แชร์

บทที่ 3

ผู้เขียน: หรงเย่า / นาย่า
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-09 18:12:49

ฉินเซิงมองหลี่เฉิงแวบหนึ่ง จากนั้นก้าวถอยไปอีกหลายก้าว ฉู่หมิงส่ายหน้าฉินเซิงจึงขมวดคิ้วแต่ก็ยอมหมุนตัวกลับไปยืนอยู่กับโจวซางและท่านหมอลู่

“ผู้น้อยขออภัย” หลี่เฉิงยื่นมือไปจับชีพจรของอีกฝ่าย ใบหน้าไม่แม้แต่จะเปลี่ยนสี ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยและน้ำเสียงยังคงราบเรียบ “นับว่ารุนแรงมาก พิษในกายของท่านจุดประสงค์ชัดเจน แต่ร่างกายกลับทานเอาไว้ได้ระยะหนึ่ง”

“ก่อนเกิดเรื่องข้ากินยาต้านพิษที่เรียกว่าลูกกลอนแปดสวรรค์”

“อา...ยาต้านพิษแปดชนิดสินะ” หลี่เฉิงพยักหน้า “ดังนั้นจึงอธิบายได้ว่าทำไมท่านจึงยังคงมีชีวิต ทั้งที่พิษนั้นสมควรพรากลมหายใจของท่านไปแล้ว”

หลี่เฉิงนวดฝ่ามือของฉู่หมิงแรงๆ จากนั้นกุมข้อมือของเสนาบดีหนุ่มเอาไว้ กระทั่งมองเห็นว่าฝ่ามือใหญ่ซีดขาว ระหว่างที่กำลังมองฝ่ามือของฉู่หมิง ดวงตาของหลี่เฉิงสาดประกายสับสนครู่หนึ่ง เพียงแต่มันกลับหายไปอย่างรวดเร็ว

“พิษนี้แล่นไปทั่วร่างแล้ว หากไม่มียาถอนพิษ อาการของท่านจะทรุดลงเรื่อยๆ อย่างรวดเร็ว เชื่อว่าอีกสามวันพิษจะกระจายทั่วร่าง จากนั้นเลือดในกายจะไหลออกทางทวารทั้งเจ็ด ไม่เกินเจ็ดวันท่านจะสิ้นใจอย่างทุรนทุราย”

หลี่เฉิงสบตาฉู่หมิง เขาชื่นชมชายหนุ่มตรงหน้าที่ยังคงเยือกเย็น แม้ความตายกำลังคืบคลานเข้าใกล้

“นานมาแล้วข้าน้อยเคยพนันกับลู่เหอ” เขาหมายถึงท่านหมอลู่ “ข้าน้อยแพ้พนันจึงต้องรับปากช่วยเขาสองเรื่อง ตอนนี้ยังติดค้างเขาอยู่เรื่องหนึ่ง”

“เพียงแต่...” หลี่เฉิงยิ้มที่มุมปาก “ท่านเสนาบดีคงเคยได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับคนของเป่ยซานมาบ้างแล้ว ยิ่งเป็นอาจารย์ของข้า นางก็ยิ่งไม่ยื่นมือเข้าช่วยผู้ใดง่ายๆ โดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยน ข้าเองก็เช่นกัน”

ฉู่หมิงยิ้มจางๆ “หากไม่ผิดต่อบ้านเมืองและคุณธรรมในใจของข้า เรื่องอื่นล้วนพูดคุยกันได้”

“อาการของท่านมีเพียงอาจารย์ของข้าเท่านั้นที่สามารถช่วยได้ ไม่มีผู้อื่นอีก หากข้าพาท่านไปท่านย่อมติดค้างข้าเรื่องหนึ่ง”

“เชิญผู้อาวุโสกล่าวเถิด”

“เรื่องนี้ข้าจะบอกเมื่อท่านหายดีแล้วเท่านั้น แต่ข้ารับรองว่าเรื่องที่ข้าร้องขอไม่ผิดต่อบ้านเมือง ทั้งยังไม่นับว่าผิดต่อคุณธรรม”

