LOGIN"นายน้อย ผักป่าที่ท่านว่าไม่เห็นมีเลยสักต้น ข้าว่านะป่ารอบนอกนี้ชาวบ้านคงขุดกันไปหมดแล้ว เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ ผักป่าที่ป่าอสูรวิญญาณมีมากมาย เพราะไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปเก็บมากิน ที่สำคัญผักป่าพวกนั้นยังมีพลังปราณแฝงอยู่ การที่ได้กินอาหารที่มีพลังปราณแฝงนั้นดีกับร่างกาย ไม่ใช่ว่าตอนนี้นายน้อยต้องการบำรุงร่างกายท่านพ่อท่านแม่กับทุกคนในครอบครัวหรือขอรับ"
“แต่ว่าข้าออกมานานแล้วกลัวว่าพวกท่านพ่อจะหาข้าไม่เจอ ท่านแม่ข้าได้ร้องไห้ตายแน่ ๆ”
“พวกเราใช้เวลาไม่นานขอรับ เชื่อมือข้าได้เลย ข้ารับรองเอาหัวหมีของข้าเป็นประกัน”
“ต้าเฮย เจ้ารีบ ๆ หน่อย”
“ขอรับ”
ต้าเฮยอุ้มอั้นจิ่วเอาไว้จากนั้นก็วิ่งด้วยสองขาเต็มกำลัง ไม่นานก็มาถึงป่าอสูรวิญญาณ ที่นี่มีผักป่า ผลไม้วิญญาณมากมาย อั้นจิ่วชี้นิ้ว ต้าเฮยมีหน้าที่เก็บตามคำสั่งของผู้เป็นนาย ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งเค่อก็เก็บทุกอย่างได้มากมาย จากนั้นทั้งสองคนก็รีบออกจากป่าอสูรวิญญาณไป เมื่อออกมาถึงป่ารอบนอกก็พบว่าต้าฮุยได้มารออยู่แล้ว พร้อมกับกวางป่า ไก่ฟ้า กระต่ายป่าอีกหลายตัว
“นายน้อย ท่านกลับมาแล้ว เนื้อเท่านี้พอหรือไม่ขอรับ”
“พอแล้ว เท่านี้ก็กินได้หลายวันแล้ว ขอบใจเจ้า เดี๋ยวข้าจะเก็บพวกนี้เข้าไปในมิติของข้าก่อน เจ้าสองตัวเองก็เช่นเดียวกัน ต้าฮุยเจ้าพาข้าไปส่งในจุดที่ใกล้ที่สุดอย่าให้ท่านพ่อท่านแม่ของข้าเห็นเชียว ต้าเฮยเจ้าเข้าไปในมิติของข้าก่อน”
“ขอรับนายน้อย”
“นายน้อยท่านไม่ต้องเป็นห่วงว่าครอบครัวท่านจะมองเห็นข้า ข้ารับรองได้เลยว่ามนุษย์ธรรมดาไม่สามารถมองทะลุเวทย์พรางตาของข้าได้ รับรองข้าจะไปส่งท่านที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ให้ทันเวลา”
“ตกลง รีบ ๆ หน่อย”
“ขอรับนายน้อย ไปกันเถอะ นั่งดี ๆ นะขอรับ”
ต้าฮุยพาอั้นจิ่วกลับมาถึงต้นไม้ใหญ่ได้ทันเวลา จากนั้นอั้นจิ่วก็ส่งต้าฮุยเข้าไปในมิติทันที จากนั้นเขาก็เอาไก่ฟ้า กระต่ายป่าทั้งหมดที่ต้าฮุยหามาได้ในวันนี้ออกมาวางเอาไว้ด้านข้าง จากนั้นก็เอาผักป่า ผลไม้ป่าที่เก็บมาจากป่าอสูรวิญญาณวางกองรวมกันเอาไว้ข้าง ๆ ไก่ฟ้ากับกระต่ายป่า
หลังจากจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเขาก็ล้มตัวลงนอนบนที่นอนที่ท่านแม่เตรียมเอาไว้ เพราะตอนนี้ร่างกายของเขาเล็กจ้อยทำให้เด็กน้อยวัยหนึ่งขวบรู้สึกเหนื่อยและง่วงนอน อั้นจิ่วห่มผ้าให้ตัวเองจากนั้นไม่นานเขาก็นอนหลับไป เพราะคนบ้านสกุลฉือมีสมาชิกในบ้านน้อย ถึงแม้ว่าครอบครัวจะไม่ขัดสนเหมือนเมื่อก่อน แต่ครอบครัวก็ยังขาดเงินอยู่มาก ที่บ้านไม่มีวัวจึงจำเป็นต้องใช้แรงคนในการพลิกหน้าดินทำให้การทำงานล่าช้าไปมาก ตอนนี้เป็นฤดูกาลเพาะปลูกแล้วหากไม่รีบปลูกข้าวสาลีให้เสร็จทันตามเวลาพวกเขาก็จะไม่มีอาหารที่เพียงพอ ถึงแม้ว่าอาหารสำหรับชาวบ้านธรรมดาจะราคาถูกในสายตาของผู้ฝึกยุทธ์ แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดานั้นกลับเป็นราคาที่สูงพอสมควร
ชนชั้นชาวนาถือว่าเป็นชนชั้นที่ยากจนที่สุด พวกเขาทำได้เพียงปลูกข้าวและธัญพืชให้ได้มากที่สุดเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง แต่ทว่าบางครั้งฟ้าฝนกลับไม่เป็นใจ ชาวบ้านธรรมดาไม่มีพลังปราณไม่สามารถใช้ปราณธาตุน้ำได้ ทำได้เพียงแค่รอฝนตกเท่านั้นสองปีที่ผ่านมาเกิดภัยแล้ง บ้านสกุลฉือเองมีอาหารไม่พอกิน โชคดีที่พวกเขาสามารถผ่านมาได้
หลังจากทำงานมาทั้งวันตอนนี้ก็เป็นเวลาใกล้พลบค่ำแล้ว หลินถานอินรีบเดินมาที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ นางเป็นห่วงลูกชายมาก พ่อเฒ่าฉือชีปรึกษากับอั้นปาว่าจะไปเช่าวัวบ้านหัวหน้าหมู่บ้านมาไถพลิกหน้าดิน หากพวกเขาทั้งสี่คนยังคงใช้แรงตัวเองขุดอยู่แบบนี้คงไม่สามารถปลูกข้าวสาลีได้ทันเวลาเป็นแน่
“ท่านพี่ ท่านแม่ ท่านพ่อ ข้าไปดูลูกก่อนนะเจ้าคะ”
“เจ้ารีบล่วงหน้าไปก่อนเถอะ ป่านนี้เจ้าเก้าคงรอแย่แล้ว”
“เจ้าค่ะท่านพ่อ”
“ท่านพ่อ ข้าไม่รู้ว่าพวกเราจะสามารถเช่าวัวได้หรือไม่ วัวที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านนั้นเก็บค่าเช่าวัวแพงมาก แต่พวกเราเองก็ไม่มีทางเลือกเช่นเดียวกัน ถ้าเกิดว่ามีคนเช่าวัวไปก่อนพวกเราก็คงต้องทำงานทั้งกลางวันกลางคืนแล้วล่ะขอรับ”
“ถ้าหากว่าครอบครัวเราไม่สามารถเช่าวัวได้ ก็อย่าไปคิดมากเลยเจ้าค่ะ ปลูกได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ส่วนที่นาที่เหลือเราก็ค่อยปลูกพืชอย่างอื่น ข้ารู้มาจากเหนียงซื่อว่า หัวหน้าหมู่บ้านจะเก็บค่าเช่าวัวกับชาวบ้านที่อยู่ชั้นนอกเช่นพวกเราแพงกว่าชาวบ้านที่อยู่เขตกลางกับเขตใน”
“เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ใครใช้ให้บ้านสกุลติงมีหลานชายที่เกิดมาพร้อมแก่นปราณล่ะ ตอนนี้เข้าร่วมสำนักศึกษาที่ไหนสักแห่งข้าก็ลืมไปแล้ว ถึงจะเป็นสำนักศึกษาปลายแถวของผู้ฝึกตน แต่สำหรับพวกเราชาวบ้านที่ไม่มีอันใดเลยนั้น บ้านสกุลติงนับว่ามีหน้ามีตามาก”
