แชร์

บทที่ 4

ผู้เขียน: หรงเย่า / นาย่า
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-09 18:13:07

หลี่เฉิงยิ้ม “ใช่”

“เหตุใดจึงยอมบอกข้า”

“เพราะข้าไม่มีเหตุผลที่ต้องปิดบัง ช้าเร็วอย่างไรเรื่องนี้ก็ต้องถูกเปิดเผย เพียงแต่ข้ายังคงยืนยันสิ่งที่ได้พูดไปก่อนหน้านี้ แม้ข้าสามารถพาท่านขึ้นเป่ยซาน แต่การตัดสินใจสุดท้ายยังคงเป็นของอาจารย์”

“ยังมีอีกหนึ่งคำถาม”

“เชิญกล่าว”

“แสงของดวงดาวทางเหนือที่ท่านกล่าวถึง คนผู้นี้คืออาจารย์ของท่านผู้นั้นใช่หรือไม่”

หลี่เฉิงยิ้มกว้างทั้งยังมองฉู่หมิงด้วยดวงตาพึงพอใจ “ข้ามองไม่ผิด สมแล้วที่เป็นถึงเสนาบดีแคว้นเทียนเฉา ทุกเรื่องท่านล้วนคาดเดาได้อย่างรวดเร็ว”

ไม่ใช่ว่าเขาเก่งกาจ เพียงแต่ฉู่หมิงเป็นคนช่างสังเกต เขานำเรื่องราวและการกระทำของผู้คน รวมไปถึงคำพูดต่างๆ ของหลี่เฉิงมาพิจารณาเข้าด้วยกัน ทุกอย่างล้วนชี้นำไปยังสตรีผู้นั้น

...สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน

“ในความคิดเห็นของท่าน ท่านคิดว่าผู้อาวุโสแห่งเป่ยซานจะยอมช่วยข้าหรือไม่”

หลี่เฉิงถอนใจ “ตอบท่านเสนาบดีตามตรง ข้าเองก็สุดจะคาดการณ์ อาจารย์ของข้า...” เขาส่ายหน้า “มีเรื่องเหลือเชื่อบางเรื่องไม่พานพบย่อมไม่มีทางกระจ่าง หากแต่เมื่อพานพบบางครั้งก็ไม่แน่ว่าจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น เอาไว้ท่านพบนาง ท่านจะเข้าใจได้เอง”

“ข้าตายก็ไม่เสียดาย วันนี้ผู้อาวุโสยอมช่วยเหลือก็นับเป็นวาสนาของข้าแล้ว”

“ท่านเสนาบดี ข้าช่วยท่านเพราะมีข้อแลกเปลี่ยน ไม่นับเป็นวาสนา เพียงแต่มีเรื่องหนึ่งข้าต้องตกลงกับท่านและคนของท่านให้เข้าใจตรงกัน”

ฉู่หมิงนิ่งฟังด้วยท่าทีสงบ

“ไม่ว่าเรื่องจะออกมาสมปรารถนาหรือไม่ เรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างท่านกับข้าและคนของเป่ยซาน ล้วนไม่เคยเกิดขึ้น”

ความหมายก็คือหากอาจารย์ของเขาไม่ช่วย ฉู่หมิงจะต้องลงเขาและเก็บเรื่องในวันนี้เป็นความลับ

“ข้ารับปากท่าน ไม่ว่าวันนี้จะลงเอยเช่นไร ข้ากับคนของข้าไม่เคยขึ้นเป่ยซาน และไม่เคยพบท่านมาก่อน”

หลี่เฉิงพยักหน้าด้วยแววตาพึงพอใจ “วางใจเถิด ข้าจะพยายามโน้มน้าวให้อาจารย์ยอมช่วยท่าน” กล่าวจบเขาก็ลุกขึ้นและเปลี่ยนไปขับรถม้าระหว่างทาง โดยให้ฉินเซิงเข้ามานั่งในรถม้ากับฉู่หมิง

