แชร์

10

last update วันที่เผยแพร่: 2026-08-22 23:59:43

สองพ่อลูกเก็บผักป่าเห็ดป่าได้พอสมควร ไม่นานต้าฮุยก็กลับมาพร้อมกับไก่ฟ้า กระต่ายป่า กวางป่า หมูป่าอสูรวิญญาณสองตัว ต้าเฮยกลับมาพร้อมกับน้ำผึ้งที่เก็บมาจากรังผึ้งอสูรวิญญาณถังใหญ่ เมื่อเห็นว่าตอนนี้ได้ของที่ต้องการแล้วอั้นจิ่วเอาถุงเฉียนคุนออกมาใส่สัตว์ป่าที่ต้าฮุยล่ามา ต้าเฮยหิ้วถังน้ำผึ้งเดินตามสองพ่อลูกออกจากป่าโดยมีต้าฮุยวิ่งนำหน้า ขากลับจากป่าพวกเขาไม่พบกับชาวบ้านอีก อั้นจิ่วคิดว่าพวกเขาน่าจะลงจากเขาไปแล้ว

เมื่อกลับมาถึงบ้านก็พบว่าแปลงผักได้ทำเสร็จแล้ว และตอนนี้เล้าไก่ของอั้นจิ่วก็กำลังจะสร้างเสร็จ พ่อเฒ่าฉือเห็นลูกชายและหลานชายกลับมาก็ดีใจเป็นอย่างมาก เขาได้กลิ่นหอมหวานของน้ำผึ้งที่โชยออกมาจากถังไม้ที่ต้าเฮยถืออยู่ทำเอาพ่อเฒ่าฉือกลืนน้ำลายไปหลายอึก

“ท่านปู่ พวกเรากลับมาแล้วขอรับ”

“กลับมาแล้วรึ ได้อันใดมาบ้างล่ะ”

“ท่านพ่อ วันนี้ได้ของดี ๆ มาพอสมควรขอรับ พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมืองแล้วเอาไปขาย บ้านเราจะได้มีเงินบ้าง”

“เข้าเมืองก็ระวัง อย่าได้ไปทำให้พวกผู้ฝึกตนขุ่นเคืองใจ เข้าใจหรือไม่ พวกเราเป็นเพียงชาวบ้านที่ไร้พลังไม่อาจต่อกรกับพวกเขาได้”

“ข้าเข้าใจแล้วขอรับท่านพ่อ”

“เอาล่ะ เดี๋ยวเจ้าเอาของไปเก็บแล้วมาช่วยพ่อสร้างคอกวัว วัวทั้งสี่ตัวของบ้านเราทำงานหนักมากให้พวกมันได้มีที่อยู่ที่ดีหน่อยพ่อถึงจะสบายใจ”

“ขอรับท่านพ่อ”

ตอนนี้ทุกคนในครอบครัวมีสุขภาพที่ดีขึ้นเพราะอั้นจิ่วได้แอบเอาน้ำพุจิตวิญญาณในมิติมาผสมกับน้ำที่ใช้ทำอาหารและน้ำดื่มในห้องครัว อั้นจิ่วมีความตั้งใจว่าจะเปลี่ยนอาหารทุกอย่างในบ้านหรือแม้กระทั่งผักที่ปลูกเอาไว้ให้เป็นอาหารที่มีพลังวิญญาณแฝงอยู่ เพื่อเตรียมร่างกายของทุกคนให้พร้อมกับเส้นทางของผู้ฝึกตน 

ในอนาคต อั้นจิ่วตั้งใจว่าจะเปิดร้านอาหารเล็ก ๆ เพื่อหารายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เชิงเขา ทางเข้าป่าอสูรวิญญาณที่อยู่ห่างหมู่บ้านออกไปไม่ไกล ถึงแม้ว่าทางเข้าป่าอสูรวิญญาณแห่งนี้จะมีเพียงแค่ลูกศิษย์ของสำนักเมฆากับสำนักอื่น ๆ ไม่มากนัก แต่ก็ยังมีพวกนักล่าสมุนไพร หรือแม้กระทั่งนายพรานที่ยึดอาชีพล่าสัตว์อสูรไปขายซึ่งในแต่ละวันมีคนมากมาย อั้นจิ่วคิดว่าเขาจะสามารถขายอาหารเพิ่มพลังปราณทำเงินได้ แต่ตอนนี้เขาเป็นเพียงเด็กที่ยังไม่โต คงต้องรอให้เขาโตขึ้นกว่านี้หน่อยถึงจะสามารถทำได้

