LOGIN“ทำไมพี่จาต้องห้ามลิตเติ้ลขึ้นไปนอนข้างบน”
ฐานิดาหน้างอใส่พี่ชายทันทีที่ชายหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะอาหาร
จามิกรถอนหายใจ เขาอาบน้ำเรียบร้อยแล้วจึงลงมากินข้าว ก่อนหน้านี้กลับมาจากสำนักงานปุ๊บก็บอกให้จอยกับจีจี้เอาบ้านเล็กของลิตเติ้ลออกจากห้องน้องสาวเขาลงมาไว้ข้างล่างทันที พร้อมทั้งหักเงินเดือนทั้งคู่ ส่วนน้องสาวมาถึงทีหลัง เจ้าตัวคงเพิ่งรู้เรื่อง
“มันต้องโดนทำโทษ”
“ทำโทษอะไรคะ”
ร่างสูงใหญ่ของคนเป็นพี่นั่งลงฝั่งตรงข้าม ซึ่งตรงหัวโต๊ะคุณพรนภามารดาเขานั่งอยู่ ท่านเหลือบมองลูกทั้งสองคน ทว่ายังไม่เอ่ยอะไรเมื่อไม่ได้ทุ่มเถียงกันเสียงดัง นอกจากหันไปบอกกับป้าอุ่นคนสนิทว่าให้เริ่มตักข้าวได้เพราะทุกคนพร้อมหน้าแล้ว
“มันกัดคน”
“ลิตเติ้ลเนี่ยนะคะกัดคน?”
ฐานิดาถามพร้อมขมวดคิ้ว พยายามมองสังเกตทั้งป้าอุ่น จอยและจีจี้ รวมทั้งมารดาของตนว่ามีใครเป็นอะไรหรือไม่ หากแต่ละคนก็ปกติดี อีกทั้งไม่เชื่อว่าสนุขตัวน้อยของตนจะกัดใคร ในเมื่อมันไม่เคยกัด
“ทุกคนก็โอเคดีนี่คะ”
หญิงสาวพูดพร้อมกับมองมารดาอย่างต้องการคำยืนยัน ทว่าท่านยังไม่ได้เอ่ยอะไรพี่ชายก็พูดขึ้นมาก่อน
“มันกัดคนที่สำนักงาน”
คิ้วเรียวสวยขมวดแปลกใจว่าเป็นไปได้อย่างไร และสีหน้าของเธอก็ทำให้พี่ชายบอกต่อ
“จอยกับจีจี้เอามันไปฝากเอาไว้ที่นั่น แล้วออกไปซื้อของ”
พฤติกรรมแปลกๆ ของเด็กในบ้านสองคนที่ตนค่อนข้างสนิทด้วยทำให้ฐานิดาหันไปมองทั้งคู่ ซึ่งแต่ละคนก็ก้มหน้าก้มตาหลบพัลวัน แม้ไม่ได้ห้ามพาสุนัขของตนไปไหน แต่ไม่เคยมีใครพาลิตเติ้ลออกไปที่สำนักงานนอกจากเธอ และก็แทบนับครั้งได้ เพราะเธอมักจะใช้วันหยุดอยู่ที่บ้าน
ทว่าฐานิดาคิดว่าไปดุและซักไซ้กันทีหลังน่าจะดีกว่า ตอนนี้เธอต้องเคลียร์กับพี่ชายก่อน
“แล้วมันกัดใครคะ ปกติมันก็ไม่เคยกัดใคร ไปทำอะไรมันหรือเปล่าถึงกัด”
“ตมิสา”
จามิกรไม่อธิบาย เพียงบอกสั้นๆ เท่านั้น และน้องสาวของเขาก็นิ่งไปชั่วอึดใจก่อนจะพูดลอยๆ
“ตีมันหรือเปล่า”
“เขาจะตีมันทำไม”
“ก็ถ้าไม่ยุ่งกับมัน หรือว่าทำอะไรแปลกๆ มันจะกัดทำไมคะ”
“เขาแพ้ขนมัน ถ้าไม่จำเป็นคงไม่เข้าใกล้ด้วยซ้ำ”
“แล้วจำเป็นยังไงล่ะคะ?”
