หลงฉีเข้าครัวไปก็เห็นผัดหน่อไม้กับไข่สีเหลืองทองเหมือนได้กินของดีเป็นมงคล เขาสังเกตไข่จากไก่ที่พี่ไป๋หลานเลี้ยงมีไข่แดงที่สดกว่า ทำให้ทำอาหารออกมาสวยงาม ยิ่งกลิ่นหอมของคนที่ทำอาหารแล้วไม่ขี้เหนียวเครื่องปรุง ยิ่งส่งให้ท้องกลม ๆ ของเขาร้อง
“พี่ไป๋หลานข้ามาแล้ว” หลงฉีรีบเข้าไปกุลีกุจอหยิบถ้วยมาตักข้าวขาวที่หุงจนหอมน่ากิน สามถ้วยกับตะเกียบและถ้วยตักต้มกระดูกสุดอร่อย
เขาเหลือบมองเจ้าคนที่บอกให้ล้างจานนั่งนิ่งไม่ยอมช่วยก็ค้อนใส่ แต่นึกได้ว่าสั่งให้เจ้านั่นล้างจาน จึงไม่เอ่ยปากเรียก และเป็นเขาที่เข้ามาตักทุกอย่างวางรอพี่ไป๋หลานล้างมือมากินข้าว
“กินข้าวเสร็จก็ไปอาบน้ำในห้องน้ำ สาย ๆ ข้าจะดูแผลให้” ไป๋หลานไม่คิดอะไร พูดไปด้วยความเป็นห่วง แต่กลับเห็นอีกคนใบหน้าแดงก่ำ
“เป็นอะไร เป็นไข้หรือไง” ทันทีที่เห็นอาการผิดปกติบนใบหน้าฝ่ายตรงข้ามที่จะมาเป็นสมาชิกใหม่ในบ้านของนางอีกคน จึงถามด้วยความเป็นห่วง
“ปะ...เปล่า...แผลนั่นให้เจ้าอ้วนดูก็พอ” เสียงตอบอ้อมแอ้มไม่เต็มปากของหลัวอวิ๋นทำเอาไป๋หลานขมวดคิ้ว
ไม่ใช่ปกติเจ้าหลงฉีน้อยกับเขาตีกันอยู่เป็นประจำหรือ แล้วนี่เกิดสามัคคีอะไรกันขึ้นมา ถึงได้ให้เจ้านั่นดูบาดแผล
“พี่ไป๋หลานดูก็ดีแล้ว ข้าดูจะไปรู้อะไร” หลงฉี กระแทกถ้วยข้าวเขาตรงหน้า แล้วก็พูดด้วยความไม่พอใจเพราะเรียกเขาว่า ‘เจ้าอ้วน’
“นางเป็นสตรี!”
เมื่อหลงฉีและไป๋หลานฟังถึงตรงนี้ก็เข้าใจ จากที่มีเสียงพูดคุยกลับเงียบลงฉับพลันจนทำให้คนพูดเกิดอาการหายใจติดขัด จากนั้น...
ฮ่า ฮ่า ฮ่า...!