“อีกเดี๋ยวเจ้าอยู่เงียบๆ ห้ามเปิดปากพูดเด็ดขาด ไม่ว่าเรื่องใดข้าล้วนตัดสินใจเอง เจ้าเพียงยืนนิ่งข้างๆ ข้าก็พอ” ฉู่หมิงกำชับกับฉินเซิงเสียงเรียบ

“ข้าน้อยทราบแล้ว”

ท่านหมอลู่เคยบอกไว้ หนึ่งในศิษย์ของสตรีวิปลาสแห่งเป่ยซานฝีมือล้ำเลิศ ส่วนหลี่เฉิงก็เคยกล่าวเป็นนัยว่าศิษย์น้องทั้งสองของเขาเป็นคนค่อนข้างใจร้อน

การที่หลี่เฉิงออกไปขับรถม้าและให้ผู้มาเยือนเข้ามานั่งด้านใน จุดประสงค์ก็เพื่อให้ศิษย์น้องทั้งสองที่อยู่บนเขายั้งมือไว้ไมตรี

เป่ยซานสูงชันลดเลี้ยวเต็มไปด้วยอันตราย ระหว่างทางมีแมกไม้สูงใหญ่ สัตว์ป่าซึ่งอาศัยอยู่กันตามธรรมชาติ ยังไม่นับว่ามีค่ายกลซึ่งวางเอาไว้ทำให้ง่ายต่อการพลัดหลง ทำให้ไม่ว่าผู้ใดที่คิดรุกล้ำต้องคิดใหม่ให้รอบคอบก่อนบุกรุกโดยไม่ได้รับอนุญาต

ถึงอย่างนั้นยังมีหลายครั้งที่ผู้มาเยือนโชคดีได้พบหนึ่งในศิษย์ของสตรีวิปลาส และคนเหล่านั้นหากไม่ใช่มาเพื่อขอความช่วยเหลือ ก็มักจะเป็นคนที่เดือดร้อนจนไร้ที่พึ่งพิง

ในหนึ่งปีมักจะมีคนพยายามขึ้นเขา และในจำนวนคนนับพัน คนที่สมหวังก็มักจะเป็นจำนวนตายตัว เพราะนับแล้วก็มักจะไม่เคยเกินปีละสามคน และทุกคนล้วนช่วยเก็บความลับของเป่ยซานเอาไว้เป็นอย่างดี

ตงเสวี่ยขมวดคิ้วมองรถม้าหรูหราซึ่งกำลังวิ่งขึ้นเขามา ดวงตาของเขาจ้องเขม็งไปยังบุรุษวัยกลางคนที่ทำหน้าที่ขับรถม้า

“ศิษย์น้องเล็ก เจ้ามานี่ครู่หนึ่งสิ”

หานเจียชะงักมือจากแพรพรรณสีฉูดฉาดตรงหน้า นางกำลังปักชุดใหม่ให้ผู้เป็นอาจารย์ หลังจากหลายวันก่อนแอบลงเขาไปซื้อผ้าเหล่านี้มาหลายพับ

“มีอะไรหรือ”

“นั่น...มิใช่ศิษย์พี่ใหญ่หรอกหรือ เจ้าช่วยข้าดูให้ชัดเจนที”

ชายหนุ่มและหญิงสาววัยไม่เกินยี่สิบ กลับเรียกชายวัยกลางคนอายุราวสี่สิบเป็นศิษย์พี่ นอกจากคนของเป่ยซานแล้ว ยังจะมีผู้ใดกล้าทำเรื่องน่าขบขันเช่นนี้อีกเล่า

“เป็นเขา แต่...เขาพาใครขึ้นเขามาด้วย ปีนี้ครบสามคนแล้วนะ” หานเจียหลับตาเงี่ยหูฟัง

ตงเสวี่ยเองก็นิ่งเงียบมองศิษย์น้องของตน

“น่าจะสองคน อีกคนลมหายใจหนักแน่นสม่ำเสมอ ดูแล้วน่าจะมีวรยุทธ์ ส่วนอีกคน...น่าจะผิดปกติ” หานเจียคิ้วขมวดก่อนวางทุกอย่างในมือ

“ข้าจะไปแจ้งอาจารย์ ศิษย์พี่รองท่านไปรับหน้าศิษย์พี่ใหญ่ก่อน เขาพาคนป่วยขึ้นเขามาด้วยตัวเองเช่นนี้เกรงว่าไม่ใช่เรื่องดี...”