“มิน่าเล่าหานซื่อผู้นั้นอาศัยบารมีหลานข่มเหงรังแกผู้อื่นไปทั่ว”
หลินถานอินเดินไปถึงต้นไม้ใหญ่ก็เห็นลูกชายของนางนอนหลับสบายใจ ความจริงแล้วอั้นจิ่วตื่นนานแล้วแต่เขาเห็นว่าทุกคนยังคงทำงานกันอยู่เด็กน้อยจึงได้ฝึกฝนและดูดซับพลังฟ้าดินต่อ คืนนี้เขาตั้งใจจะดูซับหินวิญญาณที่ต้าเฮยกับต้าฮุยให้มาในวันนี้เพื่อเลื่อนระดับ
ในตอนที่หลินถานอินกำลังจะปลุกลูกชาย นางก็หันไปเห็นว่าด้านข้างมีกองผักป่า ผลไม้ป่า ที่สำคัญมีไก่ฟ้ากับกระต่ายป่าอีกหลายตัว นางตกใจจนพูดไม่ออก สิ่งของเหล่านี้มาจากที่ใดกัน ผู้ใดเป็นคนเอามา หรือว่าลูกชายของนางแอบเข้าป่าไปในตอนที่ทุกคนกำลังทำงานอยู่ในแปลงนา แต่มันจะเป็นแบบนั้นไปได้อย่างไร อั้นจิ่วยังเป็นเพียงเด็กทารกอายุหนึ่งขวบปีเท่านั้นถึงแม้ว่าเจ้าเด็กนี่จะชอบทำตัวเป็นผู้ใหญ่เกินวัยก็ตามที
“ลูกสะใภ้ เจ้ายืนทำอันใดอยู่ เหตุใดจึงไม่เก็บของจะได้รีบกลับบ้าน ป่านนี้เจ้าเก้าคงจะหิวแล้ว” แม่เฒ่าเจียงหลันถามออกมาด้วยความสงสัย
“ท่านแม่ ท่านดูนี่สิเจ้าคะ”
“นี่ ของพวกนี้มาได้เยี่ยงไรกัน”
“ข้าเองก็ไม่รู้เจ้าค่ะ ข้ามาถึงก็พบของพวกนี้วางอยู่ตรงนี้แล้ว”
“พวกเจ้าแม่ลูกคุยอันใดกันอยู่ ตอนนี้ก็ใกล้จะมืดค่ำแล้วเหตุใดไม่รีบเก็บของกลับบ้านกัน แล้วนี่เจ้าเก้าล่ะ”
“เจ้าเก้ายังนอนอยู่เจ้าค่ะท่านพ่อ แต่ว่าข้าง ๆ เขามีของพวกนี้อยู่ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดเอามาเจ้าค่ะ”
“ลูกสะใภ้ ของพวกนี้วางอยู่ตรงนี้ใช่หรือไม่”
“ใช่เจ้าค่ะท่านพ่อ”
“อั้นปาเก็บของจะได้รีบกลับบ้านไปทำอาหาร วันนี้พวกเรามีเนื้อกินแล้ว ต้องขอบคุณเจ้าเก้าแล้วล่ะ”
“ท่านพ่อ จะดีหรือขอรับ นี่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ใดเอามากันแน่”
“ของที่วางอยู่ตรงนี้ย่อมเป็นของที่ท่านเทพประทานให้เจ้าเก้า พวกเจ้าเชื่อข้าสิ หลานชายคนโตของข้าเป็นเด็กที่เทพบนสวรรค์ประทานให้ครอบครัวเรา ตอนนี้สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำก็คือไม่ว่าจะพบเจอเรื่องราวสุดแสนจะมหัศจรรย์มากมายขนาดไหน พวกเจ้าต้องปิดปากให้สนิทห้ามพูดออกไปเด็ดขาด หาไม่แล้วจะมีภัยมา เจ้าเก้าจะได้รับอันตรายและครอบครัวของเราก็จะพบเจอกับภัยพิบัติ เข้าใจหรือไม่”
“พวกเราเข้าใจแล้วขอรับท่านพ่อ”
