Home / วาย / อ้อมกอดแดนดิน / เรื่องราวที่ ๔ แห่นาค

Share

เรื่องราวที่ ๔ แห่นาค

Author: JaoNila
last update Last Updated: 2025-11-19 16:12:31

         บรรยากาศงานบุญวันนี้เป็นไปอย่างครึกครื้น บุญบวชมักจัดเป็นงานใหญ่ มีการเลี้ยงอาหารแขกที่มาร่วมงาน ช่วงเช้าจะมีการตักบาตรและถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ญาติผู้ใหญ่จะทำพิธีผูกข้อมือให้พรนาค จากนั้นจึงจะเข้าสู่พิธีการบวชซึ่งชาวบ้านก็จะช่วยกันในทุกขั้นตอน ทั้งการเตรียมอาหาร และการเตรียมขบวนแห่ที่จะเกิดขึ้นในช่วงบ่าย

         เช้านี้ธีร์รันได้มาช่วยงานบุญกับป้าสาย ภายในครัวหลังบ้านจะมีชาวบ้านที่มาช่วยกันทำอาหารหลายอย่าง หน้าที่ของเขาคือการยกถาดกับข้าวมาให้แขกภายในงานที่เริ่มทยอยกันมาเรื่อย ๆ

         เริ่มแรกธีร์รันก็ช่วยงานแบบทุลักทุเลเพราะเป็นครั้งแรกที่ตนทำอะไรแบบนี้ แต่โชคดีที่มีป้าเดือนคอยสอน ทำให้เขาเริ่มที่จะทำงานได้คล่องมากขึ้น

         หลังจากที่เดินช่วยงานจนเหนื่อย ตนจึงได้หลบออกมานั่งพักที่แคร่ใต้ร่มไม้ ธีร์รันที่ไม่ค่อยได้เดินระยะทางไกล ๆ ทำเอาวันนี้เขาเมื่อยขาไปหมด

         “เมื่อยบ่” (เหนื่อยไหม)

         ธีร์รันที่ก้มนวดขาตัวเองอยู่ก็ได้เงยหน้าขึ้นมามองตามเจ้าของเสียง ซึ่งเป็นแดนดินที่เดินมานั่งบนแคร่ข้าง ๆ พร้อมกับยื่นน้ำในมือมาให้คนน้อง

         “ขอบคุณนะ” ธีร์รันกล่าวขอบคุณ ก่อนจะรับน้ำจากคนพี่มาดื่ม

         “คือได้มานั่งอยู่คนเดียว” แดนดินเอ่ยถามเพราะก่อนหน้านี้ตนเดินหาคนน้องทั่วงานแต่ก็ไม่พบ

         “แค่มานั่งพักเอาแรงเฉย ๆ”

         “คนกรุงเทพน้อ ยางส่ำนี้กะเมื่อย” (คนกรุงเทพหนอ เดินแค่นี้ก็เหนื่อย)

         แดนดินแซวคนน้องเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เพราะตนมองว่าตอนนี้ธีร์รันมีอาการซึม ๆ อาจจะเพราะเหนื่อยหรืออะไรสักอย่าง แต่เขาไม่ต้องการให้คนน้องเป็นแบบนี้เลย

         “ชิ”

         ซึ่งมันได้ผล ธีร์รันที่ทำหน้าหงอยหันกลับมามองค้อนใส่คนพี่อย่างไม่สบอารมณ์

         “ปะ ไปกินข้าว แม่อ้ายกับน้าสายถ่าอยู่” (ปะ ไปกินข้าว แม่พี่กับน้าสายรออยู่) แดนดินว่าพลางลุกขึ้นยืน ก่อนจะเอามือวางไว้ที่หัวคนน้อง

         “อะ...อื้อ”

         ธีร์รันรู้สึกตกใจเล็กน้อยเพราะคนที่ปกติจะชอบแกล้ง ไม่นึกว่าจะมีมุมแบบนี้ด้วย ทำให้หัวใจของเขาเต้นไม่เป็นจังหวะ ก่อนจะลุกเดินตามคนพี่ไป

         หลังจากที่ทานข้าวทานอะไรกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ธีร์รันรู้สึกเพลีย ๆ เพราะวันนี้ตนตื่นแต่เช้าตรู่บวกกับมาเดินช่วยงานจนเมื่อยขา ตนจึงอยากจะกลับไปพักผ่อนสักเล็กน้อย จึงได้ขอตัวกลับก่อน โดยมีแดนดินขับรถไปส่งที่บ้าน