“คนป่วย? ศิษย์พี่ใหญ่เนี่ยนะ! มิใช่ตกลงกันแล้วว่าสามคนต่อปี นี่อะไร หรือเขาเห็นอะไรล่วงหน้าอีก”

“ข้าไม่สน!” หานเจียถลึงตาให้ตงเสวี่ย “พาคนนอกขึ้นเขามารบกวนอาจารย์ในช่วงนี้ได้อย่างไร เขามิใช่รู้ดีว่าผู้ใดหรอกหรือว่าช่วงนี้อาจารย์ต้องเก็บตัวเงียบๆ หาไม่เจ้าพวก...”

ตงเสวี่ยรีบปราดเข้ามายกมือปิดปากศิษย์น้องเล็กของตน

“เอาละๆ เราฟังเขาพูดก่อนดีกว่า เจ้าอย่าพูดอะไรเอาแต่ใจตอนโกรธสิ รีบไปบอกอาจารย์เร็วเข้า”

ขณะที่พูดตงเสวี่ยเองก็หันซ้ายขวาราวกับกังวลว่าจะมีใครมาได้ยิน ทั้งที่ยอดเป่ยซานก็มีอยู่กันแค่สามคนเท่านั้น

ตงเสวี่ยมองแผ่นหลังของศิษย์น้องจากไปแล้วได้แต่ลอบถอนใจ สายตาของเขาวกกลับมายังรถม้าที่กำลังวิ่งขึ้นเขา ในใจรู้สึกสงสัยในการกระทำของผู้เป็นศิษย์พี่

การพาคนนอกขึ้นเขามาโดยพลการเช่นนี้ ศิษย์พี่ใหญ่ของเขาไม่เคยทำมาก่อน “เฮ้อ...ก็ต้องมาดูกันว่าห้าปีมานี้ท่านลืมสิ่งที่ข้ากำชับหรือไม่”

ค่ายกลของเขานับจากวันที่ร่ำเรียนจนแตกฉาน ถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยมีใครทำลายลงได้ แม้ศิษย์พี่ใหญ่จะสามารถขึ้นเขามาได้ช่วงหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดก็ต้องรอให้เขาเป็นคนเปิดทางอยู่ดี

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 11

    โถงเล็กของเรือนมีร่างของสตรีงดงามในชุดสีน้ำเงินสดใสนั่งรออยู่ก่อนแล้ว นางมองฉู่หมิงก้าวเข้าไปก่อนลุกขึ้นย่อกายให้เขา“คารวะท่านเสนาบดี”ฉู่หมิงยิ้มให้นางจางๆ “ซินซิน”อู๋ซินยิ้มค้างไปอย่างเห็นได้ชัด ‘เขาเรียกนางว่าอย่างไรนะ ...ซินซิน?!’แม้แต่หานเจียเองก็อ้าปากค้างมองดูสาวใช้สองคนของจวนแม่ทัพ หญิงสาวพลันบรรลุวาบ จะอย่างไรงิ้วเรื่องนี้ก็ต้องเล่นให้จบเห็นฉู่หมิงยังคงสวมชุดขุนนางสีดำแซมด้วยแถบสีแดงปักดิ้นด้วยด้ายสีทองหรูหรา ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันยิ่งทำให้เขาดูสง่าน่าเกรงขาม“ท่านเพิ่งกลับมาจากวังหลวงหรือเจ้าคะ” นางถามด้วยท่าทีนอบน้อม แต่หางตามองเห็นหานเจียพาสาวใช้สองคนเดินออกไป ข้ออ้างง่ายๆ ที่พอจะหาได้คือต้องไปหาน้ำชามารับแขกเห็นคนออกไปหมดแล้วอู๋ซินหมุนตัวกลับไปนั่งลงที่เดิม ปลายนิ้วของนางชี้ไปยังถ้วยชาบนโต๊ะ ในนั้นคือยาที่นางเตรียมเอาไว้ให้เขาฉู่หมิงเป็นคนรอบคอบรัดกุม แม้แต่คนของจวนแม่ทัพก็ไม่รู้ว่าเขามาเพื่อดื่มยา ขนาดขอความช่วยเหลือผู้อื่น ยังกล้าปิดบังความจริงเอาไว้เกินกว่าครึ่งแม่ทัพว่านนี่ก็ดีแสนดีให้ความช่วยเหลือโดยไม่ถามไถ่ให้มากความ ดูแล้วคงไว้ใจฉู่หมิงเป็นอย่างมาก“อยู่ที่นี่