“พอๆ จะเถียงกันไปมาให้ได้อะไร หมาก็ทำโทษแล้ว คนก็หักเงินเดือนแล้ว จบเรื่องนี้ได้แล้วนะจา ส่วนเราก็เหมือนกันนิดา พี่เขาทำไปเพราะลิตเติ้ลมันผิดจริง แล้วก็แค่ย้ายที่นอนสักสองสามวันคงไม่เป็นไร”
คุณพรนภาเอ่ยปรามในที่สุด เมื่อเห็นว่าน่าจะไม่ได้กินข้าวเย็นกันง่ายๆ
“อาทิตย์นึงครับ”
จามิกรบอกสิ่งที่ตนตัดสินใจ
“มากไปหรือเปล่าคะ”
“พอจ้ะ นิดา”
เมื่อมารดาเสียงเข้มหญิงสาวจึงหน้างอง้ำ แม้สุนัขตัวน้อยจะมีบ้านเล็กๆ ของมันเอง แต่ก็วางอยู่ในห้องเธอและนอนที่นั่นตั้งแต่ซื้อมาตัวนิดเดียว แยกออกมานานที่กรงด้านล่าง ถึงจะอยู่ในบ้าน มันก็คงกลัวอยู่ดี ฐานิดาคิดพลางเหลือบไปทางจอยกับจีจี้ด้วยสายตาไม่พอใจที่เอาสุนัขของเธอออกไปนอกบ้านจนเกิดเรื่อง ทั้งที่สองคนไม่อยู่ก็สามารถผูกมันไว้ในกรงของมันได้
ที่สำคัญ เธอไม่เชื่อว่าอยู่ๆ ลิตเติ้ลจะกัดคนขึ้นมา อดเคืองไม่ได้ว่าตมิสาตีสุนัขของเธอหรือเปล่า แบบนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ วันหยุดต้องไปจัดการสักหน่อย
“กินข้าวกันได้แล้วลูก”
จามิกรลงมือตามมารดาด้วยใบหน้าเรียบสนิท ทว่าดวงตาคู่คมลอบสังเกตปฏิกิริยาแต่ละคน แล้วก็รับรู้ได้ว่าแม่ของตนหันไปมองป้าอุ่นที่ถอนหายใจบางเบา
เขาไม่ได้ถามเหตุผลว่าทำไมจอยกับจีจี้ต้องเอาลิตเติ้ลออกไปฝากไว้ เพราะคิดว่าน้องสาวของตนน่าจะสั่งให้ทั้งคู่เอามันออกไปทำให้คนที่นั่นป่วน แน่นอนว่าก็คือตมิสาซึ่งอยู่สำนักงานตลอด มีหมาไปอยู่ จะอึหรือฉี่เธอก็คงต้องจัดการ แต่เมื่อคุยกันแล้วจึงรู้ว่าไม่ใช่ และเด็กในบ้านสองคนก็คงไม่กล้าทำอะไรโดยพลการ
มาถึงตอนนี้ชายหนุ่มจึงพอเดาสถานการณ์ได้แล้ว
“ยังไงก็แล้วแต่ เรื่องวันนี้ค่อนข้างอันตรายมาก หวังว่าจะไม่มีอะไรแบบนี้อีก ช่วงนี้ไร่เราต้องระวัง ไม่ให้เกิดเรื่องไม่ดี มันอาจกระทบไปถึงคุณอาได้”
เขาเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ โดยเลี่ยงที่จะบอกอย่างละเอียดว่าสุนัขของน้องสาวเกือบจะแบนติดล้อรถของตน รู้นิสัยดีว่าเจ้าตัวต้องตกใจแล้วจะยิ่งเอาเรื่องให้ได้ว่าสุนัขของตัวเองหลุดได้อย่างไร ไต่สวนไปมาก็ต้องเป็นตมิสาผิดพลาดเองอยู่ดี เขาจึงสรุปไปเลย และบอกตัวเองว่าไม่ได้ปกป้องหญิงสาว แต่เพราะเธอเจ็บตัวไปแล้วก็เลยไม่อยากให้ต้องมีปัญหากับน้องสาวของเขา
