LOGINอั้นจิ่วเป็นเซียนฝึกหัดที่บำเพ็ญเพียรตบะมาหลายพันปี วันนี้เขากำลังจะเลื่อนระดับไปเป็นเซียนที่แท้จริง ในขณะที่เขากำลังรับทัณฑ์สายฟ้าอยู่นั้นก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในตอนที่เขากำลังจะรับทัณฑ์สายฟ้าครั้งที่เก้านั่นก็คือครั้งสุดท้าย ถ้าหากว่าเขาสามารถผ่านไปได้เขาก็จะกลายเป็นเซียนที่แท้จริง แต่อั้นจิ่วไม่คิดไม่ฝันว่าเขาจะต้องมาตกตายเพราะความอิจฉาริษยาของศิษย์ร่วมสำนัก ในตอนที่ทัณฑ์สายฟ้ากำลังจะฟาดเข้าใส่ร่างของอั้นจิ่วก็มีคนเปิดค่ายกลสังหารขึ้นใกล้ๆ กับอั้นจิ่วที่กำลังรับทัณฑ์สายฟ้าอยู่ ทำให้ความรุนแรงของสายฟ้านั้นเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่า เป็นที่รู้กันดีว่าหากกำลังจะเลื่อนระดับและรับทัณฑ์สายฟ้าแล้วมีคนอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซง จะทำให้ความรุนแรงของทัณฑ์สายฟ้านั้นเพิ่มขึ้น ทั้งทัณฑ์สายฟ้าทั้งค่ายกลสังหาร ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ไม่อาจต้านทานไหว อั้นจิ่วตายไปทั้งๆ ที่ใจไม่ยอมรับ เขายังมีความขุ่นเคืองใจอยากจะสืบหาว่าผู้ใดกันที่เป็นคนลงมือ แต่ทว่าเขาไม่สามารถรอดชีวิตไปได้เช่นนั้นแล้วเรื่องสืบหาความจริงก็ช่างมันเถอะ
View Moreอั้นจิ่ว เซียนฝึกหัดที่กำลังจะได้เลื่อนขั้นเป็นเซียนที่แท้จริง ระหว่างที่เขากำลังรับทัณฑ์สายฟ้าเพื่อฝ่าด่านเคราะห์เพื่อเลื่อนขั้นเป็นเซียนที่แท้จริง ถ้าหากเขาสามารถรับทัณฑ์สายฟ้าได้ทั้งเก้าครั้งและยังมีลมหายใจอยู่ นั่นก็หมายถึงว่าเขาเลื่อนขั้นได้สำเร็จ เพราะการเลื่อนขั้นที่แท้จริงนี้มีเซียนฝึกหัดที่ทนรับทัณฑ์สายฟ้าได้จนถึงครั้งสุดท้ายไม่ได้และตายไปก็ไม่น้อย
ในตอนที่อั้นจิ่วกำลังรับทัณฑ์สายฟ้าครั้งที่เก้าก็คือครั้งสุดท้าย เดิมทีมันควรจะผ่านไปอย่างราบรื่น เพราะเขาเองก็ได้เตรียมตัวฝึกฝนร่างกายมาดีแล้ว แต่กลับมีคนวางแผนการร้ายโดยที่อั้นจิ่วไม่คิดเลยว่าเขาจะถูกศิษย์ร่วมสำนักทำร้ายจนต้องตาย
ก่อนที่ทัณฑ์สายฟ้าครั้งสุดท้ายจะฟาดใส่ร่างของอั้นจิ่ว ก็มีคนเปิดค่ายกลสังหารและเข้ามาแทรกแซงในการเลื่อนระดับของอั้นจิ่ว ส่วนเหตุผลที่ทำเช่นนี้เพราะอิจฉาริษยาในตัวอั้นจิ่ว อิจฉาที่เขามีพรสวรรค์ในด้านการบำเพ็ญเพียร เซียนฝึกหัดหลายคนบำเพ็ญตบะมานับหมื่นปีก็ยังไม่สามารถเลื่อนขั้นขึ้นไปเป็นเซียนที่แท้จริงได้สำเร็จ
