LOGINอารดาเดินสวนกับแม่ ขณะที่จะมาตามไปกินข้าว เพราะเมื่อเช้าลูกสาวยังไม่ได้กินข้าว
“อาย แม่กำลังจะตามไปกินข้าว”
“แม่จ๋า อายจะไปไร่อีตาขี้เก๊ก”
“เอ๋… ตาขี้เก๊ก ใครเหรอลูก” คนฟังถึงกับขมวดคิ้ว
“ก็ไร่ของคนที่แม่ให้อายไปเมื่อวานนี้ไงคะ”
“อ๋อ… เขาชื่อพ่อเลี้ยงดิน ขี้ก๊กขี้เก๊กอะไรกัน เราเป็นเด็กเป็นเล็ก คำพูดคำจาให้มีมารยาทรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ เดี๋ยวเขาหาว่าพ่อแม่ไม่สอน” แม่ชบาติเตือนลูกสาว
“พ่อแม่สอนมาดี… แต่ผู้ใหญ่บางคนยียวนกวนประสาทจะตายแม่” เธอย้อนคำแม่
“แม่…”
“หือ…”
ขณะที่เดินกลับบ้าน หญิงสาวได้เอ่ยถามถึงบุคคลที่สาม เธออยากรู้ว่าเขาเป็นมาอย่างไรถึงได้มีแต่คนเรียกพ่อเลี้ยง ทั้งๆ ที่เธอก็เป็นคนที่นี่มาแต่เกิด ทำไมเขาถึงถูกเรียกว่า
“พ่อเลี้ยง” ทั้งที่ดูๆ แล้วอายุอานามยังน้อยๆ
“อีตาขี้เก๊ก เอ๊ย! พ่อเลี้ยงดินของแม่นี่เป็นคนยังไงกันคะ”
“คนแถวนี้ตั้งให้เพราะคุมคนงานดูแลพื้นที่หลายร้อยไร่ตามลำพัง แม่ว่าหนูคงจำพ่อเลี้ยงไม่ได้หรอกลูก ช่วงนั้นหนูยังเด็กมากๆ ส่วนพ่อเลี้ยงดินเขาเทียวไปเทียวมา ระหว่างกรุงเทพฯ กับที่นี่ ให้เล่ามันยาวเอาไว้แม่ค่อยเล่าให้ฟังแล้วกัน ไปกินข้าวกัน” แม่ชบาจูงมือลูกสาวเข้าบ้าน นานๆ ทีลูกสาวจะได้กลับบ้าน
อาหารที่เป็นของโปรดของชอบ ถูกจัดวางเต็มโต๊ะ… ทั้งอาหารคาวหวานต่างน่ากินทั้งนั้น กว่ามื้อเที่ยงจะจะลงก็ปาเข้าช่วงบ่ายโมงเพราะลูกสาวทั้งกินทั้งคุยไปด้วยเหมือนตอนเป็นเด็กๆ หลังจากกินเสร็จอารดาก็บอกกับแม่ว่าจะไปไร่ของชายหนุ่ม
“แม่ อายจะไปไร่นู้นนะแม่”
“หือ… ลูกจะไปทำไม” แม่ถามด้วยความสงสัย เมื่อกี้ยังว่าชายหนุ่มอยู่เลย
“อายคิดว่าโทรศัพท์อายตกอยู่ที่นั่นตอนที่คุยกับเขาน่ะแม่” หญิงสาวไม่ได้บอกว่าเธอเป็นลม และถูกนำไปนอนพักที่โซฟากลัวแม่เป็นห่วง
“ลูกคิดว่ามันตกที่นั่นจริงๆ หรือ”
“ค่ะแม่”
“หนูจะไปกลับใคร น้ำไปด้วยเหรอ” แม่ชบากำลังเก็บโต๊ะอาหาร ถึงกับเอี้ยวตัวหันไปถามหญิงสาว
ตอนนี้เธอวิ่งขึ้นชั้นสองไปห้องนอนตะโกนกลับมา
“อายไปคนเดียวน้ำไม่ว่าง พาแม่ไปหาหมอค่ะ”
