Masukวันนี้คือวันคารวะฮองเฮา เว่ยหลานแม้ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับสนม จำต้องตื่นแต่เช้า อย่างไรก็ควรทำความรู้จักพวกนางเอาไว้ เพื่อได้เบาะแสเกี่ยวกับผู้หนุนหลังจางหมัวมัว ยามนี้นางนั่งหน้าคันฉ่อง ปล่อยให้ฮุ่ยลู่และอี๋หนี่แต่งแต้มเครื่องประทินบนใบหน้างาม ผัดแป้งบางเบา จรดพู่กันวาดคิ้วโก่ง ตามด้วยแต้มสีชาดแดงเรื่อบนริมฝีปาก
เส้นผมดำขลับประดุจน้ำหมึกถูกเกล้าขึ้นเต็มหัว จากนั้นนางกำนัลคนสนิทก็ปักปิ่นหงส์บนนั้น เงาบนกระจกที่สะท้อนออกมาเต็มไปด้วยรัศมีสูงส่ง เมื่อเรียบร้อยดี เว่ยฮองเฮาจึงลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
นางสวมอาภรณ์ตัดเย็บจากผ้าทอลายเส้นทอง[1] เตรียมย่างกรายไปยังห้องโถงภายในตำหนักคุนหนิง ไม่ลืมสั่งนางกำนัลที่เหลือดูแลองค์หญิงเผยลู่ซือ ส่วนฮุ่ยลู่และอี๋หนี่ติดตามหลังมารดาแผ่นดินไป
“เว่ยฮองเฮาเสด็จ...”
เสียงขันทีประกาศดังทั่วห้องโถง สตรีร่างหงส์เดินเข้าไปด้านใน ชายอาภรณ์สะบัดพลิ้วไหวราวกับภาพวาดเทพธิดา สนมน้อยใหญ่ต่างนั่งคุกเข่า เว่ยหลานกรีดสายตาทอดมองพวกนาง
อืม...มีมากมายจริง ๆ ทั้งนิ้วมือและนิ้วเท้านางนับไม่หมดด้วยซ้ำ
ฮ่องเต้เลวผู้นั้น...จำชื่อบรรดาเมียตนเองได้สักกี่คนกันเชียว
เว่ยฮองเฮาครุ่นคิดยามเดินตามทาง จวบจนนั่งบนบัลลังก์ซึ่งอยู่สูงกว่าทุกคน สนมฮ่องเต้จึงกล่าวขึ้นพร้อมกัน
“คารวะฮองเฮาเพคะ ขอพระองค์ทรงพระเจริญพันปี พันพันปี”
เว่ยหลานได้แต่คิดในใจ! ใครจะอยู่นานถึงขนาดนั้น แค่เจ็ดสิบหรือแปดสิบก็แก่มากแล้ว
“ไม่ต้องมากพิธี ทุกคนลุกขึ้นได้”
“ขอบพระทัยฮองเฮาเพคะ”
สนมทุกคนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนนั่งลงประจำที่ท่าทางสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ทว่าในใจคล้ายมีเปลวเพลิง เพราะเว่ยฮองเฮามักหาหนทางเล่นงานอยู่เสมอ ยิ่งใครได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ ก็อย่าหวังว่าชีวิตในวังหลังจะสงบสุข
เนตรหงส์กวาดมองสนมทุกคน โดยเฉพาะนางเอกนิยาย นางคือเซี่ยกุ้ยเฟย หรือเซี่ยหนิงเจียว ผู้ได้รับความรักจากฮ่องเต้ สุดท้ายก็ขึ้นเป็นฮองเฮาหลังเว่ยฮองเฮาตรอมใจตายในตำหนักคุนหนิง
เซี่ยหนิงเจียวคือบุตรสาวอัครเสนาบดีฝ่ายขวา ซึ่งสกุลเซี่ยเพิ่งมีบทบาทอันแข็งแกร่งในราชสำนักรัชสมัยของฮ่องเต้เผยเจิ้นหยาง แน่นอนว่าการที่มีทั้งอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายและขวาก็เพื่อคานอำนาจกัน