ครั้งนี้นอกจากอั้นจิ่วจะไม่สามารถเลื่อนขั้นเป็นเซียนที่แท้จริงได้แล้ว เขายังต้องมาตายเพราะความอิจฉาริษยาของคนอื่นอีก ตายแบบไม่ตั้งใจ ตายแบบไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองทำไมถึงตาย ตายแบบไม่เข้าใจว่าเขาไปทำอันใดให้ผู้อื่นไม่พอใจ ตอนนี้ไม่อยากตายก็ไม่ได้แล้ว ร่างของเขาแหลกละเอียดเป็นผุยผง วิญญาณของเขาหลุดลอยออกมาจากร่าง ลอยวนเวียนไปมา แต่มันน่าเจ็บใจที่เขาไม่รู้ว่ามันผู้ใดที่เปิดค่ายกลสังหาร ถ้าหากเขารู้แล้วล่ะก็ ต่อให้เป็นผีเขาก็จะตามทวงแค้น
หลังจากตายไปแล้วเขาก็กลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนอยู่นับพันปี ตอนตายก็ตายแบบไม่เต็มใจตาย พอตายไปแล้วกลับไม่ได้ไปทั้งสวรรค์และนรกภูมิ ที่น่าเจ็บใจก็คือกลายมาเป็นผีเร่ร่อนวิญญาณล่องลอยไปมามองดูความเป็นความตายชีวิตของใครหลาย ๆคน หลาย ๆ ยุคสมัย
วิญญาณของอั้นจิ่วได้ไปยังหลายสถานที่ หลายยุคสมัย ไม่ว่าจะเป็นโลกมนุษย์ตั้งแต่สมัยโบราณกาลจนถึงยุคอนาคตที่มีการพัฒนาทั้งด้านการศึกษาและเทคโนโลยี อั้นจิ่วได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ในแต่ละสถานที่ที่วิญญาณของเขาล่องลอยผ่าน และก่อนที่วิญญาณของเขาจะล่องลอยไปยังโลกมนุษย์ เขาเฝ้าดูดินแดนเทพเซียนอยู่นับพันปี
ในศตวรรษที่ 21 ของโลกมนุษย์ อั้นจิ่วรู้สึกชอบสถานที่แห่งนี้มาก นอกจากความเจริญทางเทคโนโลยีแล้ว การศึกษา การแพทย์ก็ก้าวหน้าไปมาก แต่ก็มีข้อเสียเช่นเดียวกันเพราะไม่สามารถฝึกตนบำเพ็ญเพียรตบะได้ โลกซึ่งไร้พลังฟ้าดิน แต่ทว่ามันจะไปสำคัญอันใดเล่า
ในเมื่ออาวุธของเหล่ามนุษย์ในยุคสมัยนี้นับว่าร้ายกาจมาก เพียงแค่โยนสิ่งที่เรียกว่าระเบิดออกไปก็สามารถทำลายล้างหมู่บ้านได้ทั้งหมู่บ้าน หรือจะใช้เจ้าสิ่งที่เรียกว่าปืนยิงออกไปนัดเดียวก็สามารถเอาชีวิตผู้คนได้แล้ว นอกจากนี้ยังมีอาวุธมากมายที่มีพลังทำลายล้างที่น่ากลัว อั้นจิ่วที่เร่ร่อนมาหลายพันปี จู่ ๆ ก็อยากเกิดใหม่ขึ้นมา เขาจึงเลือกที่จะเกิดในโลกมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 เขาหวังว่าเมื่อตัวเองเกิดใหม่จะได้ใช้ชีวิตศิวิไลซ์
หลังจากตัดสินใจที่จะเกิดใหม่แล้ว อั้นจิ่วก็ริเริ่มที่จะออกตามหาหญิงสาวที่กำลังตั้งครรภ์เพื่อที่คัดเลือกคนที่จะมาเป็นแม่ให้กับตัวเอง อั้นจิ่วรู้ว่าหากจะหาหญิงสาวตั้งครรภ์นั้นจะต้องไปที่สถานที่แห่งหนึ่ง สถานที่แห่งนั้นเรียกกันว่าโรงพยาบาล ที่ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็มีทั้งคนที่เกิดใหม่และคนที่ตาย เรียกได้ว่าเป็นสถานที่แห่งการเกิดใหม่และสถานที่แห่งความตาย