         “พักผ่อนเด้อ”

         แดนดินที่คิดว่าวันนี้คงถึงขีดจำกัดของคนน้องแล้ว เลยกะจะให้พักเอาแรงก่อน เพราะตอนเช้าคงจะทำงานหนักเกินไปจริง ๆ ถึงได้หงอยเหมือนลูกหมาตกน้ำ

         “อื้อ”

         “บ่ายไปแห่นำอ้ายบ่”

         แดนดินที่ชั่งใจอยู่นานว่าจะชวนคนน้องดีหรือเปล่าจึงได้ตัดสินใจเอ่ยถามออกไป ใจหนึ่งก็อยากให้พักผ่อน ใจหนึ่งก็อยากให้คนน้องได้รู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตคนอีสานเผื่อเจออะไรสนุก ๆ แล้วจะอารมณ์ดีขึ้น

         “ถ้าไป...เดี๋ยวอ้ายมารับ”

         คนตัวเล็กเห็นท่าทางลังเลของคนพี่ ก็นึกขำอยู่ในใจ และคิดว่าวันนี้ตนคงทำให้คนอื่นเป็นห่วงเข้าแล้ว

         อื้อ...รบกวนด้วยนะ”

         พูดเสร็จตนก็รีบวิ่งขึ้นบ้านเพราะกลัวจะเสียอาการมากไปกว่านี้ ซึ่งแดนดินที่มองตามจนคนน้องเข้าบ้านก็แอบยิ้มอยู่คนเดียว ก่อนจะขับรถกลับไปช่วยงานต่อ

         หลังจากที่ได้พักผ่อนไปราว ๆ หนึ่งชั่วโมง ธีร์รันก็รู้สึกมีเรี่ยวมีแรงกลับมา ก่อนจะลุกไปอาบน้ำอาบท่าเพื่อรอไปร่วมงานบุญในช่วงบ่าย

         ธีร์รันแต่งตัวโดยใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบ ๆ คู่กับกางเกงผ้าสบาย ๆ นั่งรอคนพี่ที่เปลใต้ถุนบ้าน ป้าสายที่กลับมาเตรียมตัวเช่นกัน ก็ได้หยิบผ้าขาวม้าผืนหนึ่งโดยนำมาพาดบ่าให้กับธีร์รัน ก่อนจะมองดูด้วยความเอ็นดู เพราะธีร์รันกับผ้าขาวม้าช่างดูเหมาะจริง ๆ

         จากนั้นไม่นานแดนดินก็ได้ขับรถมอเตอร์ไซค์คันเก่งเข้ามาในบ้าน ลักษณะการแต่งตัวแบบเรียบง่าย แต่ดูดีในแบบบ้าน ๆ โดยใส่เสื้อเชิ้ตสีพื้นที่ดูสะอาดสะอ้าน ใส่คู่กับกางเกงยีนสีเข้ม ทุกอย่างดูเข้ากันจนทำให้ดูสะดุดตา เป็นเหตุให้ธีร์รันเผลอจ้องมองแบบไม่ตั้งใจ เช่นเดียวกับคนพี่ที่คิดว่าวันนี้คนน้องน่ารักเป็นพิเศษ

         ป้าสายที่เห็นดังนั้นจึงได้นำผ้าขาวม้าแบบเดียวกันกับที่ให้ธีร์รัน มาคาดเอวสอบให้กับแดนดิน ซึ่งมันทำให้ธีร์รันรู้สึกเขิน เพราะมันเหมือนกับว่าเขากำลังใส่ชุดคู่อยู่

         “ผมพาน้องไปก่อนเด้อครับ”

         หลังจากที่จัดแจงเสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว แดนดินจึงได้เอ่ยเพื่อเป็นการขออนุญาตกับผู้เป็นน้า เพราะถ้าพาไปไหนโดยไม่ได้บอก ก็เกรงว่าจะเป็นห่วงเสียเปล่า

         “จ้า เบิ่งน้องให้น้านำเด้อลูก” (จ้า ดูแลน้องให้น้าด้วยนะลูก)

         “ครับ...ปะ”

         หลังจากที่คุยกับน้าสายเรียบร้อยแล้ว ร่างสูงก็ได้หันมาชวนคนน้องที่ตอนนี้ก็ได้ยืนรออยู่ข้าง ๆ แล้ว

