INICIAR SESIÓNก่อนเวลาอาหารเย็น สองพ่อลูกเดินกลับมาจากเขตในของหมู่บ้านด้วยหน้าตาบูดบึ้ง นอกจากจะเช่าวัวไม่ได้แล้วยังถูกบ้านสกุลหวังกับบ้านสกุลติงดูถูกดูแคลนอีก แต่จะทำเช่นใดได้ในเมื่อครอบครัวพวกเขาก็ยากจนจริง ๆ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีอาหารเพียงพอแต่ครอบครัวก็ขาดแคลนเงินและสิ่งของอย่างอื่นอีกมากมาย ปัญหาเร่งด่วนตอนนี้ก็คือวัว หากไม่มีวัวบ้านสกุลฉือก็ไม่สามารถเพาะปลูกได้ทันเวลา
“ท่านพ่อ ท่านพี่ กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ อาหารเพิ่งเสร็จ พวกท่านไปล้างมือสักหน่อยเถอะเจ้าค่ะจะได้มากินข้าว เจ้าเก้าหน้างอแล้ว"
“ตกลง” พ่อเฒ่าฉือตอบรับคำลูกสะใภ้ด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
“ท่านพี่ เกิดอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ เหตุใดท่านพ่อถึงได้มีสีหน้าไม่สู้ดีเช่นนั้น”
“พวกเราเช่าวัวไม่ได้ เพราะหัวหน้าหมู่บ้านให้วัวทั้งหมดไปไถนาของบ้านสกุลหวัง อีกไม่นานลูกสาวบ้านสกุลหวังก็จะแต่งเข้าบ้านสกุลติงแล้ว เรื่องก็เป็นแบบนี้ล่ะ”
“เช่นนั้นพวกเราจะทำเช่นไรดีเจ้าคะท่านพี่”
“จะทำเช่นไรได้ ไม่มีวัวพวกเราทำได้แค่ใช้แรงของตัวเองเท่านั้น ไปกินข้าวกันเถอะ ประเดี๋ยวลูกชายก็โมโหหิวอีก”
“เจ้าค่ะ”
ในขณะที่บ้านสกุลติงกับบ้านสกุลหวังกำลังกินมื้อเย็นร่วมกันอย่างมีความสุขอยู่นั้น บ้านสกุลฉือที่ตอนนี้เหมือนมีเมฆดำปกคลุมไปทั้งบ้าน พ่อเฒ่าฉือที่ตอนนี้หน้าตาบูดบึ้ง ฉืออั้นปาเองก็ไม่สามารถทำอันใดได้อีก เป็นเพราะพวกเขายากจน ครอบครัวของพวกเขาถูกจัดให้อยู่เป็นครอบครัวเขตสามเป็นเขตที่ชาวบ้านยากจนที่สุด และที่ดินทำกินนั้นไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์ นอกจากไม่อุดมสมบูรณ์แล้วยังติดกับชายป่าอีกด้วย และมักจะมีสัตว์ป่าดุร้ายบุกมาทำร้ายชาวบ้านอยู่บ่อยครั้ง
“ท่านปู่ ท่านพ่อ กินข้าวเถอะ ข้าหิ้วท้องรอมานานแล้ว”
“เช่นนั้นก็กินข้าวก่อน เจ้าเก้าหิวแล้ว เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง”
หลังมื้ออาหารเย็นพ่อเฒ่าฉือได้แต่นั่งถอนหายใจ เมื่อเห็นท่านพ่อกับท่านปู่เป็นแบบนี้แล้วอั้นจิ่วน้อยก็ไม่สามารถอดทนเก็บซ่อนความสามารถของตัวเองเอาไว้ได้อีก แต่จะให้เปิดเผยความสามารถของเขาตอนนี้ยังเร็วไปเสียหน่อย แต่ตอนนี้ถ้าไม่สามารถหาวัวมาไถนาได้ บ้านสกุลฉือก็จะไม่มีข้าวกินแล้ว อั้นจิ่วได้แต่โทษตัวเองว่าเขาโตช้าเกินไป การเป็นเด็กนั้นไม่ดีเอาเสียเลย จะทำอันใดก็ดูไม่สะดวกไปเสียหมด
