Partager

บทที่ 7

หนึ่งเดือนต่อมา... สายลมฤดูใบไม้ผลิหอบเอาความชื้นแฉะของผืนป่าสนเมืองซงเยว่พัดเข้าสู่ห้องประชุมชั้นบนของสำนักป่าไม้ กลิ่นยางสนจาง ๆ ผสมกับกลิ่นเอกสารคัดแยกประเภทของสมุนไพรและชนิดของพืชพันธุ์เกี่ยวกับป่าทำให้ผู้คนที่ได้กลิ่นรู้สึกผ่อนคลายอย่างประหลาด

แต่น่าเสียดายที่บรรยากาศดูเหมือนจะไม่ค่อยดีเท่าที่ควรเนื่องมาจากสาวงามในชุดเครื่องแบบบริหารจัดการป่าไม้คนหนึ่งที่กำลังขมวดคิ้วแน่น หล่อนคือเจิ้งหลาน นิ้วเรียวเคาะปากกาลงบนแฟ้มรายชื่อด้วยท่าทางหงุดหงิด

“ให้ตายเถอะ... งานที่กรมยังล้นมือไม่พอหรือไงนะ ทำไมทางมณฑลต้องโยนโครงการ ‘ค่ายเยาวชนพิทักษ์ไพรและวิจัยสมุนไพร’ มาให้หน่วยเราต้อนรับด้วย” เธอพ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ “พวกเด็กนักเรียนมัธยมปลายในเมืองใหญ่ที่เอาแต่จับปากกา จะมาทำอะไรได้ในป่ารกแบบนี้ นอกจากมาเดินกินลมชมวิวแล้วทิ้งขยะไว้ให้พวกเราเก็บเสียเปล่า ๆ”

เสียงบ่นพึมพำนั้นดังพอที่จะทำให้ชายหนุ่มที่กำลังเช็กสายรัดรองเท้าบูทอยู่มุมห้องชะงักมือ มู่หลินเฟิงเงยหน้าขึ้น แววตาคมกริบของหัวหน้าหน่วยลาดตระเวนป่าดูเรียบเฉยแต่แฝงด้วยความไม่พอใจ

“สมัยก่อน ตอนที่ผมเป็นนักเรียน ผมก็เคยฝันอยากจะมาศึกษางานที่กรมป่าไม้แบบนี้เหมือนกัน” เสียงทุ้มต่ำของเขาเอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบพร้อมกับเดินมานั่งลงบนเก้าอี้ตัวสุดท้ายของแถวห่างจากหล่อนพอสมควร

“ผมว่าการให้โอกาสเด็ก ๆ ได้มาเห็นของจริง คือการปลูกฝังถึงการรักป่าที่ดีที่สุด ไม่ใช่เหรอคุณหนูเจิ้ง?”

เจิ้งหลานชะงักไปเล็กน้อยเมื่อถูกสวนกลับ เธอรู้ดีว่า หลินเฟิงเดินตามรอยบิดาที่เป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่ารุ่นเก่า และเขารักอาชีพนี้ยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น

“ฉันก็แค่กลัวว่าเด็กพวกนั้นจะมาเป็นภาระของหน่วยลาดตระเวนของคุณต่างหากล่ะคะหลินเฟิง อีกอย่างป่าซงเยว่ไม่ใช่สวนสาธารณะสักหน่อย”

“จะเป็นภาระอะไรได้ อย่างมากพวกเขาก็แค่มาศึกษาป่ารอบนอกไม่ได้เข้าไปในป่าลึกสักหน่อย ผมว่าคุณคิดมากเกินไปแล้ว... อีกอย่างคุณควรเรียกผมว่าหัวหน้ามู่หรือไม่ก็มู่หลินเฟิงจะเหมาะกว่านะคุณหนูเจิ้ง” หลินเฟิงพูดพลางทำสีหน้านิ่งประดุจยักษ์ปักหลั่น

ซึ่งภาพนี้เป็นภาพคุ้นชินของทุกคนที่นั่งอยู่ภายในห้องแห่งนี้เป็นอย่างดี ก็จะทำอย่างไรได้ในเมื่อ ‘บุปผามีใจ แต่สายน้ำไร้ปรานีมันก็เป็นอย่างที่เห็นนี้แหละ’

