Home / วาย / อ้อมกอดแดนดิน / เรื่องราวที่ ๕ ซื้อของ

Share

เรื่องราวที่ ๕ ซื้อของ

Author: JaoNila
last update Last Updated: 2025-11-19 16:16:51

         “ปี๊น ปี๊น!”

         เสียงแตรรถที่ดังมาจากหน้าบ้านทำให้ร่างบางที่กำลังแต่งตัวอยู่ถึงกับต้องชะโงกหน้าออกไปดูผ่านทางหน้าต่าง ก่อนจะรีบจัดเตรียมเอาสิ่งของที่จำเป็นและวิ่งลงมาจากบ้านด้วยท่าทางที่ดูรีบร้อน

         “ป้าสายผมไปก่อนนะครับ”

         ธีร์รันกึ่งเดินกึ่งวิ่งตรงมาที่รถ ซึ่งตอนนี้คนขับก็ได้นั่งรอพร้อมกับฟังเพลงที่เปิดคลอไว้อย่างสบายอารมณ์ภายในรถกระบะสีดำคันใหญ่ ที่วันนี้ได้ออกมาจากโรงจอดรถสักที

         “พร้อมยัง” แดนดินที่ประจำตรงที่นั่งคนขับ ได้เอ่ยถามคนน้องออกไปเมื่อขึ้นมาบนรถเรียบร้อยแล้ว

         “อื้อ”

         วันนี้แดนดินต้องไปจัดการธุระให้พ่อในตัวอำเภอพอดี จึงถือโอกาสชวนคนน้องไปด้วย ตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้

         “นี่รถใครอะ”

         ธีร์รันเอ่ยถามเมื่อคนพี่เริ่มออกรถไปได้สักพัก เพราะปกติเห็นคนพี่เอาแต่ขับรถมอเตอร์ไซค์อยู่ทุกวัน พอมาวันนี้กลับดูแปลกตาไปมาก ทั้งจากลักษณะและการแต่งตัวที่ดูมาดแมนไปซะหมด

         “รถอ้ายนี่ล่ะ” แดนดินตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ในขณะที่สายตาก็กำลังจดจ้องไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

         “ทำไมไม่เคยเห็นเอามาขับเลยล่ะ”

         “อยู่บ้านขี่แต่มอเตอร์ไซค์กะพอแล้ว”

         ธีร์รันได้แต่อมยิ้มเบา ๆ เพราะการกระทำแบบนี้ก็ดูสมกับเป็นคนพี่ดี ก่อนที่ตนจะหันไปเลื่อนเปิดกระจกรถเพื่อชมบรรยากาศระหว่างทาง สายลมที่พัดเข้ามาทำให้ผมของธีร์รันปลิวลู่ไปตามแรงลม เผยให้เห็นหน้าผากนวลเล็กน้อย

         “นั่งดี ๆ ปล่อยลงรถซะบ้อ”

         แดนดินที่เห็นคนน้องเหมือนจะยื่นหน้าออกไปมากเกินสมควรก็ได้กล่าวเตือน พร้อมกับลดความเร็วลง ก่อนจะหันไปมองคนน้องที่ตอนนี้หันมายิ้มร่าให้อย่างกับไม่รู้ร้อนไม่รู้หนาว จนนึกอยากที่จะหยิกแก้มป่อง ๆ นั่นสักที

         หลังจากขับมาสักพักทั้งคู่ก็มาถึงที่ตัวอำเภอ แดนดินที่ต้องเข้าไปจัดการธุระก่อน ก็ได้จอดเทียบรถไว้กับร่มไม้ใหญ่โดยไม่ดับเครื่องยนต์เพราะกลัวว่าเจ้าตัวเล็กจะร้อน พร้อมกับให้คนน้องนั่งรออยู่ที่รถซึ่งธีร์รันก็ทำตามอย่างว่าง่าย

         ไม่นานหลังจากนั้นแดนดินก็ได้กลับมาที่รถพร้อมด้วยเอกสารเต็มมือ ก่อนที่เขาจะจัดการยัดมันเก็บเข้าไปในกระเป๋าแล้วโยนทิ้งไว้ที่เบาะหลัง

         “อยากไปใสบ่”