อั้นจิ่ววนเวียนอยู่ที่นี่มาหลายวันแต่เขายังไม่พบหญิงสาวที่เขาต้องการจะเกิดใหม่ในท้องของเธอ ในที่สุดวันนี้เขาก็พบกับหญิงสาวที่เขาถูกใจและเลือกที่จะเกิดเป็นลูกของเธอ หญิงสาวหน้าตางดงามและท่าทางใจดี หลังจากเฝ้าดูเธออยู่นานสองนานเขาก็ตัดสินใจเลือกเธอคนนี้เป็นแม่ของเขา
ในตอนที่เขากำลังจะพุ่งเข้าไปในท้องของหญิงสาวคนนั้น วิญญาณเขากลับถูกกระชากกลับอย่างแรง ด้วยแรงดึงมหาศาลทำให้วิญญาณของเขาถูกส่งกลับมายังโลกมนุษย์ยุคโบราณ สถานที่แห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่มีพลังฟ้าดินบางเบา ไม่เหมาะกับการบำเพ็ญเพียรเช่นกัน อั้นจิ่วได้แต่ถอนหายใจ
หากเกิดใหม่ที่ดินแดนแห่งนี้ การที่เขาจะบำเพ็ญเพียรนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่ยากมาก เส้นทางสู่วิถีเซียนของเขาคงไม่สามารถ เป็นไปได้ในสถานที่แห่งนี้ นอกจากจะกันดาน ชาวบ้านยากจน และสงครามระหว่างแคว้นแล้วเขายังหาของดีของที่นี่ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อมาแล้วก็ลองดูสักตั้งว่าจะสามารถเกิดใหม่ได้หรือไม่
ในโลกแห่งนี้ชาวบ้านถือเป็นชนชั้นที่ต่ำต้อยที่สุด ลูกหลานชาวนาหาได้ยากยิ่งที่จะเกิดมาพร้อมกับแก่นปราณ ที่สำคัญชาวบ้านที่ถือเป็นชนชั้นรากหญ้านั้นมีฐานะยากจน ในแต่ละวันการที่จะสามารถมีอาหารกินจนอิ่มนั้นถือว่าเป็นเรื่องยากยิ่ง
พวกเขาขาดแคลนในทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เสื้อผ้า ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทรัพยากรในการฝึกฝน ถึงแม้ว่าจะเกิดมาพร้อมกับแก่นปราณแต่ทว่าไม่มีทรัพยากรในการฝึกฝนก็จะไม่สามารถชักนำพลังฟ้าดินเข้าสู่จุดตันเถียนได้ ที่สำคัญก้าวแรกของการฝึกฝนนั้นจะต้องเปิดเส้นลมปราณก่อนเป็นอันดับแรก จึงจะสามารถฝึกฝนในขั้นต่อไปได้
ในยุคโบราณแห่งนี้ มีสำนักและนิกายอยู่ในพื้นที่ชั้นในของแคว้น แคว้นนี้แบ่งพื้นที่ออกเป็นสามส่วนคือ ดินแดนรอบนอก ดินแดนชั้นกลาง และดินแดนชั้นใน ซึ่งดินแดนชั้นกลางจะมีพลังฟ้าดินหนาแน่นบางพื้นที่ พื้นที่ส่วนใหญ่มีพลังฟ้าดินระดับปานกลาง ดินแดนชั้นในจะมีพลังฟ้าดินหนาแน่นมากกว่าดินแดนชั้นกลาง แต่สำหรับอั้นจิ่วนั้นถือว่ามีน้อยนิดมาก แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีเอาเสียเลย
สำนักและนิกายต่าง ๆ ถือว่าเป็นขุมอำนาจที่ไม่ขึ้นตรงต่อผู้ปกครองแคว้นและไม่สามารถแทรกแซงงานในราชสำนักได้ หากผู้ปกครองแคว้นอ่อนแอไร้ซึ่งอำนาจก็จะตกเป็นเบี้ยล่างขุมอำนาจเหล่านี้ทันที ตอนนี้อั้นจิ่วกำลังตัดสินใจว่าจะเกิดใหม่ที่ดินแดนรอบนอกนี้หรือไม่นั้น วิญญาณของเขาก็ลอยผ่านหมู่บ้านชาวนายากจนแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่เชิงเขา
ทั้งหมู่บ้านมีหญิงตั้งครรภ์อยู่สองคน คนหนึ่งเป็นหญิงสาวที่อ้วนและมีอายุมากแล้ว ส่วนหญิงสาวอีกคนหนึ่งนั้นถึงแม้ว่าเธอจะอายุยังน้อยแต่ทว่าสภาพร่างกายของนางไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าจะตั้งครรภ์แต่ทว่าต้องทำงานหนักในทุก ๆ วัน มีอาหารกินไม่เพียงพอและถูกแม่สามีทุบตีอยู่บ่อยครั้ง ด้วยสภาพร่างกายที่ผ่ายผอมเช่นนี้หากนางถูกแม่สามีกดขี่ข่มเหงทุกวัน ลูกในท้องของนางก็อาจจะไม่มีโอกาสลืมตาดูโลกเลยก็ได้
อั้นจิ่วคิดว่าหากเขาเลือกที่จะเกิดเป็นลูกของหญิงสาวคนนี้ เขาอาจจะตายคาท้องและหญิงสาวคนนี้ก็คงจะตายทั้งกลม เขาเลือกที่จะเกิดใหม่ไม่ได้เลือกที่จะตายซ้ำสอง ด้วยสภาพความเป็นอยู่แบบนี้อย่าหวังว่าจะได้เกิดเลย เมื่อคิดได้เช่นนั้นเขาก็ลอยออกมาจากบ้านของหญิงชาวนาทันที
“หรือว่าข้าจะไปเกิดเป็นลูกของหญิงอ้วนคนนั้นดีนะ ถึงนางจะอายุมากแล้ว แต่นางกลับอวบอ้วนดูแล้วน่าจะมีอาหารกินอยู่บ้าง มันคงจะดีกว่า อย่างน้อย ๆ ข้าก็ยังมีโอกาสได้ลืมตาดูโลก”
อั้นจิ่วคิดว่าเขาไม่มีตัวเลือกที่ดีเลยในหมู่บ้านแห่งนี้ เมื่อเห็นว่าไม่มีตัวเลือกที่ดีเลยเขาจึงตัดสินใจออกไปจากหมู่บ้านแห่งนี้ วิญญาณของอั้นจิ่วลอยออกไปอย่างห่อเหี่ยว ตอนตายก็ว่าง่ายแล้ว แต่ตอนจะเกิดนั้นกลับยากยิ่งกว่า เขาเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเป็นอย่างมากเหตุใดตายมาตั้งหลายพันปีกลับอยากจะมาเกิดใหม่เอาตอนนี้
วิญญาณของอั้นจิ่วล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมายเพื่อตามหาหญิงสาวสักคนที่เหมาะสมและเลือกเกิดกับหญิงสาวผู้นั้น จนกระทั่งวิญญาณของเขาลอยมาถึงเมืองเมืองหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านมีความเป็นอยู่ที่ดีมากกว่าชาวบ้านในหมู่บ้านเชิงเขา ไม่นานเขาก็ค้นพบหญิงตั้งครรภ์ที่เขาชอบและเลือกที่จะเกิดในท้องของนาง
วิญญาณของอั้นจิ่วไม่รอช้าเขารีบพุ่งตรงไปที่ท้องของหญิงตั้งครรภ์ผู้นั้นด้วยความเร็ว แต่ก่อนที่เขาจะพุ่งเข้าท้องของหญิงตั้งครรภ์ได้สำเร็จ ก็มีเท้าถีบสวนออกมาจากในท้องของหญิงตั้งครรภ์เสียก่อน ถีบวิญญาณของเขาจนกระเด็น ด้วยแรงถีบมหาศาลทำให้วิญญาณของอั้นจิ่วลอยไปไกลมาก