“ท่านปู่ อย่าอารมณ์เสียเลยนะขอรับ”
“เจ้าเก้า ปู่ไม่ได้อารมณ์เสีย ปู่แค่โมโหที่หัวหน้าหมู่บ้านปฏิบัติกับเราไม่ดี ชาวบ้านที่เขตสามของพวกเราทั้งหมดถูกละเลย ที่สำคัญพวกเราไม่มีอำนาจพอที่จะไปต้านทานพวกเขาได้ พวกเขาถึงได้ข่มเหงรังแกพวกเราอยู่เสมอมา วันนี้ถึงแม้ว่าวัวจะว่างอยู่ ปู่เชื่อว่าหัวหน้าหมู่บ้านก็ไม่ยอมให้บ้านพวกเราเช่าวัวอยู่ดี”
“ข้าเองก็คิดเหมือนท่านพ่อขอรับ ใครให้บ้านพวกเขามีหลานที่เกิดมาพร้อมแก่นปราณกัน ถึงแม้ว่าหลานชายของหัวหน้าหมู่บ้านจะได้เข้าร่วมสำนักถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงศิษย์สายนอกก็ตามที แต่สำหรับพวกเราชาวบ้านธรรมดาแล้วก็นับว่าพวกเขามีคนคุ้มกะลาหัว”
“ก็แค่เกิดมาพร้อมแก่นปราณเอง เหตุใดต้องโอ้อวดด้วยหรือขอรับ หลานชายของหัวหน้าหมู่บ้านเก่งมากหรือขอรับ”
“พ่อเองก็ไม่รู้ว่าเก่งหรือไม่ แต่เพราะเขาเป็นศิษย์ของสำนักเมฆา เท่านี้ก็เพียงพอที่เขาจะข่มเหงชาวบ้านธรรมดาเช่นพวกเราแล้วล่ะ”
“เช่นนั้น ท่านปู่กับท่านพ่อจะทำเช่นไรต่อไปขอรับ”
“ก็คงต้องใช้แรงคน ทำได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น เจ้าไปนอนเถอะดึกแล้ว”
“ขอรับท่านปู่ ขอรับท่านพ่อ เช่นนั้นฝันดีนะขอรับ อ้อ อย่าคิดมากเลย ทุกอย่างจะดีขึ้น ท่านปู่กับท่านพ่อเองก็รีบไปนอนนะขอรับ”
“ได้ ๆ เจ้าไปนอนเถอะ ปู่รู้แล้ว”
กลางดึกเมื่อทุกคนหลับสนิท อั้นจิ่วตื่นขึ้นมา จากนั้นก็เรียกต้าฮุยกับต้าเฮยออกมา จากนั้นก็ให้ทั้งสองตัวไปช่วยไถพลิกหน้าดิน ต้าเฮยบอกว่ามันแข็งแรงมากเรื่องนี้ไว้ใจได้ ส่วนต้าฮุยจะกลับเข้าป่าอสูรวิญญาณเพื่อจับวัวอสูรวิญญาณมาสักสองสามตัว เท่านี้ปัญหาเรื่องวัวก็จะได้รับการแก้ไข
หลังจากสั่งงานเรียบร้อยแล้วอั้นจิ่วก็นอนหลับไปด้วยความสบายใจ ส่วนทั้งสองตัวก็ไปทำงานตามที่ได้รับมอบหมายทันที ต้าฮุยรีบวิ่งกลับป่าอสูรวิญญาณจากนั้นก็ตามหาฝูงวัววอสูรวิญญาณ ต้าเฮยรีบไปที่นาของบ้านสกุลฉือ จากนั้นใช้พลังลมปราณเพื่อไถพลิกหน้าดิน นอกจากจะไถพลิกแล้วต้าเฮยยังใช้ลมปราณบวกกับพลังธาตุดินทำให้ดินละเอียดพร้อมปลูกโดยไม่ต้องคราดอีก พวกวัชพืชก็ถูกกำจัดไปด้วยเช่นเดียวกัน
“เท่านี้งานที่ได้รับมอบหมายมาก็เสร็จสิ้นแล้ว เรื่องนี้ต้องปล่อยให้หมีอย่างข้าจัดการ ไอ้พวกชาวบ้านไม่มีตาบังอาจรังแกครอบครัวของนายน้อย ประเดี๋ยวข้าจะไปเอาคืน”
“ต้าเฮย ข้ากลับมาแล้ว”
“ได้มากี่ตัว”
“สี่ตัว เท่านี้ก็เพียงพอให้ครอบครัวนายน้อยได้ใช้งาน แต่ความจริงมีเจ้าอยู่วัวก็ไม่จำเป็นนะ ข้าว่า”