ฮ่องเต้ผู้นี้ช่างมองขาด บุตรสาวของอัครเสนาบดีทั้งสองคือภรรยาเขาทั้งคู่ นับเป็นการรวบรวมอำนาจไว้ในมือ แต่ไม่รู้ว่าฝั่งขุนนางฝ่ายบู๊ส่งบุตรสาวเข้ามาถวายตัวในวังหลวงรึไม่ ความทรงจำเจ้าของร่างเดิมเลือนรางนัก นางปะติดปะต่อได้เพียงบางอย่างเท่านั้น
ถัดจากเซี่ยกุ้ยเฟยคือฉินเยว่ สนมขั้นเฟย หรือที่เรียกกันว่า ฉินเฟย บุตรสาวเสนาบดีกรมพระคลัง จากความทรงจำของร่างเดิม ดูเหมือนสนมผู้นี้ไร้พิษภัย มักแสดงความห่วงใยแก่เว่ยฮองเฮาเสมอ ทำให้ผู้ปกครองวังหลังไม่ค่อยเพ่งเล็งฉินเฟยเท่าใด
เว่ยฮองเฮากวาดสายตามองสนมอื่น ๆ ส่วนใหญ่ต่ำกว่าขั้นเฟย แสดงท่าทางนอบน้อมต่อหน้านาง ทว่าแววตาบางคนกลับคุกรุ่นไม่น้อย ดี...ดี การเข้าหากันของสตรีวังหลังย่อมต้องเล่นละคร ดังนั้นนางก็จะแสดงเช่นเดียวกัน
สตรีหงส์ยกขาไขว่ห้าง เชิดคางมองสนมน้อยใหญ่สีหน้าราบเรียบ “วันนี้ข้าแค่เพียงอยากบอกทุกคนว่าการเป็นสตรีของฝ่าบาท ย่อมมีคนจับตามอง ควรประพฤติตัวเหมาะสม หูตาอันกว้างไกลรู้ชัดว่าใครกำลังทำสิ่งใดอยู่”
น้ำเสียงเว่ยฮองเฮาครั้งนี้เปลี่ยนจากเดิมถึงสิบส่วน เซี่ยหนิงเจียวกำมือแน่น แต่เพื่อตำแหน่งฮองเฮาแล้ว นางยอมอดทนอยู่ใต้เท้าเว่ยหลาน ยอมให้อีกฝ่ายได้ใจไปก่อน ช่วงนี้ฝ่าบาทไม่โปรดปรานฮองเฮา อีกไม่นานหรอก เดี๋ยวบุตรสาวอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายย่อมถูกโค่นล้มลง
เว่ยหลานลอบสังเกตอากัปกิริยาสนม ที่นางกล่าวเมื่อครู่ ‘หูตาอันกว้างไกลรู้ชัดว่าใครกำลังทำสิ่งใดอยู่’ พูดถึงเรื่องเบื้องหลังของจางหมัวมัว ถึงแม้แม่นมยังไม่ยอมรับสารภาพ แต่นางรู้ว่ามีคนจงใจจ้างวานให้ทำลายองค์หญิงโดยวิธีการเลี้ยงดูผิด ๆ เด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว หากฝังใจไปแล้วก็ยากจะลบเลือนความเจ็บปวด และองค์หญิงเผยลู่ซืออาจเติบโตอย่างขมขื่น
เมื่อกวาดสายตาโดยรอบ สตรีหงส์เก็บรายละเอียดไว้ในใจ รอให้สืบจนกระจ่างกว่านี้ คนผู้นั้นจะโดนสั่งสอนยิ่งกว่าจางหมัวมัวอย่างแน่นอน
“คำสอนของฮองเฮา พวกเราน้อมรับเพคะ” เหล่าสนมกล่าวขึ้นอย่างพร้อมเพรียง โค้งศีรษะรับคำสั่งสอนของเว่ยฮองเฮา
เว่ยหลานยิ้ม คิดในใจว่าพวกนางช่างเสแสร้งดีเสียจริง ต่อหน้านอบน้อมคารวะตามธรรมเนียม แต่ลับหลังจิกกัดทุกขณะ
