Beranda / วาย / อ้อมกอดแดนดิน / เรื่องราวที่ ๓ ช่วยงาน

Share

เรื่องราวที่ ๓ ช่วยงาน

Penulis: JaoNila
last update Terakhir Diperbarui: 2025-11-19 14:00:17

        บรรยากาศตอนเช้าของหมู่บ้านยังคงเหมือนเดิมเฉกเช่นทุกวัน สายลมเย็นฉ่ำบวกกับเสียงระฆังที่ดังแววมาจากวัดที่ อยู่ไม่ไกล พระสงฆ์เดินบิณฑบาตไปตามทางของหมู่บ้าน ในขณะที่ชาวบ้านบางคนต่างพากันเตรียมอุปกรณ์ไปไร่ไปนา เสียงวัวเสียงควายที่ถูกจูงออกจากคอกดังก้องประสานกับเสียงพูดคุยทักทายกัน

        ธีร์รันที่คิดว่าตนเองตื่นเช้ามากแล้ว แต่สำหรับคนที่นี่เวลานี้ก็ถือว่าสายจนตะวันโด่ง ตนจึงรีบลุกมาจัดแจงตัวเอง หลังจากที่ธีร์รันไปช่วยแดนดินซ่อมรั้ววันนั้น นี่ก็ผ่านมาสองวันแล้ว

        ทันทีที่ลงมาจากบ้านก็ใช้สายตามองหาลุงกับป้า แต่พบเพียงกับข้าวที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้เป็นอย่างดี หลังจากที่ทานข้าวเสร็จ ตนก็ได้มานั่งเล่นที่เปลใต้ถุนบ้าน บรรยากาศเย็นสบายที่ลมพัดผ่านบวกกับความเงียบสงบ ทำให้ธีร์รันหวนนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมา

        ธีร์รันหยิบโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงขึ้นมาดู หลังจากมาที่นี่ก็ไม่มีเหตุให้ได้ใช้เท่าไร เลื่อนดูรูปภาพเก่า ๆ ตอนที่ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า ดูไปหวนระลึกถึงไป ครั้งก่อนมันเคยดีกว่านี้ แต่ไม่รู้เพราะอะไรทุกอย่างจึงกลับตาลปัตรไปหมด

        ก่อนที่ความคิดจะฟุ้งซ่านกระเจิดกระเจิงไปกว่านี้  เสียงรถที่ขับเข้ามาในบ้านก็ช่วยเรียกสติกลับมาได้เป็นอย่างดี และไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นแดนดินนั่นเอง

        “น้าสายให้มารับไปช่วยงาน”

        “งานอะไร...อย่าบอกว่าไปซ่อมรั้วอีกนะ”

        “บ่...ช่วยเตรียมงานบวช”

        “อื้อ...รอแป๊บนะ”

        ธีร์รันที่ใส่กางเกงขาสั้นรีบวิ่งหายขึ้นไปบนบ้าน ก่อนที่จะลงมาพร้อมกับชุดที่ดูสุภาพ

        .

        .

        “คุณจะบวชเหรอ” ธีร์รันเอ่ยถามขณะนั่งซ้อนท้ายคนพี่มา

        “บ่...หมู่อ้ายบวช อ้ายบวชไปแล้ว”

        “พี่สิงจะบวชเหรอ”

        “บ่...หมู่อ้ายอีกคนบักเหนือ”

        “อืม...แล้วต้องทำอะไรบ้างอะ”

        “ไปฮอดเดี๋ยวกะรู้เองดอก” (ไปถึงเดี๋ยวก็รู้เอง)

         แดนดินที่ต้องคอยตอบคำถามตั้งแต่ขับรถออกมาก็ได้แต่นึกอยู่ในใจ เพราะนอกจากต้องคอยตอบคำถามของสิงหาแล้วตอนนี้ก็มีธีร์รันเพิ่มมาอีกคน

        ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงบ้านที่จะจัดงาน ภายในบริเวณบ้านมีญาติและเพื่อนบ้านหลายคนมาช่วยกันจัดเตรียมสถานที่และเครื่องใช้ที่จำเป็น ตรงหน้าบ้านก็มีเต็นท์ผ้าใบที่ยังไม่ได้กางอีกหลายหลัง

        “ทำไมคนที่นี่จ้องเราแปลก ๆ อะ”

        ทันทีที่ธีร์รันมาถึงก็โดนสายตาแทบจะทุกสายตาจดจ้องมาที่ตนเอง ก่อนจะเดินมาหลบหลังคนพี่อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ

        “เพิ่นบ่เคยเห็นหน้ากะเลยแนมซือ ๆ บ่มีหยังดอก คนอยู่นี่เพิ่นใจดี” (เขาไม่เคยเจอหน้าก็เลยมองเฉย ๆ ไม่มีอะไรหรอก คนที่นี่เขาใจดี)

        “จริง ๆ นะ”

        “แมน...น้าสายอยู่ครัวหลังบ้านเด้อ อ้ายไปกางเต็นท์ช่วยเพิ่นก่อน” (ใช่...น้าสายอยู่ครัวหลังบ้านนะ พี่ไปกางเต็นท์ช่วยเขาก่อน)

        “อือ”

        ธีร์รันพยักหน้ารับคำ ก่อนจะเดินมาหลังบ้านก็พบกับป้าสายและชาวบ้านคนอื่น ๆ อีกจำนวนหนึ่งที่กำลังเตรียมงานและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

        “รัน...นี่ป้าเดือนเป็นแม่ของอ้ายแดนเด้อลูก”

        “สวัสดีครับ”

        ธีร์รันมองหน้าคนที่ทักทายด้วยความรู้สึกแปลกใจเมื่อได้ยินว่าเป็นแม่ของแดนดิน เพราะป้าเดือนดูท่าทางใจดีซึ่งขัดกับคนพี่ที่ชอบแกล้งตนอยู่เรื่อย

        “สวัสดีลูก กินข้าวแล้วไป่ มา ๆ มากินข้าวนำกัน” (สวัสดีลูก กินข้าวหรือยัง มา ๆ มากินข้าวด้วยกัน)

        “ผมทานมาเรียบร้อยแล้วครับ”

        ธีร์รันที่ถูกต้อนรับอย่างดีจากใบหน้าที่ยิ้มแย้มของคนที่นี่ ก็รู้สึกผ่อนคลายด้วยบรรยากาศที่ดูอบอุ่น

        หลังจากที่ทักทายชาวบ้านคนอื่น ๆ อยู่สักพัก ธีร์รันก็ได้ช่วยหยิบจับงานง่าย ๆ ที่พอจะทำได้อย่างไม่อิดออด เพราะตนก็เริ่มที่จะสนุกกับการได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ อยู่บ้าง

        “รัน...มาป้าสิสอนตำบักหุ่ง” (รัน...มาป้าจะสอนตำส้มตำ) ป้าเดือนที่รู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้ จึงได้เอ็นดูธีร์รันเป็นพิเศษก่อนจะกวักมือเรียกให้คนเมืองกรุงมานั่งข้าง ๆ ตน

        “บัก...หุ่ง?”

        “มะละกอ เคยตำบ่” ป้าเดือนตอบคำถามพลางยิ้มด้วยความเอ็นดู

        “อ๋อ...ไม่ครับ แต่เคยกินอยู่ครับ”

        “กินปลาแดกบ่ ลองเบิ่งเด้อลูกแล้วสิติดใจ” (กินปลาร้าไหม ลองดูนะลูกแล้วจะติดใจ)

        ว่าพลางอุปกรณ์และเครื่องปรุงสำหรับทำส้มตำก็ได้ถูกนำมาจัดเตรียมไว้ กลิ่นมะนาวและกลิ่นปลาร้าที่ลอยมาแตะจมูก ชวนเรียกน้ำย่อยได้เป็นอย่างดี

        “ครับ...”

        หลังจากที่สอนกันอยู่สักพัก ไม่นานส้มตำจานแรกในชีวิตของธีร์รันก็ได้เสร็จเป็นที่เรียบร้อย

        “นี่ครับป้าเดือน”

        ธีร์รันยื่นจานส้มตำให้ป้าเดือนดูด้วยความตื่นเต้นและภูมิใจในตัวเองนิด ๆ ที่หน้าตามันออกมาดูดีกว่าที่คิดไว้

        “หน้าตาเป็นตะแซ่บ เดี๋ยวป้าหาคนชิมให้...แดนมานี่ลูก”

        “ชิมตำบักหุ่งให้แน น้องตำเทือแรก” (ชิมส้มตำให้หน่อย น้องตำครั้งแรก)

        “สิบ่ตายซะเบาะ...เอ๊อะ ๆ”

