Share

9

last update publish date: 2026-08-22 23:59:35

ห้าวันผ่านมาตอนนี้ที่นาของพวกเขาทั้งหมดสิบหมู่ได้ทำการปลูกข้าวสาลีเสร็จเรียบร้อยแล้ว ที่สำคัญตอนนี้เกวียนก็สร้างเสร็จแล้วเช่นเดียวกัน ตลอดหลายวันที่ผ่านมาวัวทั้งสี่ตัวของบ้านสกุลฉือทำงานหนักมาก เพราะพวกมันต้องไปช่วยชาวบ้านคนอื่น ๆ ไถนา 

เพราะเรื่องวัวของบ้านสกุลฉือไปช่วยชาวบ้านไถนา ทำให้หัวหน้าหมู่บ้านไม่พอใจเป็นอย่างมาก เดิมทีเขาคิดว่าหลังจากที่ไถนาของบ้านสกุลหวังเสร็จแล้วจะนำวัวออกมาให้ชาวบ้านในเขตรอบนอกเช่าและเก็บค่าเช่าราคาแพงกว่าปกติ แต่ทว่าบ้านสกุลฉือกลับช่วยชาวบ้านไถนาโดยเก็บค่าเช่าวัวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ทำให้หัวหน้าหมู่บ้านต้องสูญเสียรายได้มากมาย

“ท่านพ่อขอรับ บ้านสกุลฉือทำเช่นนี้ไม่ไว้หน้าท่านเลยนะขอรับ” 

“ข้าไม่คิดว่าพวกเขาจะสามารถหาวัวได้ แต่พวกเขามีวัวถึงสี่ตัว”

“ท่านพ่อ ชาวบ้านพูดกันว่าเป็นอั้นปากับลูกชายของเขาจับได้ในป่า ข้าไม่อยากจะเชื่อสักเท่าไหร่ คนเราจะมีโชคดีขนาดนั้นรึ ถ้าจับได้ตัวเดียวข้าก็พอจะเชื่อได้บ้าง มันเป็นไปไม่ได้ที่จะจับได้ครั้งเดียวถึงสี่ตัว”

“ถึงแม้ว่าพวกเราไม่อยากจะเชื่อ แต่พวกเราไม่สามารถทำอันใดได้ ข้าเพียงแค่เจ็บใจที่ปีนี้รายได้ของพวกเราลดลงไปมาก ถึงแม้ว่าชาวบ้านในเขตรอบนอกจะมีเพียงแค่ไม่กี่สิบครัวเรือน แต่พวกเขามีที่ดินครอบครัวละสิบหมู่ บางครอบครัวก็มีถึงสามสิบหมู่ ถึงแม้ที่นาของพวกเขามีพื้นที่อุดมสมบูรณ์น้อยกว่าชาวบ้านเขตสองและเขตใน แต่ผลผลิตของพวกเขาถือว่ายังดีอยู่ ”

“หรือว่าเจ้าเด็กอั้นจิ่วนั่นจะเป็นดาวนำโชคอย่างที่ชาวบ้านเขาเล่าลือกันขอรับ”

“เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่รู้ อีกสามวันเจ้าเอาของไปส่งให้ชิงกวงที่สำนักเมฆา อย่าลืมถามเขาด้วยว่าจะสามารถกลับมาเยี่ยมบ้านได้เมื่อไหร่ หรือให้เขาลาหยุดกลับมาแต่งงาน”

“ขอรับท่านพ่อ เหตุใดท่านถึงเลือกลูกสาวบ้านหวังให้ชิงกวงล่ะขอรับ ข้าว่าไม่ค่อยเหมาะสมกันเท่าไหร่”

“ถ้าหากบ้านหวังไม่ร่ำรวยจนสามารถส่งเสริมชิงกวงได้ ข้าก็คงไม่เลือกลูกสาวสกุลหวังให้เขา แต่งได้ก็หย่าได้ เรื่องนี้ไม่สำคัญเท่าอนาคตชิงกวง”

“ข้าเข้าใจแล้วขอรับท่านพ่อ”