         “พาเราไปกดตังค์หน่อยสิ เราอยากจะซื้อของกลับบ้านไปฝากลุงกับป้าด้วย”

         “อือ เว่าม่วน ๆ ก่อน” (อือ พูดเพราะ ๆ ก่อน)

         แดนดินที่ไม่เคยได้ยินเจ้าตัวเล็กเรียกพี่ดี ๆ สักครั้ง ถึงการกระทำจะน่ารักเพราะเป็นเด็กที่ว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อ แต่ก็ติดตรงคำพูดถึงแม้ว่าจะเป็นคำพูดที่ไม่ได้หยาบอะไร แต่คงจะดีกว่านี้ถ้าคนน้องยอมเรียกตนดี ๆ สักครั้ง

         ธีร์รันหันมามองคนพี่ด้วยความแปลกใจ พอลองนึกย้อนไปตั้งแต่วันที่มาแรก ๆ ก็นึกขึ้นมาได้ว่าตนก็ยังไม่เคยเรียกแทนพี่ดี ๆ เลยสักครั้ง แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใดก็ตามที่ทำให้ตนรู้สึกเกร็ง ๆ แค่เฉพาะกับแดนดิน

         “ซั่นกะกลับ” (งั้นก็กลับ)

         “พะ...พี่พารันไปหน่อยนะ” ธีร์รันเห็นท่าทางคนพี่ที่ดูจริงจังสุดท้ายก็ยอมเอ่ยปากเรียกออกไป ก่อนที่แก้มบางจะเริ่มมีสีแดงระเรื่อฉายออกมา ทำให้คนพี่ที่เห็นดังนั้นถึงกับแอบอมยิ้มอย่างพอใจ

         หลังจากที่พาคนน้องไปธนาคารตามต้องการแล้ว แดนดินก็ได้ขับรถมุ่งมายังตลาดที่มีทั้งของกิน ผลไม้ รวมไปทั้งเสื้อผ้าหรือของใช้ต่าง ๆ ทำให้ธีร์รันถึงกับตาลุกวาวเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น เพราะตั้งแต่มาอยู่ต่างจังหวัด นี่ก็นับเป็นครั้งแรกที่ตนได้ออกมาข้างนอกแบบนี้

         “นี่ ๆ เข้าร้านนั้นกัน”

หลังจากที่เดินซื้อของจนคนพี่หิ้วพะรุงพะรัง ธีร์รันก็ได้เหลือบมองไปเห็นร้านขายเสื้อผ้าร้านหนึ่ง ด้วยความที่เป็นคนชอบเสื้อผ้าอยู่แล้วเป็นทุนเดิม จึงรีบดึงแขนคนพี่ให้เข้าไปดูด้วยแววตาที่เป็นประกาย

         “เดี๋ยวอ้ายรออยู่นี่หละ อย่าซื้อโดนเด้อ”

ร่างสูงที่เริ่มเหนื่อยกับการเดินรอบตลาด จึงได้ปล่อยให้คนน้องเข้าไปเลือกซื้อคนเดียว โดยตนก็ได้นั่งรออยู่ที่บริเวณหน้าร้าน

         “ซื้อของเก่งคัก บ่รู้จักเมื่อย” (ซื้อของเก่งมาก ไม่รู้จักเหนื่อย)

         แดนดินได้บ่นพึมพำออกมาคนเดียว แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังตามใจคนน้อง ให้เข้าทุกร้านที่อยากจะเข้า เพราะนาน ๆ ถึงได้ออกมาครั้งหนึ่งและคิดว่าเจ้าตัวเล็กก็คงจะเก็บกดจากการอยู่แต่ในหมู่บ้าน

         “นี่คุณ เอ่อ...พี่ รันอยากซื้อสกู๊ตเตอร์อะ แถวนี้มีไหม?”

