تسجيل الدخولหลังจากเหลือกันแค่สองคน หญิงสาวก้าวเท้าไปหาชายหนุ่มที่เขาจ้องมองเธอดู
“มองอะไรของนาย ว้าย!” รองเท้าส้นสูงจมดินโคลนทำให้เธอหน้าคะมำ เธอล้มกองที่พื้น
“เฮ้ย!” แต่เจ้าของไร่กลับยืนกอดอกมองดูหญิงสาวหน้าตาเฉย ไม่แม้แต่จะช่วยเหลือ
“ไอ้คนแล้งน้ำใจ” หญิงสาวต่อว่าชายหนุ่มเมื่อเห็นว่าเขายืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน อารดาพาตัวเองลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เธอเจ็บเท้าและขา ทั้งรองเท้าที่กัดเท้าและไหนจะล้มเมื่อกี้นี้อีก เธอถอดรองเท้าออกลุกขึ้นยืนโดยเท้าเปล่า ก่อนจะหันไปดึงเอารองเท้าข้างที่จมดินขึ้นมาถือ
เธอเดินเขย่งเท้าเข้าหาชายหนุ่ม
“เธอมาทำอะไรที่นี่” ทั้งสองประจันหน้ากันก่อนชายหนุ่มจะเอ่ยขึ้น อารดาเชิดหน้าใช้มือเกลี่ยผมออกจากใบหน้า สายตาเข้มชำเลืองใบหน้าแสนหวาน แม้จะถูกปกปิดด้วยความมอมแมมแต่ยังคงดูสวยน่ารัก อยู่ๆ ใจเขากลับเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“ฉันมาหาโทรศัพท์”
“โทรศัพท์… ทำไมถึงมาหาที่นี่”
“ก็เมื่อวานฉันเป็นลม มันน่าจะตกที่โซฟา”
“เห็นตอนตกหรือ” เขาปั้นหน้าถาม
“ไม่เห็น แต่ฉันมั่นใจ” เธอลอยหน้าลอยตาบอก
“ทำไมไม่หาที่บ้าน มาหาอะไรตรงนี้”
“ไอ้ลูกน้องบ้าของนายนะสิ หลอกฉันมาเนี่ย” เธอแว้ดใส่คนตรงหน้า คิดแล้วเจ็บใจที่ถูกหลอก
“อายุเท่าไหร่ถึงถูกหลอกได้ โง่!” อารดาถึงกับหน้าเหวอ ปากเม้มหากันแน่น เขามีสิทธิ์อะไรถึงมาว่าเธอ
“นายด่าฉันว่าโง่เหรอ”
“ไม่โง่ แต่ตามไอ้โต้งมาทำไม”
เมื่อถูกด่าว่าโง่ มีหรือคนอย่างอารดาจะปล่อยให้ถูกด่าอยู่ฝ่ายเดียว เธอกรีดร้องดังลั่นพร้อมด่าทอชายหนุ่ม ไม่เว้นช่องว่างให้เขาได้ปริปากต่อว่าถกเถียงแม้แต่น้อย
เสียงแว้ดๆ แสบแก้วหูไม่ยอมหยุด ทำให้คนงานต่างพากันกรูมายืนดูคนทั้งสอง
“เฮ้ย! หยุด! ฉันบอกให้หยุด” เขาถึงกับตวาดลั่น
“ไม่หยุด นายเป็นคนแบบไหน ถึงมายืนด่าผู้หญิงสวยๆ อย่างฉันว่าโง่กัน” เธอชี้หน้าชายหนุ่ม
“ใครไม่เกี่ยวไปทำงาน ไม่งั้นฉันจะหักเงินเดือน ไป๊” เขาไล่คนงานที่มุงดู เหล่าคนงานต่างยิ้ม ไม่คิดว่าจะมีใครกล้าต่อกรกับชายหนุ่มได้ ต่างแยกย้ายกลับไปทำงานเช่นเดิม…
