Share

บทที่ 4

last update Last Updated: 2026-01-09 18:13:07

หลี่เฉิงยิ้ม “ใช่”

“เหตุใดจึงยอมบอกข้า”

“เพราะข้าไม่มีเหตุผลที่ต้องปิดบัง ช้าเร็วอย่างไรเรื่องนี้ก็ต้องถูกเปิดเผย เพียงแต่ข้ายังคงยืนยันสิ่งที่ได้พูดไปก่อนหน้านี้ แม้ข้าสามารถพาท่านขึ้นเป่ยซาน แต่การตัดสินใจสุดท้ายยังคงเป็นของอาจารย์”

“ยังมีอีกหนึ่งคำถาม”

“เชิญกล่าว”

“แสงของดวงดาวทางเหนือที่ท่านกล่าวถึง คนผู้นี้คืออาจารย์ของท่านผู้นั้นใช่หรือไม่”

หลี่เฉิงยิ้มกว้างทั้งยังมองฉู่หมิงด้วยดวงตาพึงพอใจ “ข้ามองไม่ผิด สมแล้วที่เป็นถึงเสนาบดีแคว้นเทียนเฉา ทุกเรื่องท่านล้วนคาดเดาได้อย่างรวดเร็ว”

ไม่ใช่ว่าเขาเก่งกาจ เพียงแต่ฉู่หมิงเป็นคนช่างสังเกต เขานำเรื่องราวและการกระทำของผู้คน รวมไปถึงคำพูดต่างๆ ของหลี่เฉิงมาพิจารณาเข้าด้วยกัน ทุกอย่างล้วนชี้นำไปยังสตรีผู้นั้น

...สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน

“ในความคิดเห็นของท่าน ท่านคิดว่าผู้อาวุโสแห่งเป่ยซานจะยอมช่วยข้าหรือไม่”

หลี่เฉิงถอนใจ “ตอบท่านเสนาบดีตามตรง ข้าเองก็สุดจะคาดการณ์ อาจารย์ของข้า...” เขาส่ายหน้า “มีเรื่องเหลือเชื่อบางเรื่องไม่พานพบย่อมไม่มีทางกระจ่าง หากแต่เมื่อพานพบบางครั้งก็ไม่แน่ว่าจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น เอาไว้ท่านพบนาง ท่านจะเข้าใจได้เอง”

“ข้าตายก็ไม่เสียดาย วันนี้ผู้อาวุโสยอมช่วยเหลือก็นับเป็นวาสนาของข้าแล้ว”

“ท่านเสนาบดี ข้าช่วยท่านเพราะมีข้อแลกเปลี่ยน ไม่นับเป็นวาสนา เพียงแต่มีเรื่องหนึ่งข้าต้องตกลงกับท่านและคนของท่านให้เข้าใจตรงกัน”

ฉู่หมิงนิ่งฟังด้วยท่าทีสงบ

“ไม่ว่าเรื่องจะออกมาสมปรารถนาหรือไม่ เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างท่านกับข้าและคนของเป่ยซาน ล้วนไม่เคยเกิดขึ้น”

ความหมายก็คือหากอาจารย์ของเขาไม่ช่วย ฉู่หมิงจะต้องลงเขาและเก็บเรื่องในวันนี้เป็นความลับ

“ข้ารับปากท่าน ไม่ว่าวันนี้จะลงเอยเช่นไร ข้ากับคนของข้าไม่เคยขึ้นเป่ยซาน และไม่เคยพบท่านมาก่อน”

หลี่เฉิงพยักหน้าด้วยแววตาพึงพอใจ “วางใจเถิด ข้าจะพยายามโน้มน้าวให้อาจารย์ยอมช่วยท่าน” กล่าวจบเขาก็ลุกขึ้นและเปลี่ยนไปขับรถม้าระหว่างทาง โดยให้ฉินเซิงเข้ามานั่งในรถม้ากับฉู่หมิง

