เข้าสู่ระบบคิรินทร์นั่งอยู่หลังพวงมาลัยท่ามกลางถนนที่ทั้งมืดและเงียบราวกับไร้ผู้คน แสงไฟรถฝ่าฝนที่กระหน่ำไม่ลืมหูลืมตา หลังจากประชุมกับลูกค้าจนดึก เขาตั้งใจจะกลับโรงแรมไปพัก แต่ยิ่งขับยิ่งรู้สึกอึดอัดอย่างประหลาด เหมือนหัวใจหนักอึ้งโดยไม่รู้สาเหตุ เขาให้ลูกน้องขับรถตามหลังมาเพราะอยากอยู่กับตัวเอง
ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนหัวใจของเขากลับไม่เคยลืมผู้หญิงคนนั้น ที่หายไปอย่างไร้ร่องรอยจนเขาตามหาไม่เจอจนเขาถอดใจ เมื่อรถเคลื่อนผ่านสี่แยกไฟแดงคิรินทร์มองเห็นเพียงแสงไฟสลัวๆ ก่อนที่เงามืดขนาดใหญ่จะพุ่งเข้ามาในลำแสงไฟหน้ารถ
รถบรรทุกสิบล้อโผล่เข้ามาอย่างกะทันหันในระยะประชิด รวดเร็วเกินกว่าที่เขาจะเบรกหรือหักหลบได้ทัน
“เห้ยยย” เสียงคำสบถยังเอ่ยไม่ทันจบ
โครม!!!
แรงกระแทกมหาศาลพุ่งเข้าปะทะด้านข้าง รถของคิรินทร์ถูกชนจนหมุนคว้างหลายตลบ เสียงเหล็กเสียดสีกับพื้นถนน ครูดดังลั่นไปทั่วความมืดกระจกแตกกระจาย เสียงลมหายใจขาดห้วงดังแผ่ว ปลายนิ้วของเขาเย็นชาสายตาพร่ามัว เหมือนภาพทั้งหมดกำลังจางหายไปทีละน้อยก่อนสติสุดท้ายจะดับวูบลง
เพล้ง!
เสียงแก้วกระแทกพื้นแตกกระจายก้องไปทั่วห้องโถง เศษแก้วกระเด็นไปทั่วราวกับสะท้อนอารมณ์ของคนบนเตียงผู้ป่วยที่เดือดดาลไม่ต่างกัน ตั้งแต่คืนที่เกิดอุบัติเหตุขาซ้ายของชายหนุ่มถูกกระแทกอย่างรุนแรงจน หักไปหนึ่งท่อนหมอผ่าตัดดามเหล็กให้แล้ว แต่บอกชัดว่าต้องพักฟื้นนาน อาจมีผลต่อการเดินในระยะยาว และนั่นคือสิ่งที่เขารับไม่ได้
ชายหนุ่มกำหมัดแน่น ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธผสมความหงุดหงิดที่อัดแน่นอยู่ในอก เขาเคยชินกับความคล่องแคล่ว ทำอะไรด้วยตัวเองทุกอย่าง แต่ตอนนี้แม้แต่จะลุกนั่งก็ยังต้องมีคนคอยช่วย
“ออกไป!” เสียงเข้มต่ำตวาดลั่นจนพยาบาลหน้าซีด
“แต่คุณคเชนต้องการพบท่าน…” รีบเบี่ยงตัวหลบแก้วอีกใบที่เขาปาใส่
เพล้ง!
“ฉันไม่พบใครทั้งนั้น!” เขาตะโกนลั่นจนเส้นเลือดขมับปูด
“จับตัวไว้” เสียงคเชนดังขึ้นมองหลานชายตัวแสบที่ทำตัวราวกับเด็กอายุสิบขวบ
“ปล่อย อามีสิทธิ์อะไรมาวุ่นวายกับชีวิตผม!”