        พูดไม่ทันได้จบประโยคแดนดินก็ต้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เพราะโดนผู้เป็นแม่หยิกเข้าที่เอวสอบอย่างแรง

        “มาอ้ายชิมให้กะได้”

        แดนดินที่คิดว่าคงไม่เป็นอะไร เพราะหน้าตาก็ถือว่าใช้ได้ บวกกับกลิ่นหอมที่ลอยมาปะทะจมูก ตนจึงได้อาสาที่จะชิมให้

        “พรวด!! แค่ก แค่ก นี่มันตำบักหุ่งหรือเชื่อมบักหุ่งนี่ หวานคัก”

        “โอ๊ย! เบาหวานขึ้นตา”

        “พูดเกินไป มันก็ไม่ได้หวานขนาดนั้นหรอก มานี่เดี๋ยวเราชิมเอง”

        ธีร์รันทำหน้างอเพราะคิดว่าคราวนี้คนพี่ก็คงแค่แกล้งตนอีกตามเคย ก่อนจะตักส้มตำมาคำโตแล้วยัดเข้าไปในปากอย่างรวดเร็ว

        “พรวด!!”

        “ฮึ ๆ” แดนดินที่เห็นท่าทางของคนน้องแล้วอดขำไม่ได้ จึงได้หลุดขำออกมา บวกกับเสียงหัวเราะของชาวบ้านที่เอ็นดูในความน่ารักของธีร์รัน ทำให้เจ้าตัวถึงกับหน้าแดงแจ๋

        “บ่เป็นหยังลูก เทือแรกกะแบบนี้หล่ะ เทือหน้ามาลองใหม่เด้อ”

        ป้าเดือนที่เห็นสถานการณ์ไม่ดีจึงได้พูดปลอบใจเด็กน้อยที่กำลังทำหน้าหงอย

        “ปะ อ้ายพาไปเอาบักพร้าว”

        แดนดินที่เห็นคนน้องซึมไปก็รีบชวนเปลี่ยนบรรยากาศ เผื่อเจ้าตัวเล็กจะอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง

        “เอากล้วยกับตองมานำแนเด้อแม่สิห่อข้าวต้ม น้องรันไปช่วยอ้ายแนเด้อลูก”

        “ครับ”

        “ปะ บักสิงกับบักเหนือถ่าโดนแล้ว” (ปะ ไอ้สิงกับไอ้เหนือรอนานแล้ว)

        หลังจากที่เดินตามกันมาบริเวณหน้าบ้าน ก็เจอกับสิงหาและอีกคนที่น่าจะเป็นเหนือที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วบนรถพ่วงข้างมอเตอร์ไซค์

        “เราจะไปรถคันนี้กันจริง ๆ เหรอ”

        ธีร์รันถามเพื่อความมั่นใจเพราะตนก็ไม่เคยนั่งรถพ่วงข้างมอเตอร์ไซค์มาก่อน และกังวลว่ารถคันนี้จะพาไปถึงที่หมายได้หรือเปล่า ถึงแม้ว่าตนจะตัวเล็กก็จริง แต่อีกสามคนกลับไม่ใช่เลย

        “คันนี่ล่ะ มาขึ้นรถ”

        แดนดินว่าพลางจัดแจงที่นั่งให้กับคนตัวเล็ก โดยมีเหนือประจำที่ตำแหน่งคนขับ ถัดมาคือสิงหาที่นั่งซ้อนท้าย ส่วนตนนั่งที่บริเวณพ่วงข้างและมีคนน้องนั่งอยู่ใกล้ ๆ

        “จับอ้ายไว้ดี ๆ มันสิตกรถ” ว่าพลางแขนแกร่งก็ได้ถูกวางไว้ที่หน้าขาเพื่อให้คนน้องจับได้ถนัด

        สิงหาและเหนือที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็ได้หันมามองหน้ากันอย่างมีเลศนัย

        เมื่อมาถึงที่หมาย ซึ่งก็คือสวนของพ่อใหญ่คำเมืองนั่นเอง ลักษณะเป็นสวนขนาดใหญ่ที่มีพืชพรรณนานาชนิด ถูกปลูกเรียงรายกันอย่างเป็นสัดส่วน มีช่องทางเดินเล็ก ๆ ที่เกิดจากการเหยียบย่ำใช้งานภายในสวน และกลิ่นดินเปียกจากการรดน้ำที่โชยมาปะทะกับจมูก ทำให้รู้ว่าสวนแห่งนี้ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