“อีกเดี๋ยวเจ้าอยู่เงียบๆ ห้ามเปิดปากพูดเด็ดขาด ไม่ว่าเรื่องใดข้าล้วนตัดสินใจเอง เจ้าเพียงยืนนิ่งข้างๆ ข้าก็พอ” ฉู่หมิงกำชับกับฉินเซิงเสียงเรียบ

“ข้าน้อยทราบแล้ว”

ท่านหมอลู่เคยบอกไว้ หนึ่งในศิษย์ของสตรีวิปลาสแห่งเป่ยซานฝีมือล้ำเลิศ ส่วนหลี่เฉิงก็เคยกล่าวเป็นนัยว่าศิษย์น้องทั้งสองของเขาเป็นคนค่อนข้างใจร้อน

การที่หลี่เฉิงออกไปขับรถม้าและให้ผู้มาเยือนเข้ามานั่งด้านใน จุดประสงค์ก็เพื่อให้ศิษย์น้องทั้งสองที่อยู่บนเขายั้งมือไว้ไมตรี

เป่ยซานสูงชันลดเลี้ยวเต็มไปด้วยอันตราย ระหว่างทางมีแมกไม้สูงใหญ่ สัตว์ป่าซึ่งอาศัยอยู่กันตามธรรมชาติ ยังไม่นับว่ามีค่ายกลซึ่งวางเอาไว้ทำให้ง่ายต่อการพลัดหลง ทำให้ไม่ว่าผู้ใดที่คิดรุกล้ำต้องคิดใหม่ให้รอบคอบก่อนบุกรุกโดยไม่ได้รับอนุญาต

ถึงอย่างนั้นยังมีหลายครั้งที่ผู้มาเยือนโชคดีได้พบหนึ่งในศิษย์ของสตรีวิปลาส และคนเหล่านั้นหากไม่ใช่มาเพื่อขอความช่วยเหลือ ก็มักจะเป็นคนที่เดือดร้อนจนไร้ที่พึ่งพิง

ในหนึ่งปีมักจะมีคนพยายามขึ้นเขา และในจำนวนคนนับพัน คนที่สมหวังก็มักจะเป็นจำนวนตายตัว เพราะนับแล้วก็มักจะไม่เคยเกินปีละสามคน และทุกคนล้วนช่วยเก็บความลับของเป่ยซานเอาไว้เป็นอย่างดี

ตงเสวี่ยขมวดคิ้วมองรถม้าหรูหราซึ่งกำลังวิ่งขึ้นเขามา ดวงตาของเขาจ้องเขม็งไปยังบุรุษวัยกลางคนที่ทำหน้าที่ขับรถม้า

“ศิษย์น้องเล็ก เจ้ามานี่ครู่หนึ่งสิ”

หานเจียชะงักมือจากแพรพรรณสีฉูดฉาดตรงหน้า นางกำลังปักชุดใหม่ให้ผู้เป็นอาจารย์ หลังจากหลายวันก่อนแอบลงเขาไปซื้อผ้าเหล่านี้มาหลายพับ

“มีอะไรหรือ”

“นั่น...มิใช่ศิษย์พี่ใหญ่หรอกหรือ เจ้าช่วยข้าดูให้ชัดเจนที”

ชายหนุ่มและหญิงสาววัยไม่เกินยี่สิบ กลับเรียกชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบเป็นศิษย์พี่ นอกจากคนของเป่ยซานแล้ว ยังจะมีผู้ใดกล้าทำเรื่องน่าขบขันเช่นนี้อีกเล่า

“เป็นเขา แต่...เขาพาใครขึ้นเขามาด้วย ปีนี้ครบสามคนแล้วนะ” หานเจียหลับตาเงี่ยหูฟัง

ตงเสวี่ยเองก็นิ่งเงียบมองศิษย์น้องของตน

“น่าจะสองคน อีกคนลมหายใจหนักแน่นสม่ำเสมอ ดูแล้วน่าจะมีวรยุทธ์ ส่วนอีกคน...น่าจะผิดปกติ” หานเจียคิ้วขมวดก่อนวางทุกอย่างในมือ

“ข้าจะไปแจ้งอาจารย์ ศิษย์พี่รองท่านไปรับหน้าศิษย์พี่ใหญ่ก่อน เขาพาคนป่วยขึ้นเขามาด้วยตัวเองเช่นนี้เกรงว่าไม่ใช่เรื่องดี...”