“อั้นปา ในฐานะที่เจ้าเป็นพ่อของลูกชายเจ้าต้องทำหน้าที่ปกป้องเขาให้ดี ให้เจ้าเก้าเติบโตมาอย่างมั่นคง”
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับท่านพ่อ ข้าจะทำให้ดีที่สุด”
“เอาล่ะกลับบ้านกันเถอะ เจ้าเก้าลุกขึ้นมาได้แล้วปู่รู้ว่าเจ้าไม่ได้หลับ เจ้าเด็กนี่ชอบแกล้งผู้อื่นเสียจริง”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าไม่สามารถหลอกลวงท่านปู่ได้จริง ๆ ท่านปู่ สิ่งของพวกนี้เป็นสหายของข้านำมาให้ พวกท่านกินได้อย่างสบายใจขอรับ”
“สหาย สหายที่ไหนกัน สหายของลูกเป็นผู้ใดรึ เหตุใดพ่อไม่รู้ว่าลูกมีสหาย"
“ท่านพ่อ เอาไว้ลูกค่อยแนะนำพวกเขาให้พวกท่านรู้จักวันหลัง วันนี้รีบกลับบ้านกันเถอะ”
“เอาล่ะ พวกเจ้าแม่ลูกกลับบ้านไปก่อน ข้าจะไปบ้านหัวหน้าหมู่บ้านลองสอบถามเรื่องเช่าวัวดู ข้าจะรีบไปรีบกลับ”
“เช่นนั้นข้าจะไปกับท่าน ถานอิน เจ้าพาลูกชายกับท่านแม่กลับบ้านไปก่อน”
“เจ้าค่ะท่านพี่”
หลินถานอินกับแม่เฒ่าเจียงหลันกลับมาถึงบ้านก็รีบลงมือก่อไฟทำอาหาร ส่วนอั้นจิ่วนั้นกลับเข้าห้องนอนของเขาไป ตอนนี้ท่านปู่กับท่านพ่อไปที่เขตชั้นในของหมู่บ้านเพื่อเจรจาเช่าวัวที่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน ไม่รู้ว่าจะสามารถเช่าวัวมาได้หรือไม่ ถ้าหากเช่าวัวไม่ได้ก็จะทำให้การเพาะปลูกล่าช้าไปอีก
ตอนนี้่อั้นจิ่วคิดว่าถ้าหากท่านพ่อกับท่านปู่ไม่สามารถเช่าวัวมาได้ พรุ่งนี้ก็จะไม่มีวัวไถนา หรือว่าเขาจะขอให้ต้าฮุยไปจับวัวป่า ควายป่ามาสักสองสามตัวเพื่อนำกลับมาเลี้ยงที่บ้านจะได้มีวัวเป็นของตัวเอง สิ่งที่ขาดแคลนมากในบ้านตอนนี้คือเงิน เช่นนั้นนอกจากจะหาวัวแล้ว สิ่งแรกที่ต้องทำคือหาเงิน เช่นนี้ถึงจะเป็นแนวทางการแก้ปัญหาที่ตรงจุด
ไม่ใช่ว่าในมิติของอั้นจิ่วไม่มีเงิน แต่เขาไม่สามารถนำออกมาใช้ได้ในตอนนี้ ตอนนี้ครอบครัวของเขายังอ่อนแออยู่ เขาเองยังเป็นเพียงแค่เด็กทารกเท่านั้น ไม่สามารถดูแลปกป้องครอบครัวนี้ได้หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น เช่นนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องใช้ชีวิตค่อยเป็นค่อยไป
“ยุ่งยากเสียจริง ๆ เมื่อไหร่ข้าจะโตกันล่ะเนี่ย”
ทางด้านพ่อเฒ่าสือชีกับลูกชายได้เดินมาถึงบ้านหัวหน้าหมู่บ้านแล้ว ในตอนที่เขากำลังจะเข้าไปเจรจาขอเช่าวัวกลับถูกครอบครัวของหวังฟาไล่ออกมาเสียก่อน สองพ่อลูกไม่แม้แต่จะได้เข้าไปในบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน
“ไป ๆ ออกไป ขอทานสกปรกมาจากที่ใดกัน ที่นี่ไม่มีเศษอาหารเหลือให้พวกเจ้าได้กินหรอก”
“หวังฟง เจ้าทำเกินไปแล้วนะ ที่นี่บ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน หาใช่บ้านของเจ้า เหตุใดมาไล่พวกเราออกไป พวกเจ้าพ่อลูกมีสิทธิ์อันใดมาไล่พวกเรา”
“แน่นอนว่าบ้านสกุลหวังของเราย่อมมีสิทธิ์ที่จะไล่พวกขอทานเช่นเจ้าออกไปได้ เพราะอีกไม่นานน้องสาวของข้าจะแต่งเข้าสกุลติง เข้าใจหรือยัง ลูกสาวบ้านข้าคือสะใภ้ใหญ่บ้านติง”
“อ้อ ข้าไม่สนว่าลูกสาวของเจ้าจะแต่งเข้าบ้านหัวหน้าหมู่บ้านหรือไม่ แต่ในฐานะที่พวกเราเป็นชาวบ้านในหมู่บ้านดอกท้อแห่งนี้ข้าย่อมมีสิทธิ์เข้าไปพบหัวหน้าหมู่บ้าน พวกเจ้าหลีกไป”
“เอาล่ะพวกเจ้าไม่ต้องส่งเสียงดังที่หน้าบ้านของข้าแล้ว พ่อลูกสกุลฉือ ข้ารู้ว่าพวกเจ้าจะมาเช่าวัว แต่ข้าต้องบอกเจ้าไปตรง ๆ ตอนนี้วัวที่บ้านของเราจะไปช่วยบ้านหวังไถนาในวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป วัวที่บ้านของพวกเราจะไม่ว่างอีกต่อไปแล้ว พวกเจ้าพ่อลูกต้องเข้าใจกฎที่ว่าใครมาก่อนได้ก่อนใช่ไหมล่ะ เรื่องนี้ได้ตกลงกันก่อนหน้าที่เจ้าจะมาถึง เอาล่ะพวกเจ้าพ่อลูกกลับไปได้แล้ว อย่ามารบกวนการพักผ่อนของบ้านข้า”
“กลับไปได้แล้วพวกขอทาน” หวังฟงลูกชายของหวังฟารีบไล่สองพ่อลูกออกไป
“ท่านพี่จ้าว ท่านอย่าเพิ่งรีบคุยโวไป ผักกาดหยกที่แปลงของข้า ใบใหญ่จนเอาไปทำร่มกางบังฝนได้แล้ว เมื่อวานข้าขุดดินพลิกหน้าดินได้ลึกกว่าท่านไปตั้งสามชุ่นเชียวนะ หากจะแข่งกัน ปีนี้ข้าต้องได้รางวัลชาวนาขยันขันแข็งจากนายน้อยแน่”ต้าเฮย อสูรหมีขนเหล็ก ในร่างบุรุษร่างยักษ์ หัวเราะร่าจนพุงกระเพื่อม “พวกเจ้าทั้งสองอย่าเพิ่งเถียงกัน กองปุ๋ยมูลสัตว์ของข้าต่างหากที่หมักได้ที่ที่สุด หมักจนกลิ่นหอมฟุ้งไปถึงภูเขาลูกนู้นแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”ที่แห่งนี้ ไม่มีคำว่าฮ่องเต้ผู้ครองแผ่นดิน ไม่มีคำว่าผู้เฒ่าปุถุชน หรืออสูรบรรพกาลอันน่าสะพรึงกลัว มีเพียง ‘สหายร่วมอุดมการณ์ชาวนา’ ที่กำลังทุ่มเทจิตวิญญาณให้แก่ผืนดิน ถกเถียงกันเรื่องสูตรปุ๋ยและขนาดของหัวไชเท้าอย่างมีความสุขและเป็นอิสระที่สุด รอยยิ้มของอดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง บัดนี้คือรอยยิ้มที่บริสุทธิ์และเบิกบานที่สุดในรอบเจ็ดสิบปีของชีวิตพระองค์ห่างออกไปไม่ไกลนัก ภายใต้ร่มเงาอันร่มรื่นของต้นท้อสวรรค์ยักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาครอบคลุมลานกว้างของจวนตระกูลฉือ กลีบดอกท้อสีชมพูร่วงหล่นลงมาตามสายลมประดุจหิมะในวสันตฤดูฉืออั้นจิ่ว เด็กน้อยที่บัดนี้เจริญวัยขึ้น มีอายุครบหกขวบปี