ก็ใครมันจะไปรู้ว่าท้องของหญิงผู้นั้นจะมีคนจองแล้ว อั้นจิ่วคิดว่าเวลาที่คนเราจะตายนั้นมันแสนง่าย แต่พอเวลาอยากจะเกิดใหม่ขึ้นมานั้นมันลำบากเหลือแสน วิญญาณของอั้นจิ่วล่องลอยไปด้วยความสิ้นหวัง ตอนนี้เขาหมดหวังที่จะได้เกิดใหม่ ในตอนที่วิญญาณของเขาลอยผ่านวัดบนภูเขาแห่งหนึ่ง เขาก็พบว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังสวดมนต์ขอพรให้นางมีลูกในเร็ววัน
เมื่ออั้นจิ่วเห็นว่าเขามีโอกาสที่จะได้เกิดใหม่อีกครั้งเขาก็ดีใจมาก นี่แสดงว่าท้องของหญิงผู้นี้ยังว่างเปล่าและไม่มีผู้ใดมาจับจองเอาไว้ แบบนี้ก็ดี ไม่ใช่ว่าเขาก็แค่ง่วงนอนก็มีคนยื่นหมอนมาให้หรอกหรือ ในเมื่อหญิงผู้นี้อยากมีลูก เขาเองก็อยากเกิดใหม่ อั้นจิ่วไม่รอช้ารีบพุ่งเข้าไปยังท้องของหญิงสาวทันที
แต่ทว่าเขายังไม่ทันที่จะได้เข้าไปในท้องของหญิงสาวได้สำเร็จ เขารู้สึกถึงแรงกระชากที่คุ้นเคยและวิญญาณของเขาก็ถูกแรงดึงลึกลับดึงกลับมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้แรงดึงนั้นกลับรุนแรงและมหาศาลกว่าครั้งที่ผ่านมา อั้นจิ่วได้แต่ร้องตะโกนออกมาด้วยความสิ้นหวัง
“ปล่อยข้าาาาา อย่าดึงข้า ข้าอยากเกิดใหม่ ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้”
อั้นจิ่วสงสัยว่ามีคนจงใจต้องการขัดขวางการเกิดใหม่ของเขาแน่ ๆ เขาไม่รู้ว่าผู้ใดที่ขัดขวางการเกิดใหม่ของเขาถึงสองครั้งสองครา และมีจุดประสงค์อันใดในการขัดขวางการเกิดใหม่ของเขา อั้นจิ่วรู้สึกโมโหอยู่ในใจ ครั้งนี้เขาไม่รู้ว่าวิญญาณของเขาจะถูกเหวี่ยงไปที่ไหนอีก
“ท่านพี่จ้าว ท่านอย่าเพิ่งรีบคุยโวไป ผักกาดหยกที่แปลงของข้า ใบใหญ่จนเอาไปทำร่มกางบังฝนได้แล้ว เมื่อวานข้าขุดดินพลิกหน้าดินได้ลึกกว่าท่านไปตั้งสามชุ่นเชียวนะ หากจะแข่งกัน ปีนี้ข้าต้องได้รางวัลชาวนาขยันขันแข็งจากนายน้อยแน่”ต้าเฮย อสูรหมีขนเหล็ก ในร่างบุรุษร่างยักษ์ หัวเราะร่าจนพุงกระเพื่อม “พวกเจ้าทั้งสองอย่าเพิ่งเถียงกัน กองปุ๋ยมูลสัตว์ของข้าต่างหากที่หมักได้ที่ที่สุด หมักจนกลิ่นหอมฟุ้งไปถึงภูเขาลูกนู้นแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”ที่แห่งนี้ ไม่มีคำว่าฮ่องเต้ผู้ครองแผ่นดิน ไม่มีคำว่าผู้เฒ่าปุถุชน หรืออสูรบรรพกาลอันน่าสะพรึงกลัว มีเพียง ‘สหายร่วมอุดมการณ์ชาวนา’ ที่กำลังทุ่มเทจิตวิญญาณให้แก่ผืนดิน ถกเถียงกันเรื่องสูตรปุ๋ยและขนาดของหัวไชเท้าอย่างมีความสุขและเป็นอิสระที่สุด