พ่อเลี้ยงดินไม่พูดเปล่า เขาเดินเข้าหาหญิงสาวที่ยืนต่อว่าไม่หยุด เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มย่างก้าวมาหาเธอจึงถอยหลัง
“จะทำไร” อารดาสีหน้าตื่นตระหนกร้องถาม
“ปากดีปากเก่งดีนี่” เสียงเข้มพูดช้าๆ พ่อเลี้ยงดินเดินประชิดตัว กระชากแขนหญิงสาว เขาทำในสิ่งที่ไม่คาดคิด
ริมฝีปากคร้ามกระแทกริมฝีปากชมพู แขนแกร่งอ้อมด้านหลังหญิงสาวดึงรั้นไม่ให้เธอดิ้นหนี หญิงสาวมัวแต่ตะลึงในการกระทำของชายหนุ่ม มือหนาสอดเข้ากลุ่มผมดกดำ เมื่อหายตกใจหญิงสาวดิ้นสุดแรง ก่อนใช้เข่ากระทุ้งเป้ากางเกง
คราวนี้พ่อเลี้ยงดินถึงกับตัวงอใช้มือกุมเป้าตัวเอง
“สมน้ำหน้า คนอย่างอารดามันไม่ง่ายนะโว้ย! ฮ่าๆ” อารดามือเท้าสะเอว ชี้หน้าด่า
พ่อเลี้ยงดินหน้าแดง ร้องโอดครวญตั้งแต่มีเมียจนเมียขอหย่า ผ่านผู้หญิงมาตั้งมากมาย ยังไม่กล้ามีใครทำกับเขาแบบนี้ หมดกันพ่อเลี้ยงผู้มาดขรึม
พ่อเลี้ยงดินพยุงตัวเองลุกขึ้น เขารีบเดินหนีหญิงสาวถ้าอยู่ต่อ เขากลัวจะหักคอเด็กเมื่อวานซืนตายคอมือแน่ๆ ทำตัวไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่
เขาอายุปูนนี้แต่กลับมีเด็กมาต่อปากต่อคำเถียงฉอดๆ ถ้าไม่ใช่เห็นแก่แม่ชบา ป่านนี้เขาหักคอไปแล้ว คนตัวโตเดินอย่างไวไปที่รถกระบะโฟร์วิลจอดอยู่ มันเป็นทางที่รถสามารถวิ่งเข้าออกได้
อารดาเดินขากะเผลกตามหลังชายหนุ่ม เธอเจ็บขาเดินเร็วไม่ได้ กลัวว่าชายหนุ่มจะเดินหนีหาย สายตาจึงมองไปยังแผ่นหลังหนาจนไม่ทันได้สังเกตหลุมตรงหน้า ทำให้เธอล้มกลิ้งลงกับพื้น
“โอ๊ย!”
“อะไรวะ” ชายหนุ่มเหลียวหลังกลับไปมองเห็นหญิงสาวล้มกองที่พื้น เธอใช้มือปัดหัวเข่าก่อนจะยกมือขึ้นสำรวจ
“วุ่นวายอะไรนักหนาวะ ยัยตัวแสบ” เขาสบถแต่ไม่ได้กลับมาดู เขายังมุ่งหน้าไปยังรถที่จอด หลังรถมีลังใส่ผักไว้เต็มท้ายรถ
เสียงรถดังกระหึ่มมาแต่ไกล เขามองเห็นหญิงสาวนั่งอยู่ที่เดิม ความอยากแกล้งทำให้เขาเหยียบคันเร่งพุ่งมาทางหญิงสาว แต่เขากะระยะทางได้จึงหักหลบออกข้างทาง เพื่อสั่งสอนคนอวดดี
ด้วยความตกใจของอารดาเธอกรีดร้องดังลั่น พร้อมยกมือขึ้นป้องหวังช่วยให้เธอรอด เนื้อตัวสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเธอเห็นรถไปอีกทาง พลันน้ำตาแตกไหลเป็นเขื่อนแตกอย่างน่าสงสาร
