เสียงของท่านป้าซุ่นหว่าน ป้าข้างบ้านของหลงฉีวิ่งแตกตื่นมาแต่เช้า ไป๋หลานที่เหน็ดเหนื่อยจากการจัดการเหล่าคนร้ายมาเมื่อคืนตื่นขึ้นบิดขี้เกียจ และคาดว่าคงจะเป็นเรื่องคนที่โดนบุกรุกพวกนั้น
หลงฉีเองก็ตื่นขึ้น เขารีบล้างหน้าแล้วใช้กิ่งหลิวสีฟันก่อนออกมาด้านนอกสมทบกับพี่ไป๋หลานที่เพิ่งเปิดประตูออกมา
“นั่นเสียงท่านป้าซุ่นหว่านขอรับ” หลงฉีตื่นเต็มตาบอกกับพี่ไป๋หลานให้รับรู้ว่าเสียงที่มาตะโกนอยู่ด้านหน้าคือเสียงผู้ใด
“เรื่องเมื่อคืนเจ้าปิดปากให้เงียบ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น” ไป๋หลานกำชับหลงฉี
“ขอรับ” หลงฉีพยักหน้ารับหงึกหงัก เพราะเขารู้ดีว่าเมื่อคืนมีคนร้ายจะเข้ามาตรวจค้นที่บ้านของพี่ไป๋หลาน หากพวกเขาไม่จัดการ ไม่แน่อาจจะไม่มีชีวิตเหลือรอดมายืนอยู่ได้ในขณะนี้
แอ๊ด!!!
เสียงประตูที่หน้าบ้านเปิดออก ทำให้คนที่ยืนอยู่อย่างร้อนใจขยับเข้ามาหาเหล่าเด็ก ๆ อย่างรวดเร็ว
“โอ๊ย...ข้าหัวใจแทบหลุดจากอก ในที่สุดพวกเจ้าก็ปลอดภัย นี่รู้หรือไม่เมื่อคืนนะ เสียงสุนัขเห่าหอนดังระงม ไม่มีใครกล้าเดินออกจากบ้านสักคนเดียว จนตอนเช้าคนที่ดูแลทำความสะอาดศาลบรรพชนเห็นคนร้ายโดนจับมัดเอาไว้ ทั้งหลับอย่างเอาเป็นเอาตายเรียกเท่าไหร่ก็ไม่ตื่น”
ป้าหว่านเล่าอย่างเร่งรีบ อยากให้นางและหลงฉีรับรู้โดยเร็ว แต่ทั้งสองมีหรือจะส่อพิรุธออกมา พร้อมทำหน้าแตกตื่นโดยที่หลงฉีเป็นผู้ทำหน้าตาตื่นคล้ายกับได้ยินเรื่องลึกลับ
“ป้าหว่านขอรับ แล้วกลางคืนมีเสียงประหลาดคลายเสียงคนลากอะไรหนัก ๆ หรือไม่”
“ใช่ ๆ พวกเจ้าก็ได้ยินรึ” ซ่งหว่านทำสีหน้าหวาดกลัวขึ้นมาทันที ไรขนแขนลุกชันจนต้องเอามือลูบ
“บรื๋ยย เช่นนั้นเมื่อคืนก็ผีเจ้าป่าเจ้าเขาจับคนร้ายหรือ” หลงฉีพูดคล้ายกระซิบราวกับเรื่องไม่ควรพูดออกมา แสร้งทำให้เรื่องมันไปทางสิ่งลี้ลับเสีย ตามการนัดแนะของพี่ไป๋หลานเมื่อคืน
“เจ้ารู้ใจข้านัก ข้าก็คิดว่าผีบรรพชนกับผีเจ้าป่าคุ้มครองหมู่บ้านเราอยู่เป็นแน่ ตอนนี้รอเพียงหัวหน้าหมู่บ้านกับบิดาของเจ้ากลับมาเท่านั้น เพราะยังต้องแจ้งทางการ”
เรื่องราวที่เกิดในหมู่บ้าน ป้าซุ่นหว่านเล่าอีกมากมายราวสองเค่อ ก่อนที่ท่านป้าจะจากไปสองพี่น้องต่างแซ่ร่วมแสดงอย่างไร้พิรุธใด ๆ ดีที่เมื่อคืนนางนึกขึ้นได้ตอนที่ลากคนเหล่านั้นไป ขากลับจึงหักกิ่งไม้กวาดลบรอยต่าง ๆ ของการลากคนยี่สิบคนไปพร้อมกับหลงฉีแล้ว