        “เดี๋ยวกูกับบักเหนือไปเอาบักพร้าวเด้อ มึงกับน้องรันไปหากล้วยเลย”

        หลังจากที่สิงและเหนือได้พยักหน้าส่งสัญญาณให้กัน จึงขอปลีกตัวไปอีกทางเพื่อจัดแจงให้เพื่อนได้มีเวลาอยู่กับคนน้อง

        “อืม”

        หลังจากที่เหนือและสิงแยกตัวออกไป ทางด้านของแดนดินและธีร์รันก็ได้เดินเสาะหากล้วยที่สุกกำลังพอดีสำหรับทำข้าวต้มมัด

        หลังจากที่เดินอยู่นานทั้งคู่ก็มาถึงต้นกล้วยที่มีเครือกล้วยขนาดใหญ่ พร้อมลูกที่สุกกำลังพอดี แดนดินจัดการใช้มีดฟันที่กึ่งกลางลำต้นทำให้เครือกล้วยค่อย ๆ เอนลงมา

        “ต้องตัดต้นเลยเหรอ”

        “แมน เดี๋ยวมันกะแทงหน่อขึ้นมาใหม่”

        “เอ๋ามีด...ตัดใบตองมาจักห้าหกก้านเด้อ”

        แดนดินว่าพลางยื่นมีดให้คนน้องสำหรับตัดใบตอง ก่อนที่ตนจะหันกลับมาจัดการกับเครือกล้วยต่อ

        “เอาแบบไหนอะ”

        “เลือกใบที่มันงาม ๆ บ่ค่อยขาด ระวังเสื้อถืกยางกล้วยเด้อ” (เลือกใบที่สวย ๆ ไม่ค่อยขาด ระวังเสื้อเปื้อนยางกล้วยนะ)

        ธีร์รันพยักหน้ารับคำ พลางเลือกดูใบตองที่คิดว่าใช้ได้ตามต้นที่เอนลงมา ก่อนจะใช้มีดหั่น ๆ บริเวณก้านของใบตอง

        “ตัดเลย แบบนี้”

        แดนดินที่หันมาเจอคนน้องกำลังหั่นก้านกล้วยก็ถึงกับส่ายหน้า ก่อนจะหยิบมีดมาตัดก้านกล้วยให้คนน้องดู เพราะถ้าปล่อยให้ทำเองวันนี้ทั้งวันคงได้ไม่ถึงสามก้าน

        คนตัวเล็กก็ทำตามอย่างว่าง่ายโดยไม่มีบ่น เมื่อทั้งคู่ได้ของครบแล้วจึงได้ลัดเลาะมาตามทางเดิน โดยมีธีร์รันถือก้านกล้วยเดินนำหน้าและมีแดนดินถือเครือกล้วยเดินตามหลัง

        “อ๊ะ!  ฟึ่บ!”

        คนตัวเล็กที่หอบใบกล้วยพะรุงพะรังทำให้มองไม่เห็นทางข้างหน้า เป็นเหตุให้เท้าลื่นไถลบนพื้นที่เปียกตามทางเดิน โชคดีที่มีแดนดินเดินตามหลังช่วยคว้าไว้ได้ทัน

        “เป็นหยังหลายบ่” (เป็นอะไรมากไหม)

        ธีร์รันที่ตอนนี้อยู่ในอ้อมกอดของแดนดิน ทำให้สายตาทั้งคู่ประสานกัน ใบหน้าที่ตอนนี้อยู่ห่างไม่ถึงเอื้อม ก็ทำให้ธีร์รันเกิดความรู้สึกจั๊กจี้ที่หัวใจแปลก ๆ

        ก่อนที่ความคิดจะฟุ้งซ่านไปกว่านี้ ธีร์รันได้สติดันตัวเองผละออกจากอกคนพี่ แล้วหันกลับไปก้มเก็บใบตองที่ตอนนี้ก็ตกกระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น

        “เราไม่เป็นอะไรมาก ขอบคุณนะ”

         ธีร์รันตอบทั้ง ๆ ที่หันหลังให้กับคนพี่ เพราะกลัวว่าคนพี่จะสังเกตเห็นอาการของตน ที่ตอนนี้ทั้งใบหน้าทั้งใบหูต่างก็แดงเป็นลูกตำลึง

        เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดต่างก็ไม่พ้นสายตาของสิงหาและเหนือ ที่ทั้งคู่ต่างก็มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว

        “มึงวาสองคนนี้สิมีอิหยังในกอไผ่บ่วะ” เหนือที่นั่งมองท่าทางของทั้งคู่มาสักพักจึงได้เอ่ยถามขึ้นมา

        “ตอนนี้อาจจะบ่ แต่ต่อไปกูว่าบ่แน่”

        สิงเอ่ยตอบไปอย่างมั่นใจ เพราะตนรู้จักกับเพื่อนคนนี้มานาน ทำให้เขาพอจะรู้นิสัยใจคอและความชอบของเพื่อนไปด้วย

        “ตัวเล็ก ขาว น่ารักแบบนี้ สเปคมันเลย”

        “อือ หวังว่าคงบ่เป็นคือคนเก่าของมันละกัน”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวส่งท้าย

    “บ่แมนมันคิดสั้นแล้วเบาะสิง” “ปากมึงเบาะนั่น” สิงและเหนือที่เห็นว่าสายแล้วยังไม่เจอเพื่อนมาหาสักที ก็เกิดความร้อนใจกลัวว่าเพื่อนจะคิดอะไรที่ไม่ดี ปกติบอกว่าจะมาก็คือมาคำไหนคำนั้น จึงได้รีบบึ่งรถมาหาที่บ้านเผื่อเกิดเหตุอะไรตนจะได้ช่วยเหลือทัน เพราะตั้งแต่เมื่อวานที่เพื่อนกลับไป ตนก็ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนอีก “กะมันวามันสิมาหาเฮา จนฮอดปานนี้กะยังบ่เห็น” “มื้อวานมันกะถืกสะกิดปมไปอีก” “บ่ดอก มันคงบ่คิดแบบนั้น” “มึงฟ่าวขับเร็ว ๆ แน กูใจบ่ดี” (มึงรีบขับเร็ว ๆ หน่อย กูใจไม่ดี) การโต้เถียงเกิดขึ

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวที่ ๓๓ สุขสม (NC)

    “อ๊ะ!” แดนดินได้ช้อนร่างของคนตัวเล็กให้ขึ้นมานั่งบนตัก พลางจับชายเสื้อของตนถอดผ่านศีรษะด้วยท่าทางที่ทะมัดทะแมง เผยให้เห็นร่างกายที่กำยำซึ่งยังคงเต็มไปด้วยมัดกล้ามและกลุ่มก้อนขนมปัง ก่อนที่จะไล่ไปถอดกางเกงของร่างบางออกจนหมดสิ้น สองมือได้ไปกอบกำเอาส่วนเนื้ออ่อนที่บริเวณก้นกลมของคนตัวเล็ก ขยำ ๆ อยู่นานจนเนื้อขาวนวลปลิ้นออกมาตามซอกนิ้ว ในขณะที่ริมฝีปากก็ยังคงเล็มเลียอยู่กับยอดปทุมสีหวาน จนธีร์รันต้องแอ่นอกสู้ด้วยความสาดเสียว “อ๊า! พี่” ร่องรอยสีกุหลาบที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบที่จะไม่มีพื้นที่ว่าง ทั้งรอยขบกัดและรอยดูดดึง จากความปรารถนาที่มีอย่างมากล้น ซึ่งธีร์รันก็ไม่ได้ปัดป้องแต่อย่างใด ปล่อยให้คนพี่ทำอย่างที่ใจอยาก เพราะการที่คนพี่จะต้องอดกลั้นถึงเพียงนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะตนทั้งนั้น

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวที่ ๓๒ แก้วตาดวงใจ (NC)

    บรรยากาศยามค่ำที่มีสายลมพัดมาเป็นระยะ ๆ เมื่อมาปะทะกับผิวกาย ก็พลอยทำให้รับรู้ได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ถูกส่งมาเป็นอย่างดี ฤดูหนาวผ่านมาอีกครา ครั้งก่อนแดนดินยังจำได้ดี ตนเคยมีความสุขมาก ๆ ในช่วงนี้เมื่อปีที่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็เจ็บปวดจนแทบเจียนตาย ความคิดถึงที่เขามีต่อคนรักอยู่ทุกวันก็แทบจะเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่วันนี้ ความรู้สึกกลับยิ่งเพิ่มมากขึ้น อาจจะเพราะแอลกอฮอล์ที่อยู่ในร่างกายหรืออะไรก็ตามแต่ ซึ่งมันทำให้เขาไม่ทันมองว่ามีสิ่งแปลกตาเข้ามาอยู่ในบ้านของเขา รู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อเดินลงจากรถมอเตอร์ไซค์มาแล้ว “รถไผวะ” (รถใครวะ) รถเก๋งคันหรูสีดำสวยที่จอดนิ่งสนิทอยู่ในบริเวณบ้านของเขา พอลองมองหาเจ้าของรถคันดังกล่าวก็เจอแต่ความเงียบสงบ ยิ่งพยายามนึกถึงที่มาที่ไปของรถคันนี้ก็ยิ่งทำให้สับสนขึ้นไปอีก ตนไม่รู้จักใครที่มีรถลักษณะแบบนี้ ยิ่งเป็นญาติยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อลองเดินสำรวจรอบ ๆ ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวที่ ๓๑ สะสางเรื่องค้างคา