“เจ้าอายรึ” หลงฉีกลั้นหัวเราะไม่อยู่แล้ว พลันนึกขึ้นได้ว่าแผลของเจ้าคนใจเสาะหลัวอวิ๋นคือตรงก้น หรือว่าเขาก้นลายกัน
คนอะไรเอาก้นรับลูกธนู หลงฉีเมื่อคิดถึงตอนเจ้านั่นกระดกก้นขึ้นรับธนูก็พลันเก็บอาการไม่อยู่
“นี่ข้าไม่ขำนะ” หลัวอวิ๋นโกรธแล้ว เจ้าสองจิ๋วนี่มันอะไรกัน ไม่รู้จักรักษากิริยาเลยสักนิด ทั้งยังหัวเราะเยาะเขาเต็มปากเต็มคำ
“เจ้าไม่ต้องกลัวไปหรอก ก้นขาว ๆ ของเจ้าน่ะ ถูกข้าเห็นไปหมดแล้ว กินข้าวเถอะจะได้รีบทำอย่างอื่น” ไป๋หลานไม่สนใจคำพูดของเขา ยิ่งเขาหายเร็วเท่าไหร่นางก็มีคนช่วยงานมากขึ้นเท่านั้น อย่างน้อย ๆ เขาก็ควรทำงานแลกข้าว
บ้านนางไม่มียศตำแหน่งอะไรทั้งนั้น ใครจะอยู่ก็ต้องช่วยกันทำงาน
“วันนี้ข้าจะให้หมูเจ้าสามชิ้น กับหน่อไม้ ส่วนของข้ากับพี่ไป๋หลานคนละหกชิ้น” หลงฉีจัดการตักแบ่งอาหารอย่างเท่าเทียม และเขาย่อมให้เจ้าหลัวอวิ๋นแค่ครึ่งเดียวจากของพวกเขา ข้อหาที่ปากเสียเรียกเขาว่าเจ้าอ้วน
“ทำไมข้าได้น้อยกว่า” หลัวอวิ๋นรู้สึกไม่เป็นธรรมสักนิด เจ้าอ้วนขี้เหนียวนี่มันยังไงกัน
“เจ้าโตแล้วพวกเรายังต้องบำรุงให้เติบโต” หลงฉีพูดเป็นงานเป็นการ แต่ทว่าที่จริงเขาไม่อยากให้เจ้าคนปากไม่ดีกินของอร่อยมากเกินไป ยังดีที่มีผัดหน่อไม้กับไข่อีกจาน ไม่เช่นนั้นเจ้านั่นจะได้กินแต่หน่อไม้
“เจ้าขี้งก” หลัวอวิ๋นเดิมเขากินข้าวคนเดียวมาตลอดตั้งแต่บิดาและมารดาจากไป ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าแย่งของกินของเขา ทั้งยังแบ่งให้เขาเล็กน้อยอีกด้วย แต่ไม่รู้ทำไม การกินข้าวมื้อนี้ถึงอร่อยเป็นพิเศษ
โดยที่มื้ออาหารนั้นมีเจ้าหลงฉีตัวอ้วนกินไปก็ประจบพี่สาวอย่างไป๋หลานไปพร้อม ๆ กับหันมาแขวะเขาเป็นระยะ แต่กลับทำให้เขารู้สึกไม่เหงาและลอบยิ้มเป็นระยะ กับท่าทีของเจ้าอ้วนนั่น
หลังกินข้าวเช้าเสร็จสิ้น ไป๋หลานให้หลงฉีกลับบ้านไปหาชุดบุรุษของบิดาหลงฉีมาสักสองสามชุด ให้หลัวอวิ๋นได้เปลี่ยนเป็นชุดที่กลมกลืนกับชาวบ้านจะได้ไม่เด่นเกินไป เพราะชุดของเขาทำจากผ้าไหมเนื้อดีที่มีแต่เหล่าชนชั้นสูงสวมใส่กัน หากมีคนซักถามจะได้ตอบได้ว่าเขาเป็นเพียงคนธรรมดา
เพราะฐานะของท่านแม่ตอนที่อยู่ชายแดนในเขต ม่อยวนแห่งนี้ ใช้ชีวิตที่แสนธรรมดา กับการรับรู้ของชาวบ้านว่านางมารอสามีที่ไปรบ แล้วจากนั้นมารดาของนางได้หายสาบสูญไป ทิ้งให้บุตรสาวใช้ชีวิตลำพัง
หลงฉีกินข้าวเสร็จก็รีบวิ่งกลับบ้าน ก่อนกลับเขากำชับเป็นมั่นเป็นเหมาะให้เจ้าบุรุษใจเสาะล้างจาน
“กลับมาข้าต้องเห็นว่าเจ้าล้างจานเสร็จแล้ว ไม่อย่างนั้นล่ะก็...” หลงฉียกนิ้วเชือดคอเลียนแบบพี่สาวที่มักข่มขู่คนที่มากลั่นแกล้งเขา