เช้าวันต่อมาอั้นจิ่วตามท่านพ่อของเขาเข้าเมืองเพื่อนำของไปขาย การเดินทางเข้าเมืองในครั้งนี้ต้าฮุยนั่งไปบนเกวียนด้วย ต้าฮุยปกปิดรูปลักษณ์ของตัวเองให้เหมือนหมาป่าธรรมดา เป็นหมาป่าที่ชาวบ้านเลี้ยงเอาไว้เท่านั้น สองพ่อลูกขับเกวียนมุ่งหน้าเข้าเมือง ระหว่างทางก็พบเข้ากับเกวียนของหัวหน้าหมู่บ้านที่กำลังส่งชาวบ้านเข้าเมือง คนขับเกวียนเป็นลูกชายคนโตของหัวหน้าหมู่บ้าน ส่วนค่าโดยสารเข้าเมืองแต่ละครั้งทุกคนต้องจ่ายสิบอิแปะ ซึ่งถือว่าแพงมาก

ลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้านมองมาที่ท่านพ่อของอั้นจิ่วด้วยความไม่พอใจ เพราะที่บ้านของเขาให้ชาวบ้านเช่าวัวในราคาถูกจึงทำให้บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านสูญเสียรายได้ เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับหัวหน้าหมู่บ้านไม่น้อย แต่อั้นปากับอั้นจิ่วหาได้สนใจเขาไม่ อั้นจิ่วเพียงแค่นอนหนุนท้องต้าฮุยไม่สนใจเขา 

“ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้บ้านสกุลฉืออยู่ ๆ ก็มีวัวขึ้นมา ไม่รู้ว่าไปทำเรื่องไม่ดีอันใดเอาไว้หรือไม่ ทางดี ๆ มีให้เดิน อย่าได้เดินทางลัดเสียล่ะ” ติงชิงหวั่น ลูกชายคนโตของหัวหน้าหมู่บ้านพูดขึ้นมา

เมื่อลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้านพูดขึ้นมาแบบนี้ ชาวบ้านที่อยู่บนเกวียนก็รู้แล้วว่าเขาพุ่งเป้ามาที่พ่อลูกบ้านสกุลฉือ อั้นปาไม่ได้สนใจฟัง เขาเพียงแค่ออกคำสั่งให้วัวเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ส่วนอั้นจิ่วแค่ปรายตามองด้วยสายตาดูถูกจากนั้นเด็กน้อยก็ยิ้มน่ารัก ๆ ให้เท่านั้น แต่ในสายตาลูกชายของหัวหน้าหมู่บ้านนั้นรอยยิ้มแบบนั้นทำให้เขาถึงกับเสียวสันหลัง เขาเองไม่เข้าใจว่าเด็กตัวเล็กแค่นี้เหตุใดรอยยิ้มถึงได้น่ากลัวเช่นนั้น

 เกวียนที่ลากด้วยวัวอสูรวิญญาณนั้นย่อมเร็วกว่าเกวียนที่ลากด้วยวัวธรรมดา สองพ่อลูกใช้เวลาไม่นานก็มาถึงเมืองหุยอัน หลังจากจ่ายค่าธรรมเนียมผ่านเข้าเมืองคนละสิบอิแปะแล้ว อั้นปาก็ขับเกวียนมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมม่านเซียงโหลวเพื่อนำสัตว์ป่าที่ล่ามาได้ไปขาย  

ที่ม่านเซียงโหลวแห่งนี้รับซื้อทั้งสัตว์ป่าธรรมดาและสัตว์อสูรวิญญาณ เพราะมีชาวเมืองที่เป็นทั้งผู้ฝึกตนและชาวเมืองที่ไม่สามารถฝึกตนได้อยู่รวมกัน ที่อยู่อาศัยในเขตเมืองมีการแบ่งแยกกันชัดเจนเช่นเดียวกับหมู่บ้านดอกท้อที่อั้นจิ่วอาศัยอยู่ 