“ท่านเจ้าสำนัก พวกเราจะทำเยี่ยงไรดีขอรับ ภาษีอาวุธแพงหูฉี่ พวกเราต้องอดตายแน่ ๆ” เหล่าศิษย์ร้องไห้คร่ำครวญเจ้าสำนักพยัคฆ์คำรามกัดฟันกรอด ก่อนจะตัดสินใจกระทำการที่ทำให้ศักดิ์ศรีของชาวยุทธ์ต้องจารึกความอัปยศไว้ชั่วกัลปาวสาน“ทำเยี่ยงไรน่ะรึ ก็รีบเอาดาบเอาหน้าไม้ ไปหลอมตีเป็น จอบ กับ เสียม น่ะสิ พวกเราจะยุบสำนัก แล้วไปเช่าที่ดินปลูกข้าวสาลี ข้าจะไม่ยอมเป็นชนชั้นล่างให้พวกชาวนาหัวเราะเยาะเด็ดขาด ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป สำนักพยัคฆ์คำราม จะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สมาคมกสิกรรมพยัคฆ์ไถนา’ ”และปรากฏการณ์แห่งความตลกร้ายก็บังเกิดขึ้นทั่วทั้งแคว้นต้าเฟิ่ง เหล่ายอดฝีมือ จอมกระบี่ และผู้เฒ่าที่เคยปิดด่านกักตน ต่างรีบทุบกระบี่ทิ้ง เปลี่ยนอาวุธเป็นเครื่องมือช่างไม้และอุปกรณ์ทำนา พวกเขาวิ่งวุ่นไปทั่วตลาดเพื่อขอประจบสอพลอชาวนาตัวจริง หวังจะขอเช่าที่ดิน หรือขอเป็นลูกจ้างถอนหญ้า เพื่อยกระดับสถานะทางสังคมของตนเองให้รอดพ้นจากการเป็นชนชั้นต่ำวิถีแห่งชาวยุทธ์ที่เคยรุ่งโรจน์ บัดนี้ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดด้วยความอิ่มท้อง วิถีชาวนา ได้ผงาดขึ้นสู่จุดสูงสุดของสายพานแห่งอำนาจอย่างแท้จริง และทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจากกุ
ตึง ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนทรุดเข่าลงกระแทกพื้นดินอีกครั้ง น้ำตาแห่งความปีติยินดีไหลทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก พระองค์ทรงทราบดีว่า ปัญหาที่กัดกินแคว้นต้าเฟิ่งและทุกแคว้นในใต้หล้ามานับพันปี มิใช่สงคราม ทว่าคือความอดอยากและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ราษฎรนับล้านต้องล้มตายเมื่อเกิดภัยแล้งหรือตั๊กแตนลง ทว่าบัดนี้ เด็กน้อยวัยห้าขวบเบื้องหน้า กลับมอบกุญแจแห่งความรอดพ้นมาใส่มือของพระองค์“ท่านอาจารย์ พระคุณของท่านยิ่งใหญ่ดั่งฟ้าดิน ของขวัญชิ้นนี้ มีค่าเหนือยิ่งกว่าหินวิญญาณระดับสวรรค์นับล้านก้อน หรือกระบี่วิเศษหมื่นเล่มรวมกันเสียอีก