“ว่าแต่มีโรงเรียนไหนมาบ้างหรือครับคุณเจิ้ง” เสียงของ สวีต้าไห่ดังขึ้นเพื่อทำลายความเงียบอันแสนน่าอึดอัดนี้

เจิ้งหลานสะบัดหน้าหนีสายตาเรียบนิ่งของมู่หลินเฟิง หล่อนกระแทกแฟ้มลงบนโต๊ะพลางร่ายรายชื่อโรงเรียนออกมาด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว

“มีทั้งหมด 5 โรงเรียนค่ะที่ทางมณฑลซีอันคัดเลือกมา มีทั้งโรงเรียนนานาชาติเป่ยหลิง โรงเรียนสาธิตประจำมณฑล... และปิดท้ายด้วยโรงเรียนซีอันโรงเรียนนี้มีใครบ้างไม่รู้ว่ามีลูกคนรวยของมณฑลเรียนมากกว่าโรงเรียนสาธิตเสียอีก ซึ่งแต่ละคนนั้นเรียกได้ว่าเป็นระดับพวกมีปัญหาได้เลย”

ชื่อโรงเรียนสุดท้ายทำให้มือที่กำลังเข้าหากันของมู่หลินเฟิง ชะงักไปเล็กน้อย แววตาที่เคยนิ่งสนิทดุจผิวน้ำในบึงลึกสั่นไหวเพียงเสี้ยววินาทีจนไม่มีใครสังเกตเห็น ยกเว้นโจวหยาง คู่หูคนสนิทที่หรี่ตามองหัวหน้าของตัวเองอย่างมีเลศนัย

“ซีอันอันดับหนึ่งงั้นเหรอ...” โจวหยางเปรยขึ้นพร้อมรอยยิ้มกวนประสาท “นั่นมันแหล่งรวมหัวกะทิไม่ใช่เหรอครับคุณหนูเจิ้ง คุณจะมากล่าวหาลอย ๆ ว่าเด็กที่นั่นจะมีปัญหาได้ยังไงกัน ผมว่าบางทีเด็กกลุ่มนี้อาจจะแยกแยะชนิดของ ‘ซานชี’ หรือ ‘หวงฉิน’ ได้แม่นยำมากกว่าเจ้าหน้าที่ฝึกหัดของกรมเราบางคนเสียอีก จริงไหมครับหัวหน้ามู่?”

“ซานชี หวงฉินอะไรกันครับหัวหน้า ทำไมผมฟังแล้วไม่เข้าใจ” เจ้าอ้วนสวีที่ไม่เคยรู้ตื้นลึกหนาบางของเรื่องนี้อดปากไม่ได้จึงได้ถามออกมา

“ไม่มีอะไร นายกินของว่างตรงหน้าของนายไปเถอะ” เสียงของมู่หลินเฟิงดังขึ้น ก่อนจะนั่งตัวตรงและทำหน้าที่เป็นผู้ฟังต่อไป ซึ่งท่าทางเช่นนี้ของเจ้าตัวสำหรับคนที่อยู่ด้วยกันมานานย่อมรู้ดีว่ามันต้องมีอะไรมากกว่าที่เขาพูดอย่างแน่นอน

“แล้วพวกเขาจะมากันเมื่อไหร่”

เจิ้งหลานปรายตามองคนถามด้วยสายตาระแวงระคนจับผิด บัดนี้เธอเริ่มรู้สึกถึงร่องรอยบางอย่างสะกิดในอกข้างซ้ายของตัวเอง

“อีกสามวันค่ะ”

“สามวัน น่าเสียดายชะมัด วันนั้นพวกเราต้องเข้าป่ากันใช่ไหมอาเฟิง” โจวหยางหันไปถามเพื่อนสนิทฝั่งตรงข้าม

“อืม” มู่หลินเฟิงครางในลำคอด้วยความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าควรจะเสียดายดีหรือไม่