“ต้าฮุย ข้าเป็นหมี ไม่ใช่วัว อย่าลืมว่าพ่อแม่นายน้อยเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา จะให้มาเจอข้าที่เป็นหมีในตอนที่กำลังจัดการกับดินในนาได้อย่างไรเล่า พวกเขาได้ตกใจตาย อย่าลืมว่าพวกเราเป็นสัตว์อสูรวิญญาณ”
“ข้ารู้แล้วน่า ข้าก็แค่ล้อเจ้าเล่น กลับกันเถอะจะได้เอาวัวพวกนี้ไปไว้ที่สวนหลังบ้าน พวกเจ้าตามมาดี ๆ แล้วอย่าได้คิดหนี หาไม่แล้วข้าจะจับพวกเจ้ากินให้สิ้นซาก”
“พวกเราไม่หนี ขอท่านราชาหมาป่าอย่าได้โมโหไปเลยขอรับ”
“ไป กลับบ้านสกุลฉือ”
เช้าวันต่อมาเมื่อแม่เฒ่าฉือกับลูกสะใภ้ตื่นขึ้นมาเพื่อเตรียมอาหารเช้าก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าในสวนหลังบ้านของพวกเขามีวัวสี่ตัวนอนอยู่ ที่สำคัญพวกเขาไม่รู้ว่าพวกทั้งสี่ตัวพวกนี้มาได้เยี่ยงไร และเป็นวัวของผู้ใดกันแน่
“ท่านแม่ พวกเราจะทำเยี่ยงไรดีเจ้าคะ นี่วัวของผู้ใดกัน หากเจ้าของวัวพบว่าพวกมันอยู่ที่บ้านของเรา พวกเราไม่มีทางหนีพ้นข้อหาขโมยวัวเป็นแน่เจ้าค่ะ”
“นั่นสิ แล้วนี่เป็นวัวของผู้ใดกัน ที่สำคัญพวกมันทำไมถึงมาอยู่ในสวนหลังบ้านของพวกเรา ลูกสะใภ้เจ้าไปเรียกลูกชายกับพ่อของเจ้ามาเร็วเข้า ตอนนี้ยังเช้าอยู่ ต้องหาทางไล่วัวพวกนี้ออกไป เมื่อวานพ่อของเจ้าไปเช่าวัวแต่ไม่ได้วัวมา หากมีคนบอกว่าเพราะพวกเราไม่สามารถเช่าวัวได้ จึงได้ขโมยวัวของผู้อื่นมา หากมีผู้ใดมาพบเข้าพวกเราแย่แน่ ๆ”
“เจ้าค่ะท่านแม่”
ยังไม่ทันที่หลินถานอินจะไปเรียกพ่อสามีกับสามีของนาง สองพ่อลูกได้ยินเสียงพูดคุยของทั้งสองคนก็รีบเดินตรงมาที่สวนหลังบ้านทันที เดิมทีอั้นปากำลังจะไปตักน้ำที่ลำธารมาเติมโอ่งในห้องครัว พ่อเฒ่าฉือเองก็เตรียมไปผ่าฟืนเหมือนทุกวัน แต่ได้ยินเสียงภรรยากับลูกสะใภ้พูดคุยกัน จับใจความว่ามีวัวอยู่ในสวนหลังบ้านทำเอาทั้งสองคนตกใจมาก
“ท่านพี่จ้าว ท่านอย่าเพิ่งรีบคุยโวไป ผักกาดหยกที่แปลงของข้า ใบใหญ่จนเอาไปทำร่มกางบังฝนได้แล้ว เมื่อวานข้าขุดดินพลิกหน้าดินได้ลึกกว่าท่านไปตั้งสามชุ่นเชียวนะ หากจะแข่งกัน ปีนี้ข้าต้องได้รางวัลชาวนาขยันขันแข็งจากนายน้อยแน่”ต้าเฮย อสูรหมีขนเหล็ก ในร่างบุรุษร่างยักษ์ หัวเราะร่าจนพุงกระเพื่อม “พวกเจ้าทั้งสองอย่าเพิ่งเถียงกัน กองปุ๋ยมูลสัตว์ของข้าต่างหากที่หมักได้ที่ที่สุด หมักจนกลิ่นหอมฟุ้งไปถึงภูเขาลูกนู้นแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”ที่แห่งนี้ ไม่มีคำว่าฮ่องเต้ผู้ครองแผ่นดิน ไม่มีคำว่าผู้เฒ่าปุถุชน หรืออสูรบรรพกาลอันน่าสะพรึงกลัว มีเพียง ‘สหายร่วมอุดมการณ์ชาวนา’ ที่กำลังทุ่มเทจิตวิญญาณให้แก่ผืนดิน