แคว้นต้าเฟิ่งจะเป็นหนี้บุญคุณท่านไปชั่วลูกชั่วหลานขอรับ” โอรสสวรรค์โขกพระเศียรคำนับด้วยความเลื่อมใสอย่างสูงสุด“อย่าเพิ่งรีบขอบคุณข้า” ฉืออั้นจิ่วแสยะยิ้มบาง ๆ ยกพัดขนนกขึ้นปิดปาก “การที่ข้ามอบเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ให้เจ้าโดยมิคิดอัฐแม้แต่อีแปะเดียว ย่อมมีเงื่อนไขที่เจ้าต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”เด็กน้อยกางพัดขนนกออกสะบัดเบา ๆ ปราณพฤกษาแผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบด้านเย็นเยียบ “แผ่นดินนี้เน่าเฟะมานานเกินไปแล้ว เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เอาแต่ปิดด่านกักตนหรือวัน ๆ เอาแต่ถือกระบี่ฟาดฟัน
ยามเว่ย (13.00-15.00 น.) ขบวนเสด็จลับ ๆ ของฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียน เดินทางมาถึงลานกว้างหน้าจวนตระกูลฉือ ทันทีที่เสด็จลงจากรถม้า ภาพแรกที่ปะทะเข้ากับสายตาของโอรสสวรรค์หนุ่ม กลับทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลน และรีบยกพระหัตถ์ขึ้นขยี้พระเนตรซ้ำแล้วซ้ำเล่าเบื้องหน้าของพระองค์ ที่บริเวณแปลงหมักปุ๋ยคอกด้านข้างจวน บุรุษชราผู้หนึ่งสวมเพียงกางเกงผ้าป่านซอมซ่อ เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและมูลสัตว์ กำลังถือส้อมพรวนดิน จ้วงตักมูลสุกรผสมกับเศษใบไม้แห้งอย่างขะมักเขม้น ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและริ้วรอยแห่งอำนาจ บัดนี้กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างขวางและเสียงหัวเราะที่สดใสยิ่งกว่าทารก บุรุษชราผู้นั้นกำลังพูดคุยหยอกล้อเรื่อง สูตรลับการผสมปุ๋ย กับชายหนุ่มกล้ามโตอย่างออกรสออกชาติ“สะ เสด็จพ่อ นั่นเสด็จพ่อมิใช่หรือพะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนอุทานเสียงหลง พระวรกายสั่นสะท้าน รีบวิ่งถลาเข้าไปหาอดีตจอมราชันย์ที่กำลังขะมักเขม้นกับการทำปุ๋ยเฒ่าจ้าว อดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง เงยหน้าขึ้นมองบุตรชาย ก่อนจะใช้หลังมือที่เปื้อนโคลนปาดเหงื่อบนหน้าผาก “อ้อ เฟิ่งเทียนเอ๋ย เจ้ามาถึงแล้วรึ มา ๆ
