Mag-log in“ถ้าคนในบ้านเห็นล่ะ”
คราวนี้หันไปมองทางเรือน แสงตะเกียงจากในบ้านเลือนรางส่องออกมาผ่านช่องหน้าต่าง เส้นแสงสั่นไหวตามแรงลม เหมือนดวงตาของใครบางคนที่อาจหันมามองได้ทุกเมื่อ “ไม่เห็นหรอก” “เจ้าว่าอะไรนะ?” “ที่นี่มียันต์ด้วยนี่ ข้าเข้าได้” เยี่ยนชิงชะงัก หยุดแม้แต่การขยับปลายเท้า เขาหันกลับมามองชายตรงหน้าอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก สายตากวาดจากดวงตาสีทองที่สะท้อนแสงจันทร์บางเบา ไล่ไปตามสันจมูกคม เส้นกรามชัด และสีหน้าที่นิ่งสนิทราวกับไม่รู้เลยว่าสิ่งที่คนตรงหน้านี้พูดนั้นประหลาดเพียงใด ยันต์ที่ติดหน้าประตูรั้วนี้ท่านพ่อบอกว่าสิ่งที่ไม่ควรเขามาในบ้านจะเข้ามาไม่ได้ หากเจ้าคนเถื่อนเข้าไม่ได้ก็แปลว่า... "เช่นนั้นเจ้าก็เข้าประตูไปสิ" "ทำไมเจ้าไม่รีบเข้าไป ไม่หนาวหรือ?" ชายแปลกหน้าถามใกล้ใบหูเยี่ยนชิงสะดุ้ง เนื้อตัวเปียกปอนสั่นเทาด้วยความหนาว ปากบางซีดสั่นหงึกๆ หันมาตวาดชายตัวโตเสียงแหบน้อยๆ คล้ายคนจะเป็นหวัด “หนาวเซ่…” เยี่ยนชิงเดินไปเดินมาสลับกับมองประตูอย่างใช้ความคิด ราวกับหาทางเข้าบ้านไม่ถูก ทั้งที่ประตูรั้วอยู่ตรงหน้า ชายแปลกหน้าเปลือยท่อนบนยังคงยืนตรงไหล่ผายกว้างไม่่ต้องห่อตัวกอดอกสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บจากน้ำเย็นยามค่ำ ชายแปลกหน้ามองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่่อนจะยกมือชี้ไปยังประตูรั้วไม้กดดันให้รีบตัดสินใจ “เข้าบ้านสิ” เยี่ยนชิงยกเล็บขึ้นมากัดอย่างใช้ความคิด ริมฝีปากบางเม้มแน่น ความหนาวเย็นเกาะตามปลายนิ้วจนรู้สึกชา ร่างกายใหญ่โตของอีกฝ่ายยืนอยู่ใกล้คล้ายลูกไก่แรกคลอดที่เดินตามแม่ของมันโดยสัญชาติญาณ ครืดดดด~ ประตูรั้วปิดลงค่อยๆ ก่อนที่... ตึกๆๆๆๆๆๆๆ เสียงฝีเท้าของเยี่ยนชิงที่สาวเท้าเร็วเข้าบ้านไม่หันหลังกลับไปมอง หากชายผู้นั้นเข้าไม่ได้ก็แปลว่าเป็นปีศาจ ปึ้งง! เยี่ยนชิงเข้ามาในห้องปิดประตูหอบแฮ่กเพราะกลัวคนในเรือนเห็นภายในห้องเงียบงันได้ยินเพียงเสียงน้ำด้านนอกระเบียงหลังบ้านไหลมือเล็กยกขึ้นทาบอกอย่างโล่งใจ กึ่ก.. “วิ่งทำไม?” เสียงกระซิบข้างหูทำให้เจ้าของห้องกาวถอยหลังไปติดผนังห้อง แทบจะหวีดร้องจนต้องอุดปากตนเองแน่น ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉยอยู่ข้างหน้าเอ่ยถามราวกับเป็นเรื่องประหลาดทั้งที่คนที่แปลกใจคือคนที่เข้าบ้านผู้อื่นต่างหาก “เย๊ยยย! ยังอยู่หรือ!” “อยู่สิ ก็ตามเจ้าเข้ามาติด ๆ” “เข้ามาได้ง่ายเช่นนี้เลย?” “ก็ต้องเข้าได้อยู่แล้ว” ชายแปลกหน้าตอบราวกับถูกเชื้อเชิญร่างสูงเยื้องย่างเข้าไปในบ้านอย่างถือวิสาสะ แม้จะถูกสีหน้าสงสัยของเจ้าบ้านตามจับผิดทุกฝีก้าว “เจ้าค่อย ๆ เดินสิเดี๋ยวคนในบ้านก็รู้หมด” เยี่ยนชิงว่าแบบนั้นแต่แขกไม่ได้รับเชิญหาได้สะทกสะท้านเกรงกลัวสิ่งใดไม่ขากวาดตามองไปรอบเรือนไม้โดยไม่เร่งรีบ เสาไม้ พื้นไม้ ฉากไม้ ทุกอย่างสะอาด เป็นระเบียบ เงียบงันเสียจนไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของคนในบ้านแม้แต่น้ “เจ้าไม่หนาวหรือ รีบเข้ามาสักที” “นี่บ้านข้า ไม่ใช่บ้านเจ้า” ชายแปลกหน้าจ้องมองเยี่ยนชิงที่เงยหน้าพูดด้วยดวงหน้าหน้ารักจิ้มลิ้มทับซ้อนภาพใครซักคนราวกับมีสองร่างแต่..จำไม่ได้ “คิดซะว่าเป็นบ้านข้าก็ได้ หากเจ้าต้องการเช่นนั้น” คนหน้านิ่งเอ่ยด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับเป็นเจ้าบ้านเสียเอง เยี่ยนชิงเหนื่อยกับการต่อกรกับคนหน้านิ่งพูดจาแปลกประหลาดเต็มทีปากเล็กบ่นไม่หยุดต่างจากคนไม่ชอบพูดในสำนักเรียนเป็นร้อยเท่า “ใครจะอยากให้เป็นเช่นนั้นกันเล่า ข้าละเชื่อเลยออกไปก่อน ข้าหนาวจะเปลี่ยนเสื้อ หนาวมาก!” “กึ่ก…” เยี่ยนชิงชะงักกับคำพูดตนเองพลางหันไปเห็นคนที่เดินเข้ามาแทนที่จะถอยออกไปจึงยกมือขึ้นปรามทันควัน “ไม่ต้องมาใกล้! หนาวที่แปลว่า ไม่ต้องกอด เข้าใจหรือไม่” “อือ…” คำตอบสั้นห้วนดูเหมือนไม่ชอบพูดแต่ชอบทำให้หงุดหงิดใจถอยล่นออกไปเยี่ยนชิงวางตะเกียงลงบนโต๊ะ ปลดเสื้อออกหยิบเสื้อผ้าขึ้นทว่าความรู้สึกเหมือนมีสายตาจับจ้องอยู่จึงหันกลับมาเจอสายตาคู่คมที่จดจ้องแผ่นหลังตนเองด้วยสีหน้าเรียบเฉยยากจะเข้าใจ . .(พาทฮ่องเต้พันปีก่อน) . . กลิ่นกำยานผสมกลิ่นสุราหวานฉุนของหอนางโลมลอยคลุ้งปะปนเสียงหัวเราะแว่วเข้ามาในห้องชั้นบนหลังม่านแดงร่างหนึ่งนั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะเตี้ย ครึ่งใบหน้าถูกปกปิดด้วยหน้ากากสีดำภายใต้ดวงตาคู่คม เย็นชาดุดันราวกับสัตว์ป่าดุร้ายท่าทีไม่ได้ชื่นชอบหอนางโลมเท่าใดนักท่าทางไม่เหมือนคนธรรมดาแม้จะปกปิดเพียงใดความโดดเด่นบนร่างกายสูงใหญ่สวมผ้าเนื้อดีไม่มีส่วนไหนที่ดูธรรมดา