Masukบรรยากาศตอนเช้าของหมู่บ้านยังคงเหมือนเดิมเฉกเช่นทุกวัน สายลมเย็นฉ่ำบวกกับเสียงระฆังที่ดังแววมาจากวัดที่ อยู่ไม่ไกล พระสงฆ์เดินบิณฑบาตไปตามทางของหมู่บ้าน ในขณะที่ชาวบ้านบางคนต่างพากันเตรียมอุปกรณ์ไปไร่ไปนา เสียงวัวเสียงควายที่ถูกจูงออกจากคอกดังก้องประสานกับเสียงพูดคุยทักทายกัน
ธีร์รันที่คิดว่าตนเองตื่นเช้ามากแล้ว แต่สำหรับคนที่นี่เวลานี้ก็ถือว่าสายจนตะวันโด่ง ตนจึงรีบลุกมาจัดแจงตัวเอง หลังจากที่ธีร์รันไปช่วยแดนดินซ่อมรั้ววันนั้น นี่ก็ผ่านมาสองวันแล้ว
ทันทีที่ลงมาจากบ้านก็ใช้สายตามองหาลุงกับป้า แต่พบเพียงกับข้าวที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้เป็นอย่างดี หลังจากที่ทานข้าวเสร็จ ตนก็ได้มานั่งเล่นที่เปลใต้ถุนบ้าน บรรยากาศเย็นสบายที่ลมพัดผ่านบวกกับความเงียบสงบ ทำให้ธีร์รันหวนนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมา
ธีร์รันหยิบโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดู หลังจากมาที่นี่ก็ไม่มีเหตุให้ได้ใช้เท่าไร เลื่อนดูรูปภาพเก่า ๆ ตอนที่ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า ดูไปหวนระลึกถึงไป ครั้งก่อนมันเคยดีกว่านี้ แต่ไม่รู้เพราะอะไรทุกอย่างจึงกลับตาลปัตรไปหมด
ก่อนที่ความคิดจะฟุ้งซ่านกระเจิดกระเจิงไปกว่านี้ เสียงรถที่ขับเข้ามาในบ้านก็ช่วยเรียกสติกลับมาได้เป็นอย่างดี และไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นแดนดินนั่นเอง
“น้าสายให้มารับไปช่วยงาน”
“งานอะไร...อย่าบอกว่าไปซ่อมรั้วอีกนะ”
“บ่...ช่วยเตรียมงานบวช”
“อื้อ...รอแป๊บนะ”
ธีร์รันที่ใส่กางเกงขาสั้นรีบวิ่งหายขึ้นไปบนบ้าน ก่อนที่จะลงมาพร้อมกับชุดที่ดูสุภาพ
.
.
“คุณจะบวชเหรอ” ธีร์รันเอ่ยถามขณะนั่งซ้อนท้ายคนพี่มา
“บ่...หมู่อ้ายบวช อ้ายบวชไปแล้ว”
“พี่สิงจะบวชเหรอ”
“บ่...หมู่อ้ายอีกคนบักเหนือ”
“อืม...แล้วต้องทำอะไรบ้างอะ”
“ไปฮอดเดี๋ยวกะรู้เองดอก” (ไปถึงเดี๋ยวก็รู้เอง)
แดนดินที่ต้องคอยตอบคำถามตั้งแต่ขับรถออกมาก็ได้แต่นึกอยู่ในใจ เพราะนอกจากต้องคอยตอบคำถามของสิงหาแล้วตอนนี้ก็มีธีร์รันเพิ่มมาอีกคน
ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงบ้านที่จะจัดงาน ภายในบริเวณบ้านมีญาติและเพื่อนบ้านหลายคนมาช่วยกันจัดเตรียมสถานที่และเครื่องใช้ที่จำเป็น ตรงหน้าบ้านก็มีเต็นท์ผ้าใบที่ยังไม่ได้กางอีกหลายหลัง
“ทำไมคนที่นี่จ้องเราแปลก ๆ อะ”
ทันทีที่ธีร์รันมาถึงก็โดนสายตาแทบจะทุกสายตาจดจ้องมาที่ตนเอง ก่อนจะเดินมาหลบหลังคนพี่อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“เพิ่นบ่เคยเห็นหน้ากะเลยแนมซือ ๆ บ่มีหยังดอก คนอยู่นี่เพิ่นใจดี” (เขาไม่เคยเจอหน้าก็เลยมองเฉย ๆ ไม่มีอะไรหรอก คนที่นี่เขาใจดี)
“จริง ๆ นะ”
“แมน...น้าสายอยู่ครัวหลังบ้านเด้อ อ้ายไปกางเต็นท์ช่วยเพิ่นก่อน” (ใช่...น้าสายอยู่ครัวหลังบ้านนะ พี่ไปกางเต็นท์ช่วยเขาก่อน)