แม่ชบาถึงกับถอนหายใจในความแก่นแก้วของลูกสาวที่แก้ไม่หายเสียที ขนาดโตแล้วยังไม่มีความเป็นกุลสตรีสักนิด
บ่ายสองโมงนิดๆ แดดกำลังร้อนแรงในเวลานี้ รถเก๋งสีขาวขับตามทางมายังไร่เอี่ยมสกุลชัย
คราวนี้เจอชายสูงวัยกำลังตัดกิ่งไม้ที่ยื่นมารกทาง รถเก๋งสีขาวขับมาจอดเกือบถึงม้านั่งที่เธอนั่งเมื่อวานนี้
หญิงสาวในชุดเดรสเข้ารูป สวมใส่แว่นตาดำ บนศีรษะมีหมวกปลีกกว้างเช่นเดิม เธอเปิดประตูและยืนข้างรถ ก่อนจะเดินดุ่มๆ ไปยังตัวบ้าน แต่ต้องหยุดชะงักถอยหลัง
“คุณผู้หญิงมาหาใครกันครับ” เสียงชายคนแปลกหน้าตะโกนถามมาแต่ไกล ทำให้หญิงสาวต้องหยุดและถอยหลังกรูด
“ฉันทำโทรศัพท์ตกไว้ที่นี่ ฉันจะมาเอา” เธอเชิดหน้าตอบ
“ตกที่ไหนกันครับ ทำไมไม่เห็นพ่อเลี้ยงบอก” ชายหนุ่มอายุน่าจะมากกว่าเธอ เดินเข้ามาใกล้ เขามองตั้งแต่หัวถึงเท้า
“อี๋… หยุดตรงนั้นเลย” เธอร้องห้ามไม่ให้
ชายหนุ่มคนนั้นเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มก็หยุดเช่นกัน หญิงสาวจ้องมองผ่านลอดแว่นตาดำ ชายคนนั้นผิวเข้ม หน้าคม ผมยาวประบ่า สวมเสื้อแขนยาวลายสก็อต
“คนที่นี่ยังไงกันนะ ชอบใส่เสื้อแขนยาวลายสก็อตกันจัง ไม่แม้แต่อีตาพ่อเลี้ยง” เธอตำหนิในใจ
“ว่ายังไงครับ”
“ฉันมาหาพ่อเลี้ยงดิน” หญิงสาวอ้างชื่อชายหนุ่มแทน
“แค่นั้น… ตามมา” เขาพูดแค่นั้นและก็ให้เธอเดินตามเขาไปอีกทาง อารดาในชุดเดรส เธอใส่รองเท้าส้นสูงมาอีกเช่นเคย
ชายหนุ่มพาหญิงสาวเดินเข้าไปยังแปลงองุ่น พื้นที่มันกว้างมากๆ แรกๆ ที่เดินทางมันก็ดีอยู่หรอก พอนานเข้าๆ หนทางเริ่มขรุขระเป็นอุปสรรคในการเดิน
เสียงบ่นกระปอดกระแปดเริ่มมีให้ได้ยินตลอดทาง ชายหนุ่มอมยิ้มที่ได้แกล้ง เขาไม่ได้บอกว่าทางเดินไม่ดีตั้งแต่แรก หญิงสาวกวาดสายตามองพวงองุ่นจำนวนมาก
แม้จะตระการตาแต่เธอก็เหนื่อยหอบ บ่อยครั้งที่เธอหยุดเดินเพื่อพักเอาแรง ภายในร่องคลองมีน้ำแม้จะเย็นแต่เธอยังคงร้อนอยู่ดี สองมือยกเท้าสะเอวบาง เธอแทบจะหายใจทางปาก ชายหนุ่มพาหญิงสาวลัดเลาะไปยังแปลงต่างๆ
“นาย… ใกล้ถึงยังฉันเหนื่อย” เธอตะโกนถามไล่หลัง เพราะชายหนุ่มอยู่ห่างจากประมาณหกถึงเจ็ดก้าว