“คนป่วย? ศิษย์พี่ใหญ่เนี่ยนะ! มิใช่ตกลงกันแล้วว่าสามคนต่อปี นี่อะไร หรือเขาเห็นอะไรล่วงหน้าอีก”

“ข้าไม่สน!” หานเจียถลึงตาให้ตงเสวี่ย “พาคนนอกขึ้นเขามารบกวนอาจารย์ในช่วงนี้ได้อย่างไร เขามิใช่รู้ดีว่าผู้ใดหรอกหรือว่าช่วงนี้อาจารย์ต้องเก็บตัวเงียบๆ หาไม่เจ้าพวก...”

ตงเสวี่ยรีบปราดเข้ามายกมือปิดปากศิษย์น้องเล็กของตน

“เอาละๆ เราฟังเขาพูดก่อนดีกว่า เจ้าอย่าพูดอะไรเอาแต่ใจตอนโกรธสิ รีบไปบอกอาจารย์เร็วเข้า”

ขณะที่พูดตงเสวี่ยเองก็หันซ้ายขวาราวกับกังวลว่าจะมีใครมาได้ยิน ทั้งที่ยอดเป่ยซานก็มีอยู่กันแค่สามคนเท่านั้น

ตงเสวี่ยมองแผ่นหลังของศิษย์น้องจากไปแล้วได้แต่ลอบถอนใจ สายตาของเขาวกกลับมายังรถม้าที่กำลังวิ่งขึ้นเขา ในใจรู้สึกสงสัยในการกระทำของผู้เป็นศิษย์พี่

การพาคนนอกขึ้นเขามาโดยพลการเช่นนี้ ศิษย์พี่ใหญ่ของเขาไม่เคยทำมาก่อน “เฮ้อ...ก็ต้องมาดูกันว่าห้าปีมานี้ท่านลืมสิ่งที่ข้ากำชับหรือไม่”

ค่ายกลของเขานับจากวันที่ร่ำเรียนจนแตกฉาน ถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยมีใครทำลายลงได้ แม้ศิษย์พี่ใหญ่จะสามารถขึ้นเขามาได้ช่วงหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดก็ต้องรอให้เขาเป็นคนเปิดทางอยู่ดี

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 144 จบ

    ว่านหรงขยับเข้ามาจนจมูกชิดกันกับนาง “เสี่ยวเจีย” เขากระซิบเสียงเบา หานเจียได้กลิ่นสุราปะปนมากับกลิ่นน้ำทะเลดวงตาของว่านหรงส่องประกายในความมืด เขามองนางด้วยประกายคาดเดาได้ยาก หญิงสาวได้แต่เบิกตามองเขาอยู่เช่นนั้น กระทั่งสัมผัสแผ่วเบาแตะพลิ้วลงมายังริมฝีปาก“รู้สึกอย่างไร” เขาถามนางเมื่อละจุมพิตออก ใบหน้าหล่อเหลายังคงอยู่ใกล้จนชิด ลมหายใจอบอุ่นเป่ารดดวงหน้าของหญิงสาวหานเจียเม้มปากด้วยท่าทีสงสัย นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา สองแขนยกขึ้นสอดรอบลำคอแกร่ง “อีกครั้ง”นางเป็นฝ่ายขยับเข้ามาหาเขา ยกสองมือดันศีรษะด้านหลังของชายหนุ่มเข้าหา จุมพิตซ้ำๆ ราวกำลังพิสูจน์อะไรบางอย่างในใจว่านหรงสอดสองมือเข้าโอบรอบเอวอรชรภายใต้สายน้ำ รั้งหญิงสาวเข้าแนบชิดกายด้านหน้า ทั้งสองจุมพิตกันอย่างลึกล้ำท่ามกลางความมืดของท้องทะเลยามค่ำคืนกายเปลือยเปล่าเสียดสี ความรู้สึกในใจถูกเปิดเปลือย หานเจียรู้สึกวูบวาบในทุกสัมผัสจากปลายนิ้วของชายหนุ่ม เขาจุมพิตรุกเร้าและเรียกร้องจนนางอ่อนระทวย สองขาถูกยกขึ้นพาดกับเอวสอบ รับรู้ถึงความต้องการของเขาที่กำลังถูกปลุกเร้าระลอกคลื่นซัดสาด จังหวะชี้นำของทะเลทำให้คนทั้งสองเตลิด ว่านหรงกดปลา