ตอนนี้บ้านสกุลฉือไม่มีทางได้รู้เลยว่าครอบครัวของตัวเองตกเป็นเป้าความเกลียดชังของครอบครัวหัวหน้าหมู่บ้าน ถึงแม้ว่าจะรู้แต่เด็กน้อยอั้นจิ่วก็ไม่ได้สนใจว่าใครจะคิดคิดเยี่ยงไรกับครอบครัวของเขา ถ้าหากไม่ล้ำเส้นจนเกินไปเขาเองก็ไม่อยากจะถือสา 

ด้วยระดับขั้นพลังของเขาในตอนนี้นับว่าสูงมากในเมืองนี้ ที่สำคัญเขามีสัตว์อสูรวิญญาณระดับเทพถึงสองตัว เรื่องอันใดเขาจะต้องเกรงกลัวแค่ครอบครัวหัวหน้าหมู่บ้านที่มีหลานชายที่มีระดับขั้นพลังแค่กลั่นลมปราณขั้นสาม ไม่แน่ว่าทั้งชีวิตนี้จะสามารถเลื่อนเป็นระดับสร้างรากฐานได้หรือไม่ คนพวกนี้สำหรับอั้นจิ่วแล้วก็แค่มดปลวก

เช้าวันนี้อั้นจิ่วกับท่านพ่อของเขาจะขึ้นไปบนภูเขาเพื่อล่าสัตว์ แต่ความจริงแล้วคนที่ทำหน้าที่ล่าสัตว์นั้นย่อมเป็นใครไปไม่ได้นอกจากต้าฮุย ส่วนต้าเฮยนั้นมีหน้าที่หาน้ำผึ้งป่า อั้นจิ่วอยากปรับปรุงมื้ออาหารที่บ้าน ตอนนี้ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ขาดแคลนเนื้อแต่สิ่งที่ขาดแคลนมากที่สุดก็คือเงิน

“ท่านปู่ ท่านจะไปกับข้ากับท่านพ่อหรือไม่ขอรับ”

“ไม่ไป ๆ ปู่จะช่วยย่ากับแม่ของเจ้าทำแปลงผักหลังบ้าน ปู่ยังมีงานที่บ้านต้องจัดการอีกหลายอย่าง”

“ขอรับท่านปู่ เช่นนั้นพวกเราไปก่อนนะขอรับ ข้าจะเอาของอร่อยกลับมาฝาก”

“โอ้ ดี ดี ปู่จะรอดูว่าของอร่อยที่เจ้าว่ามามันคืออันใดกัน”

“ท่านปู่รอได้เลยขอรับ”

“ท่านพ่อ เช่นนั้นพวกเราไปก่อน”

“ดูแลหลานชายของข้าให้ดี เข้าใจหรือไม่”

สองพ่อลูกขึ้นเขาไปพร้อมกับต้าเฮยและต้าฮุย วันนี้พวกเขาตั้งใจเข้าป่ามาล่าสัตว์เพื่อนำไปขาย ต้าฮุยบอกว่าหากว่านายน้อยต้องการเงินให้ล่าสัตว์อสูรวิญญาณระดับต่ำสักตัวสองตัวไปขายจะดีกว่า เพราะสัตว์อสูรวิญญาณสามารถขายได้ราคาแพง ส่วนสัตว์ป่าธรรมดานั้นก็สามารถทำเงินได้เช่นกัน

ในตอนที่พวกเขาเดินขึ้นเขามาก็พบกับชาวบ้านหลายคนที่เข้าป่ามาหาของป่าเช่นเดียวกัน ต้าฮุยร่ายเวทย์ล่องหนเอาไว้ทำให้พวกชาวบ้านไม่สามารถมองเห็นได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านตกใจกลัว อั้นจิ่วเองก็ไม่อยากให้เกิดเรื่องยุ่งยากในตอนนี้ หลังจากปรับปรุงคุณภาพชีวิตของครอบครัวให้ดีขึ้นแล้ว อั้นจิ่วมีความคิดที่จะหลอมยาชำระไขกระดูกให้กับทุกคนในครอบครัว เพื่อที่จะให้ทุกคนสามารถฝึกตนได้ เมื่อทุกคนในบ้านสามารถฝึกฝนพลังลมปราณได้ ต่อไปนี้ครอบครัวของเขาก็จะไม่ใช่ครอบครัวชาวนายากจนอีกต่อไป แต่จะเป็นครอบครัวของผู้ฝึกตน ต่อไปนี้ผู้ใดก็ไม่สามารถมารังแกครอบครัวของเขาได้

