LOGIN“น้องสาม วัวของเจ้าเองก็ไม่ใช่วัวป่าธรรมดาใช่หรือไม่ ข้ามองเยี่ยงไรก็รู้สึกแปลก ๆ ทุกที”
“เป็นวัวอสูรวิญญาณขอรับพี่เขย”
“ข้าก็ว่าแล้วเชียว เงินนี้ข้ากับพี่สาวของเจ้าจะรับเอาไว้ หาไม่แล้วเจ้าเด็กอ้วนนั่นคงแกล้งร้องไห้อีก เจ้าเด็กจอมเสแสร้งนั่น น่ารักน่าเอ็นดูไม่น้อย"
“พี่สาว พี่เขย พวกท่านเก็บข้าวของเงินทองให้ดี หมู่บ้านหลี่เจียโกวมีโจรมางัดแงะบ้านเพื่อขโมยอาหารและของมีค่าในตอนที่ไม่มีผู้ใดอยู่บ้าน บ้านพี่สาวรองก็ถูกขโมยเช่นกัน ตอนที่ข้าไปถึงเมื่อวานหลานชายทั้งสองเกือบจะหมดสติเพราะหิวแล้ว”
“มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นด้วยรึ แล้วน้องสาวเป็นเยี่ยงไรบ้าง"
“พี่สาวคนที่สองสบายดีขอรับ ที่หมู่บ้านของข้า ครอบครัวเราก็ถูกหัวหน้าหมู่บ้านไม่ชอบขี้หน้า ข้าไม่รู้ว่าวันข้างหน้าพวกเขาจะทำให้ครอบครัวของเราเดือดร้อนหรือไม่”
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นรึ”
อั้นปาได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กับพี่สาวและพี่เขยฟัง อั้นจิ่วเองก็ออกไปเล่นกับพี่ชายลูกพี่ลูกน้องแล้ว เด็กอ้วนถูกพี่ชายอุ้มขึ้นหลังไปวิ่งเล่นรอบ ๆ บ้าน หลังจากฟังสิ่งที่อั้นปาเล่ามาทั้งหมด ลู่จื้อหยวนเองก็อดเป็นห่วงครอบครัวของพ่อตาไม่ได้ พวกเขาเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา จะไปสู้รบปรบมือกับหัวหน้าหมู่บ้านนั้นเป็นไปไม่ได้เลย
“พี่เขยท่านไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้บ้านของเราไม่เหมือนเดิมแล้ว ข้าคิดว่าพวกเขาไม่กล้าลงมือในตอนนี้ขอรับ”
“เจ้าเองก็ระวังตัวด้วย ดูแลครอบครัวให้ดี”
“ข้ารู้ขอรับ”
หลังจากวันที่ไปเยี่ยมบ้านของท่านป้าใหญ่วันนั้น ตอนนี้วันเวลาก็ผ่านไปสามเดือนแล้ว ตอนนี้ข้าวสาลีในทุ่งนาก็เริ่มสุกแล้ว เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะพร้อมเก็บเกี่ยว ตลอดเวลาที่ผ่านมาอั้นจิ่วได้นำน้ำพุจิตวิญญาณผสมกับน้ำธรรมดาเพื่อนำมารดข้าวสาลีในทุ่งนา ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและข้าวสาลีที่ได้ก็เป็นข้าวสาลีคุณภาพดี น้ำพุจิตวิญญาณมีผลในด้านของการบำรุงร่างกายและรักษาโรค
สาเหตุที่อั้นจิ่วนำน้ำพุจิตวิญญาณออกมารดพืชผัก เพราะต้องการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของครอบครัว อีกทั้งเขาต้องการให้ร่างกายของทุกคนในครอบครัวพร้อมสำหรับเป็นผู้ฝึกยุทธ์และบำเพ็ญเพียร ในโลกใบนี้เขามีครอบครัวที่รัก เด็กน้อยจึงอยากรักษาครอบครัวเช่นนี้เอาไว้