“อือ”
ธีร์รันพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินมาหลังบ้านก็พบกับป้าสายและชาวบ้านคนอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่งที่กำลังเตรียมงานและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
“รัน...นี่ป้าเดือนเป็นแม่ของอ้ายแดนเด้อลูก”
“สวัสดีครับ”
ธีร์รันมองหน้าคนที่ทักทายด้วยความรู้สึกแปลกใจเมื่อได้ยินว่าเป็นแม่ของแดนดิน เพราะป้าเดือนดูท่าทางใจดีซึ่งขัดกับคนพี่ที่ชอบแกล้งตนอยู่เรื่อย
“สวัสดีลูก กินข้าวแล้วไป่ มา ๆ มากินข้าวนำกัน” (สวัสดีลูก กินข้าวหรือยัง มา ๆ มากินข้าวด้วยกัน)
“ผมทานมาเรียบร้อยแล้วครับ”
ธีร์รันที่ถูกต้อนรับอย่างดีจากใบหน้าที่ยิ้มแย้มของคนที่นี่ ก็รู้สึกผ่อนคลายด้วยบรรยากาศที่ดูอบอุ่น
หลังจากที่ทักทายชาวบ้านคนอื่น ๆ อยู่สักพัก ธีร์รันก็ได้ช่วยหยิบจับงานง่าย ๆ ที่พอจะทำได้อย่างไม่อิดออด เพราะตนก็เริ่มที่จะสนุกกับการได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ อยู่บ้าง
“รัน...มาป้าสิสอนตำบักหุ่ง” (รัน...มาป้าจะสอนตำส้มตำ) ป้าเดือนที่รู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้ จึงได้เอ็นดูธีร์รันเป็นพิเศษก่อนจะกวักมือเรียกให้คนเมืองกรุงมานั่งข้าง ๆ ตน
“บัก...หุ่ง?”
“มะละกอ เคยตำบ่” ป้าเดือนตอบคำถามพลางยิ้มด้วยความเอ็นดู
“อ๋อ...ไม่ครับ แต่เคยกินอยู่ครับ”
“กินปลาแดกบ่ ลองเบิ่งเด้อลูกแล้วสิติดใจ” (กินปลาร้าไหม ลองดูนะลูกแล้วจะติดใจ)
ว่าพลางอุปกรณ์และเครื่องปรุงสำหรับทำส้มตำก็ได้ถูกนำมาจัดเตรียมไว้ กลิ่นมะนาวและกลิ่นปลาร้าที่ลอยมาแตะจมูก ชวนเรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี
“ครับ...”
หลังจากที่สอนกันอยู่สักพัก ไม่นานส้มตำจานแรกในชีวิตของธีร์รันก็ได้เสร็จเป็นที่เรียบร้อย
“นี่ครับป้าเดือน”
ธีร์รันยื่นจานส้มตำให้ป้าเดือนดูด้วยความตื่นเต้นและภูมิใจในตัวเองนิด ๆ ที่หน้าตามันออกมาดูดีกว่าที่คิดไว้
“หน้าตาเป็นตะแซ่บ เดี๋ยวป้าหาคนชิมให้...แดนมานี่ลูก”
“ชิมตำบักหุ่งให้แน น้องตำเทือแรก” (ชิมส้มตำให้หน่อย น้องตำครั้งแรก)
“สิบ่ตายซะเบาะ...เอ๊อะ ๆ”
พูดไม่ทันได้จบประโยคแดนดินก็ต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เพราะโดนผู้เป็นแม่หยิกเข้าที่เอวสอบอย่างแรง
“มาอ้ายชิมให้กะได้”
แดนดินที่คิดว่าคงไม่เป็นอะไร เพราะหน้าตาก็ถือว่าใช้ได้ บวกกับกลิ่นหอมที่ลอยมาปะทะจมูก ตนจึงได้อาสาที่จะชิมให้
“พรวด!! แค่ก แค่ก นี่มันตำบักหุ่งหรือเชื่อมบักหุ่งนี่ หวานคัก”
“โอ๊ย! เบาหวานขึ้นตา”
“พูดเกินไป มันก็ไม่ได้หวานขนาดนั้นหรอก มานี่เดี๋ยวเราชิมเอง”
ธีร์รันทำหน้างอเพราะคิดว่าคราวนี้คนพี่ก็คงแค่แกล้งตนอีกตามเคย ก่อนจะตักส้มตำมาคำโตแล้วยัดเข้าไปในปากอย่างรวดเร็ว
“พรวด!!”