“ดูสภาพตัวเองตอนนี้หน่อยใครเห็นก็มีแต่สมเพช” คเชนมองสภาพของหลานชาย ตั้งแต่ได้รับข่าวร้ายเขารีบกลับมาดูแล ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาตอนนี้แทบดูไม่ได้เป็นครั้งแรกที่คิรินทร์ปล่อยตัวเองให้โทรม
“มันเรื่องของผม” เขาไม่อยากให้ใครมาพบเขาสภาพนี้
“พรุ่งนี้เอาตัวไอ้คินกลับเชียงใหม่ ไปรักษาตัวที่นั่น”
“ผมไม่ไป! จะไม่ไปเหยียบที่นั่นอีก” อะไรที่เกี่ยวข้องกับพ่อเขา เขาจะไม่ไปเกี่ยวข้องเด็ดขาด
“ถ้าแกขัดได้ก็ลองดูฉันจะกลับไปรอที่เชียงใหม่ ถ้าใครปล่อยให้ไอ้คินหนีไปได้ฉันจะตัดคอพวกแก”
“ไม่ไปโว้ยยย ปล่อยกูพวกมึงต้องฟังกูดิ” เขาโวยลั่น ตาแดงก่ำเหมือนคนคลุ้มคลั่ง แต่สู้แรงลูกน้องไม่ได้ตอนนี้เขาอ่อนแออย่างน่าสมเพช
ไข่มุกวางแฟ้มงานลงบนโต๊ะก่อนจะยกมือกดขมับเบาๆ หลังคเชนโทรมาบอกให้ไปพบที่บ้านใหญ่ เธอถอนหายใจเล็กน้อย วันนี้งานก็หนักพอแล้ว ยังต้องเจออะไรอีกไม่รู้ เธอเดินออกจากออฟฟิศท่ามกลางแสงแดดยามบ่าย แต่ไม่ทันก้าวพ้นประตูดี เสียงกระซิบกระซาบก็ดังขึ้นด้านหลัง
“คงไปประเคนให้พ่อเลี้ยงถึงที่ล่ะสิ” เสียงหัวเราะคิกคักตามมา
“มีลูกตั้งสามคนแบบนั้น พ่อเลี้ยงเขาจะจริงจังได้ไง”
“ก็ไม่รู้ไปเป็น น้อย เขาหรือเปล่า ถึงต้องเลี้ยงลูกคนเดียว”
คำเหล่านั้นลอยตามลมเข้าหูของไข่มุกจนเธอชะงักฝีเท้า แต่เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้นเธอเม้มริมฝีปากสายตาแน่วแน่ แต่แววเศร้าซ่อนอยู่ลึกๆ เพราะมันไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอได้ยิน และคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย
เธอเดินต่ออย่างสงบนิ่ง แม้หัวใจจะเจ็บแปลบได้ทุกครั้งที่ถูกตีตราแบบนั้น เธอไม่ได้เป็นน้อยใคร ไม่ได้ยื่นหน้าเข้าไปหาผู้ชายคนไหน และลูกทั้งสามคน ก็ไม่ใช่ความผิดของใครเลย หญิงสาวเงยหน้ามองท้องฟ้า สูดลมหายใจเข้าลึกเหมือนพยายามกลืนคำพูดพวกนั้นลงไป
“พ่อเลี้ยงมีอะไรหรือเปล่าคะ” เธอมุกยืนตัวเกร็งเล็กน้อย หน้าเธอเต็มไปด้วยความกังวล
“นั่งก่อนสิ” คเชนเอ่ยเสียงนิ่ง
“ค่ะ” เธอรีบนั่งอย่างว่าง่าย
“พรุ่งนี้ไม่ต้องไปทำงานที่ออฟฟิศแล้วนะ” คเชนมองสีหน้าของเธอ ก่อนพูดช้าๆ ชัดๆ