ถกเถียงกันเรื่องสูตรปุ๋ยและขนาดของหัวไชเท้าอย่างมีความสุขและเป็นอิสระที่สุด รอยยิ้มของอดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง บัดนี้คือรอยยิ้มที่บริสุทธิ์และเบิกบานที่สุดในรอบเจ็ดสิบปีของชีวิตพระองค์ห่างออกไปไม่ไกลนัก ภายใต้ร่มเงาอันร่มรื่นของต้นท้อสวรรค์ยักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาครอบคลุมลานกว้างของจวนตระกูลฉือ กลีบดอกท้อสีชมพูร่วงหล่นลงมาตามสายลมประดุจหิมะในวสันตฤดูฉืออั้นจิ่ว เด็กน้อยที่บัดนี้เจริญวัยขึ้น มีอายุครบหกขวบปี
“ท่านเจ้าสำนัก พวกเราจะทำเยี่ยงไรดีขอรับ ภาษีอาวุธแพงหูฉี่ พวกเราต้องอดตายแน่ ๆ” เหล่าศิษย์ร้องไห้คร่ำครวญเจ้าสำนักพยัคฆ์คำรามกัดฟันกรอด ก่อนจะตัดสินใจกระทำการที่ทำให้ศักดิ์ศรีของชาวยุทธ์ต้องจารึกความอัปยศไว้ชั่วกัลปาวสาน“ทำเยี่ยงไรน่ะรึ ก็รีบเอาดาบเอาหน้าไม้ ไปหลอมตีเป็น จอบ กับ เสียม น่ะสิ พวกเราจะยุบสำนัก แล้วไปเช่าที่ดินปลูกข้าวสาลี ข้าจะไม่ยอมเป็นชนชั้นล่างให้พวกชาวนาหัวเราะเยาะเด็ดขาด ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป สำนักพยัคฆ์คำราม จะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สมาคมกสิกรรมพยัคฆ์ไถนา’ ”และปรากฏการณ์แห่งความตลกร้ายก็บังเกิดขึ้นทั่วทั้งแคว้นต้าเฟิ่ง เหล่ายอดฝีมือ จอมกระบี่ และผู้เฒ่าที่เคยปิดด่านกักตน ต่างรีบทุบกระบี่ทิ้ง เปลี่ยนอาวุธเป็นเครื่องมือช่างไม้และอุปกรณ์ทำนา พวกเขาวิ่งวุ่นไปทั่วตลาดเพื่อขอประจบสอพลอชาวนาตัวจริง หวังจะขอเช่าที่ดิน หรือขอเป็นลูกจ้างถอนหญ้า เพื่อยกระดับสถานะทางสังคมของตนเองให้รอดพ้นจากการเป็นชนชั้นต่ำวิถีแห่งชาวยุทธ์ที่เคยรุ่งโรจน์ บัดนี้ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดด้วยความอิ่มท้อง วิถีชาวนา ได้ผงาดขึ้นสู่จุดสูงสุดของสายพานแห่งอำนาจอย่างแท้จริง และทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจากกุ
ตึง ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนทรุดเข่าลงกระแทกพื้นดินอีกครั้ง น้ำตาแห่งความปีติยินดีไหลทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก พระองค์ทรงทราบดีว่า ปัญหาที่กัดกินแคว้นต้าเฟิ่งและทุกแคว้นในใต้หล้ามานับพันปี มิใช่สงคราม ทว่าคือความอดอยากและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ราษฎรนับล้านต้องล้มตายเมื่อเกิดภัยแล้งหรือตั๊กแตนลง ทว่าบัดนี้ เด็กน้อยวัยห้าขวบเบื้องหน้า กลับมอบกุญแจแห่งความรอดพ้นมาใส่มือของพระองค์“ท่านอาจารย์ พระคุณของท่านยิ่งใหญ่ดั่งฟ้าดิน ของขวัญชิ้นนี้ มีค่าเหนือยิ่งกว่าหินวิญญาณระดับสวรรค์นับล้านก้อน หรือกระบี่วิเศษหมื่นเล่มรวมกันเสียอีก แคว้นต้าเฟิ่งจะเป็นหนี้บุญคุณท่านไปชั่วลูกชั่วหลานขอรับ” โอรสสวรรค์โขกพระเศียรคำนับด้วยความเลื่อมใสอย่างสูงสุด“อย่าเพิ่งรีบขอบคุณข้า” ฉืออั้นจิ่วแสยะยิ้มบาง ๆ ยกพัดขนนกขึ้นปิดปาก “การที่ข้ามอบเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ให้เจ้าโดยมิคิดอัฐแม้แต่อีแปะเดียว ย่อมมีเงื่อนไขที่เจ้าต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”เด็กน้อยกางพัดขนนกออกสะบัดเบา ๆ ปราณพฤกษาแผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบด้านเย็นเยียบ “แผ่นดินนี้เน่าเฟะมานานเกินไปแล้ว เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เอาแต่ปิดด่านกักตนหรือวัน ๆ เอาแต่ถือกระบี่ฟาดฟัน
ยามเว่ย (13.00-15.00 น.) ขบวนเสด็จลับ ๆ ของฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียน เดินทางมาถึงลานกว้างหน้าจวนตระกูลฉือ ทันทีที่เสด็จลงจากรถม้า ภาพแรกที่ปะทะเข้ากับสายตาของโอรสสวรรค์หนุ่ม กลับทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลน และรีบยกพระหัตถ์ขึ้นขยี้พระเนตรซ้ำแล้วซ้ำเล่าเบื้องหน้าของพระองค์ ที่บริเวณแปลงหมักปุ๋ยคอกด้านข้างจวน บุรุษชราผู้หนึ่งสวมเพียงกางเกงผ้าป่านซอมซ่อ เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและมูลสัตว์ กำลังถือส้อมพรวนดิน จ้วงตักมูลสุกรผสมกับเศษใบไม้แห้งอย่างขะมักเขม้น ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและริ้วรอยแห่งอำนาจ บัดนี้กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างขวางและเสียงหัวเราะที่สดใสยิ่งกว่าทารก บุรุษชราผู้นั้นกำลังพูดคุยหยอกล้อเรื่อง สูตรลับการผสมปุ๋ย กับชายหนุ่มกล้ามโตอย่างออกรสออกชาติ“สะ เสด็จพ่อ นั่นเสด็จพ่อมิใช่หรือพะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนอุทานเสียงหลง พระวรกายสั่นสะท้าน รีบวิ่งถลาเข้าไปหาอดีตจอมราชันย์ที่กำลังขะมักเขม้นกับการทำปุ๋ยเฒ่าจ้าว อดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง เงยหน้าขึ้นมองบุตรชาย ก่อนจะใช้หลังมือที่เปื้อนโคลนปาดเหงื่อบนหน้าผาก “อ้อ เฟิ่งเทียนเอ๋ย เจ้ามาถึงแล้วรึ มา ๆ
อดีตฮ่องเต้จ้าวอู๋จี๋ตรัสด้วยน้ำเสียงโล่งอก ประดุจได้ยกภูเขาไท่ซานออกจากพระอุระ พระองค์ทรงกระชากเสื้อคลุมผ้าไหมราคาแพง เข็มขัดประดับหยก และป้ายหยกประจำพระองค์ โยนทิ้งลงบนพื้นดินฝุ่นคลุ้งอย่างไร้เยื่อใย เหลือเพียงชุดกางเกงและเสื้อตัวในที่ทำจากผ้าฝ้ายสีขาวธรรมดา ๆ ซอมซ่อจากนั้น อดีตโอรสสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่เคยสั่งเป็นสั่งตายคนนับแสน ก็ทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าเด็กน้อยวัยห้าขวบ โขกพระเศียรลงบนพื้นดินดังปึก ปึก ปึก“ท่านปราชญ์น้อย ข้าได้เห็นแสงสว่างแห่งวิถีชีวิตที่แท้จริงแล้ว อำนาจในวังหลวงมีแต่ความว่างเปล่าและคาวเลือด ข้าไม่ปรารถนาสิ่งใดอีกแล้ว นอกจากความสงบสุขที่ได้สัมผัสกับผืนดิน”อดีตฮ่องเต้เงยหน้าขึ้น แววตาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและเว้าวอนอย่างสุดซึ้ง “ข้าน้อย จ้าวเทียนหลง ขอฝากตัวเป็น ศิษย์ชาวนาฝึกหัด แห่งหมู่บ้านเถาหยวนขอรับ ข้าน้อยยินดีสับฟืน หาบน้ำ ถอนหญ้า พรวนดิน หรือแม้แต่ตักมูลสัตว์ ขอเพียงท่านอนุญาตให้ข้าน้อยได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่นี่ ได้เรียนรู้วิถีแห่งกสิกรรม ข้าน้อยยอมเป็นข้ารับใช้ ทำทุกอย่างโดยมิต้องจ่ายเบี้ยหวัดให้ข้าน้อยแม้แต่อีแปะเดียวเลยขอรับ”ความเงียบสงัดปก
พระองค์ทรงพระดำเนินลัดเลาะไปตามคันนา ทอดพระเนตรดูวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่อย่างเงียบ ๆ ทว่า สิ่งที่ทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า กลับมิใช่ความงดงามของทิวทัศน์ ทว่า คือผู้คนที่กำลังทำไร่ทำนาอยู่เบื้องหน้าต่างหาก ที่แปลงปลูกผักกาดหยกด้านซ้าย ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรเห็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสันผู้หนึ่ง กล้ามเนื้อบนเรือนร่างของเขาอัดแน่นดุจสลักจากหินผาพันปี ชายหนุ่มผู้นั้นสวมเพียงกางเกงเตี่ยว เปลือยท่อนบนรับแสงแดด เขากำลังใช้มือเปล่า ๆ ดึงถอนวัชพืชปราณวิญญาณออกจากผืนดินอย่างง่ายดาย“สวรรค์ ชายหนุ่มผู้นั้นมีพลังลมปราณบริสุทธิ์และแข็งแกร่งระดับแม่ทัพยุทธ์ขั้นสมบูรณ์เป็นอย่างน้อย ด้วยพละกำลังระดับนี้ หากไปสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก ย่อมได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่คุมกำลังนับแสนนาย ทว่า เหตุใดเขาถึงมานั่งยิ้มแฉ่ง ถอนหญ้าอยู่ในแปลงผักอย่างมีความสุขถึงเพียงนี้”ฮ่องเต้จ้าวอู๋จี๋ทรงรำพึงด้วยความตกตะลึง พระองค์หารู้ไม่ว่า ชายหนุ่มยอดฝีมือผู้นี้ แท้จริงแล้วคือ ผู้เฒ่าซุน ชายชราธรรมดาที่เพิ่งกินไข่ไก่บรรพกาลจนกลับกลายเป็นหนุ่มและมีพลังมหาศาลเมื่อไม่กี่วันก่อนถัดไปที่บริเวณริมลำธาร พระองค์ทรง