หลี่เฉิงล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ในนั้นมีถุงปักสีขาวใบหนึ่ง ทำขึ้นจากผ้าไหมเนื้อดีปักลวดลาย กลิ่นยาสมุนไพรโชยออกมา

“ยานี้จะช่วยพยุงอาการของท่าน ขึ้นเป่ยซานระยะทางยากลำบาก ท่านต้องใช้เรี่ยวแรงอีกมาก พิษในกายท่านอาจกำเริบขึ้นทุกเมื่อ ยังมี...” หลี่เฉิงมองตรงไปยังฉินเซิง

“ท่านให้ผู้คุ้มกันขึ้นเขาไปกับเราได้ แต่แค่คนเดียวเท่านั้น ศิษย์น้องทั้งสองคนของข้าเป็นคนใจร้อน ยิ่งมีคนมากก็จะยิ่งกระตุ้นให้พวกเขาหงุดหงิดเอาง่ายๆ”

“ขอถามผู้อาวุโสเรื่องหนึ่ง”

“เชิญกล่าว”

“ได้ยินมาว่าเป่ยซานมีศิษย์สามคน ท่านคือศิษย์คนใดของผู้อาวุโสแห่งเป่ยซานหรือ”

เห็นท่าทีสุภาพและกล่าววาจานอบน้อมต่ออาจารย์ของตน หลี่เฉิงยิ้มที่มุมปาก

“ผู้อาวุโสแห่งเป่ยซาน? อาจารย์ของข้าคงหัวเราะจนหงายหลังเป็นแน่หากได้ยินท่านเรียกนางเช่นนี้ ข้าเองก็เพิ่งเคยได้ยินคนเรียกนางเช่นนี้ มิใช่สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน แต่เป็นผู้อาวุโสแห่งเป่ยซาน น่าสนใจยิ่ง...”

หลี่เฉิงคว้าเบ็ดที่หย่อนลงในน้ำดึงขึ้น ปลาตัวใหญ่ดิ้นแกว่งไกวไปมาจนน้ำสาดกระเด็น “ข้าคือหลี่เฉิง ศิษย์คนแรกของสตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน”

“เช่นนั้นศาสตร์ที่ท่านเชี่ยวชาญคือ?”

“ศาสตร์แห่งการทำนาย”

ได้ยินดังนั้นฉู่หมิงเองก็เลิกคิ้ว นึกถึงเมื่อครู่ที่เขายืนพิจารณาตนอย่างโจ่งแจ้ง รวมไปถึงแววตาที่สาดประกายบางอย่าง ในยามที่มองเห็นมือของเขาที่มีลายมือชัดเจน

ฉู่หมิงมองตามแผ่นหลังของหลี่เฉิง ในใจไม่รู้สึกถึงความประสงค์ร้าย ทั้งยังมองไม่เห็นความเจ้าเล่ห์ในดวงตาอีกฝ่าย แม้มีเรื่องปิดบังแต่กลับไม่มีวี่แววของกลอุบายใดๆ

“เช่นนั้นชีวิตของข้าก็ขึ้นอยู่กับผู้อาวุโสแล้ว”

หลี่เฉิงไม่ได้ตอบเพียงกวักมือเรียกฉินเซิง “มาพยุงนายของเจ้าไปขึ้นรถม้าได้แล้ว”

บนรถม้าหลี่เฉิงเพียงมองพิจารณาฉู่หมิงอย่างครุ่นคิด ฉู่หมิงเองก็คร้านจะซักถาม เพียงปล่อยให้อีกฝ่ายมองอยู่เช่นนั้น พยายามอดทนกับอาการเจ็บปวดซึ่งแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย

“ชะตาชีวิตของท่านใกล้ถึงกาลแตกดับ แสงของดวงดาวทางเหนือกลบแสงแห่งเสี้ยวดวงชะตา หากไม่รีบแก้ไขหรือยังปล่อยให้เป็นไปดังลิขิต ไม่เพียงชีวิตท่านที่จะดับสูญ แม้แต่ชะตาของแคว้นที่ผูกเอาไว้กับชะตาชีวิตก็จะพลอยริบหรี่ไปด้วย ”

ฉู่หมิงเพียงฟังอีกฝ่ายกล่าวจนจบ จากนั้นจึงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ผู้อาวุโสกล่าวว่าหากยังไม่รีบแก้ไข แสดงว่ายังพอมีทางแก้ไขกระมัง”

ชะตาของเขาผูกกับชะตาของแคว้น?!