แต่คงมีเพียงคนเดียวกระมังที่ยอมเปิดศึกกับนางอย่างตรงไปตรงมา...ตามฉบับนิสัยนางเอกสู้คน
“เมื่อคืน ฝ่าบาทเสด็จตำหนักหม่อมฉัน ยามแย้มสรวล รูปโฉมหล่อเหลานัก ยิ่งยาม...” เซี่ยหนิงเจียวปิดปากไม่กล่าวต่อ เพียงก้มหน้างุดทำท่าทางเขินอาย แก้มทั้งสองขึ้นสีแดงระเรื่อเมื่อนึกถึงเรื่องใต้สะดือ
[1] ผ้าทอลายเส้นทอง หนึ่งในสิ่งของรายปีของภรรยาจักรพรรดิ โดยฮองเฮาจะได้รับปีละ 2 ม้วน
“ขะ ขออภัยเพคะ วันนี้หม่อมฉันซุ่มซ่ามจริง ๆ เหยียบพระบาทอีกแล้ว” พระพัตร์เว่ยหลานแสร้งรู้สึกผิด หากแต่ภายในกำลังยิ้มเพราะสะใจ “ข้าจะกลับตำหนักเฉียนชิง!” ฮ่องเต้หนุ่มหยัดกายลุกออกจากสระน้ำขนาดสี่เหลี่ยม หยิบอาภรณ์ขึ้นมาสวมใส่ด้วยตนเอง ก่อนจากไป ริมฝีปากหยักขยับตรัสประโยคหนึ่งออกมา “น้ำท่วมล้นเอ่อจนกลายเป็นอุทกภัย” กล่าวจบก็สะบัดแขนเสื้อออกจากพระตำหนักคุนหนิง วันนี้ฤกษ์ไม่ค่อยดี ถูกเว่ยหลานเหยียบเท้าถึงสองครั้ง หากยังอยู่ที่ตำหนักคุนหนิง มีหวังครั้งที่สาม สี่ ห้า คงตามมา เว่ยฮองเฮามองตามแผ่นหลังกว้างที่จากไป นางแสยะยิ้มแล้วแอบด่าเขาในใจ ‘ฮ่องเต้เฮงซวย!’ พอได้ด่าแบบนี้ก็ช่วยทำให้อารมณ์ดีขึ้นจริง ๆ คล้อยหลังฮ่องเต้ เว่ยหลานลุกออกจากสระน้ำ ฮุ่ยลู่และอี๋หนี่เข้ามาปรนนิบัติอย่างรู้ความ หลังจากเช็ดวรกายฮองเฮาจึงสวมใส่อาภรณ์ผ้าไหมสีแดง ปักลวดลายหงส์ด้วยด้ายทอง จากนั้นค่อยประคองผู้ปกครองวังหลังออกไปยังห้องบรรทม “ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันได้ยินว่าฉินเฟยตั้งครรภ์ หมอหลวงเพิ่งไปตรวจอาการที่ตำหนักเมื่อครู่” ฮุ่ยลู่เอ่ยอย่
ฮุ่ยลู่และอี๋หนี่ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทว่ารับสั่งของฝ่าบาทมีค่ายิ่งกว่าทองคำ พวกนางมิอาจขัด แม้อยากอยู่ปรนนิบัติเว่ยฮองเฮาก็ตาม จึงทำได้เพียงล่าถอยออกจากห้องสรงน้ำในพระตำหนักคุนหนิง เว่ยหลานนั่งแช่น้ำไม่ขยับร่างกาย อาภรณ์ของนางและผ้าวางพาดไว้บริเวณฉากกั้น หากลุกขึ้นยืนยามนี้ย่อมเปิดเผยเนื้อหนังแก่ฮ่องเต้หลายใจ วันนี้ฉลองพระองค์ผ้าไหมสีม่วง ปักลวดลายมังกร กวานสีทองยามแสงสาดส่องกระทบเปล่งประกายระยิบระยับ ดวงตาคมกริบทอดมองมายังนางไม่ละไปที่ใด ส่วนเหตุผลในการมายังตำหนักคุนหนิง นางคร้านจะถามให้มากความ “ข้ายังไม่อาบน้ำ” “...” เว่ยหลานเงียบ นัยน์ตาเต็มไปด้วยคำถาม กระนั้นนางก็มิได้เอ่ยถามเขาสักครึ่งประโยค บุรุษผู้นี้ช่างเดาใจยาก ซึ่งนางคาดการณ์ไม่ออกว่าเขาจะมาไม้ไหนอีก วรกายสูงเหยียดหลังตรง ปลดเปลื้องสายรัดเอว ตามด้วยอาภรณ์สูงส่ง เว่ยฮองเฮาเบือนหน้าหนี พยายามไม่มองร่างกายพระสวามี แม้ตนเองในชาตินี้ไม่บริสุทธิ์แล้ว แต่โลกที่จากมา ตนไร้ประสบการณ์เรื่องเช่นนั้น สถานการณ์ตรงหน้าช่างชวนกระอักกระอ่วนเสียจริง เพราะ