“ท่านพ่อ เดี๋ยวให้ต้าฮุยไปจัดการเรื่องล่าสัตว์ ต้าเฮยจะไปหาน้ำผึ้ง ส่วนพวกเราก็หาของป่ารอแถว ๆ นี้ดีกว่าขอรับ”

“ได้ พ่อฟังเจ้า จริงสิเจ้าเก้า เหตุใดพ่อรู้สึกว่าเหมือนมีคนคอยจ้องมองพวกเราตลอดเวลาตั้งแต่เข้าป่ามาแล้ว เจ้ารู้สึกหรือไม่”

“ไม่นี่ขอรับ ผู้ใดจะมาจ้องมองพวกเรากัน ไม่น่าจะมีนะขอรับ”

“เช่นนั้นพ่อคงคิดมากไปเอง มาเถอะพ่อจะอุ้มเจ้าเอง”

“ขอรับ”

ในระหว่างที่พ่อลูกขึ้นเขาไปล่าสัตว์ พ่อเฒ่าฉือกับภรรยาและลูกสะใภ้กำลังช่วยกันทำแปลงผัก หลายวันก่อนอั้นจิ่วบอกว่าอยากจะเลี้ยงไก่ วันนี้พ่อเฒ่าฉือเองตั้งใจจะทำเล้าไก่เอาไว้ให้หลานชาย นอกจากเล้าไก่แล้วยังมีคอกวัวที่จะต้องทำด้วยเช่นเดียวกัน เพราะพ่อเฒ่าฉือกลัวว่าวัวจะลำบาก หากมีฝนตกหรือแม้แต่ในตอนฤดูหนาวหากมีหิมะตกลงมาวัวก็คงจะหนาวตาย วัวทั้งสี่ตัวนี้พ่อเฒ่าฉือให้ความสำคัญมากเพราะวัวถือว่าเป็นสมบัติล้ำค่าของครอบครัว

“ตาเฒ่า เรื่องคอกวัวเจ้าไปขอให้ชาวบ้านมาช่วยสักคนสองคนเถอะ เจ้าทำคนเดียวใช้เวลานานเกินไป ตอนนี้ชาวบ้านไม่มีงานอันใดต้องทำ”

“ข้าเองก็อยากจะให้คนอื่นมาช่วยทำแต่บ้านเรามีความลับมากเกินไป ข้าค่อย ๆ ทำไปไม่เกินห้าวันก็คงเสร็จ”

“เช่นนั้นเจ้าไม่ต้องมาช่วยข้าทำแปลงผักแล้ว ข้าทำกับลูกสะใภ้สองคนก็พอ เจ้าไปทำเล้าไก่ให้หลานชายก่อน ส่วนคอกวัว เดี๋ยวเจ้าค่อยช่วยกันกับลูกชายสองคนช่วยกันคงใช้เวลาไม่นาน”

“ตกลง”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • อั้นจิ่ว ข้าจะเป็นชาวนาผู้ไร้พ่าย   169