หลี่เฉิงสบตากับชายหนุ่มตรงหน้า ดวงตามีแววลังเลฉายวาบออกมาอย่างชัดเจน

“แม้แสงของดวงดาวทางเหนือบดบังชะตาของท่าน แต่อีกนัยหนึ่งหากท่านสามารถผ่านช่วงนี้ไปได้ แสงนั้นจะส่งเสริมให้ท่านและแคว้นเทียนเฉารุ่งโรจน์ เพียงแต่...”

“เพียงแต่อะไรหรือ”

“มันมีทั้งคุณและโทษ หากท่านสามารถโน้มน้าวดาวดวงนั้นให้ช่วยนำทาง ชะตาชีวิตของท่านจะช่วยหนุนนำแคว้นให้สงบสุขไร้คู่ต่อกร หากไม่...ทั้งท่านและแคว้นเทียนเฉาก็ไม่อาจหนีพ้นเคราะห์กรรมอย่างแสนสาหัส”

“ผู้อาวุโสท่านบอกว่าชะตาของข้าผูกกับชะตาของแคว้นเทียนเฉา เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น”

หลี่เฉิงชะงัก “จริงอยู่บ้านเมืองไม่ไร้ซึ่งคนมีฝีมือ หากแต่น้อยคนนักจะคิดถึงบ้านเมืองมาก่อนชีวิตของตน และยิ่งยากจะพบคนที่มีชะตาเป็นผู้ปกปัก ชะตาของท่านคือชะตาคู่บ้านคู่เมือง คนอยู่แคว้นอยู่ คนดับสูญแคว้นม้วยมอด”

กล่าวจบหลี่เฉิงก็ได้แต่ถอนหายใจ “ฮ่องเต้ทรงเป็นโอรสมังกร แต่ท่านมีชะตาเป็นผู้ปกปักมังกร ทุกอย่างมีสิ่งค้ำจุนเกื้อหนุน หากขาดสิ่งใดไปสมดุลย่อมไม่มี”

“ข้ามีคำถาม”

“เชิญท่านเสนาบดีกล่าว”

“วันนี้ท่านรอข้าอยู่ใช่หรือไม่ ท่านรู้ว่าท่านหมอลู่จะพาข้ามาพบท่าน”

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 11

    โถงเล็กของเรือนมีร่างของสตรีงดงามในชุดสีน้ำเงินสดใสนั่งรออยู่ก่อนแล้ว นางมองฉู่หมิงก้าวเข้าไปก่อนลุกขึ้นย่อกายให้เขา“คารวะท่านเสนาบดี”ฉู่หมิงยิ้มให้นางจางๆ “ซินซิน”อู๋ซินยิ้มค้างไปอย่างเห็นได้ชัด ‘เขาเรียกนางว่าอย่างไรนะ ...ซินซิน?!’แม้แต่หานเจียเองก็อ้าปากค้างมองดูสาวใช้สองคนของจวนแม่ทัพ หญิงสาวพลันบรรลุวาบ จะอย่างไรงิ้วเรื่องนี้ก็ต้องเล่นให้จบเห็นฉู่หมิงยังคงสวมชุดขุนนางสีดำแซมด้วยแถบสีแดงปักดิ้นด้วยด้ายสีทองหรูหรา ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันยิ่งทำให้เขาดูสง่าน่าเกรงขาม“ท่านเพิ่งกลับมาจากวังหลวงหรือเจ้าคะ” นางถามด้วยท่าทีนอบน้อม แต่หางตามองเห็นหานเจียพาสาวใช้สองคนเดินออกไป ข้ออ้างง่ายๆ ที่พอจะหาได้คือต้องไปหาน้ำชามารับแขกเห็นคนออกไปหมดแล้วอู๋ซินหมุนตัวกลับไปนั่งลงที่เดิม ปลายนิ้วของนางชี้ไปยังถ้วยชาบนโต๊ะ ในนั้นคือยาที่นางเตรียมเอาไว้ให้เขาฉู่หมิงเป็นคนรอบคอบรัดกุม แม้แต่คนของจวนแม่ทัพก็ไม่รู้ว่าเขามาเพื่อดื่มยา ขนาดขอความช่วยเหลือผู้อื่น ยังกล้าปิดบังความจริงเอาไว้เกินกว่าครึ่งแม่ทัพว่านนี่ก็ดีแสนดีให้ความช่วยเหลือโดยไม่ถามไถ่ให้มากความ ดูแล้วคงไว้ใจฉู่หมิงเป็นอย่างมาก“อยู่ที่นี่