โดยนัยหนึ่งก็เป็นการขอกับตัวการในครั้งนี้กลายๆ ด้วยเช่นกัน
ต้นองุ่นแผ่พุ่มเถาเลื้อยหนาไปตามค้างที่รองรับซึ่งเรียงแถวเว้นระยะเท่ากันอย่างสวยน่ามอง ในเวลานี้ทุกอย่างเขียวชอุ่มไปทั่วทั้งไร่ แม้องุ่นยังไม่ออกผล
ตมิสาเพิ่งมีโอกาสเดินดูไร่เป็นครั้งแรกหลังจากมาทำงานที่นี่เกือบเดือน ในตอนแรกเธอเดินดูนั่นนี่อยู่แถวหน้าที่พัก สาวิตเห็นเลยชวนติดรถเขามาเพราะรู้จากนายแล้วว่าเธอได้รับอนุญาตให้หยุดพัก แล้วบอกว่าสายหน่อยหรือหากอยากกลับจะหาคนขับรถกอล์ฟไปส่ง หญิงสาวก็ไม่คิดว่าจะเดินได้ทั่วเช่นกัน เพียงแค่อยากสูดอากาศกับชมบรรยากาศของไร่บ้าง ในเมื่อได้มาอยู่ในไร่องุ่นชื่อดังทั้งที ไม่อยากนั่งเฉยๆ ในบ้านพัก ตอนนี้แสงแดดไม่ร้อนจัดเดินได้สบายๆ
“อ้าว สวัสดีครับคุณบัญชี”
เบิร์ดเอ่ยทักขณะเดินมากับผู้ชายกลุ่มหนึ่งแล้วเห็นเธอเข้า
“จะไปไหนครับเนี่ย”
“เดินดูไร่น่ะค่ะ”
หากเป็นคนอื่นก็คงไม่คุยกับเธอ ทว่าเขามาหาจามิกรที่สำนักงานบ่อย บางครั้งก็เป็นคนขับรถมาส่งแล้วก็มารับนายออกไป มีโอกาสได้พูดคุยกันบ้าง ตมิสาจึงพอคุ้นเคยกับชายหนุ่ม
“อ๋อ ดีครับ ออกมาข้างนอกบ้าง อยู่แต่ในสำงานอุดอู้แย่ ไร่เราน่าเที่ยว ว่างๆ คุณบัญชีเดินเที่ยวตามสบายได้เลยครับ นายไม่หวง”
“แล้วนี่ทำอะไรกันคะ”
เธอมองอุปกรณ์ในมือแต่ละคนพร้อมถาม
“ดายหญ้าให้องุ่นครับ ฝนตกบ่อย วัชพืชขึ้นดีเหลือเกิน นายก็เลยสั่งให้เคลียร์ จะได้ไม่แย่งอาหารองุ่นของเรา”
“มาด้วยกันไหมล่ะครับคุณบัญชี”
หนึ่งหนุ่มคนงานที่ใจกล้าถามมายิ้มๆ แล้วก็เห็นเบิร์ดกระแทกศอกใส่อีกฝ่าย เจ้าตัวกลับยักคิ้วให้ ขณะที่คนงานแต่ละคนต่างก็หันไปยิ้มให้กัน
“คิดอะไรวะ จะให้คุณบัญชีมาช่วยดายหญ้า”
เบิร์ดค่อน ทว่าเพื่อนคนงานที่เป็นคนชวนส่ายหน้า แม้เบิร์ดมีศักดิ์เหมือนเป็นหัวหน้าแต่ก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน สนิทสนมกันเป็นอย่างดี
“ใครจะไปคิดอย่างนั้น”
“ไปเป็นกำลังใจล่ะไม่ว่า”
อีกคนที่ยืนข้างเบิร์ดเอ่ยสำทับเพื่อนเสียงหวาน
“ไอ้พวกนี้...”
