถจี๊ปกระแทกไปตามถนนขรุขระ
ส่วนอวี๋เซิงเธอกำลังเดินเข้าอาคารวิจัย ซึ่งภายในนั้นมีห้องกระจกควบคุมอุณหภูมิแยกออกมาและภายในห้องกระจกตรงหน้าล้วนเต็มไปด้วยสมุนไพรหลากหลายชนิดพร้อมป้ายชื่อและสรรพคุณรวมถึงวิธีการนำมาใช้อย่างละเอียดจึงทำให้เด็กสาวรู้สึกสนใจเป็นอย่างมากแทนการเจอเพื่อนเก่าในวันวาน