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 143

    ว่านหรงกล่าวจบม่านรถม้าก็ถูกเลิกขึ้น ว่านฮูหยินยิ้มให้นางในอ้อมกอดมีเสี่ยวเปาเปาน้อยที่เพิ่งตื่นนอน เขามองเห็นหานเจียก็ร้องไห้จ้าสองมือยื่นออกมากำปั้นน้อยๆ กำๆ แบๆ คล้ายบอกให้นางอุ้มหานเจียหันไปมองด้านอื่น นางกะพริบตาไล่หยาดน้ำตาจากนั้นกล่าวเสียงเรียบ “ข้าไม่อาจดูแลเขา พวกท่านเหมาะสมที่จะดูแลเขา ข้ามั่นใจว่าพวกท่านจะรักและเลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่” นางสังเกตเห็นว่าว่านฮูหยินเอ็นดูเขามาก อีกทั้งยังรู้ดีถึงฐานะของเด็กน้อย“แล้วเจ้าจะไปไหน”“ลงใต้ ทะเล ชายหาด”“เช่นนั้นก็ขึ้นมาเถิด เราจะไปส่ง หากถึงที่นั่นแล้วเจ้าไม่ต้องการเขา ข้ากับท่านแม่จะพาเขาจากไปเอง” ว่านหรงกล่าวจบก็เลิกคิ้วมองหานเจียที่กะพริบตามองเขาด้วยความประหลาดใจ “หาไม่...เจ้าไปทางนั้น เราจะพาเขาไปทางนี้ ข้าจะพาเขากลับไปคืนฮ่องเต้...”หานเจียถลึงตาให้เขา นางกระโดดขึ้นไปบนรถม้า ก่อนรับเสี่ยวเปาเปาน้อยมาอุ้ม “ออกรถ!” เสี่ยวเปาเปาน้อยยังคงสะอื้น หานเจียปลอบโยนเขาอยู่นานกว่าที่เขาจะหลับไป การเดินทางลงใต้ไม่ได้ยากลำบากนัก คนของฮ่องเต้แคว้นเทียนเฉาที่แฝงเข้าล้วนมองหาสตรีเป็นวรยุทธ์กับเด็กชายตัวน้อยแน่นอนว่าพวกเขาล้วนมองข้ามครอบครัวซ