“ฮึ ๆ” แดนดินที่เห็นท่าทางของคนน้องแล้วอดขำไม่ได้ จึงได้หลุดขำออกมา บวกกับเสียงหัวเราะของชาวบ้านที่เอ็นดูในความน่ารักของธีร์รัน ทำให้เจ้าตัวถึงกับหน้าแดงแจ๋
“บ่เป็นหยังลูก เทือแรกกะแบบนี้หล่ะ เทือหน้ามาลองใหม่เด้อ”
ป้าเดือนที่เห็นสถานการณ์ไม่ดีจึงได้พูดปลอบใจเด็กน้อยที่กำลังทำหน้าหงอย
“ปะ อ้ายพาไปเอาบักพร้าว”
แดนดินที่เห็นคนน้องซึมไปก็รีบชวนเปลี่ยนบรรยากาศ เผื่อเจ้าตัวเล็กจะอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง
“เอากล้วยกับตองมานำแนเด้อแม่สิห่อข้าวต้ม น้องรันไปช่วยอ้ายแนเด้อลูก”
“ครับ”
“ปะ บักสิงกับบักเหนือถ่าโดนแล้ว” (ปะ ไอ้สิงกับไอ้เหนือรอนานแล้ว)
หลังจากที่เดินตามกันมาบริเวณหน้าบ้าน ก็เจอกับสิงหาและอีกคนที่น่าจะเป็นเหนือที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วบนรถพ่วงข้างมอเตอร์ไซค์
“เราจะไปรถคันนี้กันจริง ๆ เหรอ”
ธีร์รันถามเพื่อความมั่นใจเพราะตนก็ไม่เคยนั่งรถพ่วงข้างมอเตอร์ไซค์มาก่อน และกังวลว่ารถคันนี้จะพาไปถึงที่หมายได้หรือเปล่า ถึงแม้ว่าตนจะตัวเล็กก็จริง แต่อีกสามคนกลับไม่ใช่เลย
“คันนี่ล่ะ มาขึ้นรถ”
แดนดินว่าพลางจัดแจงที่นั่งให้กับคนตัวเล็ก โดยมีเหนือประจำที่ตำแหน่งคนขับ ถัดมาคือสิงหาที่นั่งซ้อนท้าย ส่วนตนนั่งที่บริเวณพ่วงข้างและมีคนน้องนั่งอยู่ใกล้ ๆ
“จับอ้ายไว้ดี ๆ มันสิตกรถ” ว่าพลางแขนแกร่งก็ได้ถูกวางไว้ที่หน้าขาเพื่อให้คนน้องจับได้ถนัด
สิงหาและเหนือที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็ได้หันมามองหน้ากันอย่างมีเลศนัย
เมื่อมาถึงที่หมาย ซึ่งก็คือสวนของพ่อใหญ่คำเมืองนั่นเอง ลักษณะเป็นสวนขนาดใหญ่ที่มีพืชพรรณนานาชนิด ถูกปลูกเรียงรายกันอย่างเป็นสัดส่วน มีช่องทางเดินเล็ก ๆ ที่เกิดจากการเหยียบย่ำใช้งานภายในสวน และกลิ่นดินเปียกจากการรดน้ำที่โชยมาปะทะกับจมูก ทำให้รู้ว่าสวนแห่งนี้ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี
“เดี๋ยวกูกับบักเหนือไปเอาบักพร้าวเด้อ มึงกับน้องรันไปหากล้วยเลย”
หลังจากที่สิงและเหนือได้พยักหน้าส่งสัญญาณให้กัน จึงขอปลีกตัวไปอีกทางเพื่อจัดแจงให้เพื่อนได้มีเวลาอยู่กับคนน้อง
“อืม”
หลังจากที่เหนือและสิงแยกตัวออกไป ทางด้านของแดนดินและธีร์รันก็ได้เดินเสาะหากล้วยที่สุกกำลังพอดีสำหรับทำข้าวต้มมัด
หลังจากที่เดินอยู่นานทั้งคู่ก็มาถึงต้นกล้วยที่มีเครือกล้วยขนาดใหญ่ พร้อมลูกที่สุกกำลังพอดี แดนดินจัดการใช้มีดฟันที่กึ่งกลางลำต้นทำให้เครือกล้วยค่อย ๆ เอนลงมา