“เอ้า ทางนี้มัวยืนจับกลุ่มทำอะไรกันอยู่ ฝั่งโน้นเริ่มไปตั้งนานแล้วนะ”
ผู้ช่วยผู้จัดการไร่อย่างเบิร์ดยังไม่ทันได้ด่าบรรดาเพื่อนคนงานขี้หลี เสียงเข้มก็ดังขึ้น คนงานทั้งหมดสะดุ้ง รวมทั้งตมิสาเองด้วย เมื่อหันไปตามเสียงก็เห็นร่างสูงใหญ่ก้าวยาวผ่านทิวแถวของต้นองุ่นออกมา
สายตาคมดุตวัดมามองคนแปลกปลอมทันทีที่เห็นร่างเล็ก อาจเพราะเธอยืนอยู่ในมุมที่ค้างองุ่นต้นหนาบังเขาจึงไม่เห็นตั้งแต่แรก
“ตมิสา”
เขาเอ่ยชื่อเธอเสียงเรียบทว่าหญิงสาวรู้สึกใจเหมือนหล่นไปอยู่ตาตุ่ม แต่ชายหนุ่มก็ไม่ยังไม่พูดอะไร เขาเหลือบมองคนงานหนุ่มๆ ของตัวเองแล้วตวาดขึ้น
“ยังไม่ขยับกันอีกเหรอวะ เดี๋ยวให้พักกลางวันช้าเสียเลยนี่”
คนงานรวมทั้งเบิร์ดต่างก็ผวาแยกย้ายกระจายกันไปคนละจุด
เมื่อไม่มีใครอยู่ใกล้แล้ว ตมิสาก็จำต้องมองสบกับดวงตาคู่คมอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งเขายังถามเสียงขุ่น
“ผมให้คุณพักไม่ใช่เหรอ”
“คือ...”
“ผมให้หยุดแต่คุณกลับมาเดินเตร่ ไร่ผมไม่ใช่ที่บริหารเสน่ห์นะ”
ชายหนุ่มใส่มาเป็นชุดชนิดไม่ยอมฟังเธออธิบาย ตมิสาแทบสะอึกเมื่อถูกต่อว่า แม้จะไม่พอใจแต่อีกฝ่ายเป็นเจ้าของไร่จึงพยายามข่มอารมณ์แล่นลิ้วขัดเคืองของตน
“ฉันแค่มาเดินดูไร่”
“ทำไมต้องมาวันนี้ วันหยุดก็มี”
สีหน้าของคนหน้าคมเข้มบอกชัดว่าไม่เชื่อเธอสักนิด
“แล้วถ้าเดินดูเฉยๆ ไอ้พวกนี้ทำไมไม่เป็นอันทำงาน”
ตมิสาผ่อนลมหายใจยาว เธอไม่นึกอยากอธิบายว่าวันหยุดตนต้องกลับบ้าน และในเมื่อเขาจับผิดอย่างนี้พูดไปก็เปลืองคำเปลืองความคิด เธอไม่อยากต่อความทั้งยังไม่อยู่ในสถานะที่จะเถียงชายหนุ่มจึงเอ่ยปัดไป คิดว่าเขาน่าจะพอใจ
“ค่ะ ถ้าฉันขวางการทำงานของทุกคน ฉันกลับก็ได้ค่ะ”
ร่างเล็กหันขวับ หน้าเชิดมองตรงคอแข็ง เก็บความขุ่นใจเอาไว้ ทว่าเดินได้เพียงสองก้าวก็เสียหลักลื่นอย่างกะทันหัน
“ว้าย...”
เจ้าตัวร้องอุทานตกใจ ทั้งตัวยังหงายหลัง ทำเอาต้องหลับตาปี๋เตรียมใจว่าต้องหัวฟาด แต่กลับไม่ใช่...