“ทำไมเหรอคะมุกทำอะไรผิด” หัวใจของไข่มุกหล่นวูบ เธอบีบมือแน่นจนเล็บจิกลงในผิว เสียงเธอสั่นเล็กน้อย ความกลัวแผ่ซ่านไปถึงปลายเท้า ถ้าไม่มีงานลูกทั้งสามจะอยู่ยังไง
“ไม่ใช่แบบนั้นฉันจะให้หนูมาดูแลคนป่วยชั่วคราว หลานชายของฉันประสบอุบัติเหตุต้องกลับมารักษาตัวที่นี่ ฉันจะเพิ่มเงินเดือนให้ 3 เท่า”
“แต่มุกไม่เคยดูแลคนป่วยเลยนะคะ” ถึงจะไม่มั่นใจ แต่เงินขนาดนั้นมันช่วยลูกๆ ของเธอได้มากเหลือเกิน
“ไม่อยากหรอกป้อนข้าวป้อนน้ำมันก็พอ บังคับให้มันทำกายภาพก็พอ”
“แต่ลูกๆ ของมุก” เธอกลัวว่าจะพาลูกมาทำงานด้วยไม่ได้
“พามาเลี้ยงที่นี่สิคนในบ้านออกจะเยอะแยะฉันไม่ว่าหรอก” เขาเอ็นดูเด็กๆ เหมือนกัน
“มุกกลัวดูแลเขาไม่ดี” เธอไม่เคยทำงานแบบนั้นมาก่อน และไม่รู้นิสัยใจคอของเขาด้วยซ้ำ
“พรุ่งนี้มันน่าจะมาถึงคงต้องทนอารมณ์มันหน่อย” คเชนพูดเสียงเรียบ
“ผู้ชายเหรอคะ?” เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย
“อือ ไอ้คินไม่มีพิษมีภัยอะไรหรอกอาจจะหงุดหงิดบ้างตามประสาคนป่วย”
ชื่อที่คุ้นหูดังขึ้นเหมือนเสียงฟ้าผ่าในหัวเธอ ไข่มุกเผลอกำชายเสื้อแน่น หัวใจเต้นรัวจนแทบหลุดออกมานอกอก หลายปีแล้วที่เธอไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยชื่อนี้ ไม่กล้าแม้แต่จะคิดถึงเธอกลืนน้ำลายฝืดคอ คงไม่ใช่มั้งคงแค่ชื่อเหมือนกันโลกคงไม่เล่นตลกกับเธอขนาดนั้นใช่ไหม?
“หนูมุกฟังฉันอยู่หรือเปล่า” คเชนเอียงหน้าเรียกเมื่อเห็นเธอนิ่งไปนาน
“ฟังอยู่ค่ะ แล้วหลานของพ่อเลี้ยงเขาเป็นอะไรคะ” เธอสะดุ้งเล็กน้อยรีบตั้งสติ
“มันคงอยากตายขับรถชนกับสิบล้อขาหัก ไม่ยอมทำกายภาพอีก” คเชนบ่นดื้อเหมือนกับพี่ชายของเขาไม่มีผิด
“มุกจะพยายามดูแลเขานะคะ”
“ขอบใจหนูมุกมากนะที่ช่วย ฉันรู้ว่าจะให้ใครมาอยู่ใกล้มันตอนนี้มันก็ยาก แต่ฉันไว้ใจหนูมุกที่สุด” คเชนมองเธอด้วยแววตาอ่อนลงทันที
“มุกจะทำให้ดีที่สุดค่ะ” ไข่มุกก้มศีรษะ
“เจ้าสามแสบคงอยากกลับบ้านหนูมุกไปเถอะ วันนี้ฉันให้กลับเร็ว”
“ขอบคุณนะคะ” อีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงใกล้ถึงเวลาไปรับเด็กๆ แล้ว ซึ่งเจ้าสามแฝดไปเรียนที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอยู่ไม่ไกลจากไร่แห่งนี้