“ใกล้ถึงแล้วครับ อีกนิดเดียว” ชายหนุ่มขานตอบ
“ฉันเหนื่อย”
“เร็วสิครับ”
“อื้อๆ” คำว่า “ ใกล้ถึง” ย่อมไม่มีอยู่จริง จนแล้วจนรอดกว่าจะผ่านแปลงองุ่น มาโผล่ยังแปลงผัก กลายเป็นชั่วโมงกว่าๆ
“พ่อเลี้ยงครับ… พ่อเลี้ยงครับ”
จู่ๆ ชายหนุ่มก็ตะโกนเรียกเจ้าของไร่
ส่วนหญิงสาวยืนหอบหายใจ หน้าดำหน้าแดง ผมเผ้าหลุดลุ่ยยุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิงซึ่งมันต่างจากที่เธอรวบมัดผมมาอย่างดี แม้หมวกยังช่วยอะไรไม่ได้
เธอถอดถือตั้งแต่กลางทาง เหงื่อท่วมตัวไหลเปียกชุดเดรสที่ใส่ติดตัว ชายหนุ่มที่พามาหันมาอมยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย จากนั้นก็มีเสียงตอบรับกลับมา
“มึงมีอะไรวะไอ้โต้ง” สองเท้าก้าวมาหาคนเรียก
โต้งเป็นคนสนิทของพ่อเลี้ยงดิน เป็นคนตลกคุยสนุก รู้ใจพ่อเลี้ยงที่สุด และเป็นลูกน้องที่พ่อเลี้ยงไว้ใจให้จัดการธุระแทนได้
“คนสวยอยากเจอพ่อเลี้ยงครับ” โต้งตอบ
พ่อเลี้ยงดินในชุดกางเกงยีน เสื้อยืดสีเทาสวมทับด้วยแขนยาวสีดำใส่หมวกปิดบังแดด ส่งสายตาเข้มมองหญิงสาวตรงหน้า ที่ยืนห่างไม่ไกล เขาถึงกับหลุดขำ
“ฮ่า ฮ่า ไอ้โต้งมึงพาใครมาวะ กูนึกว่านางไม้ตกต้นไม้”
“คุณผู้หญิงเขาบอกมีเรื่องจะคุยกับพ่อเลี้ยง ผมก็เลยพามา”
“ทางดีๆ มึงไม่พามาวะ” พ่อเลี้ยงดินเอ่ยแซว
“ผมก็นึกว่าคุณเขาอยากผจญภัย เลยพามาแค่นั้นเอง” พูดแล้วโต้งก็หัวเราะ
อารดาเมื่อรู้ว่าถูกหลอก เธอกำมือแน่น โมโหที่ถูกหลอกให้มาในทางยุ่งยาก ทำให้เธออยู่ในสภาพเหมือนหมาตกน้ำ
“เลวทั้งเจ้านายและลูกน้อง ไอ้บ้า!” เธอชี้นิ้วต่อว่าชายหนุ่ม
“ไอ้โต้ง มึงจะไปไหนก็ไป” พ่อเลี้ยงบอกลูกน้อง
“ครับ” โต้งหันมายิ้มให้หญิงสาว ก่อนเดินหายไปยังแปลงผักสลัด
“น้องแดนยังไม่โตเลย รอน้องแดนโตอีกหน่อยไม่ได้เหรอ อีกอย่างฉันกลัวอ้วน”อันแรกน่ะใช่ น้องแดนพึ่งขวบกว่าๆ แต่อันหลังนี้คือข้ออ้าง หลังจากคลอดน้องแดน อารดาสวยงามยิ่งกว่าตอนมีลูก สะโพกผายขึ้นแต่เอวคอด หน้าอกอวบใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัดพ่อเลี้ยงดินมักตำหนิการใส่เสื้อผ้าของเธอประจำ เพราะเขาหึงหวงไม่อยากให้ใครมอง“ดีออกเลี้ยงทีเดียว” จริงๆ ชายหนุ่มคิดว่า เขาอายุเยอะขึ้นเมื่อเทียบกับอารดา เขากลัวจะไม่สามารถมีลูกได้อีก“แต่อาย”อารดายังพูดไม่จบ ก็ถูกปากหนาประกบจูบอย่างนุ่มนวล เธอรับจูบแต่โดยดีแม้ไม่ได้เต็มใจพ่อเลี้ยงดินเป็นฝ่ายก่อไฟสวาท จนห้องทั้งห้องอบอวลด้วยความเร่าร้อน ชายหนุ่มผู้มีกำลังวังชา ไม่ยอมปล่อยให้อารดาได้พักง่ายๆ ความร้อนแรงถูกจุดขึ้นทุกครั้งยามที่หญิงสาวหมดเรี่ยวแรง เสียงครวญครางหวีดร้อง โดยไม่ห่วงว่าลูกชายตัวน้อยจะตื่นขึ้นมาขัดจังหวะ เสียงเนื้อกระทบกันดังลั่น พอๆ กับเม็ดหยาดเหงื่อเกาะพราวตามเนื้อตัวของคนทั้งคู่ไฟปรารถนาเมื่อคุกรุ่น ย่อมใช้เวลาในการมอดไหม้หลายชั่วโมง ทำเอาเมียสาวถึงกับ
“น้องแดน หนูอยู่นิ่งๆ ได้บ้างไหมครับ แม่เหนื่อยแล้วนะครับ” อารดาบอกลูกชายตัวน้อย ขณะแม่วิ่งไปอุ้ม พร้อมใช้มือปัดมือป้อมๆ ที่กำดินไว้แน่นไม่คลาย เด็กน้อยหันมายิ้มให้แม่ด้วยความไร้เดียงสาตั้งแต่คลอดลูกมา อารดาก็ถูกสั่งห้ามไปทำงานในไร่ พ่อเลี้ยงดินให้เลี้ยงลูกอยู่บ้าน จะมีบ้างที่เธอแอบขับรถพาลูกน้อย ไปดูผลผลิตในไร่หากวันไหนถูกจับได้ก็จะถูกชายหนุ่มบ่นจนหูชา แต่เธอไม่เคยจำและยังไปเรื่อยๆ หากมีโอกาส อย่างเช่นวันนี้“ อาย… แอบพาลูกมาอีกแล้วนะ” พ่อเลี้ยงดินเดินมาหาสองแม่ลูกด้วยความหงุดหงิด สีหน้าไม่สบอารมณ์ เขาได้ยินเสียงหญิงสาวคุยกับลูก จึงเดินตามเสียง“แค่นี้เอง นายจะหงุดหงิดไปเพื่อ” เธอย้อนถาม“ลูกยังเล็กอยู่ เดี๋ยวก็ถูกแมลงกัดหรอก” ว่าแล้วพ่อเลี้ยงดิน ก็เดินมาอุ้มลูกจากหญิงสาวเด็กน้อยเป็นใจ ยกมือให้ผู้เป็นพ่ออุ้ม อย่างดีใจ“โอ๊ย… ฉันจะบ้าตาย ลูกนายเป็นผู้ชายนะ” อารดาถึงกับส่ายหัว ถึงเธอจะบ่นกรอกหูชายหนุ่ม เขาไม่สนใจมัวแต่เล่นกับลูก ทำให้อารดาหยุดบ่นไปเอง&
อารดาแหงนหน้าร้องเรียกชื่อชายหนุ่ม มวลสมองขาวโพลน มันว่างเปล่าเสียจนนึกอะไรไม่ออก ลมหายใจคนตัวโตเริ่มขาดช่วง เขาต้องการปลดปล่อยเต็มที พ่อเลี้ยงดินพยุงอารดาลุกขึ้น ก่อนพาเธอนอนลงที่โต๊ะทำงาน โดยมีหมอนหนุนซ้อนที่เอวและสะโพกผายชายหนุ่มปลดกางเกงยีนตัวเองลง