“อิอิ...ป้าซุ่นหว่านยังหลอกง่ายเช่นเดิม” หลงฉีพูดขึ้นพร้อมปิดปากขำ เขาไม่กลัวว่าใครจะได้ยิน เพราะบ้านหลังนี้อยู่เป็นหลังสุดท้ายของหมู่บ้านชายเขา
ไป๋หลานปิดประตูลงดาลจากนั้นก็เข้ามาดูคนเจ็บบนแคร่ นางจับขาของเขาก็รับรู้ว่ากระดูกไม่ได้หัก ข้อเท้าพลิก แล้วก็สะโพกน่าจะหลุด เมื่อขยับกระดูกให้เคลื่อนกลับเข้าที่เดิมน่าจะทำให้เขาเดินได้
“หลัวอวิ๋น เจ้าตื่นได้แล้ว” ไป๋หลานเรียกอยู่เหนือหัวของเขา จากนั้นก็เห็นคนที่นอนขี้เซาลืมตาอย่างขี้เกียจ อดทำให้ไป๋หลานถอนหายใจไม่ได้
“อยู่บ้านข้าขี้เกียจสันหลังยาวไม่ได้ ตำแหน่งเยียนอ๋องเจ้าก็ทิ้งไว้เมืองหลวง ตอนนี้เจ้าเป็นแค่หลัวอวิ๋น ญาติห่าง ๆ ของมารดาข้ารู้หรือไม่” ฐานะใหม่ของเยียนอ๋องถูกกำหนดทันทีหลังคิดว่าต้องให้เขาหลบอยู่ที่นี่อีกหน่อย
“ก็ได้...แต่ข้ายังเดินไม่ได้” หลัวอวิ๋นจนใจนัก เขาไม่ใช่บุรุษเสเพลเอาแต่เที่ยวเตร่ไม่ทำงานทำการ แม้ว่าทุกวันจะท่องตำรา ฝึกวิชามากมาย แต่ทว่าเขาก็ทำเป็นทุกอย่างทั้งเรื่องในบ้านนอกบ้าน ยกเว้นงานครัว
แม้เป็นเยียนอ๋องตำหนักเดิมใหญ่โต แต่ทว่าบ่าวรับใช้และสาวใช้ถูกสั่งให้จับตัวไปจนหมด จนเขาก็ไม่รู้ว่าทุกคนที่เลี้ยงเขามาจนห้าหนาวเป็นหรือตาย เพราะเสด็จอาต้องการให้เขาไม่มีคนช่วยเหลือ
แต่นับว่ายังโชคดีที่จูเฟยองครักษ์คนเก่าของเสด็จพ่อขอมาติดตามเขาอยู่ข้างกาย ทำให้เขายังมีทางรอดอยู่เรื่อยมา ดังนั้นครั้งนี้ที่หนีรอดได้เพราะจูเฟยเป็นคนเสียสละล่อคนร้ายไปอีกทาง
ไป๋หลานคิดจะจัดกระดูกให้เข้าที่เข้าทางแต่ทว่าต้องมีคนจับเขาไว้
“หลงฉีขึ้นไปนั่งเอาขาไขว้รัดหน้าอกเขาไว้ แล้วเอาแขนสอดใต้รักแร้จับอย่าให้เขาขยับได้”
หลัวอวิ๋นคิดภาพตามที่นางพูดแล้วก็ต้องรู้สึกหวาดหวั่น เจ้าอ้วนนี่ตัวก็หนักหากรัดเขาไม่ตายหรอกหรือ
“ดะ...เดี๋ยวเจ้าทำดีกว่าไหม” หลัวอวิ๋นไม่อยากตายเพราะถูกทับ แต่ทว่าเมื่อเห็นสีหน้าของนางแล้วก็รับรู้ทันทีว่าไม่ได้ แล้วนางจะทำอะไรกับเขาต่อ
“ข้าจะจัดกระดูกเจ้าให้เข้าที่เข้าทาง เจ้าสะโพกหลุด ข้อเท้าพลิก ทำให้เดินไม่ได้” ไป๋หลานพูดจบก็ไม่รีรออีกต่อไป นางระลึกถึงภาพการจัดกระดูกที่เคยผ่านตามาก่อนที่นางจะฆ่าตัวตายวิญญาณเกิดใหม่มายังโลกนี้
แต่เมื่อคิดก็เหมือนภาพจะชัดเจนราวกับตาเห็น จึงทำตามในสิ่งที่ตัวเองเห็น
กร็อบ! กร็อบ! กึก!