“แค่นี้จะฆ่ากันให้ตายเลยหรือไง” เมื่อเห็นหน้าชายหนุ่ม
ชายหนุ่มยืนตรงหน้าหญิงสาว ก่อนจะนั่งยองๆ ต่อหน้า
“อยากตายหรือไงถึงไม่หลบรถ”
“ฉันไม่มาตายเพราะน้ำมือนายหรอก”
“แล้วใครกันนะเมื่อกี้แหกปากว่าฉันจะฆ่าเธออยู่เลย” เขาทวนคำพูดหญิงสาวอีกครั้ง
อารดาไม่เถียงเขา เพราะเธอเจ็บฝ่ามือกับหัวเข่า ที่มันถลอกมีเลือดไหลให้เห็น ไหนเท้าที่เจ็บอีก เธอนั่งก้มหน้าสูดน้ำมูกเพราะไม่อยากเห็นคนปากร้าย
“ฉันถามไม่ตอบ ปากอมอะไรอยู่?” เสียงเข้มดังขึ้น ไร้ซึ่งคำตอบ
ความนิ่งเงียบสร้างความหงุดหงิดให้กับเขาเป็นอย่างมาก เขาช้อนร่างหญิงสาวอยู่ในอ้อมกอด เธอตัวเบาเหลือเกินวันๆ กินข้าวบ้างไหม ทำไมถึงได้ตัวเล็กบอบบางเช่นนี้ แค่นี้เขาอุ้มเธอได้สบายๆ หญิงสาวตกใจเธอดิ้นและทุบตีอกหนาดัง ตุ๊บๆ
“หยุดดิ้น ถ้าไม่อยากให้ฉันโยนเธอลงพื้นดินแข็งๆ ตรงนี้” เขาแค่ขู่ไม่ได้คิดจะทำจริงๆ
“นายมาอุ้มฉันทำไม ปล่อยฉันลงเดี๋ยวนี้!”
“แน่ใจว่าเดินไหว ถ้าไม่ไหวก็หุบปาก” ++
“นายกับลูกน้องรวมหัวกันแกล้งฉัน ทางดีๆ รถขับมาได้ก็ไม่บอก พาฉันมุดที่รกๆ เหนื่อยก็เหนื่อย เมื่อยขาก็เมื่อยแถมนายยังจะมาขับรถชนฉันอีก ฮือๆ ไอ้พวกนิสัยแย่นิสัยไม่ดี เห็นฉันเป็นผู้หญิงคิดอยากทำอะไรก็ทำได้หรือไงวะ” ปากน้อยๆ พ่นระบายความน้อยใจ พ่อเลี้ยงหนุ่มใจตกวูบ เมื่อหญิงสาวในอ้อมแขนร้องไห้ระบายความอัดอั้นน้อยใจ
บนบ้านห้องรับแขกตุ๊บ! “โอ๊ย! โยนอีกแล้วนะโว้ย! ใช้แต่กำลัง” เธอถูกโยนลงบนโซฟาตัวเดิม“ฉันอ่อนโยนกับคนที่นิสัยดีเท่านั้น”“ฉันไม่ดีตรงไหน นายหาเรื่องฉันก่อน” พ่อเลี้ยงดินหันหลัง ถอดเสื้อแขนยาวโยนลงข้างๆ สองแขนของหญิงสาวเท้าสะเอวมองออกนอกระเบียง เขาหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพ่นมันออกมาหนักๆ หญิงสาวมองแผ่นหลังหนา พลางคิดในใจ ทำไมเขาถึงเงียบเมื่อกี้ยังต่อว่าเธออยู่ฉอดๆเมื่อเธอเห็นเขาเงียบ พลันสมองสั่งงานให้มองหาของที่ต้องการ มือน้อยๆ ควานหาสิ่งที่ต้องการ เธอคิดว่าทำตกไว้ตรงนี้พร้อมสายตาที่ส่ายส่องมองหาเธอพลิกตัวหาทุกที่ที่คิดว่ามันตกอยู่แต่ไม่พบ หญิงสาวมัวแต่หาของจนไม่ทันสังเกต ว่าชายหนุ่มเดินหายไปทางไหน เงยหน้ามองอีกทีก็ไม่เห็นเขาแล้ว“เอ๊า