         หลังจากที่เลือกซื้อเสื้อผ้าเสร็จธีร์รันก็ได้เดินมาหาคนพี่ที่กำลังนั่งรออยู่ พร้อมกับถามหาร้านขายสกู๊ตเตอร์ เพราะทุกวันนี้จะไปไหนทีก็ต้องคอยให้คนพี่มารับ ตนจึงอยากจะมีไว้อำนวยความสะดวกให้กับตนเองบ้าง

         “ซื้อมาหยังสกู๊ตเตอร์”

         “ก็...เผื่อไปซื้อของที่ร้านค้า วันไหนที่พี่ไม่ว่างไง”

         “อ้ายว่างตลอดล่ะ เดี๋ยวอ้ายพาไป”

         “นะ ๆ ๆ พารันไปซื้อหน่อยนะ” ธีร์รันที่เห็นว่าคนพี่น่าจะไม่ยอมง่าย ๆ จึงส่งสายตาออดอ้อนเพื่อทำให้แดนดินใจอ่อนและพาตนไปซื้อ

         “ซั่นเอาแค่จักรยานพอ” แดนดินรู้ว่าคนน้องมีเงินเยอะมากพอที่จะซื้อสกูตเตอร์ แต่เขาเพียงอยากให้ธีร์รันได้ลองใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายดูบ้างเท่านั้นเอง

         “แต่เราขี่ไม่เป็นนะจักรยานอะ”

         “บ่เป็นหยัง เดี๋ยวอ้ายสอน”

         หลังจากที่ตกลงกันอยู่นาน เมื่อคนน้องไม่สามารถขัดคนพี่ได้ สุดท้ายทั้งคู่ก็ได้มาหยุดอยู่ที่ร้านขายจักรยานแห่งหนึ่ง ซึ่งได้มีจักรยานอยู่หลายแบบหลายขนาด

         แดนดินจัดการเลือกรถจักรยานที่ดูเหมาะกับคนน้องอยู่นานสองนาน จึงได้จักรยานสีขาวคันหนึ่ง ที่มีตะกร้าอยู่ด้านหน้าเผื่อคนน้องไปซื้อของจะได้ไม่ต้องถือ

         “นี่หละ คันนี่เหมาะสุด” แดนดินพูดพลางตบเบาะด้วยท่าทางที่มั่นใจให้คนน้องดู

         ธีร์รันที่ทำหน้างออยู่ก็ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนเดินไปลองขึ้นรถจักรยานดูเพื่อวัดความสูงของเบาะอย่างจำยอม ซึ่งก็พบว่ามันพอดีอย่างคาดไม่ถึง

         “งั้นเอาคันนี้ก็ได้”

         “ซั่นถ่าอ้ายอยู่นี่ล่ะ เดี๋ยวอ้ายมา”

         คนตัวเล็กพยักหน้ารับตอบ ก่อนที่แดนดินจะเดินไปจัดแจงนำรถจักรยานคันดังกล่าวขึ้นที่ท้ายกระบะ ใช้เวลาอยู่สักพักก็ได้เดินกลับมาหาคนน้องที่กำลังนั่งรออยู่

         “ปะ”

         “เดี๋ยวก่อน เรายังไม่ได้จ่ายเงินเลย” ธีร์รันรีบวิ่งตามมาเกาะแขนคนพี่ไว้ เพราะตนเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้จ่ายค่ารถจักรยานเลย แต่คนพี่กลับพาเดินออกมาจากร้านเอาเสียดื้อ ๆ

         “บ่เป็นหยังอ้ายจ่ายแล้ว คันนี้อ้ายซื้อให้”

         “เดี๋ยวเราจ่ายเอง เท่าไหร่เหรอเดี๋ยวคืนเงินให้”

         “ผู้ใหญ่ให้ของ แค่ขอบคุณกะพอ”

         ธีร์รันชะงักกับคำพูดของแดนดินไปครู่หนึ่ง พลันทำหน้าหงอยเพราะรู้สึกผิด ไม่ใช่ว่าตนดูถูกแต่เพราะตนไม่อยากทำตัวให้เป็นภาระจนเผลอมองข้ามน้ำใจของคนพี่ไป

         “ขอบคุณนะ”

         แดนดินที่กำลังเดินกลับไปขึ้นรถก็เผลอยกยิ้มมุมปากออกมาด้วยความพอใจ ถึงแม้ว่าบางทีคนน้องจะหัวดื้อไปบ้าง แต่เวลาบอกเวลาสอนก็พร้อมที่จะทำตามอย่างว่าง่าย

         “หิวข้าวไป๊?” (หิวข้าวหรือยัง)

         “อยากกินหยังบ่?”

