LOGINหลายสัปดาห์ต่อมาความสัมพันธ์ระหว่างสุพิชฌาย์และอาจารย์ปณัยกรก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดจากแค่เพื่อนบ้านตอนนี้กลายเป็นกิจวัตรที่ขาดไม่ได้ของทั้งสองคน สุพิชฌาย์แทบไม่เคยกลับบ้านไปทานอาหารเย็นเลยตั้งแต่ย้ายมาอยู่คอนโด ทุกเย็นหลังเลิกเรียนเธอมักจะรอคอยชายหนุ่มห้องตรงกันข้ามเพื่อชวนเขาไปทานอาหารเย็นด้วยกัน
จากที่อยู่คนเดียวและใช้ชีวิตเรียบง่ายมาตลอดหลายปี ชีวิตของปณัยกรก็มีสีสันมากขึ้นกลายเป็นว่าตอนนี้เริ่มชินกับเธอแล้วแต่เขาก็ยังคงเว้นระยะห่างและคิดเสมอว่าเธอก็แค่นักศึกษาคนหนึ่งและที่สำคัญคือลูกสาวเจ้าของมหาวิทยาลัยที่ตอนนี้เขามีชั่วโมงสอนที่นั่นเพิ่มมากขึ้น
เสียงเคาะหน้าห้องของปณัยกรดังขึ้นในเวลาหกโมงเย็นซึ่งเร็วกว่าปกติถึงหนึ่งชั่วโมง ชายหนุ่มรู้ดีว่าใครอยู่หน้าประตู ปณัยกรยิ้มบางๆ ขณะเดินไปเปิดประตู
“อาจารย์ไนท์หิวหรือยังคะ” สุพิชฌาย์ในชุดนักศึกษาที่ยิ้มกว้างทันทีที่เห็นหน้าเขา
“ยังไม่หิวเท่าไหร่เปียโนหิวแล้วใช่ไหมล่ะ ถึงได้มาก่อนเวลาแบบนี้”
“ค่ะ เมื่อตอนกลางวันหนูกินแค่ขนมปังไปเองค่ะ จะเป็นอะไรไหมถ้าวันนี้เราจะกินข้าวเร็วกว่าเดิมหนึ่งชั่วโมงอาจารย์มีธุระอย่างอื่นต้องทำหรือเปล่าคะ”
“ไม่มีหรอก ไปกินตอนนี้เลยก็ได้”
“วันนี้เราจะกินอะไรกันดีค่ะ หนูหิวมากๆ เลยค่ะ” สุพิชฌาย์ยังคงพูดไปยิ้มไปเหมือนทุกครั้ง
ปณัยกรมองรอยยิ้มสดใสแล้วส่ายหัวเบาๆ ตั้งแต่วันแรกที่เขาเจอเธอ เขาก็เห็นรอยยิ้มแบบนี้ตลอดจนบางครั้งชายหนุ่มเองก็อดยิ้มตามเธอไม่ได้
“แล้วแต่เปียโนเลย”
“วันนี้หนูอยากกินส้มตำค่ะ อาจารย์กินได้ไหม”
“ได้สิ”
“งั้นเราไปกันเลยนะคะ หนูหิวจะแย่แล้ว”
ระหว่างทางไปร้านอาหารสุพิชฌาย์ก็ชวนเขาคุยเรื่องอยู่ตลอดทั้งเรื่องเรียน เรื่องเพื่อนส่วนปณัยกรก็ได้แต่รับฟังและยิ้มตาม
“อาจารย์ไม่เคยเล่าเรื่องตัวเองให้หนูฟังบ้างเลยนะคะ" หญิงสาวเงยหน้าถามเมื่อเดินมาถึงร้าน
“เรื่องของผมไม่ค่อยน่าสนใจหรอก ผมว่ารีบสั่งอาหารเถอะนะ” เขาไม่ชอบให้ใครมายุ่งเรื่องส่วนตัวเท่าไหร่ถึงแม้จะสนิทกันมากขึ้นแล้วก็ตามและคิดว่าพูดออกไปแบบนี้แล้วสุพิชฌาย์คงจะเลิกถามแต่เขาคิดผิดเพราะหลังเธอสั่งอาหารเสร็จแล้วเธอก็ชวนเขาคุยต่อ
“หนูว่าไม่จริงหรอกค่ะ ชีวิตอาจารย์น่าสนใจออก หน้าตาหล่อ การงานก็ดีต้องมีผู้หญิงเข้ามาในชีวิตเยอะแน่เลยจริงไหมคะ” เธอถามแล้วจ้องตาแป๋วรอคอยคำตอบ
“ก็ไม่เยอะอย่างที่คุณคิดหรอก ผมเป็นคนไม่ชอบเข้าสังคมเท่าไหร่”