หายไปไหนของเขา” เธอคิดในใจจากนั้นก็หันมาสนใจหาของที่ต้องการต่อ“ลูกแม่… แกตกหายตรงไหนกันนะ กว่าจะเก็บเงินซื้อได้ตั้งหลายเดือนเลยนะ” อารดาเดินเขย่งเท้าวนไปมา รื้อค้นในที่ต่างๆ ก็ไม่เห็นคราวนี้เธอถึงกับถอดใจ โทรศัพท์ของเธอคงไม่ได้หล่นตรงนี้อาการเจ็บจี๊ดๆ ที่หัวเข่าเริ่มอีกครั้ง อาจจะระบมช่วงที่เดินบ่อย ไหนเท้าที่เป็นแผลพุพองจากการใส่รองเท้าส้นสูงลุยไปใ
แต่ก็ช่วยไม่ได้เธอหาเรื่องเอง ทั้งๆ ที่พึ่งเจอกันได้แค่สองวันเธอยังสร้างความปวดหัวให้กับเขาขนาดนี้“เธอหาเรื่องเองช่วยไม่ได้ ช่วยหยุดพูดก่อนที่ฉันจะโยนเธอลงพื้นจริงๆ ฉันรำคาญ” ตอนนี้สีหน้าเขาดูจริงจังด้วยความที่กลัวว่าเขาจะทำจริงเธอจึงเงียบเสียง อยู่นิ่งๆ ให้เขาพาไปยังรถ เขาเปิดประตูด้วยมือเดียว ก่อนจะโยนร่างหญิงสาวบนเบาะนั่งข้างคนขับ เธอไถลไปตามแรงโยน“โอ๊ย! ไอ้บ้า! โยนลงมาได้” จากที่น้ำตาแห้งไปก่อนหน้านี้มันไหลออกมาอีกครั้ง“ซี้ด! เจ็บเป็นบ้า” เธอบ่นคนเดียวก่อนขยับนั่งให้เข้าที่เข้าทาง พ่อเลี้ยงดินเดินอ้อมมายังฝั่งคนขับเขาหัวเสียอย่างหนักผู้หญิงอะไรเจอกันทีไรหาเรื่องได้ตลอดเวลา เขาพลางส่ายหัวขับไล่เรื่องไร้สาระออกจากหัว“นาย รองเท้าฉัน” เธอพูดเบาๆ“ช่างมัน เธอรวยซื้อใหม่แค่นี้เอง” ก่อนเลี้ยวรถกลับเข้าทางจงใจให้ล้อรถเหยียบทับรองเท้าเจ้าปัญหาเจ้าของรถขับรถไปยังโกดังเก็บผัก เหล่าพนักงานกำลังขะมักเขม้น จัดเรียงผักสลัดใส่กล่องโฟมเตรียมส่งไปยังร้านอาหารต่างๆเมื่อเห็นรถของพ่อเลี้ยงดินแล่นเข้ามาจอดต่างช่วยกันขนเข่งผักลง“เรียบร้อยครับพ่อเลี้ยง” โต้งเดินเข้ามาบอก“อ้าว… ฮั่นแน่! พ่อเลี้ย
หลังจากเหลือกันแค่สองคน หญิงสาวก้าวเท้าไปหาชายหนุ่มที่เขาจ้องมองเธอดู“มองอะไรของนาย ว้าย!” รองเท้าส้นสูงจมดินโคลนทำให้เธอหน้าคะมำ เธอล้มกองที่พื้น“เฮ้ย!” แต่เจ้าของไร่กลับยืนกอดอกมองดูหญิงสาวหน้าตาเฉย ไม่แม้แต่จะช่วยเหลือ“ไอ้คนแล้งน้ำใจ” หญิงสาวต่อว่าชายหนุ่มเมื่อเห็นว่าเขายืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน อารดาพาตัวเองลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เธอเจ็บเท้าและขา ทั้งรองเท้าที่กัดเท้าและไหนจะล้มเมื่อกี้นี้อีก เธอถอดรองเท้าออกลุกขึ้นยืนโดยเท้าเปล่า