         “นี่มันไม่ใช่ทางไปบ้านงานนี่”

         หลังจากนั่งรถมาสักพัก ธีร์รันที่เห็นว่าทางที่กำลังจะไปเป็นคนละเส้นทางกับสถานที่จัดงาน จึงได้เอ่ยถามด้วยความสงสัย

         “อ้ายสิพาไปหาอิหยังกินก่อน มันฮ้อน” (พี่จะพาไปหาอะไรกินก่อน มันร้อน)

         ไม่นานทั้งคู่ก็มาถึงร้านค้าแห่งหนึ่งภายในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นร้านขายของชำที่มีสินค้าและเครื่องดื่มหลากหลายชนิด บริเวณด้านหน้ามีร้านขายน้ำผลไม้ปั่นตั้งอยู่

         “กินหยังเลือกเอาเลย”

         “แต่เราไม่มีเงินสดอะ สแกนจ่ายได้ไหม”

         ธีร์รันที่ไม่ค่อยได้ออกไปไหน ทำให้ไม่มีเงินสดติดตัว อีกอย่างตอนที่อยู่กรุงเทพ ตนก็ใช้บัตรเครดิตเป็นส่วนใหญ่ พอต้องมาอยู่ที่นี่กะทันหัน เลยไม่ทันได้เตรียมตัวในส่วนนี้

         “บ่เป็นหยัง อ้ายเลี้ยง”

         พอได้ยินดังนั้นธีร์รันที่ทำตาลุกวาว ก่อนจะเดินไปสั่งน้ำผลไม้ปั่น ซึ่งแดนดินที่เห็นดังนั้นก็อดที่จะยิ้มตามไม่ได้ ก่อนที่ตนจะเข้าไปซื้อเครื่องดื่มชูกำลังภายในร้าน

         หลังจากที่ซื้อของเสร็จ แดนดินจึงได้เดินออกมาหาคนน้องเพื่อรอจ่ายเงิน

         “ตู้กดเงินอยู่ไกลไหมอะ”

         ธีร์รันเอ่ยถามหลังจากที่ยืนคิดมาสักพักเพราะการที่ตนจะต้องอยู่ที่นี่อีกนานเงินสดก็จำเป็นมาก ๆ

         “ไกล...อยู่ในโตอำเภอ”

         “…”

         “ถ้ามื้อได๋อ้ายได้เข้าไป อ้ายสิมาเอิ้น” (ถ้าวันไหนพี่ได้เข้าไป พี่จะมาเรียก) แดนดินพูดต่อหลังจากที่เห็นคนน้องทำหน้าหงอย

         “ช่วงนี้ถ้าอยากซื้อหยังกะบอกอ้าย บ่ต้องเกรงใจ” (ช่วงนี้ถ้าอยากซื้ออะไรก็บอกพี่ ไม่ต้องเกรงใจ)

         ธีร์รันที่พอได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับคำ ก่อนจะแอบยิ้มอยู่คนเดียว เพราะคิดว่าคนพี่ก็มีมุมที่ใจดีกับเขาเหมือนกัน

         “เป็นแฟนกันเบาะ”

         แม่ค้าที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดได้เอ่ยแซวขึ้นมา เพราะความน่ารักของทั้งคู่ที่แสดงออกมาชัดเจน ก่อนจะหันมาส่งยิ้มพร้อมกับยื่นน้ำแตงโมปั่นให้กับคนตัวเล็กกว่า

         “น้องครับ”

         แดนดินตอบพลางยื่นเงินไปจ่าย แม่ค้าที่เห็นดังนั้นก็ได้แต่มองแล้วอมยิ้มตาม เพราะท่าทางของทั้งคู่ที่ดูเคอะเขินไม่เป็นตัวของตัวเอง บวกกับหูของคนพี่ที่เริ่มจะมีสีแดงระเรื่อ

         ขณะที่กำลังเดินไปขึ้นรถ แดนดินที่สังเกตเห็นท่าทีของคนน้องที่มือหนึ่งถือแก้วน้ำและอีกมือก็คอยจับผ้าขาวม้าไว้ไม่ให้หลุด พอเห็นดังนั้นตนจึงได้จัดการหยิบผ้าขาวม้าที่พาดไว้บนบ่า มาคาดไว้ที่เอวให้กับคนน้อง

         “ขอบคุณนะ”