    “ท่านพี่จ้าว ท่านอย่าเพิ่งรีบคุยโวไป ผักกาดหยกที่แปลงของข้า ใบใหญ่จนเอาไปทำร่มกางบังฝนได้แล้ว เมื่อวานข้าขุดดินพลิกหน้าดินได้ลึกกว่าท่านไปตั้งสามชุ่นเชียวนะ หากจะแข่งกัน ปีนี้ข้าต้องได้รางวัลชาวนาขยันขันแข็งจากนายน้อยแน่”ต้าเฮย อสูรหมีขนเหล็ก ในร่างบุรุษร่างยักษ์ หัวเราะร่าจนพุงกระเพื่อม “พวกเจ้าทั้งสองอย่าเพิ่งเถียงกัน กองปุ๋ยมูลสัตว์ของข้าต่างหากที่หมักได้ที่ที่สุด หมักจนกลิ่นหอมฟุ้งไปถึงภูเขาลูกนู้นแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”ที่แห่งนี้ ไม่มีคำว่าฮ่องเต้ผู้ครองแผ่นดิน ไม่มีคำว่าผู้เฒ่าปุถุชน หรืออสูรบรรพกาลอันน่าสะพรึงกลัว มีเพียง ‘สหายร่วมอุดมการณ์ชาวนา’ ที่กำลังทุ่มเทจิตวิญญาณให้แก่ผืนดิน ถกเถียงกันเรื่องสูตรปุ๋ยและขนาดของหัวไชเท้าอย่างมีความสุขและเป็นอิสระที่สุด รอยยิ้มของอดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง บัดนี้คือรอยยิ้มที่บริสุทธิ์และเบิกบานที่สุดในรอบเจ็ดสิบปีของชีวิตพระองค์ห่างออกไปไม่ไกลนัก ภายใต้ร่มเงาอันร่มรื่นของต้นท้อสวรรค์ยักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาครอบคลุมลานกว้างของจวนตระกูลฉือ กลีบดอกท้อสีชมพูร่วงหล่นลงมาตามสายลมประดุจหิมะในวสันตฤดูฉืออั้นจิ่ว เด็กน้อยที่บัดนี้เจริญวัยขึ้น มีอายุครบหกขวบปี

  • อั้นจิ่ว ข้าจะเป็นชาวนาผู้ไร้พ่าย   168

    “ท่านเจ้าสำนัก พวกเราจะทำเยี่ยงไรดีขอรับ ภาษีอาวุธแพงหูฉี่ พวกเราต้องอดตายแน่ ๆ” เหล่าศิษย์ร้องไห้คร่ำครวญเจ้าสำนักพยัคฆ์คำรามกัดฟันกรอด ก่อนจะตัดสินใจกระทำการที่ทำให้ศักดิ์ศรีของชาวยุทธ์ต้องจารึกความอัปยศไว้ชั่วกัลปาวสาน“ทำเยี่ยงไรน่ะรึ ก็รีบเอาดาบเอาหน้าไม้ ไปหลอมตีเป็น จอบ กับ เสียม น่ะสิ พวกเราจะยุบสำนัก แล้วไปเช่าที่ดินปลูกข้าวสาลี ข้าจะไม่ยอมเป็นชนชั้นล่างให้พวกชาวนาหัวเราะเยาะเด็ดขาด ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป สำนักพยัคฆ์คำราม จะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สมาคมกสิกรรมพยัคฆ์ไถนา’ ”และปรากฏการณ์แห่งความตลกร้ายก็บังเกิดขึ้นทั่วทั้งแคว้นต้าเฟิ่ง เหล่ายอดฝีมือ จอมกระบี่ และผู้เฒ่าที่เคยปิดด่านกักตน ต่างรีบทุบกระบี่ทิ้ง เปลี่ยนอาวุธเป็นเครื่องมือช่างไม้และอุปกรณ์ทำนา พวกเขาวิ่งวุ่นไปทั่วตลาดเพื่อขอประจบสอพลอชาวนาตัวจริง หวังจะขอเช่าที่ดิน หรือขอเป็นลูกจ้างถอนหญ้า เพื่อยกระดับสถานะทางสังคมของตนเองให้รอดพ้นจากการเป็นชนชั้นต่ำวิถีแห่งชาวยุทธ์ที่เคยรุ่งโรจน์ บัดนี้ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดด้วยความอิ่มท้อง วิถีชาวนา ได้ผงาดขึ้นสู่จุดสูงสุดของสายพานแห่งอำนาจอย่างแท้จริง และทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจากกุ

  • อั้นจิ่ว ข้าจะเป็นชาวนาผู้ไร้พ่าย   167

    ตึง ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนทรุดเข่าลงกระแทกพื้นดินอีกครั้ง น้ำตาแห่งความปีติยินดีไหลทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก พระองค์ทรงทราบดีว่า ปัญหาที่กัดกินแคว้นต้าเฟิ่งและทุกแคว้นในใต้หล้ามานับพันปี มิใช่สงคราม ทว่าคือความอดอยากและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ราษฎรนับล้านต้องล้มตายเมื่อเกิดภัยแล้งหรือตั๊กแตนลง ทว่าบัดนี้ เด็กน้อยวัยห้าขวบเบื้องหน้า กลับมอบกุญแจแห่งความรอดพ้นมาใส่มือของพระองค์“ท่านอาจารย์ พระคุณของท่านยิ่งใหญ่ดั่งฟ้าดิน ของขวัญชิ้นนี้ มีค่าเหนือยิ่งกว่าหินวิญญาณระดับสวรรค์นับล้านก้อน หรือกระบี่วิเศษหมื่นเล่มรวมกันเสียอีก แคว้นต้าเฟิ่งจะเป็นหนี้บุญคุณท่านไปชั่วลูกชั่วหลานขอรับ” โอรสสวรรค์โขกพระเศียรคำนับด้วยความเลื่อมใสอย่างสูงสุด“อย่าเพิ่งรีบขอบคุณข้า” ฉืออั้นจิ่วแสยะยิ้มบาง ๆ ยกพัดขนนกขึ้นปิดปาก “การที่ข้ามอบเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ให้เจ้าโดยมิคิดอัฐแม้แต่อีแปะเดียว ย่อมมีเงื่อนไขที่เจ้าต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”เด็กน้อยกางพัดขนนกออกสะบัดเบา ๆ ปราณพฤกษาแผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบด้านเย็นเยียบ “แผ่นดินนี้เน่าเฟะมานานเกินไปแล้ว เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เอาแต่ปิดด่านกักตนหรือวัน ๆ เอาแต่ถือกระบี่ฟาดฟัน

  • อั้นจิ่ว ข้าจะเป็นชาวนาผู้ไร้พ่าย   166

    ยามเว่ย (13.00-15.00 น.) ขบวนเสด็จลับ ๆ ของฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียน เดินทางมาถึงลานกว้างหน้าจวนตระกูลฉือ ทันทีที่เสด็จลงจากรถม้า ภาพแรกที่ปะทะเข้ากับสายตาของโอรสสวรรค์หนุ่ม กลับทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลน และรีบยกพระหัตถ์ขึ้นขยี้พระเนตรซ้ำแล้วซ้ำเล่าเบื้องหน้าของพระองค์ ที่บริเวณแปลงหมักปุ๋ยคอกด้านข้างจวน บุรุษชราผู้หนึ่งสวมเพียงกางเกงผ้าป่านซอมซ่อ เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและมูลสัตว์ กำลังถือส้อมพรวนดิน จ้วงตักมูลสุกรผสมกับเศษใบไม้แห้งอย่างขะมักเขม้น ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและริ้วรอยแห่งอำนาจ บัดนี้กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างขวางและเสียงหัวเราะที่สดใสยิ่งกว่าทารก บุรุษชราผู้นั้นกำลังพูดคุยหยอกล้อเรื่อง สูตรลับการผสมปุ๋ย กับชายหนุ่มกล้ามโตอย่างออกรสออกชาติ“สะ เสด็จพ่อ นั่นเสด็จพ่อมิใช่หรือพะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนอุทานเสียงหลง พระวรกายสั่นสะท้าน รีบวิ่งถลาเข้าไปหาอดีตจอมราชันย์ที่กำลังขะมักเขม้นกับการทำปุ๋ยเฒ่าจ้าว อดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง เงยหน้าขึ้นมองบุตรชาย ก่อนจะใช้หลังมือที่เปื้อนโคลนปาดเหงื่อบนหน้าผาก “อ้อ เฟิ่งเทียนเอ๋ย เจ้ามาถึงแล้วรึ มา ๆ