ก่อนจะหันไปดึงเอารองเท้าข้างที่จมดินขึ้นมาถือเธอเดินเขย่งเท้าเข้าหาชายหนุ่ม“เธอมาทำอะไรที่นี่” ทั้งสองประจันหน้ากันก่อนชายหนุ่มจะเอ่ยขึ้น อารดาเชิดหน้าใช้มือเกลี่ยผมออกจากใบหน้า สายตาเข้มชำเลืองใบหน้าแสนหวาน แม้จะถูกปกปิดด้วยความมอมแมมแต่ยังคงดูสวยน่ารัก อยู่ๆ ใจเขากลับเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน“ฉันมาหาโทรศัพท์”“โทรศัพท์… ทำไมถึงมาหาที่นี่”“ก็เมื่อวานฉันเป็นลม มันน่าจะตกที่โซฟา”“เห็นตอนตกหรือ” เขาปั้นหน้าถาม“ไม่เห็น แต่ฉันมั่นใจ” เธอลอยหน้าลอยตาบอก“ทำไมไม่หาที่บ้าน มาหาอะไรตรงนี้”“ไอ้ลูกน้องบ้าของนายนะสิ หลอกฉันมาเนี่ย” เธอแว้ดใส่คนตรงหน้า คิดแล
อารดาเดินสวนกับแม่ ขณะที่จะมาตามไปกินข้าว เพราะเมื่อเช้าลูกสาวยังไม่ได้กินข้าว“อาย แม่กำลังจะตามไปกินข้าว”“แม่จ๋า อายจะไปไร่อีตาขี้เก๊ก”“เอ๋… ตาขี้เก๊ก ใครเหรอลูก” คนฟังถึงกับขมวดคิ้ว“ก็ไร่ของคนที่แม่ให้อายไปเมื่อวานนี้ไงคะ”“อ๋อ… เขาชื่อพ่อเลี้ยงดิน ขี้ก๊กขี้เก๊กอะไรกัน เราเป็นเด็กเป็นเล็ก คำพูดคำจาให้มีมารยาทรู้จักผู้หลักผู้ใหญ่ เดี๋ยวเขาหาว่าพ่อแม่ไม่สอน” แม่ชบาติเตือนลูกสาว“พ่อแม่สอนมาดี… แต่ผู้ใหญ่บางคนยียวนกวนประสาทจะตายแม่” เธอย้อนคำแม่“แม่…”“หือ…”ขณะที่เดินกลับบ้าน หญิงสาวได้เอ่ยถามถึงบุคคลที่สาม เธออยากรู้ว่าเขาเป็นมาอย่างไรถึงได้มีแต่คนเรียกพ่อเลี้ยง ทั้งๆ ที่เธอก็เป็นคนที่นี่มาแต่เกิด ทำไมเขาถึงถูกเรียกว่า“พ่อเลี้ยง” ทั้งที่ดูๆ แล้วอายุอานามยังน้อยๆ“อีตาขี้เก๊ก เอ๊ย! พ่อเลี้ยงดินของแม่นี่เป็นคนยังไงกันคะ”“คนแถวนี้ตั้งให้เพราะคุมคนงานดูแลพื้นที่หลายร้อยไร่ตามลำพัง แม่ว่าหนูคงจำพ่อเลี้ยงไม่ได้หรอกลูก ช่วงนั้นหนูยังเด็กมากๆ ส่วนพ่อเลี้ยงดินเขาเทียวไปเทียวมา ระหว่างกรุงเทพฯ กับที่นี่ ให้เล่ามันยาวเอาไว้แม่ค่อยเล่าให้ฟังแล้วกัน ไปกินข้าวกัน” แม่ชบาจูงมือลูกสาวเข้าบ้าน