“ท่านพ่อขอรับ หลังจากที่พวกเรามีเงินแล้ว ข้าอยากซื้อผ้าไปให้ท่านแม่กับท่านย่าตัดชุดใหม่ขอรับ พวกท่านไม่มีเสื้อผ้าใหม่เลย”

“ตกลง พ่อฟังเจ้า ตอนนี้พวกเรานำสิ่งของเหล่านี้ไปขายก่อน อ้อ ลูกเอาของออกมาจากถุงเฉียนคุนของลูกก่อน”

“ขอรับท่านพ่อ”

ใช้เวลาไม่นานเกวียนวัวก็มาถึงม่านเซียงโหลว อั้นปาขับเกวียนไปทางด้านหลังของม่านเซียงโหลงซึ่งเป็นจุดรับซื้อของป่าที่ทางม่านเซียงโหลวเตรียมเอาไว้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรบกวนลูกค้าที่มาใช้บริการที่ม่านเซียงโหลวแห่งนี้ ตอนนี้มีชาวบ้าน นายพราน จำนวนมากกำลังต่อแถวเพื่อขายของป่าที่ตัวเองนำมา อั้นจิ่วนั่งรออย่างอดทนบนเกวียนโดยมีต้าฮุยนั่งอยู่ข้าง ๆ

“ใครจะขายสิ่งใดเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อย อย่ามัวชักช้าเสียเวลายังมีคนอื่นรอขายอยู่ เข้าแถวให้เรียบร้อยหากข้าจับได้ว่าผู้ใดแซงคิวผู้อื่นข้าจะไม่รับซื้อ” หลงจู๊ที่ทำหน้าที่รับซื้อของป่าพูดเสียงดังให้ทุกคนได้ยิน

หลังจากรออยู่นานสองนานในที่สุดก็มาถึงอั้นจิ่วกับท่านพ่อของเขา อั้นปาขายสัตว์ป่าธรรมดาก่อน สัตว์ป่าที่นำมาขายวันนี้มี กวางป่า กวางดาว แพะป่า เนื่องด้วยสัตว์ป่าทั้งสามตัวไม่ใช่สัตว์อสูรทำให้ขายได้ราคาไม่มากเท่าไหร่ แต่สำหรับชาวบ้านธรรมดาอาจจะมองว่าเงินก้อนนี้เป็นเงินจำนวนมากที่พวกเขาไม่สามารถหาได้ภายในหนึ่งปี 

กวางดาว ขายได้ 3 ตำลึง กวางป่าตัวผู้โตเต็มวัย ขายได้ 5 ตำลึง แพะป่าขายได้เพียง 1 ตำลึงเท่านั้น หลังจากที่ขายสัตว์ป่าทั้งสามตัวไปแล้วอั้นปาก็แจ้งกับหลงจู๊ว่าเขายังมีหมูป่าอสูรวิญญาณอีกสองตัวที่ต้องการขาย เมื่อหลงจู๊ได้ยินว่าเขามีหมูป่าอสูรวิญญาณก็ดีใจมาก เพราะนานแล้วพวกเขาไม่สามารถหาเนื้อสัตว์อสูรวิญญาณได้

“พวกเจ้าพูดจริงรึ”

“จริงขอรับ มีทั้งหมดสองตัว”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • อั้นจิ่ว ข้าจะเป็นชาวนาผู้ไร้พ่าย   169