ไป๋หลานไม่ได้สนใจว่าสองคนนี้จะพูดอะไรกัน นางเดินไปตรวจตรารอบบ้านว่ามีกลไกอันไหนที่มันชำรุดหรือไม่ หากมีคนปองร้ายหลัวอวิ๋น ก็เท่ากับนางต้องวางแผนรับมือ
แต่ขณะที่เดินไปเรื่อย ก็เห็นหลัวอวิ๋นเดินออกจากครัวแล้ว น่าจะล้างจานแล้วกระมัง นางจึงเดินเข้าไปในสวนสมุนไพรเล็ก ๆ ที่มีสมุนไพรที่จำเป็นปลูกไว้ คล้ายกล่องยาสามัญประจำบ้านในโลกที่นางจากมา
“เสร็จแล้วก็ไปนอนคว่ำที่แคร่ ข้าจะเอายาใส่แผลให้”
หลัวอวิ๋นเห็นนางถือใบไม้เขียว ๆ เดาว่าน่าจะเป็นยาที่นางเก็บมา แต่ทว่าเขาเริ่มเดินได้เช่นนี้กลับรู้สึกเขินอายในการที่ต้องนอนคว่ำให้สตรีตรงหน้าดูก้นของเขา
“ชักช้าทำไมข้ายังต้องทำงานอื่น” ไป๋หลานเร่งเขา นางยังต้องไปรดน้ำผักที่ปลูกไว้ กับเข้าป่าไปเก็บของป่าที่เชิงเขาอีก หากเจ้านี่มัวอ้ำอึ้งก็ไม่ต้องทำอันใดกันพอดี
“คะ...คือ...ข้า”
“ไม่ต้องอายไปหรอก ข้าแค่แปดหนาวยังไม่ถึงวัยออกเรือน” เพราะในสมัยนี้ สตรีที่สิบหนาวขึ้นไปมักจะให้อยู่ห่างจากบุรุษแล้ว หากต่ำกว่านั้นใกล้ชิดกันก็ไม่แปลกอันใด
“ก็ได้...ห้ามเจ้าเอาข้าไปล้อทีหลัง” เมื่อนางดึงดันจนได้ เขาก็คงทำได้เพียงให้นางใส่ยาให้ แต่ทว่า...
“ก้นเจ้าเนียนเด้งเหมือนก้นเด็ก” ไป๋หลานบีบก้นเขาแล้วก็หยอกล้อ
“ทำแผลเร็ว ๆ เข้าเถอะ” คนโดนล้อเร่งเร้า เพราะไม่อยากนอนให้นางดูก้นของเขานาน เดี๋ยวเจ้าตัวแสบหลงฉีกลับมาได้โดนล้ออีกคน
“เอาล่ะ เสร็จแล้ว” ไป๋หลานบดใบสมุนไพรสด ๆ แล้วทาไปที่แผลให้ยามันสมานแผลจะได้หายเร็ว ๆ
บุรุษยุคนี้คงไม่คิดมากเรื่องแผลเป็นกระมัง หากเป็นสตรีค่อนข้างจะวิตกกังวล เพราะหากเป็นสตรีในห้องหอ แม่สื่อแม่ชักมักจะเลือกสตรีที่ไร้ตำหนิบนเรือนกายแก่บุรุษที่คู่ควร
“ข้าจะไปทำงานต่อ เจ้าก็รอหลงฉีอยู่ตรงนี้แล้วกัน” ไป๋หลานบอกเขาแล้วก็เดินไปหลังบ้านที่มีช่องทางเดินไปยังลำธาร นางเอาถังน้ำเล็ก ๆ เดินไปตักน้ำมารดแปลงผัก แล้วก็น้ำใช้อาบในห้องน้ำ แต่เมื่อทำไปได้สักครู่ก็ได้ยินเสียงโวยวายจากหน้าบ้าน
“เหม็นสาบ เหม็นสาบมาก นี่เจ้าเอาผ้าขี้ริ้วให้ข้าใส่รึ” หลัวอวิ๋นลำบากเพียงใด เขาก็เคยชินกับการแต่งกายใส่เสื้อผ้าสะอาดสะอ้าน ไม่สกปรกเหมือนกับเสื้อผ้าที่เจ้าหลงฉีหยิบมาให้ เห็นได้ชัดว่าเจ้านี่ตั้งใจกลั่นแกล้ง
“เรื่องมาก นี่ชุดเก่าของบิดาข้าสมัยยังเป็นหนุ่มเชียวนะ ข้าเก็บพับอย่างดีหลังซัก มันก็ต้องเหม็นอับมีฝุ่นกันบ้าง” หลงฉีแก้ตัว หลังจากมารดาถูกหย่าร้าง เขาก็เป็นคนช่วยบิดาทำงานบ้าน จึงไม่ได้ทำเครื่องหอมเป็นและทำให้เสื้อผ้ามีกลิ่นอย่างที่เห็น
“แต่มันเหม็นสาบ” หลัวอวิ๋นเอามาดมแล้วก็ต้องเอาหน้าหนี มันเหม็นจริง ๆ
ไป๋หลานเดินออกมาจากด้านหลัง จากนั้นก็พอจะรู้คร่าว ๆ ว่าสองคนนี้เถียงอะไรกัน นางจึงกลับเข้าไปหยิบถังซักผ้ากับสบู่ที่นางทำเองโยนให้เขา
ปัง!