=====
“ขึ้นรถ”จามิกรบอกสั้นกระชับเมื่อเดินมาถึงรถเขาแล้วเปิดประตูไปนั่งรออย่างเตรียมพร้อม คนที่เดินตามมาจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากขึ้นไปนั่งข้างคนขับ และได้ยินเสียงถอนหายใจหนักยาวทันที“คุณนี่หาเรื่องเจ็บตัวได้ตลอดเลยนะ”เธอเหล่มองอีกฝ่ายเพียงนิดเดียว“ของแบบนี้ใครจะหากันคะ”“ผมหมายถึงคุณซุ่มซ่าม”ชายหนุ่มดุเสียงเข้มอย่างไม่เกรงใจคนถูกว่าฉุนกึก เขาดุราวกับตัวเองเป็นพ่อหรือพี่เธออย่างนั้น ตมิสาได้แต่คิดแล้วก็หน้างอง้ำ นั่งเงียบไปตลอดทางกระทั่งรถมาจอดหน้าที่พักชายหนุ่มก็พูดขึ้นอีก“เจ็บตัวแล้วยังไม่เจียม เข่ากับแขนคุณต้องระบมแน่วันนี้ แล้วยังลื่นอีก คงได้มีเจ็บเส้นตรงไหนอีกแน่ พรุ่งนี้จะเดินได้หรือเปล่า”“ได้สิคะ”“ให้มันแน่เถอะ”หญิงสาวต้องพยายามข่มใจอย่างมากกับน้ำเสียงดูถูกของชายหนุ่ม เขามาส่งเธอก็เพื่อจะกระแนกระแหนอย่างนั้นหรือ“ขอบคุณที่มาส่งนะคะ”ตมิสาหาทางเลี่ยง ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เธอค่อนข้างแพ้ทางนายของไร่ หากเป็นคนอื่นคงหาคำมาสวนกลับให้อีกฝ่ายยุบยิบในความรู้สึกได้ อย่างเช่นที่ทำกับฐานิดาน้องสาวของเขา หรือแม้แต่แม่เลี้ยงของตน ทว่ากับจามิกรแล้วเธอมักจะสมองตื้อแถมยังรู้สึกว่าควรเจี๋ยมเจี้ย
“ว้าย...”เจ้าตัวร้องอุทานตกใจ ทั้งตัวยังหงายหลัง ทำเอาต้องหลับตาปี๋เตรียมใจว่าต้องหัวฟาด แต่กลับไม่ใช่...เอวเธอถูกรวบด้วยแขนข้างหนึ่งพร้อมรับรู้ได้ว่าร่างแกร่งขยับมาประชิดด้านหลัง ใจที่หายวาบเต้นระทึกขึ้นมาแทนเมื่อลมหายใจร้อนเป่ารดตรงลำคอพร้อมเสียงเข้มดังใกล้หู“อะไรของคุณ ไม่มองทางหรือไง”คนถูกโอบตัวเกร็ง กลั้นหายใจ เนื่องจากแขนกำยำรั้งสูงจนขึ้นมาอยู่ใต้หน้าอกของเธอ ทว่าเหมือนชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจ เพราะเขาบ่นต่อ“ฝนเพิ่งตก ใส่รองเท้าสูงอย่างนี้มาเดินไม่ระวัง มันก็ลื่นสิ”รองเท้าที่ตมิสาใส่เป็นแตะแบบสวมพื้นค่อนข้างหนาราวสองนิ้ว และไม่เหมาะจะเดินในไร่หรือพื้นดินเละไม่สม่ำเสมอก็จริง ทว่าเธอไม่ได้เตรียมตัวมาดูไร่ตั้งแต่แรก ใครจะไปทันคิดจามิกรรู้สึกได้ว่าเสียงถางหญ้ารอบตัวเงียบลง สายตาคู่คมก็กวาดมองไปโดยรอบด้วยสัญชาตญาณ แล้วก็เห็นว่าคนงานทุกคนหยุดมือหันมาทางตนเองกับหญิงสาวด้วยอาการชะงักตาค้าง แม้จะไม่ชอบใจที่กลายเป็นจุดสนใจ หากก็ยังช่วยดึงคนตัวเล็กกว่าตนเองมากให้ถอยมายืนในจุดที่ไม่อันตราย แล้วรีบปล่อยมือโดยเร็ว“ขอบคุณค่ะ”ตมิสาหันกลับมาพึมพำเสียงเบา สบตาชายหนุ่มเพียงชั่วแวบแล้วรีบหลุบลง