         คนพี่ไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแต่พยักหน้ารับเฉย ๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินทางมายังสถานที่จัดงาน ซึ่งพอมาถึงขบวนแห่ก็เริ่มเคลื่อนแล้ว โดยต้นขบวนก็จะมีนาคและญาติพี่น้องที่มาช่วยกันถือพานบายศรีและเครื่องบวช ส่วนท้ายขบวนก็จะมีชาวบ้านแทบจะทุกเพศทุกวัยที่มาร่วมขบวนแห่นาค โดยจะมีขบวนกลองยาวที่คอยบรรเลงจังหวะให้อยู่ตลอดทาง

         ทั้งคู่รีบเดินเข้าไปสมทบกับสิงหาที่ตอนนี้ก็ได้ยืนรออยู่ก่อนแล้ว ก่อนที่จะเดินเข้าไปร่วมในส่วนท้ายขบวน ซึ่งตอนนี้ก็มีชาวบ้านมากหน้าหลายตาที่เต้นรำกันอย่างสนุกสนาน

         “เฮ็ดโตสบาย ๆ บ่ต้องเกร็ง”

         แดนดินที่เห็นว่าคนน้องทำท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ จึงได้ให้คำแนะนำกับคนน้องไป พร้อมกับเดินมายืนข้าง ๆ เพื่อที่จะไม่ทำให้น้องรู้สึกว่าอยู่ตัวคนเดียว

         “ก็เราไม่เคยมางานอะไรแบบนี้นี่ เลยไม่รู้ว่าจะต้องทำตัวยังไง”

         “แค่ม่วนไปนำบรรยากาศกะพอ ลองเบิ่ง” (แค่สนุกไปกับบรรยากาศก็พอ ลองดู)

         “ลองก็ลอง”

         ธีร์รันที่ตัดสินใจจะสนุกไปกับงานจึงได้ฝากแก้วน้ำไว้กับคนพี่ ก่อนที่จะพยายามมองซ้ายมองขวาจับจังหวะตามชาวบ้านพลางยกมือขึ้นรำด้วยลักษณะที่แข็งทื่อผิดกับชาวบ้านที่ดูพลิ้วไหว ทำให้คนแถวนั้นที่พบเห็นต่างก็มองด้วยความเอ็นดู

         “มันไม่ใช่ทางของเราเลยอะ”

         หลังจากที่พยายามอยู่นานแต่เหมือนจะไม่เป็นผล ธีร์รันจึงได้ล้มเลิกความพยายามพร้อมกับทำท่าทางที่ดูผิดหวัง

         “มันบ่มีถืกบ่มีผิด แค่เฮาม่วนกะพอ” (มันไม่มีถูกไม่มีผิด แค่เราสนุกก็พอ) ว่าพลางแดนดินก็ได้จับมือธีร์รันขึ้นมาเบา ๆ อย่างนุ่มนวล ก่อนจะพาคนน้องโยกไปตามจังหวะ

         ธีร์รันที่เห็นคนพี่เต้นไปพร้อมกับรอยยิ้ม ตนก็เริ่มที่จะปล่อยตัวตามสบายมากขึ้น ถึงแม้จะยังเต้นเหมือนหุ่นยนต์อยู่บ้าง แต่ด้วยความตั้งใจก็ทำให้ชาวบ้านส่งเสียงเชียร์และปรบมือให้

         ธีร์รันที่เริ่มเพลิดเพลินไปกับงานก็ได้หัวเราะออกมาแบบเขิน ๆ ก่อนจะพยายามเต้นต่อไป ซึ่งในบางจังหวะที่เขาเต้นหลุด ๆ หรือทำท่าทางประหลาดเกินใคร ชาวบ้านต่างก็พากันหัวเราะด้วยความเอ็นดู โดยเฉพาะแดนดินที่มองคนน้องด้วยสายตาที่ดูอบอุ่น และภูมิใจในตัวของธีร์รันที่กล้าเปิดใจสนุกไปกับงานนี้

         .

         .