“ต้องตัดต้นเลยเหรอ”
“แมน เดี๋ยวมันกะแทงหน่อขึ้นมาใหม่”
“เอ๋ามีด...ตัดใบตองมาจักห้าหกก้านเด้อ”
แดนดินว่าพลางยื่นมีดให้คนน้องสำหรับตัดใบตอง ก่อนที่ตนจะหันกลับมาจัดการกับเครือกล้วยต่อ
“เอาแบบไหนอะ”
“เลือกใบที่มันงาม ๆ บ่ค่อยขาด ระวังเสื้อถืกยางกล้วยเด้อ” (เลือกใบที่สวย ๆ ไม่ค่อยขาด ระวังเสื้อเปื้อนยางกล้วยนะ)
ธีร์รันพยักหน้ารับคำ พลางเลือกดูใบตองที่คิดว่าใช้ได้ตามต้นที่เอนลงมา ก่อนจะใช้มีดหั่น ๆ บริเวณก้านของใบตอง
“ตัดเลย แบบนี้”
แดนดินที่หันมาเจอคนน้องกำลังหั่นก้านกล้วยก็ถึงกับส่ายหน้า ก่อนจะหยิบมีดมาตัดก้านกล้วยให้คนน้องดู เพราะถ้าปล่อยให้ทำเองวันนี้ทั้งวันคงได้ไม่ถึงสามก้าน
คนตัวเล็กก็ทำตามอย่างว่าง่ายโดยไม่มีบ่น เมื่อทั้งคู่ได้ของครบแล้วจึงได้ลัดเลาะมาตามทางเดิน โดยมีธีร์รันถือก้านกล้วยเดินนำหน้าและมีแดนดินถือเครือกล้วยเดินตามหลัง
“อ๊ะ! ฟึ่บ!”
คนตัวเล็กที่หอบใบกล้วยพะรุงพะรังทำให้มองไม่เห็นทางข้างหน้า เป็นเหตุให้เท้าลื่นไถลบนพื้นที่เปียกตามทางเดิน โชคดีที่มีแดนดินเดินตามหลังช่วยคว้าไว้ได้ทัน
“เป็นหยังหลายบ่” (เป็นอะไรมากไหม)
ธีร์รันที่ตอนนี้อยู่ในอ้อมกอดของแดนดิน ทำให้สายตาทั้งคู่ประสานกัน ใบหน้าที่ตอนนี้อยู่ห่างไม่ถึงเอื้อม ก็ทำให้ธีร์รันเกิดความรู้สึกจั๊กจี้ที่หัวใจแปลก ๆ
ก่อนที่ความคิดจะฟุ้งซ่านไปกว่านี้ ธีร์รันได้สติดันตัวเองผละออกจากอกคนพี่ แล้วหันกลับไปก้มเก็บใบตองที่ตอนนี้ก็ตกกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น
“เราไม่เป็นอะไรมาก ขอบคุณนะ”
ธีร์รันตอบทั้ง ๆ ที่หันหลังให้กับคนพี่ เพราะกลัวว่าคนพี่จะสังเกตเห็นอาการของตน ที่ตอนนี้ทั้งใบหน้าทั้งใบหูต่างก็แดงเป็นลูกตำลึง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดต่างก็ไม่พ้นสายตาของสิงหาและเหนือ ที่ทั้งคู่ต่างก็มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว
“มึงวาสองคนนี้สิมีอิหยังในกอไผ่บ่วะ” เหนือที่นั่งมองท่าทางของทั้งคู่มาสักพักจึงได้เอ่ยถามขึ้นมา
“ตอนนี้อาจจะบ่ แต่ต่อไปกูว่าบ่แน่”
สิงเอ่ยตอบไปอย่างมั่นใจ เพราะตนรู้จักกับเพื่อนคนนี้มานาน ทำให้เขาพอจะรู้นิสัยใจคอและความชอบของเพื่อนไปด้วย
“ตัวเล็ก ขาว น่ารักแบบนี้ สเปคมันเลย”
“อือ หวังว่าคงบ่เป็นคือคนเก่าของมันละกัน”