เสียงดัดกระดูกที่ข้อเท้าเริ่มก่อน ด้วยแรงของไป๋หลานที่มีมากกว่าเด็กคนใด แล้วก็ผู้ใหญ่รวมกันยี่สิบคน นางจึงสามารถจัดกระดูกข้อเท้าของเขาได้อย่างง่ายดาย
“เย้ย...เจ้าเบาหน่อยกระดูกข้าจะหัก” เสียงที่นางจับข้อเท้าของเขาบิดทำให้คนถูกจับตกอกตกใจ ไม่ใช่ว่านางตั้งใจหักกระดูกของเขาทิ้งหรอกนะ
“ใจเสาะ!” หลงฉีที่เป็นคนจับเขาไว้พูดทับถม จนคนที่โดนจัดกระดูกกัดฟันแน่น
“หากค่อย ๆ ทำกระดูกไม่เข้าที่ยังจะทำให้มันอักเสบด้วย อดทนหน่อย ต่อไปจัดตรงสะโพกแล้ว” ไป๋หลานเห็นว่าเขาตัวใหญ่กว่าก็จริง แต่ทว่านางแรงมากกว่าดังนั้นจึงกดกระดูกสะโพกที่เคลื่อนให้เข้าที่
กร็อบ! กึก!
เสียงตรงนี้ดังหนักกว่าข้อเท้าทำให้คนเจ็บตะโกนร้องออกมา
“โอ๊ย!”
“เงียบปาก เดี๋ยวชาวบ้านก็แห่กันมาพอดี” หลงฉีดุเขาทั้งจัดการเอาผ้าอุดปาก จากนั้นพี่ไป๋หลานก็ดึงรั้งกระดูกเขาอีกสองสามครั้ง แต่ละครั้งหากใครไม่เคยโดนพี่ไป๋หลานดึงกระดูกมาก่อนย่อมคิดว่าร่างกายของพวกเขานั้นแหลกสลายไปแล้ว
แต่ทว่าหลงฉีเคยโดนเด็กในหมู่บ้านชายเขารังแกจนข้อเท้าเคล็ด และได้พี่ไป๋หลานช่วยเพราะบิดาออกไปล่าสัตว์ ทำให้หลงฉีไม่กลัวว่าเจ้าเด็กหนุ่มนี่จะแหลกคามือ
หลัวอวิ๋นหายใจโล่งอก เมื่อเจ้าเด็กแปดหนาวคนนี้หยุดเสียที นางทำให้เขาทึ่งอยู่หลายเรื่อง นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าทึ่งในทักษะการแพทย์ เพราะเขาเริ่มขยับได้แล้ว และไม่เจ็บปวดเหมือนเดิมรวมทั้งรู้สึกเบาสบายกว่าเดิมอีกด้วย เหลือแค่แผลที่ก้นเท่านั้นที่ยังเจ็บปวดอยู่ ร่างกายในส่วนอื่นเหมือนจะไม่เป็นปัญหาแล้ว
“ลองขยับดู” ไป๋หลานกล่าวสั้น ๆ แล้วก็เดินเข้าครัวไปหุงข้าวอุ่นต้มกระดูกใส่หน่อไม้ จากนั้นจึงไปเก็บไข่หลังบ้านมาสามฟอง แล้วก็ลงมือผัดหน่อไม้ที่ต้มไล่ความขมแล้วเมื่อคืน