         “เมื่อยบ่” (เหนื่อยไหม)

         แดนดินเอ่ยถามในขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินกลับไปเอารถที่จอดทิ้งไว้ที่บ้านงาน หลังจากที่แห่รอบหมู่บ้านเสร็จ จนตอนนี้ก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว

         “เหนื่อย แต่ก็สนุกดี”

         “ขอบคุณนะที่ชวนมา”

         ธีร์รันหันมายิ้มแฉ่งให้กับคนพี่แทนคำขอบคุณ เพราะวันนี้แดนดินทำให้รู้สึกว่าได้เป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้าน และตนก็สนุกไปกับงานจริง ๆ ก่อนจะหันหน้ากลับไปเดินรับลมที่พัดมาเบา ๆ เสื้อที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ ตอนนี้เลยยิ่งทำให้รู้สึกเย็นขึ้นไปอีก

         “อืม แค่ม่วนกะดีแล้วล่ะ”

         แดนดินอมยิ้มเบา ๆ เพราะคิดถูกแล้วที่พาคนน้องออกมา ทำให้เขารู้ว่าจริง ๆ แล้วธีร์รันก็ไม่ได้รังเกียจวิถีชีวิตแบบชาวอีสานเลยแม้แต่น้อย...

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวส่งท้าย

    “บ่แมนมันคิดสั้นแล้วเบาะสิง” “ปากมึงเบาะนั่น” สิงและเหนือที่เห็นว่าสายแล้วยังไม่เจอเพื่อนมาหาสักที ก็เกิดความร้อนใจกลัวว่าเพื่อนจะคิดอะไรที่ไม่ดี ปกติบอกว่าจะมาก็คือมาคำไหนคำนั้น จึงได้รีบบึ่งรถมาหาที่บ้านเผื่อเกิดเหตุอะไรตนจะได้ช่วยเหลือทัน เพราะตั้งแต่เมื่อวานที่เพื่อนกลับไป ตนก็ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนอีก “กะมันวามันสิมาหาเฮา จนฮอดปานนี้กะยังบ่เห็น” “มื้อวานมันกะถืกสะกิดปมไปอีก” “บ่ดอก มันคงบ่คิดแบบนั้น” “มึงฟ่าวขับเร็ว ๆ แน กูใจบ่ดี” (มึงรีบขับเร็ว ๆ หน่อย กูใจไม่ดี) การโต้เถียงเกิดขึ

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวที่ ๓๓ สุขสม (NC)

    “อ๊ะ!” แดนดินได้ช้อนร่างของคนตัวเล็กให้ขึ้นมานั่งบนตัก พลางจับชายเสื้อของตนถอดผ่านศีรษะด้วยท่าทางที่ทะมัดทะแมง เผยให้เห็นร่างกายที่กำยำซึ่งยังคงเต็มไปด้วยมัดกล้ามและกลุ่มก้อนขนมปัง ก่อนที่จะไล่ไปถอดกางเกงของร่างบางออกจนหมดสิ้น สองมือได้ไปกอบกำเอาส่วนเนื้ออ่อนที่บริเวณก้นกลมของคนตัวเล็ก ขยำ ๆ อยู่นานจนเนื้อขาวนวลปลิ้นออกมาตามซอกนิ้ว ในขณะที่ริมฝีปากก็ยังคงเล็มเลียอยู่กับยอดปทุมสีหวาน จนธีร์รันต้องแอ่นอกสู้ด้วยความสาดเสียว “อ๊า! พี่” ร่องรอยสีกุหลาบที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบที่จะไม่มีพื้นที่ว่าง ทั้งรอยขบกัดและรอยดูดดึง จากความปรารถนาที่มีอย่างมากล้น ซึ่งธีร์รันก็ไม่ได้ปัดป้องแต่อย่างใด ปล่อยให้คนพี่ทำอย่างที่ใจอยาก เพราะการที่คนพี่จะต้องอดกลั้นถึงเพียงนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะตนทั้งนั้น

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวที่ ๓๒ แก้วตาดวงใจ (NC)

    บรรยากาศยามค่ำที่มีสายลมพัดมาเป็นระยะ ๆ เมื่อมาปะทะกับผิวกาย ก็พลอยทำให้รับรู้ได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ถูกส่งมาเป็นอย่างดี ฤดูหนาวผ่านมาอีกครา ครั้งก่อนแดนดินยังจำได้ดี ตนเคยมีความสุขมาก ๆ ในช่วงนี้เมื่อปีที่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็เจ็บปวดจนแทบเจียนตาย ความคิดถึงที่เขามีต่อคนรักอยู่ทุกวันก็แทบจะเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่วันนี้ ความรู้สึกกลับยิ่งเพิ่มมากขึ้น อาจจะเพราะแอลกอฮอล์ที่อยู่ในร่างกายหรืออะไรก็ตามแต่ ซึ่งมันทำให้เขาไม่ทันมองว่ามีสิ่งแปลกตาเข้ามาอยู่ในบ้านของเขา รู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อเดินลงจากรถมอเตอร์ไซค์มาแล้ว “รถไผวะ” (รถใครวะ) รถเก๋งคันหรูสีดำสวยที่จอดนิ่งสนิทอยู่ในบริเวณบ้านของเขา พอลองมองหาเจ้าของรถคันดังกล่าวก็เจอแต่ความเงียบสงบ ยิ่งพยายามนึกถึงที่มาที่ไปของรถคันนี้ก็ยิ่งทำให้สับสนขึ้นไปอีก ตนไม่รู้จักใครที่มีรถลักษณะแบบนี้ ยิ่งเป็นญาติยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อลองเดินสำรวจรอบ ๆ ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวที่ ๓๑ สะสางเรื่องค้างคา