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 10

    นางว่าศิษย์ของนางเสียสติแล้วนะ เจ้าคนที่เขาเก็บกลับมาให้นางเสียสติยิ่งกว่าอีก!!!“เอาเถิด จะอย่างไรก็คงไม่เกินสิบปี หากแลกกับการต้องหนีเทพมังกรอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง ข้าเลือกแต่งให้ท่านก็แล้วกัน เรียกข้าว่าอู๋ซิน ไม่มีแซ่ แค่อู๋ซิน”ใช่แล้ว...ในบรรดาคนทั้งหมด มีนางนี่ละที่เสียสติยิ่งกว่าใคร!!!“ข้าแซ่ฉู่ นามสั้นๆ ว่าหมิงที่มาจากแสงสว่าง”ว่าที่สองสามีภรรยาที่เพิ่งตกลงแต่งงานกัน มาบัดนี้กลับนึกขึ้นได้ว่าต้องแนะนำตัว ทั้งสองต่างบอกชื่อแซ่กันและกันด้วยท่าทางจนใจหลี่เฉิงถอนหายใจออกมาเสียงเบา“ข้าทำถูกใช่หรือไม่ที่ให้อาจารย์แต่งงานกับเขา เฮ้อ... แลกกับชะตาของแคว้นอีกสิบปี ราชสำนักจะวุ่นวายขึ้นมาอีกหน่อยก็คงนับว่าไม่เลวกระมัง”หลังผ่านเรื่องวุ่นวายในราชสำนัก ใต้เท้าฉู่ เสนาบดีผู้ไม่เคยขาดการประชุมเช้ากลับหายตัวไปถึงสามวัน ฮ่องเต้ไม่ได้ให้ความกระจ่างใดแก่ขุนนาง ตรัสเพียงเสนาบดีหนุ่มมีเรื่องสำคัญให้ต้องไปจัดการ เรื่องภายในวังหลวงและราชสำนักล้วนแบ่งหน้าที่ให้ขุนนางส่วนต่างๆ รับผิดชอบเรียบร้อยแล้วยิ่งปิดบังก็ยิ่งเกิดข่าวลือเสียหายขึ้น บางคนกล่าวว่าท่านเสนาบดีคนดีของแคว้นเทียนเฉา หายตัวไปหลั