    “ท่านพี่จ้าว ท่านอย่าเพิ่งรีบคุยโวไป ผักกาดหยกที่แปลงของข้า ใบใหญ่จนเอาไปทำร่มกางบังฝนได้แล้ว เมื่อวานข้าขุดดินพลิกหน้าดินได้ลึกกว่าท่านไปตั้งสามชุ่นเชียวนะ หากจะแข่งกัน ปีนี้ข้าต้องได้รางวัลชาวนาขยันขันแข็งจากนายน้อยแน่”ต้าเฮย อสูรหมีขนเหล็ก ในร่างบุรุษร่างยักษ์ หัวเราะร่าจนพุงกระเพื่อม “พวกเจ้าทั้งสองอย่าเพิ่งเถียงกัน กองปุ๋ยมูลสัตว์ของข้าต่างหากที่หมักได้ที่ที่สุด หมักจนกลิ่นหอมฟุ้งไปถึงภูเขาลูกนู้นแล้ว ฮ่า ๆ ๆ”ที่แห่งนี้ ไม่มีคำว่าฮ่องเต้ผู้ครองแผ่นดิน ไม่มีคำว่าผู้เฒ่าปุถุชน หรืออสูรบรรพกาลอันน่าสะพรึงกลัว มีเพียง ‘สหายร่วมอุดมการณ์ชาวนา’ ที่กำลังทุ่มเทจิตวิญญาณให้แก่ผืนดิน ถกเถียงกันเรื่องสูตรปุ๋ยและขนาดของหัวไชเท้าอย่างมีความสุขและเป็นอิสระที่สุด รอยยิ้มของอดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง บัดนี้คือรอยยิ้มที่บริสุทธิ์และเบิกบานที่สุดในรอบเจ็ดสิบปีของชีวิตพระองค์ห่างออกไปไม่ไกลนัก ภายใต้ร่มเงาอันร่มรื่นของต้นท้อสวรรค์ยักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาครอบคลุมลานกว้างของจวนตระกูลฉือ กลีบดอกท้อสีชมพูร่วงหล่นลงมาตามสายลมประดุจหิมะในวสันตฤดูฉืออั้นจิ่ว เด็กน้อยที่บัดนี้เจริญวัยขึ้น มีอายุครบหกขวบปี

  • อั้นจิ่ว ข้าจะเป็นชาวนาผู้ไร้พ่าย   168

    “ท่านเจ้าสำนัก พวกเราจะทำเยี่ยงไรดีขอรับ ภาษีอาวุธแพงหูฉี่ พวกเราต้องอดตายแน่ ๆ” เหล่าศิษย์ร้องไห้คร่ำครวญเจ้าสำนักพยัคฆ์คำรามกัดฟันกรอด ก่อนจะตัดสินใจกระทำการที่ทำให้ศักดิ์ศรีของชาวยุทธ์ต้องจารึกความอัปยศไว้ชั่วกัลปาวสาน“ทำเยี่ยงไรน่ะรึ ก็รีบเอาดาบเอาหน้าไม้ ไปหลอมตีเป็น จอบ กับ เสียม น่ะสิ พวกเราจะยุบสำนัก แล้วไปเช่าที่ดินปลูกข้าวสาลี ข้าจะไม่ยอมเป็นชนชั้นล่างให้พวกชาวนาหัวเราะเยาะเด็ดขาด ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป สำนักพยัคฆ์คำราม จะเปลี่ยนชื่อเป็น ‘สมาคมกสิกรรมพยัคฆ์ไถนา’ ”และปรากฏการณ์แห่งความตลกร้ายก็บังเกิดขึ้นทั่วทั้งแคว้นต้าเฟิ่ง เหล่ายอดฝีมือ จอมกระบี่ และผู้เฒ่าที่เคยปิดด่านกักตน ต่างรีบทุบกระบี่ทิ้ง เปลี่ยนอาวุธเป็นเครื่องมือช่างไม้และอุปกรณ์ทำนา พวกเขาวิ่งวุ่นไปทั่วตลาดเพื่อขอประจบสอพลอชาวนาตัวจริง หวังจะขอเช่าที่ดิน หรือขอเป็นลูกจ้างถอนหญ้า เพื่อยกระดับสถานะทางสังคมของตนเองให้รอดพ้นจากการเป็นชนชั้นต่ำวิถีแห่งชาวยุทธ์ที่เคยรุ่งโรจน์ บัดนี้ถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดด้วยความอิ่มท้อง วิถีชาวนา ได้ผงาดขึ้นสู่จุดสูงสุดของสายพานแห่งอำนาจอย่างแท้จริง และทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นจากกุ