“ทำไมพี่จาต้องห้ามลิตเติ้ลขึ้นไปนอนข้างบน”ฐานิดาหน้างอใส่พี่ชายทันทีที่ชายหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะอาหารจามิกรถอนหายใจ เขาอาบน้ำเรียบร้อยแล้วจึงลงมากินข้าว ก่อนหน้านี้กลับมาจากสำนักงานปุ๊บก็บอกให้จอยกับจีจี้เอาบ้านเล็กของลิตเติ้ลออกจากห้องน้องสาวเขาลงมาไว้ข้างล่างทันที พร้อมทั้งหักเงินเดือนทั้งคู่ ส่วนน้องสาวมาถึงทีหลัง เจ้าตัวคงเพิ่งรู้เรื่อง“มันต้องโดนทำโทษ”“ทำโทษอะไรคะ”ร่างสูงใหญ่ของคนเป็นพี่นั่งลงฝั่งตรงข้าม ซึ่งตรงหัวโต๊ะคุณพรนภามารดาเขานั่งอยู่ ท่านเหลือบมองลูกทั้งสองคน ทว่ายังไม่เอ่ยอะไรเมื่อไม่ได้ทุ่มเถียงกันเสียงดัง นอกจากหันไปบอกกับป้าอุ่นคนสนิทว่าให้เริ่มตักข้าวได้เพราะทุกคนพร้อมหน้าแล้ว“มันกัดคน”“ลิตเติ้ลเนี่ยนะคะกัดคน?”ฐานิดาถามพร้อมขมวดคิ้ว พยายามมองสังเกตทั้งป้าอุ่น จอยและจีจี้ รวมทั้งมารดาของตนว่ามีใครเป็นอะไรหรือไม่ หากแต่ละคนก็ปกติดี อีกทั้งไม่เชื่อว่าสนุขตัวน้อยของตนจะกัดใคร ในเมื่อมันไม่เคยกัด“ทุกคนก็โอเคดีนี่คะ”หญิงสาวพูดพร้อมกับมองมารดาอย่างต้องการคำยืนยัน ทว่าท่านยังไม่ได้เอ่ยอะไรพี่ชายก็พูดขึ้นมาก่อน“มันกัดคนที่สำนักงาน”คิ้วเรียวสวยขมวดแปลกใจว่าเป็นไปได้อย
ครู่หนึ่งตมิสาก็ออกมาหน้าสำนักงานพร้อมกระเป๋าใบเล็กๆ เตรียมพร้อมที่จะออกไปข้างนอก แม้ยังไม่แน่ใจว่าจะไปอย่างไรก็ตาม เธอล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและใช้ผ้าเช็ดหน้าพันชั่วคราว แม้เจ็บหน่อยหากแผลก็ไม่ลึกจนน่ากลัว“ถ้าจะออกไปข้างนอกก็ไม่น่าพามันมาด้วย”เสียงเข้มดุดันทำเอาคนเพิ่งออกมาชะงักเท้านิดๆ พยายามไม่เข้าไปใกล้ ปล่อยให้ชายหนุ่มคุยกับเด็กสองคนของเขาไปร่างสูงใหญ่กอดอกมองจอยกับจีจี้ด้วยสายตาดุ ทั้งสองคนมีหน้าที่เลี้ยงลิตเติ้ลในตอนที่น้องสาวเขาไม่อยู่ ปกติก็เห็นออกมาคนเดียว อีกคนดูสุนัข ไม่ออกมาด้วยกันแบบนี้ ซึ่งทั้งคู่ได้แต่ก้มหน้าจ๋อยรับผิด ขณะที่จอยอุ้มลิตเลิ้ตไว้“พามันกลับไป แล้วก็ไม่ต้องเอาออกมาอีก”ทั้งสองคนเงยหน้าอึกอักเหมือนมีอะไรจะพูด“ทำไม มีอะไร”“เอ่อ...คือ...คุณ...”“มะ...ไม่มีค่ะ”จีจี้จะพูดบางอย่างแต่จอยสวนขึ้นมาก่อน“ตกลงมีหรือไม่มี”คนของเขาหน้าเสีย หันมองกันเอง ต่างก็ส่งสายตาให้กันชนิดที่ดูออกว่ามีปัญหาจามิกรพอมองออกแต่ไม่อยากซักไซ้ให้เสียเวลาเพราะสิ่งสำคัญตอนนี้คือพาบัญชีสาวไปทำแผล“มีอะไรไว้ไปคุยกันที่บ้านก็แล้วกัน กลับไปได้แล้ว”คำสั่งของเขาทำเอาทั้งสองคนสะดุ้ง แต่ก็ต้อง