รอยยิ้มของอดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง บัดนี้คือรอยยิ้มที่บริสุทธิ์และเบิกบานที่สุดในรอบเจ็ดสิบปีของชีวิตพระองค์ห่างออกไปไม่ไกลนัก ภายใต้ร่มเงาอันร่มรื่นของต้นท้อสวรรค์ยักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาครอบคลุมลานกว้างของจวนตระกูลฉือ กลีบดอกท้อสีชมพูร่วงหล่นลงมาตามสายลมประดุจหิมะในวสันตฤดูฉืออั้นจิ่ว เด็กน้อยที่บัดนี้เจริญวัยขึ้น มีอายุครบหกขวบปี
“ท่านเจ้าสำนัก พวกเราจะทำเยี่ยงไรดีขอรับ ภาษีอาวุธแพงหูฉี่ พวกเราต้องอดตายแน่ ๆ” เหล่าศิษย์ร้องไห้คร่ำครวญเจ้าสำนักพยัคฆ์คำรามกัดฟันกรอด ก่อนจะตัดสินใจกระทำการที่ทำให้ศักดิ์ศรีของชาวยุทธ์ต้องจารึกความอัปยศไว้ชั่วกัลปาวสาน“ทำเยี่ยงไรน่ะรึ ก็รีบเอาดาบเอาหน้าไม้ ไปหลอมตีเป็น จอบ กับ เสียม น่ะสิ พวกเราจะยุบสำนัก แล้วไปเช่าที่ดินปลูกข้าวสาลี ข้าจะไม่ยอมเป็นชนชั้นล่างให้พวกชาวนาหัวเราะเยาะเด็ดขาด ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป สำนักพยัคฆ์คำราม จะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สมาคมกสิกรรมพยัคฆ์ไถนา’ ”และปรากฏการณ์แห่งความตลกร้ายก็บังเกิดขึ้นทั่วทั้งแคว้นต้าเฟิ่ง เหล่ายอดฝีมือ จอมกระบี่ และผู้เฒ่าที่เคยปิดด่านกักตน ต่างรีบทุบกระบี่ทิ้ง เปลี่ยนอาวุธเป็นเครื่องมือช่างไม้และอุปกรณ์ทำนา พวกเขาวิ่งวุ่นไปทั่วตลาดเพื่อขอประจบสอพลอชาวนาตัวจริง หวังจะขอเช่าที่ดิน หรือขอเป็นลูกจ้างถอนหญ้า เพื่อยกระดับสถานะทางสังคมของตนเองให้รอดพ้นจากการเป็นชนชั้นต่ำวิถีแห่งชาวยุทธ์ที่เคยรุ่งโรจน์ บัดนี้ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดด้วยความอิ่มท้อง วิถีชาวนา ได้ผงาดขึ้นสู่จุดสูงสุดของสายพานแห่งอำนาจอย่างแท้จริง และทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจากกุ
ตึง ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนทรุดเข่าลงกระแทกพื้นดินอีกครั้ง น้ำตาแห่งความปีติยินดีไหลทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก พระองค์ทรงทราบดีว่า ปัญหาที่กัดกินแคว้นต้าเฟิ่งและทุกแคว้นในใต้หล้ามานับพันปี มิใช่สงคราม ทว่าคือความอดอยากและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ราษฎรนับล้านต้องล้มตายเมื่อเกิดภัยแล้งหรือตั๊กแตนลง ทว่าบัดนี้ เด็กน้อยวัยห้าขวบเบื้องหน้า กลับมอบกุญแจแห่งความรอดพ้นมาใส่มือของพระองค์“ท่านอาจารย์ พระคุณของท่านยิ่งใหญ่ดั่งฟ้าดิน ของขวัญชิ้นนี้ มีค่าเหนือยิ่งกว่าหินวิญญาณระดับสวรรค์นับล้านก้อน หรือกระบี่วิเศษหมื่นเล่มรวมกันเสียอีก แคว้นต้าเฟิ่งจะเป็นหนี้บุญคุณท่านไปชั่วลูกชั่วหลานขอรับ” โอรสสวรรค์โขกพระเศียรคำนับด้วยความเลื่อมใสอย่างสูงสุด“อย่าเพิ่งรีบขอบคุณข้า” ฉืออั้นจิ่วแสยะยิ้มบาง ๆ ยกพัดขนนกขึ้นปิดปาก “การที่ข้ามอบเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ให้เจ้าโดยมิคิดอัฐแม้แต่อีแปะเดียว ย่อมมีเงื่อนไขที่เจ้าต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”เด็กน้อยกางพัดขนนกออกสะบัดเบา ๆ ปราณพฤกษาแผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบด้านเย็นเยียบ “แผ่นดินนี้เน่าเฟะมานานเกินไปแล้ว เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เอาแต่ปิดด่านกักตนหรือวัน ๆ เอาแต่ถือกระบี่ฟาดฟัน
ยามเว่ย (13.00-15.00 น.) ขบวนเสด็จลับ ๆ ของฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียน เดินทางมาถึงลานกว้างหน้าจวนตระกูลฉือ ทันทีที่เสด็จลงจากรถม้า ภาพแรกที่ปะทะเข้ากับสายตาของโอรสสวรรค์หนุ่ม กลับทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลน และรีบยกพระหัตถ์ขึ้นขยี้พระเนตรซ้ำแล้วซ้ำเล่าเบื้องหน้าของพระองค์ ที่บริเวณแปลงหมักปุ๋ยคอกด้านข้างจวน บุรุษชราผู้หนึ่งสวมเพียงกางเกงผ้าป่านซอมซ่อ เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและมูลสัตว์ กำลังถือส้อมพรวนดิน จ้วงตักมูลสุกรผสมกับเศษใบไม้แห้งอย่างขะมักเขม้น ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและริ้วรอยแห่งอำนาจ บัดนี้กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างขวางและเสียงหัวเราะที่สดใสยิ่งกว่าทารก บุรุษชราผู้นั้นกำลังพูดคุยหยอกล้อเรื่อง สูตรลับการผสมปุ๋ย กับชายหนุ่มกล้ามโตอย่างออกรสออกชาติ“สะ เสด็จพ่อ นั่นเสด็จพ่อมิใช่หรือพะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนอุทานเสียงหลง พระวรกายสั่นสะท้าน รีบวิ่งถลาเข้าไปหาอดีตจอมราชันย์ที่กำลังขะมักเขม้นกับการทำปุ๋ยเฒ่าจ้าว อดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง เงยหน้าขึ้นมองบุตรชาย ก่อนจะใช้หลังมือที่เปื้อนโคลนปาดเหงื่อบนหน้าผาก “อ้อ เฟิ่งเทียนเอ๋ย เจ้ามาถึงแล้วรึ มา ๆ





![[Unlimited Money] ระบบเงินทุนไร้ขีดจำกัด](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)






reviews