    “ก๊อก...ก๊อก!” “คุณรัน คุณท่านให้มาตามไปทานข้าวค่ะ” “รันยังไม่หิวครับ” แม่บ้านต่างก็หันหน้ามามองกันด้วยความลำบากใจ หนึ่งสัปดาห์มาแล้วตั้งแต่ที่คุณหนูของบ้านเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง ข้าวปลาก็กินแทบจะนับคำได้ ทำเอาทุกคนต่างพลอยเป็นห่วงกันไปหมด เมื่อการเรียกขานไม่เป็นผล แม่บ้านจึงได้ถอยหลังมาเพื่อเปิดทางให้กับหญิงสาวคนหนึ่งได้เดินไปที่หน้าประตูห้อง และทำการเรียกขานขึ้นอีกครั้ง “รัน...นี่ดาวเองนะ” “ดาวขอเข้าไปได้ไหม?” ความเงียบสงบมาเยือนอยู่สักพัก ก่อนที่ประตูบานใหญ่จะค่อย ๆ ถูกเปิดออก เผยให้เห

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวที่ ๓๐ บอบช้ำ

    “สูกลับไปซะ” แดนดินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้อง หลังจากที่พาเพื่อนกลับมาถึงบ้าน ในขณะที่จัดการทำแผลให้อยู่นั้น เหนือได้สังเกตสีหน้าท่าทางของเพื่อนที่ดูเลื่อนลอย แววตาดูหมดหวัง แม้ว่าจะเป็นเวลาที่สิงเช็ดแผลให้ ทั้ง ๆ ที่ควรจะเจ็บมากแท้ ๆ แต่แดนดิน กลับไม่มีแม้แต่จะส่งเสียงออกมา “กูวาเฮาต้องมาอยู่เป็นหมู่มัน” “กูย่านมันคิดสั้น เบิ่งทรงสิหนักกว่าตอนเลิกกับน้องวา” “อือ หนักกว่าหลายเลยล่ะ” เมื่อเห็นอาการของเพื่อนที่ไม่สู้ดีนักก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ ถ้าเจ็บป่วยทางกายยังพอหาทางรักษาให้ได้ แต่อาการทางใจตนคงต้องคอยดูอยู่ห่าง ๆ และรอเวลาที่จะคอยเยียวยาทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น&n

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวที่ ๒๙ ตั้งตัวไม่ทัน

    เมื่อใกล้ถึงฤดูเก็บเกี่ยว ท้องทุ่งนาถูกย้อมด้วยสีทองอร่ามของรวงข้าวที่โอนอ่อนลู่ลม เสียงรวงข้าวที่เสียดสีกันดังแผ่วเบายามเมื่อสายลมพัดผ่าน แสงแดดยามสายส่องกระทบไปทั่วผืนนาจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับ “พี่จะเก็บเกี่ยวข้าวยังไงเหรอ” คำถามที่เอื้อนเอ่ยออกมา ในขณะที่กำลังเดินลัดเลาะอยู่บนคันนา ร่างสูงเดินนำและมีคนตัวเล็กเดินตาม การเดินสำรวจแปลงนาในทุก ๆ เช้า น่าจะเป็นกิจวัตรประจำวันของคนทั้งคู่ไปแล้ว “อ้ายวาสิเอารถเกี่ยวเอา” “แต่กะสิจ้างชาวบ้านเกี่ยวบางส่วน พอให้เพินมีรายได้” “แฟนใครใจดีจัง” แดนดินหันมายิ้มให้กับคนตัวเล็ก พร้อมกับแก้มบางที่ถูกเรียวนิ้วยาวหยิกให้เบ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status