“แล้วปกติอาจารย์ไนท์ชอบทำอะไรในวันหยุดคะ” เพราะตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เธอก็ไม่เคยเห็นเขาออกไปเที่ยวไหนช่วงวันหยุดเลย
“ก็อยู่ห้อง ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ”
“ไม่เบื่อแย่เหรอคะ”
“ก็มีบ้าง” ปณัยกรตอบสั้นๆ
“ถ้าอาจารย์เบื่อหนูจะเพิ่มกิจกรรมวันหยุดให้เอาไหมคะ”
“อาหารมาแล้ว เรารีบกินกันเถอะ”
สุพิชฌาย์รู้ว่าเขาเลี่ยงที่จะตอบตกลงหรือปฏิเสธนั่นอาจเป็นเพราะเธอรุกเขาหนักจนเกินไป หญิงสาวจึงเลิกเซ้าซี้และตั้งใจทานอาหารตรงหน้า แต่เธอก็ยังไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะทำให้ชีวิตในวันหยุดของเขามีเธอเข้าไปอยู่ในนั้นด้วย
“อร่อยไหมคะ เผ็ดหรือเปล่า หนูสั่งแบบเผ็ดกลางมานะคะหนูกลัวอาจารย์กินเผ็ดไม่เก่ง”
“อร่อยครับแบบนี้กำลังดีไม่เผ็ดมาก”
“อาจารย์กินส้มตำบ่อยไหมคะ”
“นานๆ ครั้ง”
“แล้วไปกินกับใครคะ”
“ก็เพื่อนอาจารย์ที่มหาลัยนั่นแหละ บางวันก็ชวนกันออกไปกินส้มตำตอนพักเที่ยง”
“หนูเดาว่าคนที่ชวนต้องเป็นอาจารย์ผู้หญิงใช่ไหมคะ”
“เดาเก่งนี่”
“เป็นใครก็เดาถูกค่ะเพราะผู้หญิงชอบกินส้มตำมากๆ” สุพิชฌาย์อยากจะถามต่อว่าในกลุ่มที่ไปนั้นมีคนไหนสนใจเขาเป็นพิเศษหรือเปล่าแต่ก็หยุดคำถามไว้ก่อน
หลังทานส้มตำเสร็จทั้งสองก็กลับห้องของตนเองแต่ก่อนนอนหญิงสาวก็มาเคาะประตูห้องเขาอีกครั้ง
“อาจารย์ไนท์นอนหรือยังคะ”
“เป็นอะไรหรือเปล่าเปียโนดึกแล้วทำไมยังไม่นอนอีก”
“อาจารย์ไนท์คะที่ห้องอาจารย์มียาแก้ปวดท้องไหมคะ”
“เธอปวดท้องเหรอเปียโน”
“ค่ะ สงสัยจะกินอาหารรสจัดไปหน่อย”
“ไหวไหมผมพาไปหาหมอนะ” เขาถามอย่างห่วงใย
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะอาจารย์ หนูแค่อยากได้ยาแก้ปวดท้อง” สุพิชฌาย์ไม่อยากไปโรงพยาบาลเพราะถ้าเป็นแบบนั้นบิดามารดาจะต้องรู้และท่านก็คงไม่ยอมให้เธอออกมาอยู่คนเดียวแบบนี้อีกอย่างแน่นอน
“แต่ในห้องผมไม่มียาอะไรเลย”
“ไม่เป็นไรค่ะ”
“ไม่เป็นไรได้ยังไงล่ะ คุณกลับเข้าไปรอในห้องนะ เดี๋ยวผมจะลงไปซื้อที่ร้านขายยาให้ตอนนี้ร้านน่าจะยังไม่ปิด นอกจากปวดท้องแล้วมีอาการอะไรอีกไหม”
“หนูแค่ปวดท้องอย่างเดียวค่ะ”
“มีท้องเสีย อาเจียนไหม”
“ไม่มีค่ะ”
“ไปรอในห้องเดี๋ยวผมจะรีบไปรีบกลับนะ”
ปณัยกรกลับเข้าไปหยิบกระเป๋าสตางค์จากนั้นก็รีบตรงไปยังลิฟต์แล้วเดินไปยังร้านขายยาที่อยู่หัวมุม