ฟากฝั่งเจ้าของโทรศัพท์พลิกตัวไปมานอนไม่หลับ เธอควรจะหลับไปนานแล้วแต่เพราะคิดมากทำให้เธอหลับไม่ลงมือบางคว้าโทรศัพท์แม่ขึ้นมากดอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันกลับโทรศัพท์ไม่ติด เหมือนถูกปิดเครื่องไปแล้ว ทำให้หญิงสาวขุ่นเคืองยิ่งนัก เสียใจก็เสียใจเพราะเธอเก็บเงินซื้อมาแพงด้วย“ใครเก็บได้แล้วไม่คืน ขอให้มันกินอะไรแล้วสำลักตายไปเลย เพี้ยง!” พูดเสร็จเธอก็ยกมือขึ้นท่วมหัวหญิงสาวสวมเสื้อคลุมออกมาเดินหน้าบ้าน เธอชะเง้อมองไปยังรีสอร์ต ที่เชื่อมหากันได้ แสงไฟเปิดตามทางเดิน ห้องพักเต็มทุกห้อง เธอเดินเล่นไปตามทาง ดอกแก้วส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลชวนให้ชื่นใจเธอสูดดมกลิ่นหอมๆ จนเต็มปอด ก่อนจะกลับเข้าบ้านและขึ้นห้องเช้าที่สดใสสำหรับหลายคน แม่ชบาตื่นเช้าเตรียมอาหารไว้รอใส่บาตรยามเช้า หลังจากนั้นขึ้นไปปลุกบุตรสาวให้มาใส่บาตรด้วยกัน“อาย… ลูกตื่นหรือยัง” แม่ชบาเคาะประตูพร้อมบิดลูกบิดประตูแต่มันล็อก แม่ชบายังคงเรียกและเคาะประตูอยู่แบบนั้น แม่ผู้อยากให้ลูกได้ตื่นมาสูดอากาศยามเช้าเพราะรู้ว่าที่กรุงเทพฯ คงไม่มีโอกาสได้อากาศที่สดชื่นแบบนี้“แม่… เคาะอยู่ได้”ประตูถูกเปิดโดยลูกสาวหน้าบึ้งตึงบูดบึ้งที่ขัดจังหวะการนอน“
บทสนทนาเริ่มเข้มข้นขึ้น พ่อเลี้ยงหนุ่มเป็นกันเองกับคนทั้งสอง ทำให้พวกเขาผ่อนคลายลงมาก จากที่ไม่ค่อยกล้าแสดงออกอาหารถูกจัดเรียงวางบนโต๊ะ แน่นอนการจัดวางดูสวยงามน่าทาน เพราะการใส่ใจดูแลของเจ้าของร้านที่นี่และเจ้าของร้านก็คือ “พ่อเลี้ยงดิน” นั่นเอง… เขาเปิดร้านอาหารนี้ให้กับภรรยาเป็นคนดูแล เพื่อไว้ต้อนรับลูกค้าที่มาเจรจาติดต่อผลผลิต และเป็นตัวบ่งบอกว่าสินค้าของเขา สดใหม่สมคำร่ำลือจริงๆแต่ตอนนี้เป็นเขาเองที่ต้องมาดูแลแทนหลังจากเลิกร้างกับภรรยา พ่อเลี้ยงดินฟังข้อเสนอต่างๆ พร้อมเอกสารสัญญาต่างๆ พร้อมกับลงลายเซ็น อันเป็นเสร็จสิ้นท่ามกลางความโล่งใจของผู้ที่มาติดต่อ การเจรจาตกลงใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง ล่วงเลยสู่มื้อค่ำ“ทานเยอะๆ เลยนะครับ ไม่ต้องเกรงใจ ผมเป็นเจ้าของร้านเอง”“ฮะ คุณบดินทร์ เป็นเจ้าของเหรอคะ” แก้วตาที่กำลังตักสลัดผักถึงกับชะงักงันที่ได้ยิน“ครับ”“ขอโทษที่เสียมารยาทค่ะ แต่ผักกรอบหวานมากเลยค่ะ” เธอตอบตามความจริง“ขอบคุณครับ” ด้วยความหิวของสองหนุ่มสาว บวกกับอาหารถูกปาก ทำให้พวกเขาตักกินไม่หยุดและตบท้ายด้วยของหวานเป็นลำดับสุดท้ายขณะที่พ่อเลี้ยงดินแนะนำของหวาน เขาพลันได้ยินชื่อใค