ชายหนุ่มที่อยู่ด้วยกันยิ้มขำพอใจกับความหยิ่งผยองของมนุษย์คนหนึ่ง บุรุษอีกคนมีเส้นผมสีอ่อนร่างกายสูงใหญ่งดงามไม่แพ้กัรเพียงแต่ใบหน้านั้นมีรอยยิ้มหล่อเหลาท่าทางใจดีมีอารมณ์ขันไม่เคร่งขรึมเท่าอีกคน ตลอดเวลาทั้งคู่อยู่ชั้นบนก็ลอบมองลงมายังเบื้องล่างที่มีนางโลมสาวสวยปรนนิบัติทหารกลุ่มหนึ่งที่แหงนมองขึ้นมาสบตากับชายสวมหน้ากากเป็นระยะ “หอนางโลมแห่งนี้ก็มีหญิงงามไม่น้อย สายตาท่านช่างเฉียบแหลมยิ่งนัก” ชายชุดดำเอ่ยชมเปาะโดยเฉพาะสตรีนางหนึ่งที่โดดเด่นด้วยการบรรเลงกู่ฉินด้วยท่วงท่างดงามแสนไพเราะ นางมิใช่คนชงเหล้าแนบชิดบรรดาลูกค้าชาย แต่ถูกมองอย่างชื่นชมและแฝงไปด้วยความกระหาย แม้คนสวมหน้ากากที่อยู่ด้วยจะไม่สนใจผู
เนื่องจากเราไม่ค่อยชอบพูดนักแล้วติดความชอบนั้นมาถึงงานเขียนจึงเข้าใจยากเข้าไปอีก หลายคนงงว่าใครเป็นใครอะไรยังไงเพราะเราเขียนนิยายจีนโบราณหลายรุ่น หลายยุค ทำให้ตัวเองต้องเขียนอธิบายให้มากขึ้น อาจจะฉีกจากพาทแรกเล็กน้อยเพราะตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร แต่ตอนนี้ต้องหารายละเอียดกิมมิกใส่ให้ (555จะบ้า)มาเริ่มต้นใหม่เลยก็แล้วกันจ้าหยางหยินเมื่อพันปีก่อน เป็นธาตุสมดุลหยินหยางมาตั้งแต่ต้นคือเป็นทุกอย่างแห่งความสมดุล ในเรื่องไม่ได้ลงรายละเอียดมากนักเพราะให้เป็นตัวเอกสร้างปมของการแก่งแย่งที่ไม่ใช่แค่เรื่องความรักหยางหยินเหมือนฑูตสันถวไมตรีที่เจรจากับใครก็ได้ ฟ้าดิน เทพอสูร ที่มีคู่หมั้นเป็นสัตว์อสูรคืออี้หลาน นัยหนึ่งคือสวรรค์ต้องการให้ควบคุมหัวหน้าสัตว์อสูรอีกที ไม่ให้ร้ายกาจเหิมเกริมขึ้นมาสร้างความเดือดร้อน แต่ทั้งคู่ก็รักกันจริงๆ >>>อี้หลานเมื่อพันปีก่อน สัตว์อสูรที่เป็นปลาชั้นสูงกว่านรกอเวจีเป็นหัวหน้าสัตว์อสูรที่ความจริงแล้วต้นกำเนิดดุร้ายมากถูกลงโทษให้บำเพ็ญเพียรบ่อยมากจนถูกจับหมั้นกับหยางหยินแล้วรักกันจึงสงบลงพี่แกมีด้านมืดกับมู่อวี่ที่ไม่มีใครรู้ด้วยนะ พาทแรกพี่แกไม่มีบทเท่าไหร่แต่มันมีเหต
. (บ้านเยี่ยนชิง) “ตึกๆๆๆ” เสียงฝีเท้าเร่งรัวกระทบพื้นในเรือนไม้ด้านในดังต่อเนื่อง ร่างเล็กพุ่งผ่านม่านผ้าบางที่กั้นจนชายผ้าสะบัดแรง ลมเย็นยามบ่ายไหลตามเข้ามาในห้องติดริมธาาน้ำหลังบ้าน “อี้ หลานนน!” เสียงเรียกยืดยาวยียวนดังขึ้นพร้อมกับร่างเข้าออกบ้านหลังกว้างที่สะอาดเอี่ยมมีกลิ่นอายการใช้ชีวิตมากกว่าหนึ่งคน