         “อะไรก็ได้ที่ไม่เผ็ด แล้วก็ไม่ใช่อาหารแปลก ๆ นะ” ธีร์รันเน้นย้ำเพราะกลัวว่าคนพี่จะพาไปลองกินอะไรที่ตนไม่เคยกินอีก ส่วนแดนดินได้แต่ยิ้มแล้วส่ายหัวเบา ๆ

         ทั้งคู่ได้มาถึงร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งเป็นร้านอาหารตามสั่ง แดนดินเดินนำคนน้องไปนั่งที่โต๊ะไม้ภายในร้านอย่างคุ้นเคย ราวกับว่าเคยมากินแล้วหลายครั้งหลายหน

         “กินหยัง” แดนดินว่าพลางยื่นเมนูให้คนน้องดูรายการอาหาร ก่อนจะสังเกตท่าทีคนน้องว่าจะกินอาหารข้างทางแบบนี้ได้ไหม

         “เอากะเพราหมูสับไข่ดาว ไม่เผ็ดนะ”

         “ป้าครับเอากะเพราหมูสับไข่ดาวบ่เผ็ดหนึ่งที่ ต้มยำหนึ่ง ลาบหนึ่ง ส้มตำบ่เผ็ดหนึ่งครับ”

         “โห จะกินหมดไหมเนี่ย” หลังจากที่ได้ยินคนพี่สั่งกับข้าวรายการยาวเหยียดก็กับอุทานออกมา เพราะวันนี้มากินข้าวกันแค่สองคน แต่สั่งเยอะเหมือนมากันหลายคน

         “อ้ายอยากให้ลองกินหลาย ๆ อย่าง”

         “แล้วสิติดใจ”

         ไม่นานนักอาหารทั้งหมดก็ถูกนำมาวางให้กับคนทั้งสอง ธีร์รันจัดการกับกะเพราหมูสับอย่างเอร็ดอร่อย เคี้ยวตุ่ย ๆ จนแก้มป่องทั้งสองข้าง ซึ่งแดนดินพอเห็นดังนั้นก็ได้เลื่อนกับข้าวเข้าไปใกล้ ๆ กับคนน้องเพื่อให้เอื้อมได้สะดวก

         “ลองชิมอย่างอื่นเบิ่ง กับข้าวร้านนี้แซ่บทุกอย่างเด้”

         “อื้ม” ธีร์รันตอบในขณะที่กำลังเคี้ยว ก่อนที่จะเริ่มลงมือชิมอาหารทีละอย่างตามที่คนพี่บอก

         “อร่อยทุกอย่างจริง ๆ”

         แดนดินเห็นท่าทีของคนน้องที่มีความสุขกับการกิน ถึงแม้ว่าจะเริ่มมีเหงื่อไหลตามไรผมเป็นเม็ด ๆ จากความร้อนก็ตาม แต่ก็ไม่ได้ยินคำบ่นจากเจ้าตัวเล็กให้ได้ยินเลย ทำให้แดนดินแอบมุดหน้าอมยิ้มอยู่คนเดียวก่อนที่จะเก็บสีหน้าแล้วหันกลับไปทานข้าวต่อ

         หลังจากที่ทานข้าวเสร็จแดนดินจึงได้เดินไปจ่ายค่าอาหาร ส่วนธีร์รันที่อิ่มมาก ๆ จนจะนั่งไม่ไหวจึงได้มารอคนพี่ที่รถพร้อมกับนั่งลูบพุงกะทิที่ตอนนี้ก็ได้นูนขึ้นมาหน่อย ๆ ไม่นานคนพี่ก็เดินตามมาก่อนที่จะออกรถเพื่อกลับบ้าน

         “สิซื้ออิหยังอีกบ่”

         “ไม่มีแล้ว”

         แดนดินที่เห็นคนน้องทำตาปรือก็ได้เคลื่อนรถออกไปช้า ๆ ธีร์รันที่กินอิ่มท้องตึงบวกกับความเย็นจากแอร์รถยนต์ที่ลอยมาปะทะกับร่างกาย ส่งผลให้รู้สึกเคลิ้มจนเกิดความง่วง จึงได้ผล็อยหลับไประหว่างทาง