  • อั้นจิ่ว ข้าจะเป็นชาวนาผู้ไร้พ่าย   165

    อดีตฮ่องเต้จ้าวอู๋จี๋ตรัสด้วยน้ำเสียงโล่งอก ประดุจได้ยกภูเขาไท่ซานออกจากพระอุระ พระองค์ทรงกระชากเสื้อคลุมผ้าไหมราคาแพง เข็มขัดประดับหยก และป้ายหยกประจำพระองค์ โยนทิ้งลงบนพื้นดินฝุ่นคลุ้งอย่างไร้เยื่อใย เหลือเพียงชุดกางเกงและเสื้อตัวในที่ทำจากผ้าฝ้ายสีขาวธรรมดา ๆ ซอมซ่อจากนั้น อดีตโอรสสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่เคยสั่งเป็นสั่งตายคนนับแสน ก็ทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าเด็กน้อยวัยห้าขวบ โขกพระเศียรลงบนพื้นดินดังปึก ปึก ปึก“ท่านปราชญ์น้อย ข้าได้เห็นแสงสว่างแห่งวิถีชีวิตที่แท้จริงแล้ว อำนาจในวังหลวงมีแต่ความว่างเปล่าและคาวเลือด ข้าไม่ปรารถนาสิ่งใดอีกแล้ว นอกจากความสงบสุขที่ได้สัมผัสกับผืนดิน”อดีตฮ่องเต้เงยหน้าขึ้น แววตาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและเว้าวอนอย่างสุดซึ้ง “ข้าน้อย จ้าวเทียนหลง ขอฝากตัวเป็น ศิษย์ชาวนาฝึกหัด แห่งหมู่บ้านเถาหยวนขอรับ ข้าน้อยยินดีสับฟืน หาบน้ำ ถอนหญ้า พรวนดิน หรือแม้แต่ตักมูลสัตว์ ขอเพียงท่านอนุญาตให้ข้าน้อยได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่นี่ ได้เรียนรู้วิถีแห่งกสิกรรม ข้าน้อยยอมเป็นข้ารับใช้ ทำทุกอย่างโดยมิต้องจ่ายเบี้ยหวัดให้ข้าน้อยแม้แต่อีแปะเดียวเลยขอรับ”ความเงียบสงัดปก

  • อั้นจิ่ว ข้าจะเป็นชาวนาผู้ไร้พ่าย   164

    พระองค์ทรงพระดำเนินลัดเลาะไปตามคันนา ทอดพระเนตรดูวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่อย่างเงียบ ๆ ทว่า สิ่งที่ทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า กลับมิใช่ความงดงามของทิวทัศน์ ทว่า คือผู้คนที่กำลังทำไร่ทำนาอยู่เบื้องหน้าต่างหาก ที่แปลงปลูกผักกาดหยกด้านซ้าย ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรเห็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสันผู้หนึ่ง กล้ามเนื้อบนเรือนร่างของเขาอัดแน่นดุจสลักจากหินผาพันปี ชายหนุ่มผู้นั้นสวมเพียงกางเกงเตี่ยว เปลือยท่อนบนรับแสงแดด เขากำลังใช้มือเปล่า ๆ ดึงถอนวัชพืชปราณวิญญาณออกจากผืนดินอย่างง่ายดาย“สวรรค์ ชายหนุ่มผู้นั้นมีพลังลมปราณบริสุทธิ์และแข็งแกร่งระดับแม่ทัพยุทธ์ขั้นสมบูรณ์เป็นอย่างน้อย ด้วยพละกำลังระดับนี้ หากไปสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก ย่อมได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่คุมกำลังนับแสนนาย ทว่า เหตุใดเขาถึงมานั่งยิ้มแฉ่ง ถอนหญ้าอยู่ในแปลงผักอย่างมีความสุขถึงเพียงนี้”ฮ่องเต้จ้าวอู๋จี๋ทรงรำพึงด้วยความตกตะลึง พระองค์หารู้ไม่ว่า ชายหนุ่มยอดฝีมือผู้นี้ แท้จริงแล้วคือ ผู้เฒ่าซุน ชายชราธรรมดาที่เพิ่งกินไข่ไก่บรรพกาลจนกลับกลายเป็นหนุ่มและมีพลังมหาศาลเมื่อไม่กี่วันก่อนถัดไปที่บริเวณริมลำธาร พระองค์ทรง

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status