“ไม่ต้องทะเลาะกัน นี่เป็นสบู่ซักผ้าที่ข้าคิดขึ้นเอง เจ้าก็เอาไปซักมันจะได้หอม ๆ สะอาด ๆ ท่านลุงหลงซ่งเป็นบุรุษ ทุกวันออกทำงานหนักเพื่อเลี้ยงบุตรชายเพียงลำพัง งานบ้านงานเรือนนอกจากเจ้าเปี๊ยกนี่ก็ไม่มีคนทำ เจ้าไม่ต้องพูดมาก”
สองบุรุษเถียงกันอยู่ตั้งนาน เมื่อไป๋หลานออกมาเท้าเอวพูดประโยคเดียว ต่างก็เงียบปากแยกกันคนละทางทันที เพราะรู้ตัวว่าทำให้พี่สาวโกรธเสียแล้ว
“นั่นเจ้าไปทางหลังบ้าน ออกหน้าบ้านคนจะเห็น”
เมื่อไป๋หลานพูดจบก็เดินตามเขาออกไป จากนั้นก็เห็นว่าหลัวอวิ๋นเอาแต่ดมกลิ่นสบู่ที่นางทำขึ้น ไม่ยอมซักเสียที
“นั่นกลิ่นจ้าวเจี่ยว ผสมกับไขมันสัตว์ใส่กลิ่นหอมดอกไม้ป่า เจ้านี่ใช้ได้ทั้งซักผ้า สระผม หรืออาบน้ำ”
ไป๋หลานทำให้มันง่ายที่จะใช้ได้หลายอย่างเพียงก้อนเดียว ด้วยไม่มีทางให้เลือกนักในสมัยโบราณ อีกอย่างจ้าวเจี่ยวฝักของมันเมื่อขยำกับน้ำแล้วจะเกิดฟอง ทั้งยังรู้ว่าชาวบ้านเอามาขัดเนื้อขัดตัว แต่นางใช้วิธีสกัดง่าย ๆ เอามาทำสบู่ใช้ โดยใช้ฝักจ้าวเจี่ยว น้ำขี้เถ้า ไขมันสัตว์เคี่ยวรวมกัน จากนั้นนำใส่ในกระบอกไม้ไผ่ใส่กลิ่นดอกไม้ที่เก็บจากในป่า แล้วเอาไปแช่ในน้ำก็เกิดเป็นสบู่ขึ้นมา
“ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน มันหอมมาก” แม้เขาจะเคยอาบน้ำที่โรยด้วยกลีบกุหลาบมานักต่อนัก แต่ทว่าสบู่ที่มีกลิ่นหอมราวกับอยู่ในกลางหมู่มวลผกาเช่นนี้ ทำให้อยากสูดดมให้มากขึ้น รวมทั้งร่างกายนางก็ด้วย
‘มิน่า เจ้าเด็กหลงฉี กับไป๋หลานถึงได้มีกลิ่นหอมติดกายนัก ไม่เหมือนชาวบ้านทั่วไป’
“เจ้าไม่ทำขายรึ” หลัวอวิ๋นชวนนางคุยขณะที่ตนเองขยี้ผ้าในน้ำแล้วเอามาถูกับสบู่ให้เกิดฟองแล้วก็ขยี้กับน้ำให้ชำระสิ่งสกปรกออกไป