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 9

    “ข้าต้องการไปหลบซ่อนตัวในจวนของท่าน” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ“หลบซ่อนตัว?” คล้ายเขาได้ยินอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเทพมังกร ดวงดาวทางเหนือ แต่กลับไม่เข้าใจสิ่งที่หลี่เฉิงพูด และเพราะแบบนี้นางจึงพูดถึงว่า...แม้จะมีนางอยู่ข้างกายคอยรักษา“ได้” แม้ไม่เข้าใจแต่ยังคงพยักหน้าเรื่องให้ที่หลบซ่อนคนผู้หนึ่ง เขาคิดว่าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามันจะอยู่เหนือความคาดหมายไปมาก เพราะทันทีที่อาการของเขาดีขึ้น หลี่เฉิงกลับขึ้นเขามาพร้อมกับฉินเซิง กระทั่งเรียกร้องข้อแลกเปลี่ยนที่เขาเคยรับปากอีกฝ่ายเอาไว้“เชิญผู้อาวุโสกล่าว” ฉู่หมิงมีสีหน้าดีขึ้นมากจนสังเกตเห็นได้ชัดเจน เขายิ้มแย้มทั้งยังกล่าวกับหลี่เฉิงด้วยท่าทีนอบน้อม“ท่านต้องแต่งอาจารย์ของข้าเป็นฮูหยิน”เงียบกริบ...ทั้งฉู่หมิงและอู๋ซินตกตะลึงจนพูดไม่ออก ทั้งสองได้แต่จ้องหน้าหลี่เฉิงด้วยสายตาที่บอกชัดถึงสิ่งที่อยู่ในใจนี่คือประโยคของคนเสียสติผู้หนึ่งใช่หรือไม่!!!“ท่านเสียสติไปแล้วหรือ!” ฉินเซิงคำรามออกมาอย่างไม่พอใจ “นายท่านเป็นถึงเสนาบดีของแคว้นเทียนเฉา แต่งฮูหยินเข้าจวน? ท่านเอาเรื่องสำคัญเช่นนี้มาล้อเล่นได้อย่างไร”หลี่เฉิงหันไ

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 8

    วันเวลาผ่านไปสามพันห้าร้อยปี กับการตื่นขึ้นมายังดินแดนไม่คุ้นเคย ถึงวันนี้จูหลาน...ไม่สินางคืออู๋ซิน สตรีที่ไม่เจ็บป่วย ไม่แก่ และไม่ดับสูญและนาง...ได้แต่มองผู้คนรอบตัวล้มหายตายจากช่วงพันปีแรกยังพอทน เพราะตัวตนของจูหลานไม่มีใครรับรู้ กระทั่งผ่านไปหนึ่งพันห้าร้อยปีเริ่มมีเหล่าปิศาจ ทวยเทพ รวมไปถึงเหล่าอสูรรู้ว่าเลือดของนางมีคุณสมบัติในการเยียวยาสาเหตุน่ะหรือ...ตอนนั้นด้วยความบังเอิญนางเคยช่วยชีวิตเทพมังกรเอาไว้ และนี่คือเรื่องที่นางเสียใจที่สุดตัวตนของจูหลานทำให้โลกแห่งนี้สั่นคลอน การมีตัวตนของหญิงสาวแม้แต่ทวยเทพก็ให้คำตอบไม่ได้ กระทั่งเกิดเป็นความหวาดระแวงอันไม่มีที่สิ้นสุดเง็กเซียนสั่งให้เทพมังกรพาตัวหญิงสาวไปเข้าเฝ้า ต่อมานางถูกตัดสินประหาร ด้วยเพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ผิดที่ผิดทาง เหล่าทวยเทพหวั่นว่าเรื่องนี้จะทำให้หกภพภูมิเกิดความวุ่นวายหญิงสาวเคยช่วยชีวิตเทพมังกร กระทั่งเปิดเผยตัวตนของตนเองนำมาสู่ภัยถึงชีวิต เรื่องนี้เทพมังกรตระหนักดีจึงให้เวลานางหนีหนึ่งพันปีเพียงแต่หลังจากนั้นเขาก็ออกตามล่านางอย่างจริงจัง จุดประสงค์ก็เพื่อทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายมาให้ลุล่วงนั่นก็คือ..