หากไม่เปลี่ยนสมาชิกในครอบครัวให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียร ในอนาคตข้างหน้าก็จะเหลือเพียงแค่เขาอยู่ตัวคนเดียว เพราะผู้บำเพ็ญเพียรจะมีอายุยืนหลายร้อยปี ยิ่งบำเพ็ญเพียรตบะแก่กล้ามากเท่าไหร่ อายุก็จะยืนยาวมากขึ้นเท่านั้น อั้นจิ่วไม่ต้องการอยู่คนเดียวโดดเดี่ยวเหมือนชาติก่อน
ถึงแม้ว่าเขาจะมีอาจารย์กับเหล่าศิษย์พี่ แต่หาได้มีครอบครัวพ่อแม่พี่น้องไม่ เมื่อได้โอกาสเกิดใหม่ที่ได้มาด้วยความยากลำบากเช่นนี้เขาจึงจำเป็นต้องหาวิธีรักษาครอบครัวเอาไว้ ตอนนี้อั้นจิ่วอยู่ในขั้นแปลงวิญญาณขั้นกลาง แต่อั้นจิ่วยังไม่มั่นใจมากนักว่าจะสามารถปกป้องครอบครัวเอาไว้ได้หรือไม่ เพราะเขายังไม่เคยออกจากหมู่บ้านและไม่เคยเห็นโลกกว้าง เขาไม่รู้ว่าจะมีเสือหมอบมังกรซ่อนอยู่มากแค่ไหน
แต่สิ่งหนึ่งที่อั้นจิ่วมั่นใจก็คือตราบใดที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้และไม่ไปขัดผลประโยชน์กับขุมอำนาจฝ่ายไหนย่อมปลอดภัย ต่อให้เขาเป็นผู้บำเพ็ญเพียรแล้วอย่างไร เขาก็เป็นเพียงชาวนาธรรมดาเท่านั้นไม่ได้คิดที่จะไปเข้าร่วมสำนักเหล่านั้นเสียเมื่อไหร่
ก่อนจะถึงวันเกี่ยวข้าวสาลีเพียงหนึ่งวัน หัวหน้าหมู่บ้านก็มาพร้อมกับลูกชายและหลานชายที่เป็นศิษย์สายนอกของสำนักเมฆา การมาของหัวหน้าหมู่บ้านในครั้งนี้เพราะต้องการข้าวสาลีครึ่งหนึ่งของบ้านสกุลฉือ การเก็บเกี่ยวข้าวสาลีในครั้งนี้ไม่ง่ายจะได้ผลผลิตมากน้อยแค่ไหน หัวหน้าหมู่บ้านต้องการเอามาเป็นของตัวเองครึ่งหนึ่ง
เดิมทีติงต้าเหลียงหัวหน้าหมู่บ้านไม่ได้ต้องการข้าวสาลีของบ้านสกุลฉือ แต่เป็นเพราะสามวันก่อนที่หลานชายของเขากลับมาจากสำนักเมฆาได้ไปเที่ยวเล่นบนภูเขา ขากลับลงมาผ่านที่นาของบ้านสกุลฉือเข้าพอดี เขาเห็นว่าข้าวสาลีที่บ้านสกุลฉือปลูกเอาไว้นั้นมีเมล็ดอวบอิ่ม รวงใหญ่ นับว่าเป็นข้าวสาลีชั้นเลิศ หากนำไปขายให้พวกเศรษฐีในเมืองคงได้หลายเงิน
การกลับมาที่สกุลติงในครั้งนี้ก็เพราะเงินของเขาหมด เขาต้องการเงินเพื่อไปซื้อโอสถดูดซับเพื่อการฝึกฝน เดิมทีจะรอให้ท่านพ่อนำเงินไปส่งให้ก็รอไม่ไหว เพราะอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้จะมีการคัดเลือกศิษย์สายนอกอย่างพวกเขาให้เข้าไปเป็นศิษย์สายใน การต่อสู้เพื่อให้ได้เข้าไปเป็นศิษย์สายในนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยความสามารถของเขาความจริงแล้วไม่อาจแย่งชิงตำแหน่งกับผู้อื่นได้ แต่เขาเองก็อยากต่อสู้เพื่อให้ได้มา ตอนนี้เขาต้องการเลื่อนระดับไปอีกขั้น แต่ทว่าขาดทรัพยากรในการฝึกฝน