สามแฝดพอลงจากรถได้ก็วิ่งกระโดดเข้ามากอดแม่กันคนละด้าน เสียงเจื้อยแจ้วดังลั่นไปหน้าบ้าน และไม่ลืมหันไปยกมือไหว้ลุงชัยที่มาส่ง
“ขอบคุณพี่ชัยมากนะคะ” เธอหันไปขอบคุณเขาที่คอยเป็นธุระจัดการให้
“พี่กลับก่อนนะ ลุงกลับแล้วนะเด็กๆ” ชัยโบกมือลาสามแฝดยิ่งอยู่ด้วยทุกวันยิ่งหลงรักในความแสบซน เขานับถือหญิงสาวจริงๆ ที่เลี้ยงตามลำพัง
“หนูหิวแย้วว~ วันนี้ทะเลแอบกินหนมหนูหมด!” สายลมรีบฟ้องทันทีหน้าเล็กๆ ย่นอย่างเอาจริงเอาจัง
“เปล่านะ!” ทะเลส่ายหน้ารัวๆ ทำตาโตปฏิเสธสุดชีวิต
“ทะเลแหละทำ!”
“พี่ไม่ได้ทำ!”
“พี่ธาราทำ!”
สองแฝดหันไปชี้พี่ชายคนโตพร้อมกันแบบไม่ได้นัดหมาย ราวกับเห็นโอกาสโยนความผิดให้ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง
“แม่ฮะ!” ธารารีบวิ่งมาจับชายเสื้อแม่ ขอความช่วยเหลือด่วนที่สุด
คนเป็นแม่ส่ายหน้าเบาๆ กับความอลหม่านของเจ้าตัวแสบทั้งสาม
“ไม่ต้องเถียงกันแล้วค่ะ วันนี้แม่ทำของโปรดไว้แล้ว”
“เย้! ของโปรดดด!” เสียงเด็กทั้งสามเงียบไปหนึ่งวินาที ก่อนจะดีดตัวขึ้นพร้อมกันเหมือนสวิตช์เปิด แล้วก็วิ่งเข้าบ้านไปอย่างรวดเร็ว ลืมเรื่องฟ้องกันไปหมดสิ้นในพริบตา
ตอนพิเศษ 4ย้อนเวลากลับไปในวันที่ไข่มุกยังเป็นนักศึกษาฝึกงานเช้าวันนั้นอากาศในตึกสำนักงานใหญ่เงียบขรึมจนหญิงสาวรู้สึกกดดันตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าไปไข่มุกยืนก้มหน้าอยู่แถวหน้า พร้อมกับเพื่อนฝึกงานอีกสามคนที่ถูกส่งตัวเข้ามาฝึกงานที่บริษัทแห่งนี้ มือประสานกันแน่นโดยไม่รู้ตัว“นี่คือท่านประธาน ทุกคนโปรดให้ความเคารพด้วยครับ” เลขาหนุ่มเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉียบ“สวัสดีค่ะ ท่านประธาน” เสียงทักทายดังขึ้นพร้อมกัน“ส…สวัสดีค่ะ” ไข่มุกพูดตามเพื่อน เสียงเบากว่าใครทั้งหมดเธอยังคงก้มหน้าไม่กล้าเงยขึ้นไปมอง เพราะถูกสอนมาว่า การจ้องหน้าผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชาระดับสูงถือเป็นการเสียมารยาท ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่งก่อนเสียงทุ้มเรียบจะดังขึ้น“พูดกับผมต้องสบตา” น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดุ แต่หนักแน่นพอจะทำให้หัวใจของคนฟังสะดุด“ขออภัยค่ะ ท่านประธาน” หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย รีบเงยหน้าขึ้นทันทีในวินาทีนั้นสายตาของทั้งสองสบกันโดยไม่ตั้งใจ คิรินทร์นิ่งไปชั่วขณะ เขาไม่รู้ว่าทำไมหัวใจถึงเต้นแรงขึ้นอย่างไม่มีเหตุผลดวงตากลมใสที่ยังเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจใบหน้าเรียบง่าย แต่สะอาดตาอย่างประหลาด ไม่ใช่ความสวยฉูดฉาด
ตอนพิเศษ 3ทะเลยืนหน้ามุ้ยอยู่ใต้ตึกเรียน กระเป๋าสะพายพาดไหล่อย่างไม่ใส่ใจสายตาใคร เขากำลังจะก้าวเดินออกไป แต่กลับต้องชะงัก เมื่อมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งยืนขวางอยู่ตรงหน้าในมือเล็กๆ ของเธอคือดอกกุหลาบสีแดงที่ดูไม่เข้ากับความลังเลในแววตาเลยสักนิด“อ้วนดำขนาดนี้ทำไมไม่เก็บเงินซื้อข้าวกิน จะเอามาให้ฉันทำไม” ทะเลปรายตามองตั้งแต่หัวจรดเท้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรำคาญคำพูดนั้นเหมือนมีดกรีดลงกลางใจ ปันปันกำดอกกุหลาบแน่น ก่อนเอ่ยเสียงสั่น“ปันอยากให้พี่ทะเลค่ะ” เธอก้มหน้าลงทันที ไม่อยากเห็นสีหน้าแกมดูถูกของเขาอีกต่อไป“ไม่สวยหัดเจียมตัวบ้าง” เขาไม่ยื่นมือไปรับดอกไม้แม้แต่นิดเดียว“ปัน...” เธอพยายามจะพูดอะไรต่อ แต่เขากลับตัดบทอย่างไม่ไยดี“ไปทำตัวให้มันสวยๆ ก่อนเถอะคนที่จะมาเป็นแฟนฉัน ต้องสวยน่ารักเท่านั้น” เขาพูดเสียงเรียบ พูดจบหันหลังให้ทันที เดินจากไปโดยไม่หันกลับมาแม้แต่น้อยทิ้งไว้เพียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ยืนตัวสั่นอยู่กับที่น้ำตาหยดลงบนกลีบกุหลาบทีละหยด ปันปันร้องไห้ออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ มือสั่นจนแทบทรงตัวไม่ไหวเธอสูดหายใจลึก ตั้งใจจะเดินหนีไปจากตรงนั้น แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นอะไรบางอย
ตอนพิเศษ 2เวลาผ่านไปหลายปีบ้านหลังเดิมยังคงคึกคักไม่เปลี่ยน เพียงแต่สามแสบตัวน้อยในวันนั้น โตเป็นหนุ่มเป็นสาวกันหมดแล้วสายลมยิ่งโตยิ่งน่ารักรอยยิ้มสดใสกับดวงตาใสซื่อทำเอาเพื่อนผู้ชายในห้องเรียนต่างพากันใจสั่น วันไหนกลับบ้านช้ากว่าปกตินิดเดียว คนเป็นพ่อก็เดินวนเหมือนเสือถูกขัง“วันนี้มีหนุ่มมาจีบอีกไหม” คนเป็นพ่อกอดอกพิงกรอบประตู