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 7

    จบประโยคนั้นหญิงสาวก็มองเห็นคราบเลือดที่กำลังซึมออกมายังอกด้านซ้ายของชายหนุ่ม นางไม่รอช้ารีบยื่นมือไปปลดสายคาดเอวของเขาออกเสียงโวยวายพร้อมถ้อยคำปรามาสดังขึ้น อู๋ซินไม่ได้ใส่ใจแต่ปล่อยให้ตงเสวี่ยและหานเจียเป็นคนขวางชายชุดดำผู้นั้นเอาไว้“ผู้อาวุโสหลี่ ท่านบอกว่ามีเพียงอาจารย์ของท่านที่ช่วยนายท่านได้ เหตุใดท่านปล่อยให้เด็กสาวคนนี้ล่วงเกินนายท่านเล่า! นางเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือนทำเช่นนี้...”“เจ้าหมายถึงผู้ใด!”“พวกเจ้าถอยไป!”“ที่นี่คือเป่ยซาน คิดว่าตัวเองเป็นใครกล้าออกคำสั่ง”มองเห็นคนป่วยลืมตาขึ้น ทั้งยังพยายามมองไปยังคนของตน “ฉินเซิง...”เขาเพิ่งส่งเสียงอู๋ซินก็กดหน้าอกของเขาเอาไว้ “หุบปาก”นางไม่พูดเปล่ากลับเปิดสาบเสื้อของเขาออก มองสำรวจแผลที่เริ่มดำคล้ำรอบด้าน แม้แต่เส้นเลือดที่นูนขึ้นก็เริ่มดำคล้ำ พิษทั้งหลายคงไหลเวียนไปทั่วร่างแล้วมองเห็นฉู่หมิงพยายามฝืนลืมตา อู๋ซินใคร่ครวญครู่หนึ่งยื่นข้อเสนอที่ทุกครั้งนางมักจะทำ ก่อนจะตัดสินใจลงมือรักษาคน คำถามเดิมๆ ไม่มีอะไรใหม่ แต่คำตอบของเขากลับทำให้นางประหลาดใจ“ขอเพียงไม่ผิดต่อบ้านเมืองและคุณธรรมในใจ”ผู้คนส่วนใหญ่เพราะกลัวตายล้วนรับปาก

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 6

    ดวงตาของหญิงสาวในชุดสีม่วงยังคงนิ่งเฉย นางช่วยประคองเขาขึ้น ถึงตอนนี้ฉู่หมิงจึงรู้ตัวว่าเขากำลังนอนอยู่บนพื้นกลางเรือน“อาการนับว่าสาหัสอยู่มาก ข้าจะช่วยรักษาเขาก็ได้ ให้เวลาข้าสักสามวันเถิด พวกเจ้าลงเขาไปให้หมด”“อาจารย์!!”นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ฉู่หมิงได้ยิน ก่อนจะหมดสติเขามองใบหน้านิ่งเฉยดวงตาส่องประกายเยือกเย็นของสตรีตรงหน้า ความสงสัยวิ่งวนในความคิดสตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน? เป็นนางหรือ?เหตุใดนางจึงเป็นแค่แม่นางน้อยผู้หนึ่งเล่า นับจากเขาจำความได้เรื่องราวของนางก็ร่ำลือกันในแคว้นเทียนเฉาหลี่เฉิงอายุไม่น้อยแล้ว แต่กลับเรียกนางว่า ‘อาจารย์’แท้จริงแล้วเรื่องนี้คืออะไรกันแน่!!!อู๋ซินมองดูชายหนุ่มในชุดสีขาวทั้งตัวถูกพยุงลงมาจากรถม้า ใบหน้าขาวซีดและร่างกายอันไร้เรี่ยวแรง บ่งบอกว่าอาการไม่ใคร่จะดีนักสายตาของหญิงสาวมองไปยังศิษย์คนแรกที่นางภาคภูมิใจ ในดวงตามีคำถามและถ้อยคำตำหนิปะปนกันอยู่ในที“ศิษย์คารวะอาจารย์”หลี่เฉิงคุกเข่าคำนับนางด้วยความนอบน้อม นางไม่ได้สนใจสายตาตกตะลึงของบุรุษชุดดำที่ทำหน้าที่พยุงคนป่วย“ลงเขาไปห้าปี กลับมาครั้งแรกเจ้าก็ทำผิดกฎร้ายแรงที่สุดของเป่ยซาน อาเฉิง ข้าหวั

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status