ศิษย์สายนอกของสำนักไม่ต่างอันใดกับบ่าวรับใช้ในเรือนเศรษฐี พวกเขาแค่อาศัยชื่อเสียงของสำนักคุ้มกะลาหัวเท่านั้นแต่ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่หรือทรัพยากรในการฝึกฝนเลย วันทั้งวันพวกเขาทำงานจิปาถะ ทั้งตัดฟืน หาบน้ำ ซักเสื้อผ้า ดูแลแปลงสมุนไพร และเพาะปลูก ไม่ว่าจะเป็นข้าวสาลี ผัก ผลไม้ พวกเขาล้วนต้องทำเพื่อส่งเสบียงอาหารให้สำนัก
เมื่อติงเว่ยซวนเห็นข้าวสาลีของสกุลฉือจึงเกิดความโลภอยากได้เป็นของตัวเอง ข้าวสาลีที่ดีขนาดนี้ย่อมนำความรุ่งเรืองมาให้เขาได้สักระยะหนึ่ง หลังจากนำเรื่องนี้ไปบอกกับท่านปู่ของเขา ท่านปู่เองก็เห็นด้วย เพราะบ้านสกุลฉือเป็นเพียงชาวนาต่ำต้อยไม่มีคนหนุนหลัง พวกเขาไม่มีญาติที่คอยสนับสนุน เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อนบรรพบุรุษสกุลฉือได้พาลูกหลานอพยพมาอยู่ที่หมู่บ้านดอกท้อแห่งนี้ พวกเขาหาใช่คนในหมู่บ้านดอกท้อแต่กำเนิดไม่
หลังจากปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว ทั้งสามคนก็เดินทางมาที่บ้านสกุลฉือทันที พวกเขาหวังว่าบ้านสกุลฉือที่ทั้งยากจน ไม่มีญาติพี่น้อง ในบ้านมีเพียงคนชราสองคน ลูกชาย ลูกสะใภ้ และเด็กน้อยอายุเพียงไม่กี่ขวบ จะต้องยินยอมมอบข้าวสาลีให้พวกเขาแน่นอน หาไม่แล้วตนก็จะใช้อำนาจของหัวหน้าหมู่บ้านขับไล่พวกเขาทั้งครอบครัวออกไปจากหมู่บ้าน
ติงต้าเหลียงคิดว่าพ่อเฒ่าฉือรักหลานชายมากคงไม่อยากให้หลานชายลำบาก จะต้องยอมทำตามคำพูดข่มขู่ของเขาแน่นอน อีกทั้งหลานชายของเขายังเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่ได้เข้าร่วมกับสำนักเมฆา ผู้ใดจะกล้าท้าทายอำนาจพวกเขากัน ถึงแม้ว่าหลานชายของเขาจะเป็นผู้ฝึกตนในระดับสร้างฐานปราณขั้นต่ำก็ตามที ด้วยฝ่ามือเดียวของหลานชายของเขาก็สามารถเอาชีวิตของชาวบ้านธรรมดาได้แล้ว
“ท่านพี่จ้าว ท่านอย่าเพิ่งรีบคุยโวไป ผักกาดหยกที่แปลงของข้า ใบใหญ่จนเอาไปทำร่มกางบังฝนได้แล้ว เมื่อวานข้าขุดดินพลิกหน้าดินได้ลึกกว่าท่านไปตั้งสามชุ่นเชียวนะ หากจะแข่งกัน ปีนี้ข้าต้องได้รางวัลชาวนาขยันขันแข็งจากนายน้อยแน่”ต้าเฮย อสูรหมีขนเหล็ก ในร่างบุรุษร่างยักษ์ หัวเราะร่าจนพุงกระเพื่อม “พวกเจ้าทั้งสองอย่าเพิ่งเถียงกัน กองปุ๋ยมูลสัตว์ของข้าต่างหากที่หมักได้ที่ที่สุด หมักจนกลิ่นหอมฟุ้งไปถึงภูเขาลูกนู้นแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”ที่แห่งนี้ ไม่มีคำว่าฮ่องเต้ผู้ครองแผ่นดิน ไม่มีคำว่าผู้เฒ่าปุถุชน หรืออสูรบรรพกาลอันน่าสะพรึงกลัว มีเพียง ‘สหายร่วมอุดมการณ์ชาวนา’ ที่กำลังทุ่มเทจิตวิญญาณให้แก่ผืนดิน ถกเถียงกันเรื่องสูตรปุ๋ยและขนาดของหัวไชเท้าอย่างมีความสุขและเป็นอิสระที่สุด รอยยิ้มของอดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง บัดนี้คือรอยยิ้มที่บริสุทธิ์และเบิกบานที่สุดในรอบเจ็ดสิบปีของชีวิตพระองค์ห่างออกไปไม่ไกลนัก ภายใต้ร่มเงาอันร่มรื่นของต้นท้อสวรรค์ยักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาครอบคลุมลานกว้างของจวนตระกูลฉือ กลีบดอกท้อสีชมพูร่วงหล่นลงมาตามสายลมประดุจหิมะในวสันตฤดูฉืออั้นจิ่ว เด็กน้อยที่บัดนี้เจริญวัยขึ้น มีอายุครบหกขวบปี
“ท่านเจ้าสำนัก พวกเราจะทำเยี่ยงไรดีขอรับ ภาษีอาวุธแพงหูฉี่ พวกเราต้องอดตายแน่ ๆ” เหล่าศิษย์ร้องไห้คร่ำครวญเจ้าสำนักพยัคฆ์คำรามกัดฟันกรอด ก่อนจะตัดสินใจกระทำการที่ทำให้ศักดิ์ศรีของชาวยุทธ์ต้องจารึกความอัปยศไว้ชั่วกัลปาวสาน“ทำเยี่ยงไรน่ะรึ ก็รีบเอาดาบเอาหน้าไม้ ไปหลอมตีเป็น จอบ กับ เสียม น่ะสิ พวกเราจะยุบสำนัก แล้วไปเช่าที่ดินปลูกข้าวสาลี ข้าจะไม่ยอมเป็นชนชั้นล่างให้พวกชาวนาหัวเราะเยาะเด็ดขาด ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป สำนักพยัคฆ์คำราม จะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สมาคมกสิกรรมพยัคฆ์ไถนา’ ”และปรากฏการณ์แห่งความตลกร้ายก็บังเกิดขึ้นทั่วทั้งแคว้นต้าเฟิ่ง เหล่ายอดฝีมือ จอมกระบี่ และผู้เฒ่าที่เคยปิดด่านกักตน ต่างรีบทุบกระบี่ทิ้ง เปลี่ยนอาวุธเป็นเครื่องมือช่างไม้และอุปกรณ์ทำนา พวกเขาวิ่งวุ่นไปทั่วตลาดเพื่อขอประจบสอพลอชาวนาตัวจริง หวังจะขอเช่าที่ดิน หรือขอเป็นลูกจ้างถอนหญ้า เพื่อยกระดับสถานะทางสังคมของตนเองให้รอดพ้นจากการเป็นชนชั้นต่ำวิถีแห่งชาวยุทธ์ที่เคยรุ่งโรจน์ บัดนี้ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดด้วยความอิ่มท้อง วิถีชาวนา ได้ผงาดขึ้นสู่จุดสูงสุดของสายพานแห่งอำนาจอย่างแท้จริง และทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจากกุ
ตึง ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนทรุดเข่าลงกระแทกพื้นดินอีกครั้ง น้ำตาแห่งความปีติยินดีไหลทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก พระองค์ทรงทราบดีว่า ปัญหาที่กัดกินแคว้นต้าเฟิ่งและทุกแคว้นในใต้หล้ามานับพันปี มิใช่สงคราม ทว่าคือความอดอยากและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ราษฎรนับล้านต้องล้มตายเมื่อเกิดภัยแล้งหรือตั๊กแตนลง ทว่าบัดนี้ เด็กน้อยวัยห้าขวบเบื้องหน้า กลับมอบกุญแจแห่งความรอดพ้นมาใส่มือของพระองค์“ท่านอาจารย์ พระคุณของท่านยิ่งใหญ่ดั่งฟ้าดิน ของขวัญชิ้นนี้ มีค่าเหนือยิ่งกว่าหินวิญญาณระดับสวรรค์นับล้านก้อน หรือกระบี่วิเศษหมื่นเล่มรวมกันเสียอีก แคว้นต้าเฟิ่งจะเป็นหนี้บุญคุณท่านไปชั่วลูกชั่วหลานขอรับ” โอรสสวรรค์โขกพระเศียรคำนับด้วยความเลื่อมใสอย่างสูงสุด“อย่าเพิ่งรีบขอบคุณข้า” ฉืออั้นจิ่วแสยะยิ้มบาง ๆ ยกพัดขนนกขึ้นปิดปาก “การที่ข้ามอบเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ให้เจ้าโดยมิคิดอัฐแม้แต่อีแปะเดียว ย่อมมีเงื่อนไขที่เจ้าต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”เด็กน้อยกางพัดขนนกออกสะบัดเบา ๆ ปราณพฤกษาแผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบด้านเย็นเยียบ “แผ่นดินนี้เน่าเฟะมานานเกินไปแล้ว เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เอาแต่ปิดด่านกักตนหรือวัน ๆ เอาแต่ถือกระบี่ฟาดฟัน
ยามเว่ย (13.00-15.00 น.) ขบวนเสด็จลับ ๆ ของฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียน เดินทางมาถึงลานกว้างหน้าจวนตระกูลฉือ ทันทีที่เสด็จลงจากรถม้า ภาพแรกที่ปะทะเข้ากับสายตาของโอรสสวรรค์หนุ่ม กลับทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลน และรีบยกพระหัตถ์ขึ้นขยี้พระเนตรซ้ำแล้วซ้ำเล่าเบื้องหน้าของพระองค์ ที่บริเวณแปลงหมักปุ๋ยคอกด้านข้างจวน บุรุษชราผู้หนึ่งสวมเพียงกางเกงผ้าป่านซอมซ่อ เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและมูลสัตว์ กำลังถือส้อมพรวนดิน จ้วงตักมูลสุกรผสมกับเศษใบไม้แห้งอย่างขะมักเขม้น ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและริ้วรอยแห่งอำนาจ บัดนี้กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างขวางและเสียงหัวเราะที่สดใสยิ่งกว่าทารก บุรุษชราผู้นั้นกำลังพูดคุยหยอกล้อเรื่อง สูตรลับการผสมปุ๋ย กับชายหนุ่มกล้ามโตอย่างออกรสออกชาติ“สะ เสด็จพ่อ นั่นเสด็จพ่อมิใช่หรือพะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนอุทานเสียงหลง พระวรกายสั่นสะท้าน รีบวิ่งถลาเข้าไปหาอดีตจอมราชันย์ที่กำลังขะมักเขม้นกับการทำปุ๋ยเฒ่าจ้าว อดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง เงยหน้าขึ้นมองบุตรชาย ก่อนจะใช้หลังมือที่เปื้อนโคลนปาดเหงื่อบนหน้าผาก “อ้อ เฟิ่งเทียนเอ๋ย เจ้ามาถึงแล้วรึ มา ๆ