เขาอธิบายอาการให้กับเภสัชกรประจำร้านฟังจากนั้นก็ได้ยาแก้ปวดและยาลดกรดมาจำนวนหนึ่ง เมื่อขึ้นมาถึงหน้าห้องก็โทรศัพท์เข้าไปหาเพราะไม่อยากจะเคาะประตูเนื่องจากกลัวจะรบกวนห้องอื่น
“ได้ยามาแล้วเหรอคะ” เธอเปิดประตูออกมา
“ครับ ขอเข้าไปข้างในนะ”
ชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องอธิบายถึงการทานยาให้กับหญิงสาวฟังจากนั้นก็ไปหยิบน้ำในตู้เย็นมาให้
“กินยาแล้วนอนพักนะ ถ้าไม่ดีขึ้นก็โทรไปหาผมนะ ผมจะพาไปหาหมอที่โรงพยาบาล” เขากำชับเสียงเข้ม
“ขอบคุณนะคะอาจารย์”
“ผมจะกลับห้องก่อน อย่าลืมนะมีอะไรโทรมาหาผมได้ตลอด” ปณัยกรย้ำอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง เขาเข้าใจดีว่าการอยู่คนเดียวเวลาเจ็บป่วยแบบนี้มันรู้สึกแย่แค่ไหน
“ค่ะอาจารย์”
ปณัยกรกลับมานั่งทำงานในห้องแต่ในใจก็ยังรู้สึกเป็นห่วงสุพิชฌาย์อยู่มาก เขามองนาฬิกาและเห็นว่าผ่านไปเกือบชั่วโมงแล้วยาน่าจะออกฤทธิ์จึงโทรศัพท์ไปหาเธอ
“ดีขึ้นไหมเปียโน นอนหรือยัง”
“หนูดีขึ้นแล้วค่ะอาจารย์แต่หนูยังไม่ง่วงเลย”
“แต่ผมว่ารีบนอนพักดีกว่านะนี่ดึกแล้ว”
“แล้วอาจารย์ล่ะคะทำไมยังไม่นอนอีก”
“เมื่อกี้ผมทำงานน่ะ แต่ตอนนี้ก็กำลังจะนอนเหมือนกัน ถ้าดึกๆ ปวดท้องต้องรีบบอกผมนะเปียโนจะได้รีบพาไปโรงพยาบาล”
“ค่ะอาจารย์ ขอบคุณอาจารย์อีกครั้งนะคะ”
เมื่อเขาวางสายไปแล้วหญิงสาวก็ยิ้มให้กับโทรศัพท์เธอไม่ได้แกล้งปวดท้องให้เขาต้องวุ่นวายแต่เธอปวดท้องจริงๆ อาจเป็นเพราะตอนกลางวันทานขนมปังไปแค่นิดเดียวแล้วเย็นนี้ยังทานอาหารรสจัดอีก แต่การที่เห็นสีหน้าของปณัยกรดูเป็นห่วงมันก็ทำให้หญิงสาวรู้สึกดีมากและคิดว่าการทำตัวสนิทสนมกับเขาช่วงสองสามอาทิตย์ที่ผ่านมามันได้ผล เธอก็เลยคิดว่าน่าจะเริ่มแผนขั้นตอนต่อไปเพื่อให้เธอกับเขาได้สนิทกันมากกว่าสถานะเพื่อนร่วมคอนโดหรืออาจารย์กับนักศึกษาอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้
หลังจากเคลียร์งานทุกอย่างเป็นที่เรียบร้อยปณัยกรก็เดินทางมาที่ประเทศอังกฤษเขาเข้าพักที่อพาร์ตเมนต์ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหอพักของสุพิชฌาย์มากนักปณัยกรมาถึงที่นี่ตั้งแต่กลางดึกแต่ไม่อยากจะไปรบกวนเวลาพักผ่อนของสุพิชฌาย์ วันนี้เข้าจึงรีบตื่นนอนตั้งแต่เช้าแล้วไปดักรอหญิงสาวที่หน้ามหาวิทยาลัย เขารู้ว่าวันนี้สุพิชฌาย์ไม่มีเรียนแต่เธอมีนัดอ่านหนังสือกับเพื่อนผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงคนที่เขาคิดถึงสุดหัวใจก็กำลังเดินเข้ามาใกล้ หญิงสาวไม่ทันสังเกตเพราะคนที่พิงกำแพงและก้มหน้าอยู่นั้นคือคนรักของตัวเอง“เปียโน” ปณัยกรเรียกชื่อคนรักเบาๆสุพิชฌาย์หยุดเดินเมื่อได้ยินเสียงเรียกเบาๆ หญิงสาวรู้สึกคุ้นหูกับเสียงที่เรียกและมันฟังดูไม่ใช่เพื่อนชาวต่างชาติของเธอเธอหันมองแล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่าคนยืนอยู่นั้นคือคนที่เธอกำลังคิดถึงมากที่สุดในตอนนี้ สุพิชฌาย์โผกอดด้วยความดีใจและไม่สนใจสายตาของคนอื่นที่เดินผ่านไปผ่านมา“พี่ไนท์ มาได้ยังไง” สุพิชฌาย์ร้องไห้ด้วยความดีใจเพราะก่อนหน้านี้ปณัยกรโทรมาบอกว่าพวกเขามาหาเธอตามนัดไม่ได้ทำให้เธอน้อยใจและงอนอยู่หลายวันแต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะมาอยู่ที่นี่ก่อนเวลาที่นัดไว้“คิดถึงก็เลย
ช่วงปิดเทอมใหญ่ปณัยกรไม่มีสอนที่มหาวิทยาลัยรัฐบาล ชายหนุ่มจึงมีเวลาเรียนรู้งานกับคุณสุชาติอย่างเต็มที่ ส่วนช่วงเปิดเทอมนั้นเขาก็วางแผนเอาไว้แล้วว่าจะสอนนักศึกษาวันจันทร์ถึงวันพุธเต็มวันส่วนวันพฤหัสกับวันศุกร์เขาจะสอนแค่ครึ่งวันเพื่อจะปลีกตัวมาทำงานที่มหาวิทยาลัยของคุณสุชาติชายหนุ่มปรึกษาเรื่องนี้กับรุ่นพี่และเขาก็บอกว่าไม่มีปัญหาอะไร ถ้าออกมาทำงานข้างนอกมันไม่ได้กระทบกับการสอน ปณัยกรไม่ใช่คนแรกที่ทำแบบนี้เนื่องจากยังมีอาจารย์อีกหลายท่านที่ทำงานอื่นแต่ต้องรับผิดชอบในวิชาของตนเองให้ครบถ้วนตอนนี้ก็ผ่านมาสองเดือนที่เขาเรียนรู้งานกับคุณสุชาติได้มากแล้ว ชายหนุ่มวางแผนเอาไว้ว่าก่อนที่มหาวิทยาลัยจะเปิดภาคเรียนที่หนึ่งเขาจะบินไปหาสุพิชฌาย์ที่อังกฤษ ซึ่งเรื่องนี้เขายังไม่ได้แจ้งคุณสุชาติแต่ก็คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเพราะที่ผ่านมาเขาก็รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายอย่างดีมาตลอดอีกทั้งช่วงที่จะบินไปนั้นก็เป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยของคุณสุชาติ ปิดภาคเรียนซัมเมอร์เพื่อให้นักศึกษาพักก่อนจะเริ่มเรียนในภาคเรียนต่อไปเมื่อคิดว่าจะได้เจอกับคนรักปณัยกรก็ยิ้มอย่างมีความสุขเขานั่งทำงานอยู่ในห้องของตัวเองจนกร
เวลาหนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็วตอนนี้ก็ถึงเวลาที่สุพิชฌาย์จะต้องเดินทางไปเรียนต่อประเทศอังกฤษแล้ว แม้ในใจไม่อยากจะจากคนรักไปแต่เธอก็ยังรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับบิดาและเมื่อคิดว่ากลับมาแล้วจะได้ทำงานร่วมกับปณัยกรหญิงสาวก็เลยใช้ตรงนี้เป็นแรงผลักดันส่วนตัวปณัยกรก็รู้สึกใจหายเพราะตั้งแต่รู้จักกับสุพิชฌาย์มานานหลายเดือนเขากับเธอแทบไม่เคยอยู่ห่างกันเลย ครั้งนี้จึงเป็นการห่างกันเป็นครั้งแรกแต่เขาก็ต้องยอมให้หญิงสาวไปเรียนเพราะนั่นคืออนาคตของเธอก่อนวันเดินทางเขาและเธอต่างก็พากันไปรู้จักเพื่อนของอีกฝ่ายเพื่อเป็นการเลี้ยงส่งซึ่งดูเหมือนว่าสุพิชฌาย์จะเข้ากับเพื่อนของเขาได้ดี ส่วนเขากับเพื่อนสุพิชฌาย์นั้นเคยเจอกันใยฐานะอาจารย์กับลูกศิษย์มาบ้างแล้วแต่พอได้มารู้จักกันอีกครั้งก็รู้สึกแปลกไปบ้างแต่พอคุยไม่นานก็เริ่มปรับตัวได้วันนี้สุพิชฌาย์จะต้องเดินทางไปเรียนแล้ว ปณัยกรมาส่งเธอที่สนามบินและแยกตัวออกมาคุยกันตามลำพังส่วนบิดามารดาของเธอก็ยืนรออยู่ซึ่งทั้งสองคนจะตามไปส่งสุพิชฌาย์ที่อังกฤษด้วย “เปียโนต้องคิดถึงพี่ไนท์มากๆ แน่เลยค่ะ” สุพิชฌาย์เริ่มจะงอแงเมื่อถึงเวลาที่ต้องจากกันจริงๆ“เราวิดีโอคอลหากันไ
“พ่อว่ายังไงบ้างคะพี่ไนท์” หญิงสาวถามเมื่อปณัยกรเปิดประตูเข้ามานั่งในตำแหน่งคนขับ“ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร”“พี่ไนท์คะตอบให้มันละเอียดหน่อยสิคะ”“พ่อของเปียโนไม่ว่าอะไรหรอกครับ”“หมายความว่าพ่อยอมให้เราคบกันใช่ไหม”“ครับ”“พ่อพูดอะไรกับพี่บ้างพี่หายไปนานเปียโนใจคอไม่ดีเลยนะคะ”ปณัยกรหันมายิ้มก่อนจะขับรถออกจากมหาวิทยาลัยระหว่างทางเขาก็เรื่องที่ตัวเองคุยกับบิดาของสุพิชฌาย์ให้เธอฟังทั้งหมด“โล่งอกไปทีค่ะ เปียโนมีความสุขที่สุดเลยค่ะ”“พี่ก็เหมือนกันครับ เย็นนี้พ่อของเปียโนให้พี่พาเปียโนไปที่บ้าน”“ไปทำไมคะ”“ท่านก็คงอยากเจอลูกสาว”“เปียโนว่ามันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ๆ เลยค่ะ”“อย่าคิดมากไปเลยนะ ตอนนี้เราไปหาอะไรกินก่อนดีกว่ายังเหลือเวลาอีกนานกว่าจะถึงเวลานัดเปียโนอยากไปไหนล่ะ”“ไปกินข้าวแล้วก็ดูหนังสักเรื่องดีไหมคะ”“ครับ”ทั้งสองทานอาหารกลางวัน ดูหนังและเดินเล่นจนถึงเย็นจากนั้นปณัยกรก็ขับรถออกจากห้างสรรพสินค้าเพื่อนตรงไปยังบ้านของคุณสุชาติตามที่นัดไว้ระหว่างทางสีหน้าของสุพิชฌาย์ดูเป็นกังวล ปณัยกรเอื้อมมือมาจับไว้เพื่อหวังให้เธอรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจมากขึ้น“พี่ไนท์ว่าพ่อกับแม่จะคุยอะไรกับ