มองหน้าลูกสาววัยสิบห้าปีอย่างจับผิด“มะ...” สายลมยังไม่ทันตอบจบ“มีสองคนครับ แต่ธาราจัดการไปแล้ว” ธาราพูดขึ้นหน้าตาย ขณะกำลังเทน้ำดื่ม “เก่งมากต้องช่วยพ่อดูแลน้องๆ นะ” เขาหันไปมองลูกชายทันที สีหน้าพอใจอย่างเห็นได้ชัด“พ่อครับ พ่อก็มีแฟนตั้งแต่เด็กทำไมพวกเราถึงมีไม่ได้เหรอครับ” ทะเลถามอย่างไร้เดียงสาเพราะพ่อห้ามไม่ให้พวกเขามีความรักในวัยเรียนประโยคนั้นทำเอาคิรินทร์นิ่งไปชั่วขณะ สมองประมวลผลไม่ทันจะหาข้อแก้ตัว ภรรยาก็สันหาแต่เรื่องไม่ดีของเขามาเล่าให้ลูกๆ ฟัง“คุณแม่เล่าว่าคุณพ่อแรดตั้งแต่เด็กเลยนะคะ” สายลมพูดเสียงใสตาเป็นประกายเหมือนรู้อะไรดี“นั่นมันเรื่องเมื่อก่อน!” เขารีบโพล่งออกมาเสียงดังเกินเหตุเล็กน้อยเขาเหลือบมองไปทางห้องครัวอย่างระแวงในใจคาดโทษภรรย
ตอนพิเศษ 1คิรินทร์นอนกอดเมียแนบอกบนเตียงกว้างอย่างสบายใจ แสงแดดยามบ่ายส่องลอดผ้าม่านบางๆ เข้ามา เผยให้เห็นผืนน้ำทะเลสีครามสุดลูกหูลูกตา ทริปฮันนีมูนครั้งนี้ เขาฝากลูกๆ ไว้กับพี่เลี้ยงแล้วพาไข่มุกหนีความวุ่นวายมาใช้เวลาของกันและกัน“ผมรักคุณที่สุดเลย” เขาพูดเสียงแผ่ว ก่อนจะก้มลงหอมแก้มเธอซ้ายขวาอย่างอารมณ์ดี“คุณคิน แก้มมุกช้ำหมดแล้วนะ” เธอหัวเราะเบาๆ ดันอกเขาออกนิดหนึ่งตั้งแต่มาถึงที่นี่ เขาแทบไม่ยอมพาเธอออกไปไหน นอกจากวนเวียนอยู่แต่ในห้องพักราวกับโลกภายนอกไม่มีความหมาย“หรืออยากช้ำไปทั้งตัวล่ะ” เขายิ้มมุมปาก แววตาเจ้าเล่ห์“อย่ามาหื่น มุกเหนื่อยแถมหิวด้วย” เธอปรามเสียงอ่อน“ผมก็หิวครับที่รัก” น้ำเสียงเขานุ่มลง แต่สายตากลับเป็นประกาย“มุกหิวข้าวค่ะ” เธอรีบแก้ต่างพลางหันหน้าหนีเล็กน้อย“ขออีกรอบได้ไหม” เขาหัวเราะในลำคอ กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น“เมื่อเช้าคุณก็ทำแล้วนะ” เธอบ่นแต่แก้มกลับร้อนผ่าว“ก็ผมหิวแล้วของโปรดผมก็นอนอยู่ตรงนี้นี่นา แถมไม่มีลูกๆ มากวนใจด้วย”หญิงสาวถอนหายใจอย่างคนแพ้ทาง ก่อนจะซุกหน้าลงกับอกเขาเบาๆ แต่ยังไม่ทันที่บรรยากาศหวานจะได้ดำเนินต่อ เสียงโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้า