มือหนาถลกชุดเดรสคลุมท้องไปกองที่เอว เขายืนในท่ายืน การร่วมรักกับคนท้องเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องไม่รุนแรง เพราะหมออธิบายให้เขาฟังและอุปกรณ์ในการช่วยคนท้องเขาทำตามหมอทุกอย่าง ยิ่งตอนนี้อารดาท้องโตเธอก็มีความต้องการเรื่องอย่างว่ามากขึ้น อาจเพราะฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปอารดาประคองท้องอย่างระวัง เธอเห็นพ่อเลี้ยงดินไม่ได้เลย ความต้องการก็เกิดอย่างหักห้ามใจไม่ได้ เนื้อตัวแดงก่ำ สองเต้าอวบใหญ่โตกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงหายใจ พ่อเลี้ยงดินส่งตัวตนเข้าภายในตัวหญิงสาว ก่อนโน้มตัวถามอารดา เขาค่อยๆ ขยับช้าๆ“เจ็บไหมอาย” “ไม่… ไม่เจ็บค่ะ” เธอมองหน้าชายหนุ่ม“พี่ขยับนะ… เจ็บก็บอกพี่นะ” สีหน้าชายหนุ่มแดงก่ำ เหมือนเขาอดกลั้นการลงน้ำหนักใส่หญิงสาว
ครูน้ำมัวแต่ยืนเหม่อ คำถามมากมายในหัว ไอ้เพื่อนตัวดีก็เลี่ยงที่จะตอบ แต่ก็อดดีใจกับเพื่อนไม่ได้ พ่อเลี้ยงดินก็ไม่ใช่คนไม่ดี หวังว่าคงจะเปลี่ยนนิสัยใจร้อนขี้โวยวาย เจ้าอารมณ์ ความเอาแต่ใจของหญิงสาวลดน้อยลงได้บ้างสองสาวเดินดูของจนเหนื่อย ความหิวมาเยือน ก่อนที่อารดาจะชวนครูน้ำไปกินอาหารที่ร้านของพ่อเลี้ยงดินไหนๆ มาแล้วก็แวะไปกินที่นั่น พ่อเลี้ยงดินคงไม่บ่นไม่ว่าหรอก จากนั้นทั้งคู่ต่างขับรถมุ่งหน้า ไปยังร้านอาหารของชายหนุ่ม“แกทำไมไม่กินที่นี่” ครูน้ำสงสัย ทำไมต้องหอบสังขารไปถึงที่นู่น“ประหยัด…” อารดาบอกเพื่อน“เหอะ… เกิดงกขึ้นมาล่ะทีนี้” ครูน้ำพูดประชด“ร้านอีตานั่นอยู่ใกล้ๆ จะไปเสียตังค์ทำไมล่ะน้ำ” จริงๆ อารดาอยากกินสลัดผักที่ร้านนั่นมากกว่า เธอถึงยอมทนหิว“ขับรถไปเถอะน่า หลานแกหิวจนจะกินหัวแกได้แล้วยัยน้ำ”“อือๆ เห็นแก่หลานฉัน” หญิงสาวส่ายหัวอย่างเอือมระอา ครูน้ำหัวเราะในคำพูดของเพื่อน อย่างน้อยอารดาก็ไม่มีพิษมีภัยกับใคร