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 10

    นางว่าศิษย์ของนางเสียสติแล้วนะ เจ้าคนที่เขาเก็บกลับมาให้นางเสียสติยิ่งกว่าอีก!!!“เอาเถิด จะอย่างไรก็คงไม่เกินสิบปี หากแลกกับการต้องหนีเทพมังกรอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง ข้าเลือกแต่งให้ท่านก็แล้วกัน เรียกข้าว่าอู๋ซิน ไม่มีแซ่ แค่อู๋ซิน”ใช่แล้ว...ในบรรดาคนทั้งหมด มีนางนี่ละที่เสียสติยิ่งกว่าใคร!!!“ข้าแซ่ฉู่ นามสั้นๆ ว่าหมิงที่มาจากแสงสว่าง”ว่าที่สองสามีภรรยาที่เพิ่งตกลงแต่งงานกัน มาบัดนี้กลับนึกขึ้นได้ว่าต้องแนะนำตัว ทั้งสองต่างบอกชื่อแซ่กันและกันด้วยท่าทางจนใจหลี่เฉิงถอนหายใจออกมาเสียงเบา“ข้าทำถูกใช่หรือไม่ที่ให้อาจารย์แต่งงานกับเขา เฮ้อ... แลกกับชะตาของแคว้นอีกสิบปี ราชสำนักจะวุ่นวายขึ้นมาอีกหน่อยก็คงนับว่าไม่เลวกระมัง”หลังผ่านเรื่องวุ่นวายในราชสำนัก ใต้เท้าฉู่ เสนาบดีผู้ไม่เคยขาดการประชุมเช้ากลับหายตัวไปถึงสามวัน ฮ่องเต้ไม่ได้ให้ความกระจ่างใดแก่ขุนนาง ตรัสเพียงเสนาบดีหนุ่มมีเรื่องสำคัญให้ต้องไปจัดการ เรื่องภายในวังหลวงและราชสำนักล้วนแบ่งหน้าที่ให้ขุนนางส่วนต่างๆ รับผิดชอบเรียบร้อยแล้วยิ่งปิดบังก็ยิ่งเกิดข่าวลือเสียหายขึ้น บางคนกล่าวว่าท่านเสนาบดีคนดีของแคว้นเทียนเฉา หายตัวไปหลั