  • อั้นจิ่ว ข้าจะเป็นชาวนาผู้ไร้พ่าย   167

    ตึง ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนทรุดเข่าลงกระแทกพื้นดินอีกครั้ง น้ำตาแห่งความปีติยินดีไหลทะลักออกมาดั่งเขื่อนแตก พระองค์ทรงทราบดีว่า ปัญหาที่กัดกินแคว้นต้าเฟิ่งและทุกแคว้นในใต้หล้ามานับพันปี มิใช่สงคราม ทว่าคือความอดอยากและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ราษฎรนับล้านต้องล้มตายเมื่อเกิดภัยแล้งหรือตั๊กแตนลง ทว่าบัดนี้ เด็กน้อยวัยห้าขวบเบื้องหน้า กลับมอบกุญแจแห่งความรอดพ้นมาใส่มือของพระองค์“ท่านอาจารย์ พระคุณของท่านยิ่งใหญ่ดั่งฟ้าดิน ของขวัญชิ้นนี้ มีค่าเหนือยิ่งกว่าหินวิญญาณระดับสวรรค์นับล้านก้อน หรือกระบี่วิเศษหมื่นเล่มรวมกันเสียอีก แคว้นต้าเฟิ่งจะเป็นหนี้บุญคุณท่านไปชั่วลูกชั่วหลานขอรับ” โอรสสวรรค์โขกพระเศียรคำนับด้วยความเลื่อมใสอย่างสูงสุด“อย่าเพิ่งรีบขอบคุณข้า” ฉืออั้นจิ่วแสยะยิ้มบาง ๆ ยกพัดขนนกขึ้นปิดปาก “การที่ข้ามอบเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ให้เจ้าโดยมิคิดอัฐแม้แต่อีแปะเดียว ย่อมมีเงื่อนไขที่เจ้าต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”เด็กน้อยกางพัดขนนกออกสะบัดเบา ๆ ปราณพฤกษาแผ่ซ่านกดทับจนอากาศรอบด้านเย็นเยียบ “แผ่นดินนี้เน่าเฟะมานานเกินไปแล้ว เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เอาแต่ปิดด่านกักตนหรือวัน ๆ เอาแต่ถือกระบี่ฟาดฟัน

  • อั้นจิ่ว ข้าจะเป็นชาวนาผู้ไร้พ่าย   166

    ยามเว่ย (13.00-15.00 น.) ขบวนเสด็จลับ ๆ ของฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียน เดินทางมาถึงลานกว้างหน้าจวนตระกูลฉือ ทันทีที่เสด็จลงจากรถม้า ภาพแรกที่ปะทะเข้ากับสายตาของโอรสสวรรค์หนุ่ม กลับทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลน และรีบยกพระหัตถ์ขึ้นขยี้พระเนตรซ้ำแล้วซ้ำเล่าเบื้องหน้าของพระองค์ ที่บริเวณแปลงหมักปุ๋ยคอกด้านข้างจวน บุรุษชราผู้หนึ่งสวมเพียงกางเกงผ้าป่านซอมซ่อ เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนและมูลสัตว์ กำลังถือส้อมพรวนดิน จ้วงตักมูลสุกรผสมกับเศษใบไม้แห้งอย่างขะมักเขม้น ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดและริ้วรอยแห่งอำนาจ บัดนี้กลับประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้างขวางและเสียงหัวเราะที่สดใสยิ่งกว่าทารก บุรุษชราผู้นั้นกำลังพูดคุยหยอกล้อเรื่อง สูตรลับการผสมปุ๋ย กับชายหนุ่มกล้ามโตอย่างออกรสออกชาติ“สะ เสด็จพ่อ นั่นเสด็จพ่อมิใช่หรือพะย่ะค่ะ” ฮ่องเต้จ้าวเฟิ่งเทียนอุทานเสียงหลง พระวรกายสั่นสะท้าน รีบวิ่งถลาเข้าไปหาอดีตจอมราชันย์ที่กำลังขะมักเขม้นกับการทำปุ๋ยเฒ่าจ้าว อดีตฮ่องเต้จ้าวเทียนหลง เงยหน้าขึ้นมองบุตรชาย ก่อนจะใช้หลังมือที่เปื้อนโคลนปาดเหงื่อบนหน้าผาก “อ้อ เฟิ่งเทียนเอ๋ย เจ้ามาถึงแล้วรึ มา ๆ