    “ก๊อก...ก๊อก!” “คุณรัน คุณท่านให้มาตามไปทานข้าวค่ะ” “รันยังไม่หิวครับ” แม่บ้านต่างก็หันหน้ามามองกันด้วยความลำบากใจ หนึ่งสัปดาห์มาแล้วตั้งแต่ที่คุณหนูของบ้านเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง ข้าวปลาก็กินแทบจะนับคำได้ ทำเอาทุกคนต่างพลอยเป็นห่วงกันไปหมด เมื่อการเรียกขานไม่เป็นผล แม่บ้านจึงได้ถอยหลังมาเพื่อเปิดทางให้กับหญิงสาวคนหนึ่งได้เดินไปที่หน้าประตูห้อง และทำการเรียกขานขึ้นอีกครั้ง “รัน...นี่ดาวเองนะ” “ดาวขอเข้าไปได้ไหม?” ความเงียบสงบมาเยือนอยู่สักพัก ก่อนที่ประตูบานใหญ่จะค่อย ๆ ถูกเปิดออก เผยให้เห

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวที่ ๓๐ บอบช้ำ

    “สูกลับไปซะ” แดนดินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้อง หลังจากที่พาเพื่อนกลับมาถึงบ้าน ในขณะที่จัดการทำแผลให้อยู่นั้น เหนือได้สังเกตสีหน้าท่าทางของเพื่อนที่ดูเลื่อนลอย แววตาดูหมดหวัง แม้ว่าจะเป็นเวลาที่สิงเช็ดแผลให้ ทั้ง ๆ ที่ควรจะเจ็บมากแท้ ๆ แต่แดนดิน กลับไม่มีแม้แต่จะส่งเสียงออกมา “กูวาเฮาต้องมาอยู่เป็นหมู่มัน” “กูย่านมันคิดสั้น เบิ่งทรงสิหนักกว่าตอนเลิกกับน้องวา” “อือ หนักกว่าหลายเลยล่ะ” เมื่อเห็นอาการของเพื่อนที่ไม่สู้ดีนักก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ ถ้าเจ็บป่วยทางกายยังพอหาทางรักษาให้ได้ แต่อาการทางใจตนคงต้องคอยดูอยู่ห่าง ๆ และรอเวลาที่จะคอยเยียวยาทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น&n

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวที่ ๒๙ ตั้งตัวไม่ทัน

    เมื่อใกล้ถึงฤดูเก็บเกี่ยว ท้องทุ่งนาถูกย้อมด้วยสีทองอร่ามของรวงข้าวที่โอนอ่อนลู่ลม เสียงรวงข้าวที่เสียดสีกันดังแผ่วเบายามเมื่อสายลมพัดผ่าน แสงแดดยามสายส่องกระทบไปทั่วผืนนาจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับ “พี่จะเก็บเกี่ยวข้าวยังไงเหรอ” คำถามที่เอื้อนเอ่ยออกมา ในขณะที่กำลังเดินลัดเลาะอยู่บนคันนา ร่างสูงเดินนำและมีคนตัวเล็กเดินตาม การเดินสำรวจแปลงนาในทุก ๆ เช้า น่าจะเป็นกิจวัตรประจำวันของคนทั้งคู่ไปแล้ว “อ้ายวาสิเอารถเกี่ยวเอา” “แต่กะสิจ้างชาวบ้านเกี่ยวบางส่วน พอให้เพินมีรายได้” “แฟนใครใจดีจัง” แดนดินหันมายิ้มให้กับคนตัวเล็ก พร้อมกับแก้มบางที่ถูกเรียวนิ้วยาวหยิกให้เบ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status