นางเริ่มจากทุบกระเทียมหนึ่งกลีบแล้วตั้งกระทะใส่น้ำมันลงไปจากนั้นก็ใส่กระเทียมสับแล้วตามด้วยไข่ นางขยี้ให้ไข่แตกจากกันแล้วตามด้วยหน่อไม้ ปรุงรสด้วยซีอิ๊ว เกลือ น้ำตาล
กลิ่นหอมอาหารฟุ้งไปรอบบ้านทำให้หลงฉีที่นั่งคุยโม้กับหลัวอวิ๋นอยู่ข้างนอกกระโดดลงจากแคร่ เดินเข้าครัวทันทีแต่กลับถูกเรียกเอาไว้
“เจ้าอ้วนจะไปไหน”
หลงฉีรู้สึกว่าเจ้าหลัวอวิ๋นอะไรนี่หยาบคายมาก ใครเขาให้ติเตียนรูปร่างผู้อื่น อีกอย่างคนอย่างหลงฉีเรียกว่าน่ารักจะเหมาะกว่าเจ้าอ้วน
“ข้าไม่ได้อ้วน แค่บิดาข้าเลี้ยงดีต่างหาก ในหมู่บ้านนี้ไม่มีใครน่ารักไปกว่าข้าแล้ว เจ้าควรเรียกใหม่ว่าหลงฉีผู้น่ารัก เหมือนพี่ไป๋หลาน”
หลัวอวิ๋นแบะปาก มองท่าทางคนที่บอกว่าน่ารักแล้วก็ซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ เจ้านี่ไม่ยอมรับความจริงเอาเสียเลย
“ช่างเถอะถือว่าข้าไม่ได้พูด นั่นเจ้าจะไปไหน”
“กินข้าวน่ะสิ พี่ไป๋หลานน่าจะทำอาหารใกล้เสร็จแล้ว ข้าต้องไปช่วยจัดโต๊ะ...ส่วนเจ้าหลังกินข้าวก็ล้างจาน” หลงฉีมอบหมายหน้าที่นี้ให้เสียเลย จะได้แบ่งหน้าที่กันชัดเจน แต่หลัวอวิ๋นเป็นถึงอ๋องกลับโดนเจ้าตัวกระเปี๊ยกที่สูงแค่เข่าของผู้ใหญ่สั่งเอาได้ พาให้รู้สึกคันยุบยิบในอก อยากเตะอัดก้นเจ้านี่สักทีสองที
@พลับพลาล่าสัตว์เขตม่อเป่ย ติดกับเมืองหลวงแคว้นหนิงโจว
การล่าสัตว์ของฮ่องเต้ ‘หลัวเหวินเทา’โกลาหลอีกครั้ง เมื่อเยียนอ๋องหายตัวไปอย่างลึกลับ ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย เหล่าขุนนางต่างร้อนอกร้อนใจ เพราะฝ่าบาทพูดอยู่ทุกวันว่านี่คือหลานรักของพระองค์
เพล้ง!