แม้ว่าเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าเธอคนนั้นอยู่โรงเรียนไหน ตั้งแต่ที่เขากับเธอแยกจากกันตั้งแต่สองปีที่แล้วข่าวคราวของพวกเขาก็ขาดการติดต่อกันไปโดยปริยาย

‘อวี๋เซิง ฉันทำสำเร็จแล้วนะ และฉันหวังว่าเธอจะทำความฝันของตัวเองสำเร็จด้วยเช่นกัน’

ขณะที่มู่หลิงเฟิงตกอยู่ในภวังค์ เจ้าตัวก็ได้ยินเสียงของเจิ้งหลานดังขึ้น

“แค่นักเรียนไม่กี่คน คงไม่ต้องให้หน่วยพิทักษ์ป่าอย่างพวกคุณมาช่วยดูแลหรอกค่ะ ทางสำนักงานจัดการเองได้ อีกอย่าง... ฉันไม่อยากให้พวกเด็กนักเรียนขวัญอ่อนต้องมาเห็นภาพลักษณ์ดุดันของพวกคุณจนฝันร้ายไปเสียก่อน” เจิ้งหลานสะบัดหน้าปิดแฟ้มเอกสารเสียงดังฉับ ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากห้องประชุมด้วยท่วงท่าเย่อหยิ่งทิ้งไว้เพียงกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกขัดกับกลิ่นยางไม้สนเบื้องนอก

สวีต้าไห่พ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก “คุณหนูเจิ้งนี่อารมณ์ขึ้นลงเร็วกว่าสภาพอากาศในป่าซงเยว่อีกนะครับหัวหน้า”

มู่หลินเฟิงไม่ได้ตอบ เขาเพียงแต่ลุกขึ้นยืนแล้วกระชับสายเข็มขัดนิรภัยของตัวเองแน่นขึ้น แววตาคมกริบมองลอดหน้าต่างออกไปยังแนวป่าสนที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา

“งานส่วนของเธอเธอจัดการไป งานส่วนของพวกเราคือหุบเขาทางทิศตะวันออก อีกสามวันเตรียมตัวให้ดีพวกเราต้องเคลื่อนกำลังพล อย่าให้พวกลักลอบตัดไม้มีโอกาสขยับตัว”

“รับทราบ”

สามวันต่อมา ณ ลานกว้างหน้าสำนักป่าไม้เมืองซงเยว่หมอกยามเช้ายังปกคลุมยอดสนจนขาวโพลน รถบัสคันใหญ่ของหน่วยงานมณฑลเคลื่อนตัวเข้ามาจอดที่หน้าอาคาร กลิ่นท่อไอเสียจาง ๆ ลอยฟุ้งในอากาศอันหนาวเย็น

เมื่อประตูรถเปิดออก... เหล่านักเรียนหัวกะทิ 15 คน และอาจารย์ผู้ดูแลอีกโรงเรียนละ 2 คนก็เริ่มทยอยก้าวเท้าลงจากรถด้วยท่าทางอ่อนเพลียจากการเดินทางไกลข้ามเขตเมือง

หลินอวี๋เซิงในวัยสิบเจ็ดปีก้าวลงจากรถเป็นคนท้าย ๆ ของกลุ่มโรงเรียนซีอันอันดับหนึ่ง เธอสวมชุดวอร์มที่ดูทะมัดทะแมง เส้นผมสีดำขลับถูกมัดเป็นหางม้าสูง ใบหน้าที่นิ่งสงบดุจผิวน้ำไม่ได้แสดงอาการตื่นเต้นเหมือนนักเรียนคนอื่น ดวงตาคมกริบของเธอกวาดมองไปที่ป้าย ‘สำนักป่าไม้เมืองซงเยว่’ ด้วยความรู้สึกซับซ้อนเล็กน้อย

‘ที่นี่คงเป็นป่าที่คุณดูแลอยู่สินะ’ เธอคิดในใจก่อนจะมองตรงไปด้านหน้าไม่คิดเหลียวมองไปทางอื่นอย่างที่เด็ก ๆ หลายคน

ในขณะที่อาจารย์กำลังบอกถึงกำหนดการแรกอยู่นั้นที่เป้าหมายแรกของวันนี้คือซ้ายมือของพวกเขา... เพื่อเดินไปยังโถงวิจัยสมุนไพรสดตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ต้อนรับ

ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งซึ่งตรงข้ามกับตรงที่พวกเธอยืนอยู่ได้มีเสียงคำรามของเครื่องยนต์อันเป็นเอกลักษณ์ดังกึกก้องมาจากทางโรงจอดรถด้านหลังอาคารสำนักงานป่าไม้

หลินอวี๋เซิงรวมถึงเหล่านักเรียนต่างพากันหันไปมองตามสัญชาตญาณ และพวกเขาก็ได้เห็นรถจี๊ปสีเขียวเข้มรุ่น Beijing BJ212 สามคันกำลังแล่นออกมาอย่างช้า ๆ ที่ข้างตัวถังพ่นตัวอักษรสีขาวชัดเจนว่า ‘สำนักป่าไม้เมืองซงเยว่’ รถคันหน้าสุดเป็นแบบหลังคาผ้าใบกึ่งเปิด พ่วงเสาวิทยุสื่อสารที่สั่นไหวตามแรงเครื่องยนต์ซึ่งกำลังเลี้ยวไปทางขวามุ่งหน้าสู่ทางออก

และรถคันนี้มีมู่หลินเฟิงนั่งประจำตำแหน่งคนขับ มือหนาของชายหนุ่มกระชับพวงมาลัยพลางมองตรงไปเบื้องหน้าอย่างมุ่งมั่น แผ่นหลังกว้างในชุดเครื่องแบบพิทักษ์ป่าลายพรางดูองอาจและเยือกเย็น

หลินอวี๋เซิงที่กำลังมองอยู่ถึงกับหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เนื่องจากเธอได้เห็นเสี้ยวหน้าของเขาภายใต้แว่นกันแดดสีดำนั้นอย่างชัดเจน

‘เป็นคุณ’ เธอคิดอย่างเหลือเชื่อ

และเพียงเสี้ยววินาทีนี้อีกเหมือนกัน มู่หลินเฟิงรู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมา เขาจึงชะลอรถเล็กน้อยพลางเหลือบมองกระจกมองข้างตรงนั้นที่ห่างออกไป... มีเด็กสาวคนหนึ่งกำลังยืนนิ่งอยู่กับที่ด้วยใบหน้าสงบท่าทางของเธอดูสูงส่งและเย็นชาเป็นอย่างมาก มู่หลินเฟิงที่ไม่เคยลืมกลิ่นอายและแววตาเช่นนี้จึงเผยรอยยิ้มบางออกมาอย่างไม่รู้ตัว

“โตขึ้นเยอะเลยนะ” เขาพึมพำเสียงเบาจนคนนั่งข้างแทบจะไม่ได้ยิน ‘หวังว่าเราจะได้พบกันอีกครั้งนะอวี๋เซิง’ เขาคิด ก่อนจะเหยียบคันเร่งนำขบวนรถจี๊ป BJ212 มุ่งหน้าออกนอกประตู... สู่เส้นทางดินลูกรังด้านนอก

เธอไปซ้าย... เขาไปขวา...

ระยะห่างระหว่างทั้งสองค่อย ๆ กว้างขึ้นตามเส้นทางและหน้าที่ที่แตกต่างกัน มู่หลินเฟิงกำพวงมาลัยแน่น สายตาจดจ่ออยู่กับเส้นทางสมบุกสมบันเบื้องหน้าพร้อมกับสลัดความฟุ้งซ่านออกไปขณะที่รถจี๊ปกระแทกไปตามถนนขรุขระ

ส่วนอวี๋เซิงเธอกำลังเดินเข้าอาคารวิจัย ซึ่งภายในนั้นมีห้องกระจกควบคุมอุณหภูมิแยกออกมาและภายในห้องกระจกตรงหน้าล้วนเต็มไปด้วยสมุนไพรหลากหลายชนิดพร้อมป้ายชื่อและสรรพคุณรวมถึงวิธีการนำมาใช้อย่างละเอียดจึงทำให้เด็กสาวรู้สึกสนใจเป็นอย่างมากแทนการเจอเพื่อนเก่าในวันวาน