ปณัยกรมีสีหน้าเครียดอย่างเห็นได้ชัดเมื่อมาถึงมหาวิทยาลัยเอกชนที่คุณสุชาติบิดาของคนรักเป็นเจ้าของ ชายหนุ่มแจ้งกับเลขาที่หน้าห้องว่าเขานัดคุณสุชาติไว้แล้วเลขาของคุณสุชาติโทรเข้าไปแจ้งเจ้านายจากนั้นปณัยกรก็เคาะประตูก่อนจะเปิดเข้าไป“สวัสดีครับคุณสุชาติ”“สวัสดีครับอาจารย์ปณัยกร เชิญนั่งก่อน”“ขอบคุณครับคุณสุชาติเรียกผมว่าอาจารย์ไนท์ก็ได้นะครับเรียกเต็มยศแบบนี้ผมรู้สึกเกร็งๆ ยังไงก็ไม่รู้”“ได้สิว่าแต่วันนี้อาจารย์ไนท์เข้ามาพบผมมีอะไรจะคุยเหรอ ใช่เรื่องที่จะเริ่มสอนนักศึกษาช่วงซัมเมอร์นี้หรือเปล่าติดปัญหาตรงไหนแจ้งผมได้ตลอดเลยนะ” คุณสุชาติถามอย่างใจดี“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกครับ”“อ้าวแล้วมีเรื่องอะไรล่ะอย่าบอกนะครับว่าเปลี่ยนใจจะไม่มาสอนที่นี่แล้ว ผมเสียดายอาจารย์ที่สอนเก่งๆ อย่างคุณแย่เลย”“คือคุณสุชาติครับ....” ชายหนุ่มมีท่าทางอึดอัดเพราะไม่รู้จะเริ่มต้นพูดยังไงถึงเรื่องที่ตนเองตั้งใจมาหาคุณสุชาติในวันนี้“อาจารย์ไนท์มีอะไรก็พูดกับผมตรงๆ เลยนะครับไม่ต้องเกรงใจหรอก”“คือเรื่องที่ผมจะมาคุยกับคุณสุชาติวันนี้ก็คือเรื่องที่ผมกับเปียโนคบกันอยู่ครับ”“อะไรนะ....คบกันเหรอ” คุณสุชาติทำทีเป็นตกใจ
ระยะเวลาที่อยู่ปราณบุรีสามวันสี่คืนเป็นช่วงเวลาที่สุพิชฌาย์และปณัยกรมีความสุขมากๆ ทั้งสองใช้เวลาด้วยกันอย่างเต็มที่แม้จะไม่ได้ออกไปเที่ยวไหนไกลจากที่พักแต่สุพิชฌาย์ก็มีความสุขที่ได้อยู่กับเขาตามลำพังและเมื่อถึงวันที่จะต้องเดินทางกลับหญิงสาวก็แทบไม่อยากจะขึ้นรถเลย“เปียโนครับ พี่ว่าเรารีบไปกันเถอะนะยืนอยู่ตรงนี้นานๆ ผิวเสียไม่รู้ด้วยนะ”“ก็เปียโนยังไม่อยากกลับนี่คะ เราอยู่ต่อไม่ได้เหรอคะ”“พี่ก็อยากจะอยู่ต่อนะแต่วันนี้พ่อกับแม่ของเปียโนกลับมาแล้วพรุ่งนี้พี่โดยจะเข้าไปคุยกับท่านที่มหาวิทยาลัย พี่โทรแจ้งกับเลขาของท่านไว้แล้ว”“พี่ไนท์คะ เปียโนว่ายังไม่ต้องบอกพ่อกับแม่ได้ไหมคะ” สุพิชฌาย์เริ่มเป็นกังวลเพราะกลัวจะถูกบิดาห้าม“ทำไมล่ะครับเปียโน เราคุยเรื่องนี้กันหลายครั้งแล้วนะ ว่าพี่จะต้องบอกพ่อกับแม่ของเปียโน”“เปียโนกลัวค่ะว่าถ้าบอกแล้วพ่อจะให้เปียโนย้ายกลับไปอยู่ที่บ้านเปียโนคงทนไม่ได้แน่ๆ ถ้าไม่ได้อยู่กับพี่แบบนี้”“อย่าเพิ่งกลัวในสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นเลยพี่เชื่อว่าพ่อกับแม่ของเปียโนเป็นผู้ใหญ่มากพอ แล้วที่ผ่านมาเปียโนก็ไม่เคยทำให้ท่านผิดหวังทั้งเรื่องเรียนจบได้เรื่องที่กำลังจะไปเรียนต่





![[Bad Loves] บำเรอแค้นศัตรูพี่ชาย (3P)](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