เธอสูดน้ำมูกพร้อมยกมือขึ้นเช็ด ปากบางพ่นบ่นพ่อเลี้ยงดินสารพัด“หยุดเดี๋ยวนี้นะอาย ไปด่าพ่อเลี้ยงเขาแบบนี้ได้ยังไง ในเมื่อหนูเองก็ร่วมกันทำ” แม่ชบากลั้นขำแต่ก็ปรามที่พูดแบบนี้เพราะหญิงสาวเอาแต่โทษชายหนุ่ม ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เป็นคนก่อเรื่องเช่นกันอารดาหน้าบึ้งหน้างอ หน้าแดงก่ำ เสียงสะอื้นขาดๆ หายๆ จ้องหน้าชายหนุ่มที่ยืนยิ้มหน้าบาน เขาทำเหมือนไม่สะทกสะท้าน ในสิ่งที่เธอต่อว่าเขา แถมแม่ยังดูเหมือนจะเข้าข้างอีกด้วย“หนูลูกแม่นะ แทนที่จะเข้าข้างลูกตัวเอง ที่มันทำให้ลูกตัวเองเสียหาย ดันไปเข้าข้างคนอื่นอีก ฮือๆ” เธอว่าให้แม่พร้อมสะอื้นไห้แม่ชบามองหน้าพ่อเลี้ยงดิน อดขำให้ลูกสาวไม่ได้ ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องคอยดูแลและคอยให้กำลังใจกันไป แต่คงจะยากหน่อยสำหรับลูกสาวพยศคนนี้ เห็นทีคนที่จะเหนื่อยคงไม่พ้นพ่อเลี้ยงดิน เขาจะรับมือหญิงสาวได้ไหมเท่านั้นเมื่ออารมณ์ขุ่นมัวทำให้อารดาเดินหนีขึ้นห้องนอน เธอไม่อยากเห็นหน้าชายหนุ่ม แม้อยากอยู่ใกล้ๆ กายเขา เพื่อจะได้สูดดมกลิ่นกายเขา แต่ความถือตัวอวดดีมันมีมากเกิน จึงไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
เมื่อเจอจึงหยิบใส่ปาก และหอบของเหล่านั้นไปวางที่อ่างล้างจาน ทำการล้างน้ำ ทั้งล้างทั้งหยิบใส่ปากไปด้วย เธอน้ำลายสอ จับทุกอย่างมาคลุกรวมกันใส่ถ้วย ถือมานั่งกินบนโต๊ะเงียบๆ คนเดียวแสงไฟตามทางเดินส่องสลัวไปทั่วรีสอร์ต จึงไม่เป็นที่น่ากลัว ยังมีเสียงคนมาพักนั่งคุยกันกินเลี้ยงสังสรรค์ อารดาออกมายืนมองหลังจากเธอกินอิ่ม มือน้อยกอดอกถอนหายใจคิดถึงเรื่องเมื่อหัวค่ำ พ่อเลี้ยงดินจะแต่งงานกับเธอ เขาพูดจริงหรือแค่พูดเล่นกัน ลึกๆ ในก้นบึ้งเธอดีใจที่สุด เพราะในชีวิตเธอไม่เคยคบผู้ชายคนไหนเลย จนมาเจอพ่อเลี้ยงดินถึงจะปากร้ายบ้างสำหรับเธอ แต่ใจดีกับเหล่าคนงาน หากเธอไม่กวนประสาทเขา เขาก็ไม่ต่อว่า หลักๆ แล้วชายหนุ่มก็ดีหมดแหละ ด้วยวุฒิภาวะ ความเป็นผู้นำ ขยันขันแข็ง มีเหตุผลแต่บางครั้งก็งี่เง่า อารดาคลี่ยิ้มมุมปากโดยลืมตัว“ยิ้มอะไร อาย” เสียงเข้มดังขึ้น ขัดความคิดเพลินๆ จนต้องหันหาเจ้าของเสียง“นายมาทำอะไรตรงนี้ ทำไมไม่กลับไร่” อารดาถามชายหนุ่ม“แล้วทำไมเธอมายืนตรงนี้ ไม่หลับไม่นอน” เท้าหนาเดินมายืนต่อหน้า“อี๋&