บ้านที่มีแสงสว่างเข้าถึงโล่งโปรงเย็นสบายไร้ความอึมครึมเช่นเก่าขาเล็กวิ่งเข้ามาเกือบสะดุดขาตนเอง ปลายเท้าเตะขอบโต๊ะเตี้ยจนพู่กันที่วางอยู่สั่นไหว “อี้หลาน อี้หลานอยู่ไหน” เยี่ยนชิงหมุนตัวซ้ายขวา มือหนึ่งยกชายผ้าที่ขาขึ้นกันสะดุดอีก มือกวัดแกว่งไปมาอย่างไม่รู้จะวางตรงไหน กึก.. เจ้าของชื่อร่างสูงเข้ามาสวมกอดร่างคนรักจากด้านหลังเงียบเชียบพลางกดจมูกฝังลงบนซอกคอขาวกรุ่นกลิ่นพลับพลึงไม่จาง ร่างเล็กของเยี่ยนชิงหันกลับมาตะปบใบหน้าคนรักขมวดคิ้วจ้องเขม็งด้วยสีหน้าจริงจังแม้นจะดูไม่จริงจังในสายตาอี้หลานก็ตาม “วิ่งทำไมเดี๋ยวก็ล้ม” "เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” อี้หลานยกนิ้วเกลี่ยเส้นผมยุ่งพลางกดจมูกลงบนหน้าผากชื้นเหงื่อรวบเอวบางเข้ามาแนบชิดเอนพิงหลังกับเสาบ้านเลิกคิ้วถาม “เรื่อง
นครต้าอวิ๋นแคว้นที่เกิดขึ้นหลังนครหยางหยินสุ่ยเกิดศึกโกลาหลเมื่อพันปี ปกครองโดยฮ่องเต้ที่อสูรวิหคผู้ปกครองน่านฟ้าแต่งตั้ง ยามนั้นฮ่องเต้ทรงหายตัวไปเพราะถูกอสูรจรเข้มู่อวี่ ใช้ร่างทำเรื่องชั่วช้า หมิงเยว่อยู่ดินแดนอสูรบาดเจ็บสาหัสจนได้หลงรักฑูตกล้วยไม้หลันหลิง อี้หงที่แก่งแย่งตำแหน่งฮ่องเต้กับหมิงเยว่ตัวปลอมจนวุ่นวายกระทั่งอสูรวิหคส่งไป่ยี่เสวียนบุตรชายมาจัดระเบียบความสงบเรียบร้อยเปลี่ยนชื่อแคว้นให้ราษฎรวางใจปกครองอย่างเที่ยงธรรมให้ทุกคนเชื่อมั่นเพราะในตอนนั้นไม่มีความสมดุลของพลังหยินหยางบ้านเมืองระส่ำแต่ก็กลับมาสงบสุขกว่าตอนเกิดความกังขา แต่เหล่าเชื้อสายสกุลหยางก็ยังคงตำแหน่งสูงศักดิ์ในราชสำนักดังเดิมเพียงแต่การตัดสินเด็ดขาดเป็นของสกุลอวิ๋น อวิ๋นไป่เสวียน เท่านั้น จิ๊บ จิ๊บ.. ยามรุ่งอรุณสงบงันราวภาพเขียนหมึกจาง แสงแรกของวันค่อยๆ ไล้ผ่านยอดกำแพงเมืองที่ตั้งตระหง่านมานับพันปีเงายอดประสาทหลังกว้างสูงใหญ่ทอดยาวลงบนพื้นหินสีหม่นที่ถูกกาลเวลาขัดจนเรียบลื่น ผู้คนเริ่มขยับตัวจากเรือนพักตั้งแต่ยามเหม่า เสียงประตูไม้เปิดปิดแผ่วเบาปะปนกับกลิ่นชาอุ่นและไอข้าวสุกที่ลอยออกมาตามตรอกซอกซอย เ
ใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์อักขระสีม่วงและเขียวไขว้ทับกันกลางอากาศ เสียงสวดต่ำลึกดังต่อเนื่อง รากไม้สั่นสะเทือขึ้นไปถึงปลายยอดอักขระโบราณบนป้ายสุสานหินแตกตัวเป็นแสงเส้นบางๆ ลอยวนขึ้นฟ้ามู่อวี่จะจัดการเยี่ยนชิงแล้วไปจัดการบรรดาสิ่งที่อยู่เบื้องหลัว “ความทรงจำไม่จำเป็นสำหรับเจ้า” ฝ่ามือของมู่อวี่ยกค้างเหนือศีรษะเยี่ยนชิง พลังอสูรสีดำรวมตัวหนาแน่น ปราณร้ายแผ่กดทับจนพื้นหินใต้เท้าแตกร้าว เสียงลมหายใจของเยี่ยนชิงสั่นพร่า ดวงตาแดงก่ำจ้องมองร่างอี้หลานที่นอนแน่นิ่ง เลือดไหลนองรอบกายแล้วหลับตาลง เปรี้ยงงง!! ขณะนั้นเองใต้ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์เกิดเสียงแตกดังสนั่น ผืนดินแยกออกเป็นรอยฉีกยาวจากโคนต้น รากไม้โบราณพุ่งทะลุขึ้นมา บิดเกลียวพันกันกลางอากาศ อักขระนับไม่ถ้วนสว่างวาบบนเปลือกไม้ ดวงจิตบรรพชนทั้งหมดใช้พลังเคลื่อนรากผลึกอักษรสาดใส่ร่างของมู่อวี่เต็มแรง เปรี้ยงงง!! เปรี้ยงงง!! แสงมหาศาลพวยพุ่งจากใจกลางต้นไม้ เจิดจ้าจนท้องฟ้ามืดลงในทันที เมฆเหนือศีรษะแตกกระจาย ลมปราณรอบด้านไหลย้อนเข้าหาจุดศูนย์กลาง ราวกับโลกทั้งใบกำลังโค้งคำนับต่อการปรากฏตัวนั้น เกราะวิญญาณอสูรของมู่อวี่แตกสลายหายไปราวกับ
โครม!!! "หยางหยิน!" เหล่าจิตวิญญาณบรรพชนร้องอย่างเดือดดาล ร่างของหยางหยินถูกพลังตวัดใส่ปลิวกลับมาที่ใต้ต้นไม้ทุกคนช่วยกันประคองกันขึ้นมา เยี่ยนชิงเองก็ถูกคว้าไปบีบคอราวกับเป็นโล่กำบังไม่ให้อี้หลานเล่นงานกลับ เปรี้ยง! "อี้หลาน!" พลังอสูรรุนแรงจนอสูรที่แข็งแกร่งที่สุดถูกซัดลงไปนอนนิ่งบนพื้น เรี่ยวแรงที่มีเหมือนจะหมดลงเสียให้ได้มู่อวี่ไม่ปราณีผู้ใดแม้พลังจะเหนือกว่าก็ยังใช้วิธีสกปรก "มันเล่นงานอี้หลานเพียงผู้เดียวมันเอาตายแน่พออี้หลานตายมันจะทำลายดวงจิตสิ้นซากอย่างแน่นอน" เปรี้ยงง! มู่อวี่สาดพลังใส่อี้หลานไม่หยุด แรงกระแทกทั้งหมดถูกอี้หลานรับไว้เพียงผู้เดียวเพราะไม่อยากให้เยี่ยนชิงถูกทำร้าย เพื่อปกป้องร่างมนุษย์ของหยางหยินเอาไว้ ของเหลวสีแดงแทรกซึมออกมาไหลลงพื้นราวกับน้ำทะลักเขื่อน "อี้หลานลุกขึ้นมาสิ อี้หลาน ฮืออออ เจ้า…เจ้าโง่อย่าตายนะ…ข้าอยู่คนเดียวไม่ได้แล้ว อยู่กับข้า ...กลับไปอยู่บ้านของเราด้วยกันนะ” เสียงสั่นพร่า ของเยี่ยนชิงเว้าวอนแม้ร่างจะอยู่ในมืออสูร ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไกลไปทั่วหุบเขา เยี่ยนชิงเป็นเพียงเศษเซี้ยวของหยางหยินที่ถูกอสูรดูแลมาตลอดแต่มีพลังดึงดูดบรรพ






![เพียงชั่ววูบเดียว [MPREG]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