เสียงถ้วยชาที่ทำจากหยกขาวถูกปาลงพื้นหลังจากเหล่าแม่ทัพออกตามหาเยียนอ๋องถึงห้าวันแล้ว ร่องรอยต่าง ๆ ไม่พบ แม้แต่เงาก็ไม่เห็นนี่มันอะไรกัน
“พวกท่านเดินหลับตาหาหรืออย่างไร คนของท่านมากมาย ทหารตั้งหนึ่งกองราวหมื่นนาย คน ๆ เดียวจะไม่พบได้อย่างไร” หลัวเหวินเทากริ้วโกรธ แต่ขันทีข้างกายรับรู้ดีว่าการกระทำนี้ของฝ่าบาทเหมือนพูดอย่างทำอย่าง
เพราะทุกครั้งที่คนมารายงาน ท่าทางกริ้วโกรธก็จริง แต่ทว่าใบหน้าอิ่มเอิบราวกับคนมีความสุขได้รับข่าวดี
เฉาเฟิงเป็นขันทีข้างกายมาตั้งแต่สมัยยังเป็นองค์ชายสาม จะไม่รู้ถึงการกระทำของฝ่าบาทได้อย่างไร ไม่รู้ว่าตอนนี้นักฆ่าจะถึงตัวเยียนอ๋องหรือยังก็เท่านั้น
“กระหม่อมเกรงว่าเยียนอ๋องจะ...” แม่ทัพน้อยที่รับหน้าที่อารักขาขบวนเสด็จเอ่ยสิ่งที่ไม่มีใครกล้าเอ่ยออกมา เพราะหลายวันแล้วยังไม่พบเยียนอ๋อง หากไม่ถูกเสือกินไปแล้วก็อดตายไปในป่า เพราะเยียนอ๋องอยู่แต่ในตำหนักไม่ได้ออกไปที่ใดมาแปดปีหลังจากฝ่าบาทขึ้นครองราชย์
“พูดพล่อย ๆ อยู่ต้องเห็นหน้าตายต้องเห็นศพ หากันให้ทั่ว หากไม่พบหลานรักของเรา เราจะไม่กลับเด็ดขาด” สุรเสียงแข็งกร้าวของฝ่าบาททำให้แม่ทัพน้อยรีบออกไปค้นหาต่อทันที
แต่ทว่าเสนาบดีเฒ่าที่อยู่มาหลายปีทูลทัดทานต่อฝ่าบาท เพราะหากรั้งอยู่ที่นี่งานราชกิจในเมืองหลวงจะยิ่งล่าช้า ส่งผลต่อความทุกข์ยากราษฎรเพิ่มพูน
“ฝ่าบาทเยียนอ๋องหายไปพวกเราย่อมร้อนใจ แต่ว่านี่ก็เลยเวลาเสด็จกลับนานแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ”
หลัวเหวินเทาหรี่ตามองไปยังเสนาบดีที่กล้าตักเตือนเขา นานแล้วที่ไม่มีใครขัดใจแม้ว่าเขาอยากทำสิ่งใด จึงยิ้มอย่างมาดร้าย ส่งสายตาแข็งกร้าวกลับไป
“ใบหน้าของข้าดูเหมือนเชื่อฟังท่านตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ท่านเสนาบดี ท่านก็อยู่ในตำแหน่งมาสองแผ่นดินแล้ว ถึงเวลาพักผ่อนแล้วกระมัง”
เสนาบดีที่กล้าอาจเอื้อมสั่งสอนฝ่าบาทราวกับไม่กลัวตายทำให้เหล่าขุนนางทั้งหลายต่างซุบซิบนินทาต่าง ๆ นานา จากนั้นก็ได้ยินเสียงเสนาบดีคุกเข่าสมควรตายอยู่ด้านนอกพลับพลา ส่วนฝ่าบาทนั้นเข้าไปให้สนมปรนนิบัตินานแล้ว
จิ้งอันโหวเป็นขุนนางกรมโยธา มีรับสั่งให้ตามเสด็จด้วยถึงกับส่ายหน้าระอาใจ ฝ่าบาทหลัวเหวินเทาผู้นี้เป็นฮ่องเต้กังฉินโดยแท้จริง และถนัดใช้อำนาจมากกว่าเหตุผล
แต่เมื่อมาถึงกระโจมพักของขุนนางตามเสด็จเขาเห็นฮูหยินของตนทำลับ ๆ ล่อ ๆ จึงเดินเข้ามาสอบถาม จนได้ยินคำหนึ่งก่อนจะเอ่ยปากทำให้สงสัยตัวตนของภรรยา
“ส่งจดหมายถึงชายแดนม่อยวน ข้าอยากรู้ข่าวเรื่องนั้นโดยเร็ว หากนางสบายดีข้าจะจัดการทุกอย่างโดยเร็ว”
สิ้นเสียงฮูหยินเสียงของจิ้นอันโหวดังขึ้นทันที
“ข่าวผู้ใดรึฮูหยิน!”
‘อวี๋หรง’หัวใจเต้นราวกับจะหลุดจากอก เมื่อเสียงสามีดังขึ้นด้านหลัง นางจะแก้ตัวอย่างไรดี จึงมองไปยังสาวใช้ข้างกายก่อนจะหันหน้ามาเผชิญกับสามี