อดีตฮ่องเต้จ้าวอู๋จี๋ตรัสด้วยน้ำเสียงโล่งอก ประดุจได้ยกภูเขาไท่ซานออกจากพระอุระ พระองค์ทรงกระชากเสื้อคลุมผ้าไหมราคาแพง เข็มขัดประดับหยก และป้ายหยกประจำพระองค์ โยนทิ้งลงบนพื้นดินฝุ่นคลุ้งอย่างไร้เยื่อใย เหลือเพียงชุดกางเกงและเสื้อตัวในที่ทำจากผ้าฝ้ายสีขาวธรรมดา ๆ ซอมซ่อจากนั้น อดีตโอรสสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่เคยสั่งเป็นสั่งตายคนนับแสน ก็ทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าเด็กน้อยวัยห้าขวบ โขกพระเศียรลงบนพื้นดินดังปึก ปึก ปึก“ท่านปราชญ์น้อย ข้าได้เห็นแสงสว่างแห่งวิถีชีวิตที่แท้จริงแล้ว อำนาจในวังหลวงมีแต่ความว่างเปล่าและคาวเลือด ข้าไม่ปรารถนาสิ่งใดอีกแล้ว นอกจากความสงบสุขที่ได้สัมผัสกับผืนดิน”อดีตฮ่องเต้เงยหน้าขึ้น แววตาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและเว้าวอนอย่างสุดซึ้ง “ข้าน้อย จ้าวเทียนหลง ขอฝากตัวเป็น ศิษย์ชาวนาฝึกหัด แห่งหมู่บ้านเถาหยวนขอรับ ข้าน้อยยินดีสับฟืน หาบน้ำ ถอนหญ้า พรวนดิน หรือแม้แต่ตักมูลสัตว์ ขอเพียงท่านอนุญาตให้ข้าน้อยได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่นี่ ได้เรียนรู้วิถีแห่งกสิกรรม ข้าน้อยยอมเป็นข้ารับใช้ ทำทุกอย่างโดยมิต้องจ่ายเบี้ยหวัดให้ข้าน้อยแม้แต่อีแปะเดียวเลยขอรับ”ความเงียบสงัดปก
พระองค์ทรงพระดำเนินลัดเลาะไปตามคันนา ทอดพระเนตรดูวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่อย่างเงียบ ๆ ทว่า สิ่งที่ทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า กลับมิใช่ความงดงามของทิวทัศน์ ทว่า คือผู้คนที่กำลังทำไร่ทำนาอยู่เบื้องหน้าต่างหาก ที่แปลงปลูกผักกาดหยกด้านซ้าย ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรเห็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสันผู้หนึ่ง กล้ามเนื้อบนเรือนร่างของเขาอัดแน่นดุจสลักจากหินผาพันปี ชายหนุ่มผู้นั้นสวมเพียงกางเกงเตี่ยว เปลือยท่อนบนรับแสงแดด เขากำลังใช้มือเปล่า ๆ ดึงถอนวัชพืชปราณวิญญาณออกจากผืนดินอย่างง่ายดาย“สวรรค์ ชายหนุ่มผู้นั้นมีพลังลมปราณบริสุทธิ์และแข็งแกร่งระดับแม่ทัพยุทธ์ขั้นสมบูรณ์เป็นอย่างน้อย ด้วยพละกำลังระดับนี้ หากไปสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก ย่อมได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่คุมกำลังนับแสนนาย ทว่า เหตุใดเขาถึงมานั่งยิ้มแฉ่ง ถอนหญ้าอยู่ในแปลงผักอย่างมีความสุขถึงเพียงนี้”ฮ่องเต้จ้าวอู๋จี๋ทรงรำพึงด้วยความตกตะลึง พระองค์หารู้ไม่ว่า ชายหนุ่มยอดฝีมือผู้นี้ แท้จริงแล้วคือ ผู้เฒ่าซุน ชายชราธรรมดาที่เพิ่งกินไข่ไก่บรรพกาลจนกลับกลายเป็นหนุ่มและมีพลังมหาศาลเมื่อไม่กี่วันก่อนถัดไปที่บริเวณริมลำธาร พระองค์ทรง