“บ่แมนมันคิดสั้นแล้วเบาะสิง” “ปากมึงเบาะนั่น” สิงและเหนือที่เห็นว่าสายแล้วยังไม่เจอเพื่อนมาหาสักที ก็เกิดความร้อนใจกลัวว่าเพื่อนจะคิดอะไรที่ไม่ดี ปกติบอกว่าจะมาก็คือมาคำไหนคำนั้น จึงได้รีบบึ่งรถมาหาที่บ้านเผื่อเกิดเหตุอะไรตนจะได้ช่วยเหลือทัน เพราะตั้งแต่เมื่อวานที่เพื่อนกลับไป ตนก็ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนอีก “กะมันวามันสิมาหาเฮา จนฮอดปานนี้กะยังบ่เห็น” “มื้อวานมันกะถืกสะกิดปมไปอีก” “บ่ดอก มันคงบ่คิดแบบนั้น” “มึงฟ่าวขับเร็ว ๆ แน กูใจบ่ดี” (มึงรีบขับเร็ว ๆ หน่อย กูใจไม่ดี) การโต้เถียงเกิดขึ
“อ๊ะ!” แดนดินได้ช้อนร่างของคนตัวเล็กให้ขึ้นมานั่งบนตัก พลางจับชายเสื้อของตนถอดผ่านศีรษะด้วยท่าทางที่ทะมัดทะแมง เผยให้เห็นร่างกายที่กำยำซึ่งยังคงเต็มไปด้วยมัดกล้ามและกลุ่มก้อนขนมปัง ก่อนที่จะไล่ไปถอดกางเกงของร่างบางออกจนหมดสิ้น สองมือได้ไปกอบกำเอาส่วนเนื้ออ่อนที่บริเวณก้นกลมของคนตัวเล็ก ขยำ ๆ อยู่นานจนเนื้อขาวนวลปลิ้นออกมาตามซอกนิ้ว ในขณะที่ริมฝีปากก็ยังคงเล็มเลียอยู่กับยอดปทุมสีหวาน จนธีร์รันต้องแอ่นอกสู้ด้วยความสาดเสียว “อ๊า! พี่” ร่องรอยสีกุหลาบที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบที่จะไม่มีพื้นที่ว่าง ทั้งรอยขบกัดและรอยดูดดึง จากความปรารถนาที่มีอย่างมากล้น ซึ่งธีร์รันก็ไม่ได้ปัดป้องแต่อย่างใด ปล่อยให้คนพี่ทำอย่างที่ใจอยาก เพราะการที่คนพี่จะต้องอดกลั้นถึงเพียงนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะตนทั้งนั้น
บรรยากาศยามค่ำที่มีสายลมพัดมาเป็นระยะ ๆ เมื่อมาปะทะกับผิวกาย ก็พลอยทำให้รับรู้ได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ถูกส่งมาเป็นอย่างดี ฤดูหนาวผ่านมาอีกครา ครั้งก่อนแดนดินยังจำได้ดี ตนเคยมีความสุขมาก ๆ ในช่วงนี้เมื่อปีที่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็เจ็บปวดจนแทบเจียนตาย ความคิดถึงที่เขามีต่อคนรักอยู่ทุกวันก็แทบจะเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่วันนี้ ความรู้สึกกลับยิ่งเพิ่มมากขึ้น อาจจะเพราะแอลกอฮอล์ที่อยู่ในร่างกายหรืออะไรก็ตามแต่ ซึ่งมันทำให้เขาไม่ทันมองว่ามีสิ่งแปลกตาเข้ามาอยู่ในบ้านของเขา รู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อเดินลงจากรถมอเตอร์ไซค์มาแล้ว “รถไผวะ” (รถใครวะ) รถเก๋งคันหรูสีดำสวยที่จอดนิ่งสนิทอยู่ในบริเวณบ้านของเขา พอลองมองหาเจ้าของรถคันดังกล่าวก็เจอแต่ความเงียบสงบ ยิ่งพยายามนึกถึงที่มาที่ไปของรถคันนี้ก็ยิ่งทำให้สับสนขึ้นไปอีก ตนไม่รู้จักใครที่มีรถลักษณะแบบนี้ ยิ่งเป็นญาติยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อลองเดินสำรวจรอบ ๆ ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ
“ก๊อก...ก๊อก!” “คุณรัน คุณท่านให้มาตามไปทานข้าวค่ะ” “รันยังไม่หิวครับ” แม่บ้านต่างก็หันหน้ามามองกันด้วยความลำบากใจ หนึ่งสัปดาห์มาแล้วตั้งแต่ที่คุณหนูของบ้านเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง ข้าวปลาก็กินแทบจะนับคำได้ ทำเอาทุกคนต่างพลอยเป็นห่วงกันไปหมด เมื่อการเรียกขานไม่เป็นผล แม่บ้านจึงได้ถอยหลังมาเพื่อเปิดทางให้กับหญิงสาวคนหนึ่งได้เดินไปที่หน้าประตูห้อง และทำการเรียกขานขึ้นอีกครั้ง “รัน...นี่ดาวเองนะ” “ดาวขอเข้าไปได้ไหม?” ความเงียบสงบมาเยือนอยู่สักพัก ก่อนที่ประตูบานใหญ่จะค่อย ๆ ถูกเปิดออก เผยให้เห
“สูกลับไปซะ” แดนดินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้อง หลังจากที่พาเพื่อนกลับมาถึงบ้าน ในขณะที่จัดการทำแผลให้อยู่นั้น เหนือได้สังเกตสีหน้าท่าทางของเพื่อนที่ดูเลื่อนลอย แววตาดูหมดหวัง แม้ว่าจะเป็นเวลาที่สิงเช็ดแผลให้ ทั้ง ๆ ที่ควรจะเจ็บมากแท้ ๆ แต่แดนดิน กลับไม่มีแม้แต่จะส่งเสียงออกมา “กูวาเฮาต้องมาอยู่เป็นหมู่มัน” “กูย่านมันคิดสั้น เบิ่งทรงสิหนักกว่าตอนเลิกกับน้องวา” “อือ หนักกว่าหลายเลยล่ะ” เมื่อเห็นอาการของเพื่อนที่ไม่สู้ดีนักก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ ถ้าเจ็บป่วยทางกายยังพอหาทางรักษาให้ได้ แต่อาการทางใจตนคงต้องคอยดูอยู่ห่าง ๆ และรอเวลาที่จะคอยเยียวยาทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น&n
เมื่อใกล้ถึงฤดูเก็บเกี่ยว ท้องทุ่งนาถูกย้อมด้วยสีทองอร่ามของรวงข้าวที่โอนอ่อนลู่ลม เสียงรวงข้าวที่เสียดสีกันดังแผ่วเบายามเมื่อสายลมพัดผ่าน แสงแดดยามสายส่องกระทบไปทั่วผืนนาจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับ “พี่จะเก็บเกี่ยวข้าวยังไงเหรอ” คำถามที่เอื้อนเอ่ยออกมา ในขณะที่กำลังเดินลัดเลาะอยู่บนคันนา ร่างสูงเดินนำและมีคนตัวเล็กเดินตาม การเดินสำรวจแปลงนาในทุก ๆ เช้า น่าจะเป็นกิจวัตรประจำวันของคนทั้งคู่ไปแล้ว “อ้ายวาสิเอารถเกี่ยวเอา” “แต่กะสิจ้างชาวบ้านเกี่ยวบางส่วน พอให้เพินมีรายได้” “แฟนใครใจดีจัง” แดนดินหันมายิ้มให้กับคนตัวเล็ก พร้อมกับแก้มบางที่ถูกเรียวนิ้วยาวหยิกให้เบ



![สถานะลับ(รับ)สถานะรัก [เมะxเมะ]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)



![สถานะเมียในสมรส [Omegaverse]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)