  • อั้นจิ่ว ข้าจะเป็นชาวนาผู้ไร้พ่าย   165

    อดีตฮ่องเต้จ้าวอู๋จี๋ตรัสด้วยน้ำเสียงโล่งอก ประดุจได้ยกภูเขาไท่ซานออกจากพระอุระ พระองค์ทรงกระชากเสื้อคลุมผ้าไหมราคาแพง เข็มขัดประดับหยก และป้ายหยกประจำพระองค์ โยนทิ้งลงบนพื้นดินฝุ่นคลุ้งอย่างไร้เยื่อใย เหลือเพียงชุดกางเกงและเสื้อตัวในที่ทำจากผ้าฝ้ายสีขาวธรรมดา ๆ ซอมซ่อจากนั้น อดีตโอรสสวรรค์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่เคยสั่งเป็นสั่งตายคนนับแสน ก็ทรุดตัวลงคุกเข่าเบื้องหน้าเด็กน้อยวัยห้าขวบ โขกพระเศียรลงบนพื้นดินดังปึก ปึก ปึก“ท่านปราชญ์น้อย ข้าได้เห็นแสงสว่างแห่งวิถีชีวิตที่แท้จริงแล้ว อำนาจในวังหลวงมีแต่ความว่างเปล่าและคาวเลือด ข้าไม่ปรารถนาสิ่งใดอีกแล้ว นอกจากความสงบสุขที่ได้สัมผัสกับผืนดิน”อดีตฮ่องเต้เงยหน้าขึ้น แววตาเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและเว้าวอนอย่างสุดซึ้ง “ข้าน้อย จ้าวเทียนหลง ขอฝากตัวเป็น ศิษย์ชาวนาฝึกหัด แห่งหมู่บ้านเถาหยวนขอรับ ข้าน้อยยินดีสับฟืน หาบน้ำ ถอนหญ้า พรวนดิน หรือแม้แต่ตักมูลสัตว์ ขอเพียงท่านอนุญาตให้ข้าน้อยได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ที่นี่ ได้เรียนรู้วิถีแห่งกสิกรรม ข้าน้อยยอมเป็นข้ารับใช้ ทำทุกอย่างโดยมิต้องจ่ายเบี้ยหวัดให้ข้าน้อยแม้แต่อีแปะเดียวเลยขอรับ”ความเงียบสงัดปก

  • อั้นจิ่ว ข้าจะเป็นชาวนาผู้ไร้พ่าย   164

    พระองค์ทรงพระดำเนินลัดเลาะไปตามคันนา ทอดพระเนตรดูวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่อย่างเงียบ ๆ ทว่า สิ่งที่ทำให้พระองค์ต้องเบิกพระเนตรกว้างจนแทบถลนออกจากเบ้า กลับมิใช่ความงดงามของทิวทัศน์ ทว่า คือผู้คนที่กำลังทำไร่ทำนาอยู่เบื้องหน้าต่างหาก ที่แปลงปลูกผักกาดหยกด้านซ้าย ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรเห็นชายหนุ่มรูปร่างกำยำล่ำสันผู้หนึ่ง กล้ามเนื้อบนเรือนร่างของเขาอัดแน่นดุจสลักจากหินผาพันปี ชายหนุ่มผู้นั้นสวมเพียงกางเกงเตี่ยว เปลือยท่อนบนรับแสงแดด เขากำลังใช้มือเปล่า ๆ ดึงถอนวัชพืชปราณวิญญาณออกจากผืนดินอย่างง่ายดาย“สวรรค์ ชายหนุ่มผู้นั้นมีพลังลมปราณบริสุทธิ์และแข็งแกร่งระดับแม่ทัพยุทธ์ขั้นสมบูรณ์เป็นอย่างน้อย ด้วยพละกำลังระดับนี้ หากไปสวามิภักดิ์ต่อราชสำนัก ย่อมได้เป็นถึงแม่ทัพใหญ่คุมกำลังนับแสนนาย ทว่า เหตุใดเขาถึงมานั่งยิ้มแฉ่ง ถอนหญ้าอยู่ในแปลงผักอย่างมีความสุขถึงเพียงนี้”ฮ่องเต้จ้าวอู๋จี๋ทรงรำพึงด้วยความตกตะลึง พระองค์หารู้ไม่ว่า ชายหนุ่มยอดฝีมือผู้นี้ แท้จริงแล้วคือ ผู้เฒ่าซุน ชายชราธรรมดาที่เพิ่งกินไข่ไก่บรรพกาลจนกลับกลายเป็นหนุ่มและมีพลังมหาศาลเมื่อไม่กี่วันก่อนถัดไปที่บริเวณริมลำธาร พระองค์ทรง

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status