อดีตฮ่องเต้จ้าวอู๋จี๋ตรัสด้วยน้ำเสียงโล่งอก ประดุจได้ยกภูเขาไท่ซานออกจากพระอุระ พระองค์ทรงกระชากเสื้อคลุมผ้าไหมราคาแพง เข็มขัดประดับหยก และป้ายหยกประจำพระองค์ โยนทิ้งลงบนพื้นดินฝุ่นคลุ้งอย่างไร้เยื่อใย เหลือเพียงชุดกางเกงและเสื้อตัวในที่ทำจากผ้าฝ้ายสีขาวธรรมดา ๆ ซอมซ่อจากนั้น อดีตโอรสสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่เคยสั่งเป็นสั่งตายคนนับแสน ก็ทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าเด็กน้อยวัยห้าขวบ โขกพระเศียรลงบนพื้นดินดังปึก ปึก ปึก“ท่านปราชญ์น้อย ข้าได้เห็นแสงสว่างแห่งวิถีชีวิตที่แท้จริงแล้ว อำนาจในวังหลวงมีแต่ความว่างเปล่าและคาวเลือด ข้าไม่ปรารถนาสิ่งใดอีกแล้ว นอกจากความสงบสุขที่ได้สัมผัสกับผืนดิน”อดีตฮ่องเต้เงยหน้าขึ้น แววตาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและเว้าวอนอย่างสุดซึ้ง “ข้าน้อย จ้าวเทียนหลง ขอฝากตัวเป็น ศิษย์ชาวนาฝึกหัด แห่งหมู่บ้านเถาหยวนขอรับ ข้าน้อยยินดีสับฟืน หาบน้ำ ถอนหญ้า พรวนดิน หรือแม้แต่ตักมูลสัตว์ ขอเพียงท่านอนุญาตให้ข้าน้อยได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่นี่ ได้เรียนรู้วิถีแห่งกสิกรรม ข้าน้อยยอมเป็นข้ารับใช้ ทำทุกอย่างโดยมิต้องจ่ายเบี้ยหวัดให้ข้าน้อยแม้แต่อีแปะเดียวเลยขอรับ”ความเงียบสงัดปก
พระองค์ทรงพระดำเนินลัดเลาะไปตามคันนา ทอดพระเนตรดูวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่อย่างเงียบ ๆ ทว่า สิ่งที่ทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า กลับมิใช่ความงดงามของทิวทัศน์ ทว่า คือผู้คนที่กำลังทำไร่ทำนาอยู่เบื้องหน้าต่างหาก ที่แปลงปลูกผักกาดหยกด้านซ้าย ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรเห็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสันผู้หนึ่ง กล้ามเนื้อบนเรือนร่างของเขาอัดแน่นดุจสลักจากหินผาพันปี ชายหนุ่มผู้นั้นสวมเพียงกางเกงเตี่ยว เปลือยท่อนบนรับแสงแดด เขากำลังใช้มือเปล่า ๆ ดึงถอนวัชพืชปราณวิญญาณออกจากผืนดินอย่างง่ายดาย“สวรรค์ ชายหนุ่มผู้นั้นมีพลังลมปราณบริสุทธิ์และแข็งแกร่งระดับแม่ทัพยุทธ์ขั้นสมบูรณ์เป็นอย่างน้อย ด้วยพละกำลังระดับนี้ หากไปสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก ย่อมได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่คุมกำลังนับแสนนาย ทว่า เหตุใดเขาถึงมานั่งยิ้มแฉ่ง ถอนหญ้าอยู่ในแปลงผักอย่างมีความสุขถึงเพียงนี้”ฮ่องเต้จ้าวอู๋จี๋ทรงรำพึงด้วยความตกตะลึง พระองค์หารู้ไม่ว่า ชายหนุ่มยอดฝีมือผู้นี้ แท้จริงแล้วคือ ผู้เฒ่าซุน ชายชราธรรมดาที่เพิ่งกินไข่ไก่บรรพกาลจนกลับกลายเป็นหนุ่มและมีพลังมหาศาลเมื่อไม่กี่วันก่อนถัดไปที่บริเวณริมลำธาร พระองค์ทรง