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 142

    ‘ส่งนางกลับที่ที่นางจากมา’หานเจียเลิกคิ้ว เคยได้ยินเรื่องที่ผู้เป็นอาจารย์เคยกล่าวถึงบ่อยครั้ง เรื่องเกี่ยวกับสถานที่ซึ่งอีกฝ่ายจากมา ‘นางจะไม่เป็นไรใช่หรือไม่’‘นางจะไม่เป็นไรเพราะข้าจะตามนางไปในไม่ช้า’หานเจียชะงักเพราะคำตอบนั้น ความจริงนางยังอยากถามคำถามเขา แต่เมื่อสายตามองเห็นถุงหอมอัปลักษณ์ที่ฉู่หมิงไม่เคยให้ห่างตัว หัวใจของหานเจียก็อ่อนยวบนางรู้ดีว่าคนที่เสียใจและเศร้าใจที่สุดกับเรื่องที่เกิดขึ้น แม้ที่จริงแล้วไม่ได้มีเพียงแค่นาง‘ข้าจะพาเขาไปด้วย’ กล่าวจบนางก็เอื้อมมือไปรับทารกน้อยมาไว้ในอ้อมกอด ฉินเซิงก้าวเข้ามาพร้อมส่งห่อสัมภาระให้ ‘ข้าจะไปส่งเจ้าข้ามชายแดนลงใต้ผ่านแคว้นสู่’นางจากมาโดยไม่ถามอะไรให้มากความ เรื่องราวหลายอย่างเกิดขึ้นทำให้หัวใจของนางรู้สึกสงบและยอมรับได้อาจารย์เคยบอกนางเสมอ การสูญเสียเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง มีเพียงทำใจอยู่กับมันและก้าวเดินไปข้างหน้า ใช้ชีวิตให้ดีเพื่อไม่ให้คนที่ต้องตายจากไปต้องผิดหวังเดินทางมาตลอดหลายเดือน หานเจียพานพบปัญหาในการเลี้ยงดูเด็กทารกบ้าง แต่ระหว่างทางนางพบกับมารดาซึ่งกำลังให้นมบุตรแนะนำ กระทั่งหลายคนอาสาให้นมกับทารกน้อย‘ข้

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 141

    “ขอร้อง ไปจากฉันเสีย ได้โปรด”“ไม่ต้องกลัว มีผมอยู่ ไม่เป็นไรหรอก”ประโยคคุ้นเคยนี้หญิงสาวเคยเป็นคนพูด แต่ตอนนี้เขากลับเป็นฝ่ายพูดออกมาเสียเอง “จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก ผมสัญญา ทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย ขอแค่เราอยู่ด้วยกัน”เสียงของเขาเองก็เจือสะอื้น จูหลานได้แต่เอนตัวไปด้านหลัง พึ่งพิงอกแกร่งอย่างโศกเศร้า ทุกอย่างในใจถูกปลดผนึก ความรักที่ให้ความรู้สึกคล้ายความว่างเปล่า คล้ายมีและคล้ายไม่มีอยู่จริง ภาพต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ไม่มีสติ ราวกับเรื่องเหล่านั้นเป็นเพียงความฝันบนโซฟากว้างในห้องทำงานของหวงฉู่หมิง จูหลานนั่งพาดขาบนตักของชายหนุ่ม เอนศีรษะซบไหล่กว้าง ร้องไห้ออกมาจนกระทั่งน้ำตาแห้งเหือดจึงเอ่ยถามเขาเสียงเบา“หมายความว่ายังไงที่ว่าเจ็ดปี แค่สองเดือนเอง”หวงฉู่หมิงหัวเราะหลังจากแลกเปลี่ยนเรื่องที่เกิดขึ้นกับหญิงสาว “ผมอายุสามสิบตอนที่ไปอยู่ที่นั่น กลายเป็นเทพมังกรที่ดูไร้สามารถ ไม่อาจปกป้องแม้แต่คนที่ผมรัก” เขากระชับอ้อมแขน“ฉันอายุสามสิบแต่กลับไปอยู่ในร่างของอู๋ซินวัยยี่สิบ แต่อยู่ยาวนานถึงสามพันห้าร้อยปี พอตื่นขึ้นกลับพบว่าผ่านไปแค่สี่วัน”“ดีแล้ว ดีแล้วจริงๆ ผมไม่อยากให้คุณต้องรู