“พี่วิตขอให้นายเข้าไปเซ็นงบเบิกจ่ายเดือนหน้าภายในวันนี้ครับ”“เออ”ใบหน้าหล่อคมเข้มมีสีหน้าหงุดหงิดขณะเดินตรวจคนงานฉีดอาหารเสริมทางใบให้กับต้นองุ่น เขาฟังจากสาวิตมาหลายรอบแล้วเพราะตั้งแต่ต้นอาทิตย์มายังไม่ได้เข้าไปสำนักงานสักวัน เขากินข้าวกลางวันที่โรงอาหารกับเบิร์ด เป็นเรื่องปกติที่อีกฝ่ายมักจะต้องเตือนหลังจากเซ็นเอกสารค้างไว้หลายงานแล้วเขายังไม่เซ็นอนุมัติต่อ หากต้องลงงานในไร่ติดกันหลายวันจามิกรชอบงานในไร่ แม้แต่ปลูกต้นไม้ดอกไม้ตัดแต่งต้นไม้ในไร่เขาก็เป็นคนดูแลเอง ส่วนงานดูแลต้อนรับนักท่องเที่ยวกับผู้เข้าพักให้สาวิตเป็นคนจัดการ หากไม่ใช่คนในไร่น้อยคนที่เขาเดินผ่านจะรู้ว่าจามิกรคือเจ้าของไร่ แถมเวลาต้องออกงานหรือออกร้านต่างๆ เขาก็ยังให้สาวิตไปกับมารดาของตนมากกว่าจะไปเองเพราะไม่ชอบการปั้นหน้าเข้าหากัน“ใกล้เที่ยงแล้วผมว่านายไปเลยดีไหมครับ ผมจะโทรไปบอกแม่ให้คนเอาข้าวไปส่งที่สำนักงาน”“วะไอ้นี่ แกพูดเรื่องนี้กับฉันตั้งแต่เห็นหน้าตอนเช้าแล้วนะ ฉันไม่ได้ความจำเสื่อม”“ผมแค่เสนอ”เบิร์ดบอกเสียงอุบอิบ หน้าแหยเมื่อถูกดุ แต่ไม่ได้กลัวเพราะเขามักจะถูกดุหรือเตะจากนายบ่อยๆ อยู่แล้ว“จริงๆ ผมคิด
พี่ชายมาส่งเธอด้วยตัวเองพร้อมกับมีคนขับรถมาให้ ชายหนุ่มใส่แว่นดำนั่งเงียบๆ ด้านหลังคู่กับเธอ หญิงสาวต้องเปิดกระจกให้รปภ.เห็นว่าเป็นตนเองพร้อมบอกว่ารถที่บ้านขนของมาส่งชยุตม์เดินสำรวจทุกมุมห้องและกุญแจทั้งประตูหน้าต่างอย่างละเอียดหลังจากตนกับคนขับรถขนกระเป๋าเข้ามาในห้องน้องสาว“พอใจหรือยังคะ”“ไม่”คนเป็นพี่ชายกอดอก เขาไม่อยากให้น้องสาวอยู่ที่นี่จะพอใจได้อย่างไร อีกอย่างชายหนุ่มแน่ใจว่าหากบิดารู้ก็คงไม่เห็นด้วยเหมือนกับเขา และอาจยิ่งเป็นห่วงตมิสามากขึ้น แต่เพราะตกลงกับน้องสาวไว้แล้ว เจ้าตัวก็ดูมีความสุขที่ได้ทำงานเขาจึงยังไม่ได้บอกบิดา ตั้งใจว่าจะกล่อมให้น้องลาออกหลังจากนี้ให้ได้แม้คนใช้นามสกุลนี้ที่เป็นญาติพี่น้องทางฝ่ายบิดาก็มีไม่น้อย แต่สักวันคนไร่นี้ก็ต้องรู้ว่าตมิสาเป็นน้องสาวของเขา เป็นลูกสาวของส.ส.ชนินท์ ถึงจะไม่อยากตีตนไปก่อนไข้ ทางนี้อาจไม่คิดอะไร แต่เขาไม่อยากเสี่ยง“วันเสาร์ตอนเย็นพี่จะให้คนมารับกลับบ้าน แล้ววันจันทร์พี่จะมาส่ง”ชายหนุ่มสรุป เมื่อน้องสาวขยับปากเหมือนจะเถียงเขาก็เอ่ยเสียงจริงจัง“มิ้มไม่สบายใจที่จะอยู่บ้านพี่รู้ แต่มิ้มก็ต้องคิดถึงใจของพ่อบ้าง ท่านคิดถึงมิ้ม