         แดนดินที่เห็นดังนั้นก็ได้ชะลอรถและจอดข้างทาง พลางเอื้อมมือไปหยิบเสื้อแขนยาวของตนจากเบาะหลังมาคลุมไหล่ไว้ให้ ก่อนจะค่อย ๆ ขับรถออกไปอย่างนิ่มนวล

         ไม่นานทั้งคู่ก็ได้มาถึงบ้านของแดนดิน โดยเขาเลือกที่จะขับรถมาที่บ้านของตนแทนที่จะไปส่งคนน้อง พอเห็นว่าคนน้องยังไม่ตื่นจึงได้นั่งรออย่างใจเย็น

         “อื้อ~...”

         “ถึงนานแล้วเหรอ” ธีร์รันที่เริ่มรู้สึกตัวจึงได้ยันกายขึ้นมาพลางใช้มือขยี้ตาทั้งสองข้างเพื่อสลัดความง่วงออกไป

         “บ่โดนปานได๋” (ไม่นานเท่าไหร่)

         “…”

         “ตื่นแล้วกะมา อ้ายสิพาไปปั่นจักรยาน” แดนดินว่าพลางลงจากรถก่อนที่จะไปเตรียมรถจักรยานลงมาเพื่อให้คนน้องได้หัดขี่ โดยมีธีร์รันคอยเดินตามต้อย ๆ ด้วยความกังวล

         คนตัวเล็กสูดหายใจเข้าลึกเต็มปอดก่อนจะยกขาขึ้นคร่อมจักรยาน แต่ยังไม่ทันไรจักรยานก็โงนเงนเหมือนจะล้ม ทำให้แดนดินหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะเดินไปจับท้ายเบาะไว้ให้

         “บ่ต้องย่าน” (ไม่ต้องกลัว) แดนดินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลก่อนที่จะพยายามประคองรถเอาไว้

         “ขี่จักรยานกะคือหัดยาง ก่อนสิยางเป็นกะต้องล้มมาก่อน” (ขี่จักรยานก็เหมือนหัดเดิน ก่อนจะเดินเป็นก็ต้องล้มมาก่อน)

         “แต่เราไม่อยากล้มนี่นา”

         “ถ้าบ่ลองขี่กะบ่รู้ดอก มาลองอีกเทือ”

         ธีร์รันเม้มปากก่อนจะเริ่มถีบเท้าช้า ๆ ส่วนแดนดินยังคงจับเบาะช่วยประคองเอาไว้แน่น พอเห็นคนน้องเริ่มทรงตัวได้เขาก็แอบปล่อยมือเบา ๆ

         “ไปเลย”

         ธีร์รันเริ่มขยับไปข้างหน้า ลมที่พัดมาเอื่อย ๆ เริ่มปะทะกับใบหน้าของเขา หัวใจที่เต้นแรงและถี่ด้วยความตื่นเต้น แต่ไม่ทันไรก็เผลอเสียหลักโอนเอนจะล้ม แดนดินจึงรีบวิ่งเข้าไปคว้าตัวเอาไว้ก่อนที่คนน้องจะลงไปกองกับพื้น

         “ขี่ดี ๆ แน”

         “ก็ใครบอกให้พี่รีบปล่อยมือล่ะ” ธีร์รันหันไปทำหน้ามุ่ยใส่คนพี่ที่เกือบทำให้ตนเองได้ลงไปคุยกับรากมะม่วง

         “บ่ปล่อยมือแล้วมื้อได๋สิขี่เป็น”

         “งั้นขอลองอีกที ครั้งนี้อย่าเพิ่งปล่อยมือนะ”

         ธีร์รันว่าพลางขึ้นคร่อมจักรยานอีกครั้งด้วยท่าทางที่มุ่งมั่น แดนดินที่เห็นดังนั้นก็ยกยิ้มก่อนจะเดินมาจับท้ายเบาะไว้อีกครั้ง และคราวนี้เขาตั้งใจว่าจะไม่ปล่อยให้คนน้องล้มง่าย ๆ อีกแล้ว...