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 203

    “ขึ้นมา”หญิงสาวชะงัก“อะไรนะ”“ฉันไม่มีเวลาพูดซ้ำ”อวี๋เซิงมองแผ่นหลังกว้างของเขาอย่างนิ่งงัน ภาพบางอย่างซ้อนทับขึ้นมาในหัวอย่างห้ามไม่ได้ เขาเคยแบกเธอเดินฝ่าสายฝนกลับบ้านฉับพลันน้ำตาก็รื้นขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัวนี่มันอะไรกัน… โลกวันสิ้นโลกคือความจริง หรือชีวิตในซงเยว่ต่างหากที่เป็นจริง แต่สุดท้ายอ

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 202

    ความหนาวเย็น… คือสิ่งแรกที่อวี๋เซิงรู้สึกได้ มันเย็นจนเหมือนเลือดทั้งร่างกำลังกลายเป็นน้ำแข็ง กลิ่นสนิม กลิ่นเลือดและควันดินปืนอวลอยู่เต็มโพรงจมูก เสียงระเบิดดังอยู่ไกลออกไปเป็นระยะ พร้อมเสียงกรีดร้องของบางสิ่งที่ไม่เหมือนมนุษย์เปลือกตาของเธอสั่นเล็กน้อย ก่อนจะค่อย ๆ ลืมขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพแรกที่

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 201

    แสงอาทิตย์ยามเย็นทาทาบบนยอดเขายุงเฟรา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อากาศที่นี่หนาวเหน็บและบริสุทธิ์จนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง อวี๋เซิงในวัยเลขหกที่ยังคงดูสง่างามและมีสุขภาพแข็งแรงจากการดูแลตัวเองอย่างดี ยืนอยู่บนระเบียงไม้ของที่พักสไตล์ชาเล่ต์ เธอสวมเสื้อไหมพรมคอเต่าสีครีมทับด้วยผ้าพันคอขนสัตว์ที่มู่หลิน

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 200

    สิบสองปีต่อมา…สายฝนฤดูร้อนกำลังตกโปรยปรายเหนือเกาะซงเยว่ ทะเลสีเข้มกระเพื่อมเป็นระลอกอยู่ใต้ท้องฟ้าหม่น ขณะที่อาคารสีขาวขนาดมหึมาซึ่งตั้งอยู่ริมหน้าผาของเกาะกำลังส่องแสงเรืองรองท่ามกลางสายฝน“ศูนย์วิจัยชีวการแพทย์ซิงหลาน” สถานที่ซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นหัวใจทางการแพทย์แห่งใหม่ของประเทศ ภายในอาคารหลัก

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 199

    แสงแดดยามเช้าของเกาะซงเยว่ทอดผ่านผ้าม่านสีอ่อนเข้าสู่ห้องนอนกว้าง พร้อมกับกลิ่นลมทะเลพัดตามสายลมเข้ามาคลอเคล้ากับเสียงคลื่นที่ดังอยู่ด้านนอกบนเตียงขนาดใหญ่มู่หลินเฟิงกำลังจะลืมตาตื่น...แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ขยับตัว…ตุ้บ!อะไรบางอย่างก็กระโจนทับลงบนอกเขาเต็มแรง“พ่อครับ! ตื่นได้แล้ว!”เสียงเด็กผู้ชา

  • อวี๋เซิง หัตถ์เทวะจากวันสิ้นโลก    บทที่ 198

    สามปีหลังเหตุการณ์ทะเลหลงซา หิมะบางเบากำลังโปรยปรายเหนือมหานครเซี่ยงไฮ้ แสงไฟจากตึกสูงสะท้อนกระจกหน้าต่างห้องทำงานชั้นบนสุดของ “เสิ่นกรุ๊ป เมดิคอล” จนเกิดเป็นภาพเมืองยามค่ำที่งดงามราวทะเลดวงดาวภายในห้องทำงานกว้างใหญ่ เสิ่นอวี้เหิงยังคงนั่งอยู่หลังโต๊ะเอกสาร แฟ้มประชุมกองพะเนินสูงเกือบถึงแขน โทรศัพท

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status