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 9

    “ข้าต้องการไปหลบซ่อนตัวในจวนของท่าน” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ“หลบซ่อนตัว?” คล้ายเขาได้ยินอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเทพมังกร ดวงดาวทางเหนือ แต่กลับไม่เข้าใจสิ่งที่หลี่เฉิงพูด และเพราะแบบนี้นางจึงพูดถึงว่า...แม้จะมีนางอยู่ข้างกายคอยรักษา“ได้” แม้ไม่เข้าใจแต่ยังคงพยักหน้าเรื่องให้ที่หลบซ่อนคนผู้หนึ่ง เขาคิดว่าคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงนัก แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามันจะอยู่เหนือความคาดหมายไปมาก เพราะทันทีที่อาการของเขาดีขึ้น หลี่เฉิงกลับขึ้นเขามาพร้อมกับฉินเซิง กระทั่งเรียกร้องข้อแลกเปลี่ยนที่เขาเคยรับปากอีกฝ่ายเอาไว้“เชิญผู้อาวุโสกล่าว” ฉู่หมิงมีสีหน้าดีขึ้นมากจนสังเกตเห็นได้ชัดเจน เขายิ้มแย้มทั้งยังกล่าวกับหลี่เฉิงด้วยท่าทีนอบน้อม“ท่านต้องแต่งอาจารย์ของข้าเป็นฮูหยิน”เงียบกริบ...ทั้งฉู่หมิงและอู๋ซินตกตะลึงจนพูดไม่ออก ทั้งสองได้แต่จ้องหน้าหลี่เฉิงด้วยสายตาที่บอกชัดถึงสิ่งที่อยู่ในใจนี่คือประโยคของคนเสียสติผู้หนึ่งใช่หรือไม่!!!“ท่านเสียสติไปแล้วหรือ!” ฉินเซิงคำรามออกมาอย่างไม่พอใจ “นายท่านเป็นถึงเสนาบดีของแคว้นเทียนเฉา แต่งฮูหยินเข้าจวน? ท่านเอาเรื่องสำคัญเช่นนี้มาล้อเล่นได้อย่างไร”หลี่เฉิงหันไ

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 8

    วันเวลาผ่านไปสามพันห้าร้อยปี กับการตื่นขึ้นมายังดินแดนไม่คุ้นเคย ถึงวันนี้จูหลาน...ไม่สินางคืออู๋ซิน สตรีที่ไม่เจ็บป่วย ไม่แก่ และไม่ดับสูญและนาง...ได้แต่มองผู้คนรอบตัวล้มหายตายจากช่วงพันปีแรกยังพอทน เพราะตัวตนของจูหลานไม่มีใครรับรู้ กระทั่งผ่านไปหนึ่งพันห้าร้อยปีเริ่มมีเหล่าปิศาจ ทวยเทพ รวมไปถึงเหล่าอสูรรู้ว่าเลือดของนางมีคุณสมบัติในการเยียวยาสาเหตุน่ะหรือ...ตอนนั้นด้วยความบังเอิญนางเคยช่วยชีวิตเทพมังกรเอาไว้ และนี่คือเรื่องที่นางเสียใจที่สุดตัวตนของจูหลานทำให้โลกแห่งนี้สั่นคลอน การมีตัวตนของหญิงสาวแม้แต่ทวยเทพก็ให้คำตอบไม่ได้ กระทั่งเกิดเป็นความหวาดระแวงอันไม่มีที่สิ้นสุดเง็กเซียนสั่งให้เทพมังกรพาตัวหญิงสาวไปเข้าเฝ้า ต่อมานางถูกตัดสินประหาร ด้วยเพราะเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ผิดที่ผิดทาง เหล่าทวยเทพหวั่นว่าเรื่องนี้จะทำให้หกภพภูมิเกิดความวุ่นวายหญิงสาวเคยช่วยชีวิตเทพมังกร กระทั่งเปิดเผยตัวตนของตนเองนำมาสู่ภัยถึงชีวิต เรื่องนี้เทพมังกรตระหนักดีจึงให้เวลานางหนีหนึ่งพันปีเพียงแต่หลังจากนั้นเขาก็ออกตามล่านางอย่างจริงจัง จุดประสงค์ก็เพื่อทำสิ่งที่ได้รับมอบหมายมาให้ลุล่วงนั่นก็คือ..