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวส่งท้าย

    “บ่แมนมันคิดสั้นแล้วเบาะสิง” “ปากมึงเบาะนั่น” สิงและเหนือที่เห็นว่าสายแล้วยังไม่เจอเพื่อนมาหาสักที ก็เกิดความร้อนใจกลัวว่าเพื่อนจะคิดอะไรที่ไม่ดี ปกติบอกว่าจะมาก็คือมาคำไหนคำนั้น จึงได้รีบบึ่งรถมาหาที่บ้านเผื่อเกิดเหตุอะไรตนจะได้ช่วยเหลือทัน เพราะตั้งแต่เมื่อวานที่เพื่อนกลับไป ตนก็ไม่ได้ติดต่อกับเพื่อนอีก “กะมันวามันสิมาหาเฮา จนฮอดปานนี้กะยังบ่เห็น” “มื้อวานมันกะถืกสะกิดปมไปอีก” “บ่ดอก มันคงบ่คิดแบบนั้น” “มึงฟ่าวขับเร็ว ๆ แน กูใจบ่ดี” (มึงรีบขับเร็ว ๆ หน่อย กูใจไม่ดี) การโต้เถียงเกิดขึ

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวที่ ๓๓ สุขสม (NC)

    “อ๊ะ!” แดนดินได้ช้อนร่างของคนตัวเล็กให้ขึ้นมานั่งบนตัก พลางจับชายเสื้อของตนถอดผ่านศีรษะด้วยท่าทางที่ทะมัดทะแมง เผยให้เห็นร่างกายที่กำยำซึ่งยังคงเต็มไปด้วยมัดกล้ามและกลุ่มก้อนขนมปัง ก่อนที่จะไล่ไปถอดกางเกงของร่างบางออกจนหมดสิ้น สองมือได้ไปกอบกำเอาส่วนเนื้ออ่อนที่บริเวณก้นกลมของคนตัวเล็ก ขยำ ๆ อยู่นานจนเนื้อขาวนวลปลิ้นออกมาตามซอกนิ้ว ในขณะที่ริมฝีปากก็ยังคงเล็มเลียอยู่กับยอดปทุมสีหวาน จนธีร์รันต้องแอ่นอกสู้ด้วยความสาดเสียว “อ๊า! พี่” ร่องรอยสีกุหลาบที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบที่จะไม่มีพื้นที่ว่าง ทั้งรอยขบกัดและรอยดูดดึง จากความปรารถนาที่มีอย่างมากล้น ซึ่งธีร์รันก็ไม่ได้ปัดป้องแต่อย่างใด ปล่อยให้คนพี่ทำอย่างที่ใจอยาก เพราะการที่คนพี่จะต้องอดกลั้นถึงเพียงนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะตนทั้งนั้น

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวที่ ๓๒ แก้วตาดวงใจ (NC)

    บรรยากาศยามค่ำที่มีสายลมพัดมาเป็นระยะ ๆ เมื่อมาปะทะกับผิวกาย ก็พลอยทำให้รับรู้ได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ถูกส่งมาเป็นอย่างดี ฤดูหนาวผ่านมาอีกครา ครั้งก่อนแดนดินยังจำได้ดี ตนเคยมีความสุขมาก ๆ ในช่วงนี้เมื่อปีที่แล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็เจ็บปวดจนแทบเจียนตาย ความคิดถึงที่เขามีต่อคนรักอยู่ทุกวันก็แทบจะเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่วันนี้ ความรู้สึกกลับยิ่งเพิ่มมากขึ้น อาจจะเพราะแอลกอฮอล์ที่อยู่ในร่างกายหรืออะไรก็ตามแต่ ซึ่งมันทำให้เขาไม่ทันมองว่ามีสิ่งแปลกตาเข้ามาอยู่ในบ้านของเขา รู้ตัวอีกทีก็ต่อเมื่อเดินลงจากรถมอเตอร์ไซค์มาแล้ว “รถไผวะ” (รถใครวะ) รถเก๋งคันหรูสีดำสวยที่จอดนิ่งสนิทอยู่ในบริเวณบ้านของเขา พอลองมองหาเจ้าของรถคันดังกล่าวก็เจอแต่ความเงียบสงบ ยิ่งพยายามนึกถึงที่มาที่ไปของรถคันนี้ก็ยิ่งทำให้สับสนขึ้นไปอีก ตนไม่รู้จักใครที่มีรถลักษณะแบบนี้ ยิ่งเป็นญาติยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อลองเดินสำรวจรอบ ๆ ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติ

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวที่ ๓๑ สะสางเรื่องค้างคา

    “ก๊อก...ก๊อก!” “คุณรัน คุณท่านให้มาตามไปทานข้าวค่ะ” “รันยังไม่หิวครับ” แม่บ้านต่างก็หันหน้ามามองกันด้วยความลำบากใจ หนึ่งสัปดาห์มาแล้วตั้งแต่ที่คุณหนูของบ้านเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง ข้าวปลาก็กินแทบจะนับคำได้ ทำเอาทุกคนต่างพลอยเป็นห่วงกันไปหมด เมื่อการเรียกขานไม่เป็นผล แม่บ้านจึงได้ถอยหลังมาเพื่อเปิดทางให้กับหญิงสาวคนหนึ่งได้เดินไปที่หน้าประตูห้อง และทำการเรียกขานขึ้นอีกครั้ง “รัน...นี่ดาวเองนะ” “ดาวขอเข้าไปได้ไหม?” ความเงียบสงบมาเยือนอยู่สักพัก ก่อนที่ประตูบานใหญ่จะค่อย ๆ ถูกเปิดออก เผยให้เห

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวที่ ๓๐ บอบช้ำ

    “สูกลับไปซะ” แดนดินเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้อง หลังจากที่พาเพื่อนกลับมาถึงบ้าน ในขณะที่จัดการทำแผลให้อยู่นั้น เหนือได้สังเกตสีหน้าท่าทางของเพื่อนที่ดูเลื่อนลอย แววตาดูหมดหวัง แม้ว่าจะเป็นเวลาที่สิงเช็ดแผลให้ ทั้ง ๆ ที่ควรจะเจ็บมากแท้ ๆ แต่แดนดิน กลับไม่มีแม้แต่จะส่งเสียงออกมา “กูวาเฮาต้องมาอยู่เป็นหมู่มัน” “กูย่านมันคิดสั้น เบิ่งทรงสิหนักกว่าตอนเลิกกับน้องวา” “อือ หนักกว่าหลายเลยล่ะ” เมื่อเห็นอาการของเพื่อนที่ไม่สู้ดีนักก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ ถ้าเจ็บป่วยทางกายยังพอหาทางรักษาให้ได้ แต่อาการทางใจตนคงต้องคอยดูอยู่ห่าง ๆ และรอเวลาที่จะคอยเยียวยาทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น&n

  • อ้อมกอดแดนดิน   เรื่องราวที่ ๒๙ ตั้งตัวไม่ทัน

    เมื่อใกล้ถึงฤดูเก็บเกี่ยว ท้องทุ่งนาถูกย้อมด้วยสีทองอร่ามของรวงข้าวที่โอนอ่อนลู่ลม เสียงรวงข้าวที่เสียดสีกันดังแผ่วเบายามเมื่อสายลมพัดผ่าน แสงแดดยามสายส่องกระทบไปทั่วผืนนาจนเกิดเป็นประกายระยิบระยับ “พี่จะเก็บเกี่ยวข้าวยังไงเหรอ” คำถามที่เอื้อนเอ่ยออกมา ในขณะที่กำลังเดินลัดเลาะอยู่บนคันนา ร่างสูงเดินนำและมีคนตัวเล็กเดินตาม การเดินสำรวจแปลงนาในทุก ๆ เช้า น่าจะเป็นกิจวัตรประจำวันของคนทั้งคู่ไปแล้ว “อ้ายวาสิเอารถเกี่ยวเอา” “แต่กะสิจ้างชาวบ้านเกี่ยวบางส่วน พอให้เพินมีรายได้” “แฟนใครใจดีจัง” แดนดินหันมายิ้มให้กับคนตัวเล็ก พร้อมกับแก้มบางที่ถูกเรียวนิ้วยาวหยิกให้เบ

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status