หนึ่งปีผ่านไปครอบครัวของคิรินทร์และไข่มุกยังคงอบอุ่นเหมือนเดิม ลูกๆ ทั้งสามโตขึ้นเป็นเด็กซนแต่แสนรู้ ส่วนวายุ ลูกคนนั้นดื้อไม่แพ้พี่ชายเลย เล่นเอาคนเป็นพ่อแทบกุมขมับเช้าวันเสาร์สายลมต้องไปเรียนเต้น ไข่มุกไม่ได้บังคับลูก แต่เพราะลูกสาวอยากไป เธอจึงได้แต่สนับสนุนและตามใจ“ทำไมต้องรีบไปด้วยคะ” เธอถามลูกเสียงนุ่ม“สายลมนัดเจเจไว้ค่ะ” สายลมตอบด้วยตาเป็นประกาย“เด็กหนุ่มตัวขาวๆ ใช่ไหม” ไข่มุกนึกขึ้นได้ทันที เธอจำได้ว่าเคยเจอกันครั้งหนึ่ง“ใช่ค่ะ แม่อย่าบอกพ่อนะคะ เดี๋ยวพ่อดุว่าสายลมคบแต่เพื่อนผู้ชาย” สายลมยิ้มเจ้าเล่ห์“ได้ค่ะ แม่จะเก็บเป็นความลับของเราเอง” เธอหัวเราะเบาๆ พลางลูบหัวลูกสาว“ปล่อยลูกไปหาผู้ชายอีกแล้วนะ!” คิรินทร์ได้ยินทุกอย่าง เขาแทบรับไม่ได้ที่ลูกสาวตัวน้อยมีเพื่อนผู้ชาย“คุณคินสายลมเพิ่งจะกี่ขวบเองเขายังไม่เข้าใจความรักหรอกค่ะ” ไข่มุกอมยิ้ม เอ็นดูสามีไม่น้อย“เป็นเด็กเป็นเล็กทำไมวิ่งตามผู้ชายแบบนี้ล่ะ” เขาหวงลูกสาวเพียงคนเดียว“ทีลูกชายของคุณยังวิ่งตามผู้หญิงเลยนะคะ” เธอว่า พลางคิดถึงความซนและพฤติกรรมแสบๆ ของลูกชายแต่ละคน“นั่นผู้ชายแต่สายลมเป็นผู้หญิง” “เขานิสัยเห
วายุ กฤตเมธานนท์ ลูกชายคนเล็กของคิรินทร์กับไข่มุกลืมตาดูโลกครบหกเดือนแล้ว และตั้งแต่วันนั้นชีวิตของท่านประธานบริษัทหมุนกลับด้านทันที เพราะเขาดันสัญญากับเมียว่าจะเลี้ยงลูกเอง และไข่มุกก็เห็นดีเห็นงามด้วยทุกเช้าแทบไม่ได้พัก เขาต้องตื่นมาแต่งตัวให้สามแฝดไปโรงเรียนไหนจะต้องอุ้ม และเล่นกับวายุที่ติดพ่อเป็นแม่เหล็ก พอหันกลับไปดูตัวเองในกระจกก็แทบจำไม่ได้ภาพท่านประธานผู้สง่างามหายไป เหลือเพียงพ่อบ้านหัวฟูผู้มีแพมเพิสและขวดนมเป็นอาวุธประจำตัวเท่านั้นหมดความเป็นท่านประธานโดยสมบูรณ์จริงๆคิรินทร์ที่เพิ่งอุ้มวายุ เดินผ่านมาอย่างเงียบขรึมวันนี้ไข่มุกจะไปทำผม เขาเลยพาลูกชายมาทำงานด้วย แต่ประโยคที่ลอยเข้าหูทำให้ก้าวชะงัก“อิจฉาน้องไข่มุกจังเลย วาสนาดีมาก”“นั่นสิ ไม่รู้ไปรักกันตอนไหน”“น้องมุกสวยขนาดนั้น ไม่แปลกที่ท่านประธานจะชอบ”เสียงหัวเราะคิกคักดังเบาๆ ทั้งสามสาวเอียงตัวเข้าหากันอย่างเมามัน โดยไม่รู้เลยว่าคนที่กำลังถูกพูดถึงยืนอยู่ด้านหลัง“ดูท่านประธานรักภรรยามากนะคะ”“พาลูกมาทำงานด้วยเกือบทุกวันใครบ้างจะไม่อิจฉา”ชายหนุ่มเลิกคิ้วนิดๆ ก่อนกระแอมหนึ่งครั้ง สามสาวหันกลับมาช้าๆ เหมือนหน