“ไม่ทำหรอก แค่ใช้ยังไม่ค่อยพอ” ของพวกนี้ลำพังเด็กตัวเล็ก ๆ อย่างนางหรือจะมีปัญญาหามาทีละมาก ๆ นี่แค่ใช้ในครัวเรือนเท่านั้น แต่หากอนาคตนางมีต้นทุนก็อาจจะทำ แต่คงในปริมาณที่ไม่เยอะมากนัก เพื่อดึงราคา และวิธีทำของนางค่อนข้างพิเศษ คนนอกไม่มีทางรู้เด็ดขาด
“นั่นสิเนอะ”
หลัวอวิ๋นคิดว่าอยู่แบบนางก็สบายใจดี ไม่ต้องทำงานหนัก ไม่ต้องกังวลใจ ไม่ต้องระแวงว่าจะถูกตามฆ่า ไม่ต้องคิดอะไรเพียงแค่อยู่ไปวัน ๆ
“เจ้าดูมีความสุขดีเนอะ ขอถามได้หรือไม่บิดากับมารดาเจ้าอยู่ที่ใด” เมื่อเห็นใบหน้าของนางเปื้อนยิ้ม เขาก็นึกอยากรู้จักมากขึ้น แต่คำถามของเขาดันทำให้รอยยิ้มของนางหุบลง จนเขาเริ่มรู้สึกผิด
“บิดาข้ารู้แต่ไปรบก็หายสาบสูญ มารดาข้า...” ไป๋หลานหยุดไว้แค่นั้น ไม่รู้จะพูดอย่างไรดี และไม่รู้ว่าตอนนี้นางเป็นอย่างไรบ้าง คนที่เป็นสามีใหม่จะดีกับนางหรือไม่ นางจะคิดถึงไป๋หลานที่เป็นลูกสาวของนางหรือเปล่า
“เอ่อ...ไม่สะดวกตอบไม่เป็นไร ข้าไม่อยากรู้ก็ได้”
“ก็ดี มารดาข้าก็ไม่รู้เป็นหรือตาย ไม่ต่างจากบิดา” ไป๋หลานกล่าวออกไปแล้วก็เดินหนีหาย ทิ้งความคลางแคลงใจให้กับหลัวอวิ๋น
@ กระโจมของจิ้งอันโหว
ภายใต้สีหน้าอ้ำอึ้งของภรรยาที่ถูกสามีเค้นสอบ ทำให้จิ้งอันโหวเดือดดาลใจที่นางไม่ยอมปริปากพูด เขาจึงให้คนไปสืบเองจะดีกว่า
“ส่งคนไปหาข่าว ก่อนนางจะแต่งงานกับเรา มีที่มาอย่างไร ตระกูลอวี๋ปิดบังอะไรอยู่กันแน่”
“ขอรับ!” คนของจิ้งอันโหวรับคำสั่งแล้วจากไป ดวงตามองไปยังคนด้านในที่เอาแต่ส่ายหน้าไม่พูดไม่จาอันใดทั้งสิ้น
เฉาหนานผิงหรือจิ้งอันโหว เป็นขุนนางกรมโยธา ที่มีบิดาของภรรยาสนับสนุนทำให้ตนต้องแต่งงานตอบแทนบุญคุณเพราะสกุลอวี๋ตกต่ำ แต่ทว่าคุณหนูรองสกุลอวี๋มีความลับกับเขามากเกินไป จนทำให้เขาต้องหาคำตอบด้วยตนเอง และนี่อาจเป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใดเขาถึงต้องแต่งกับนางทั้งที่ไม่เคยเห็นหน้า นางไม่เคยออกงาน ผิดกับน้องสาวอีกคนของนาง