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 7

    จบประโยคนั้นหญิงสาวก็มองเห็นคราบเลือดที่กำลังซึมออกมายังอกด้านซ้ายของชายหนุ่ม นางไม่รอช้ารีบยื่นมือไปปลดสายคาดเอวของเขาออกเสียงโวยวายพร้อมถ้อยคำปรามาสดังขึ้น อู๋ซินไม่ได้ใส่ใจแต่ปล่อยให้ตงเสวี่ยและหานเจียเป็นคนขวางชายชุดดำผู้นั้นเอาไว้“ผู้อาวุโสหลี่ ท่านบอกว่ามีเพียงอาจารย์ของท่านที่ช่วยนายท่านได้ เหตุใดท่านปล่อยให้เด็กสาวคนนี้ล่วงเกินนายท่านเล่า! นางเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือนทำเช่นนี้...”“เจ้าหมายถึงผู้ใด!”“พวกเจ้าถอยไป!”“ที่นี่คือเป่ยซาน คิดว่าตัวเองเป็นใครกล้าออกคำสั่ง”มองเห็นคนป่วยลืมตาขึ้น ทั้งยังพยายามมองไปยังคนของตน “ฉินเซิง...”เขาเพิ่งส่งเสียงอู๋ซินก็กดหน้าอกของเขาเอาไว้ “หุบปาก”นางไม่พูดเปล่ากลับเปิดสาบเสื้อของเขาออก มองสำรวจแผลที่เริ่มดำคล้ำรอบด้าน แม้แต่เส้นเลือดที่นูนขึ้นก็เริ่มดำคล้ำ พิษทั้งหลายคงไหลเวียนไปทั่วร่างแล้วมองเห็นฉู่หมิงพยายามฝืนลืมตา อู๋ซินใคร่ครวญครู่หนึ่งยื่นข้อเสนอที่ทุกครั้งนางมักจะทำ ก่อนจะตัดสินใจลงมือรักษาคน คำถามเดิมๆ ไม่มีอะไรใหม่ แต่คำตอบของเขากลับทำให้นางประหลาดใจ“ขอเพียงไม่ผิดต่อบ้านเมืองและคุณธรรมในใจ”ผู้คนส่วนใหญ่เพราะกลัวตายล้วนรับปาก

  • อู๋ซิน สตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน   บทที่ 6

    ดวงตาของหญิงสาวในชุดสีม่วงยังคงนิ่งเฉย นางช่วยประคองเขาขึ้น ถึงตอนนี้ฉู่หมิงจึงรู้ตัวว่าเขากำลังนอนอยู่บนพื้นกลางเรือน“อาการนับว่าสาหัสอยู่มาก ข้าจะช่วยรักษาเขาก็ได้ ให้เวลาข้าสักสามวันเถิด พวกเจ้าลงเขาไปให้หมด”“อาจารย์!!”นั่นคือประโยคสุดท้ายที่ฉู่หมิงได้ยิน ก่อนจะหมดสติเขามองใบหน้านิ่งเฉยดวงตาส่องประกายเยือกเย็นของสตรีตรงหน้า ความสงสัยวิ่งวนในความคิดสตรีวิปลาสแห่งเป่ยซาน? เป็นนางหรือ?เหตุใดนางจึงเป็นแค่แม่นางน้อยผู้หนึ่งเล่า นับจากเขาจำความได้เรื่องราวของนางก็ร่ำลือกันในแคว้นเทียนเฉาหลี่เฉิงอายุไม่น้อยแล้ว แต่กลับเรียกนางว่า ‘อาจารย์’แท้จริงแล้วเรื่องนี้คืออะไรกันแน่!!!อู๋ซินมองดูชายหนุ่มในชุดสีขาวทั้งตัวถูกพยุงลงมาจากรถม้า ใบหน้าขาวซีดและร่างกายอันไร้เรี่ยวแรง บ่งบอกว่าอาการไม่ใคร่จะดีนักสายตาของหญิงสาวมองไปยังศิษย์คนแรกที่นางภาคภูมิใจ ในดวงตามีคำถามและถ้อยคำตำหนิปะปนกันอยู่ในที“ศิษย์คารวะอาจารย์”หลี่เฉิงคุกเข่าคำนับนางด้วยความนอบน้อม นางไม่ได้สนใจสายตาตกตะลึงของบุรุษชุดดำที่ทำหน้าที่พยุงคนป่วย“ลงเขาไปห้าปี กลับมาครั้งแรกเจ้าก็ทำผิดกฎร้ายแรงที่สุดของเป่ยซาน อาเฉิง ข้าหวั

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status