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 140

    จูหลานยังคงตัวแข็งทื่อ อยากวิ่งหนีไปให้ไกล แต่ใจกลับยังคงลังเล หัวใจที่กำลังสับสนต่อสู้กับความหวาดหวั่นที่มาโดยไม่ทราบสาเหตุ“มิสจูหลาน?”จูหลานสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนหมุนตัวกลับไปด้วยรอยยิ้มสุภาพ ตั้งใจจะเผชิญหน้ากับเรื่องในวันนี้ หลังจากนั้นเธอก็รู้แล้วว่าสมควรหลบเลี่ยงเขาอย่างไร เธอจะกลับอเมริกากับเฟิงเหยียน ไม่ว่ายังไงก็ต้องไปให้พ้นจากที่นี่ ไปจากคนเหล่านี้...การสัมภาษณ์ที่แสนเคร่งเครียดเริ่มขึ้น ที่จริงมีเพียงหญิงสาวที่รู้สึกเช่นนั้น เพราะดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่ได้รู้สึกไปในทางเดียวกันอย่างน้อยรอยยิ้มของเขาก็ยังคงอ่อนโยน น้ำเสียงนุ่มทุ้มน่าฟังเอ่ยถามเรื่องทั่วไป ความคาดหวังในองค์กร กระทั่งถามถึงสวัสดิการที่เธอต้องการหญิงสาวตอบไปตามจริงทุกข้อ เธอไม่ใช่เด็กสาวที่คาดหวังกับอะไรลมๆ แล้งๆ การทำงานที่ต้องการความมั่นคง ผลตอบแทนที่สมกับการทำงานหนัก ย่อมเป็นสิ่งที่คนทำงานทุกคนต้องการผ่านไปครึ่งชั่วโมงซึ่งก็ดูเหมือนแสนนาน หากมองในแง่ที่ว่าซีอีโอคนหนึ่งเป็นคนสัมภาษณ์พนักงานด้วยตัวเอง จูหลานลุกขึ้นยืนทันทีที่เขาลุกขึ้นยื่นมือออกมา“หวังว่าจะได้ร่วมงานกันนะครับ”“ก็อย่างที่บอกค่ะ ฉันยังไม่ได

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 139

    ชั้นล่างพนักงานรักษาความปลอดภัยชี้มืออกไปยังนอกตึก แผ่นหลังของชายวัยกลางคนยืนอยู่พร้อมกับกล่องในมือ เขาไม่ได้หันมาแค่ยืนอยู่ตรงนั้นนิ่งๆจูหลานเดินเข้าไปหาเขา “ขอโทษนะคะ กล่องของเราสลับกัน”เขาหันกลับมาช้าๆ จูหลานเบิกตากว้างปล่อยกล่องในมือร่วงลงกระจัดกระจาย “อาเฉิง...” ความเศร้าที่คิดว่าดีขึ้นกลับยังคงกัดกร่อนจิตใจจูหลานยกมือขึ้นปิดปากกลั้นสะอื้น เธอเดินเข้าไปหาเขา มองใบหน้าที่ยังคงไม่เปลี่ยนของหลี่เฉิง หากแต่...อีกฝ่ายกลับงงงันและดูตกใจที่เห็นเธอร้องไห้“คุณครับ เป็นอะไรไปหรือเปล่า ผม...”เขาล้วงผ้าเช็ดหน้าส่งให้ จูหลานพยายามกลั้นสะอื้นมองเขายิ้มๆ เธอส่ายหน้าปฏิเสธผ้าเช็ดหน้า“ขอโทษค่ะ ฉันนี่บ้าจริงๆ อ่อนไหวเกินไปแล้ว คุณ...ดูเหมือนคนที่ฉันเคยรู้จักเมื่อนานมาแล้ว แต่คง...ไม่ใช่” ทั้งสองลนลานก้มลงเก็บข้าวของแล้วแลกเปลี่ยนกล่องกันเขาเลิกคิ้ว “เขาเหมือนผม? คงไม่ได้ชื่อหลี่เฉิงเหมือนผม?”“เอ๋”“นานมาแล้วก็มีคนทักผมแบบนี้” เขาเหลือบตามองรถยนต์ที่จอดห่างออกไปไม่ไกล “คุณชื่ออะไรครับ ผมแซ่หลี่ ชื่อตัวเดียวสั้นๆ เฉิง”“แซ่จูค่ะ จูหลาน”“อา...จูหลาน” หลี่เฉิงพยักหน้า “เกิดอะไรขึ้นที่นี่เหรอค

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status