ดวงตาเว่ยฮองเฮาเต็มไปด้วยไฟแห่งโทสะ ขณะที่มารดาแผ่นดินค่อย ๆ ถอยห่าง จางหมัวมัวก็ไม่เกรงกลัวสิ่งใดอีก นางทราบดีว่าตนเองไม่มีทางรอด ดังนั้นจึงอยากแก้แค้นคนที่เคยกดขี่ทำร้ายตน บ่อยครั้งเว่ยฮองเฮามักตบตีนางหากไม่พอพระทัย คนแก่เช่นนางไม่อยากเป็นสิ่งรองมือรองเท้าใครอีกแล้ว อย่างน้อยหากตายก็ขอลากสตรีเลว ๆ ตายไปด้วย ทว่าจางหมัวมัวหัวเราะได้ไม่นานก็พบความผิดปกติ เว่ยฮองเฮาสมควรมีอาการหายใจไม่ออก และทรุดร่างกายลงกับพื้นเพื่อรอความตายในสิบสองชั่วยาม แต่เหตุใดจึงยังยืนได้แบบนี้! แม่นมอาวุโสหุบปากลงสนิท เอ่ยถามตะกุกตะกัก “หะ...เหตุใด ฮองเฮาทรงไม่เป็นอะไร” เว่ยหลานหัวเราะดังสนั่นทั่วห้อง เดินเข้าไปหาจางหมัวมัวแววตาอำมหิต “ทำไมน่ะหรือ หึ” “ทะ...ทำไม ฮองเฮา...” เพียะ! เสียงตบพลันดังสนั่น เว่ยหลานออกแรงตบจางหมัวมัวครั้งหนึ่งจนหน้าหัน ใครจะคาดคิดว่าแม่นมอาวุโสที่เว่ยฮองเฮาคนเดิมเลี้ยงไว้และมอบชีวิตที่ดีให้จะแอบหักหลังและยังอยากลอบปลงพระชนม์ หากมิใช่นางสืบพบก่อน ยามนี้ก็คงถูกพิษ ตายหนที่สองไปแล้ว เมื่อวานฮุ่
เว่ยหลานชะงัก หากแต่สีหน้าราบเรียบ นางเพิ่งทราบข่าวการตั้งครรภ์ของเซี่ยกุ้ยเฟย ดูเหมือนเผยเจิ้นหยางโปรดปรานนางเอกนิยายตามชื่อเรื่องจริง ๆ คงเพราะเป็นลูกรักของผู้เขียน อีกฝ่ายจึงตั้งครรภ์มังกร แต่จะให้ทำเหมือนเว่ยฮองเฮาคนเดิม แน่นอนว่านางทำไม่ได้ แม้นางเป็นนักฆ่า ทว่ามีจิตใจเมตตาต่อเด็กในครรภ์ เขาบริสุทธิ์ สมควรได้ลืมตาดูโลก ตนย่อมไม่คร่าชีวิตก้อนเนื้อในครรภ์เซี่ยกุ้ยเฟย เซี่ยหนิงเจียวเห็นเว่ยฮองเฮานิ่งไปก็รู้สึกสะใจ สตรีหงส์อยากกุมอำนาจไว้ในมือ พยายามอย่างเต็มกำลังเพื่อครรภ์มังกร ทว่าทำเช่นไรก็ไม่เกิดผล ครั้นสนมที่ตำแหน่งต่ำกว่าตั้งครรภ์ก่อน ย่อมเสียหน้าไม่น้อย “หม่อมฉันทราบดีว่าจิตใจฮองเฮากว้างขวางยิ่งกว่าแม่น้ำ คงมิถือสาเรื่องเล็กน้อยใช่หรือไม่เพคะ” เซี่ยหนิงเจียวตีหน้าเศร้า ในสายตาผู้อื่น นางคือสตรีบอบบางน่าสงสาร ส่วนเว่ยฮองเฮาคือสตรีร้ายกาจจิตใจอำมหิต หากยืนกรานให้ขบวนนางหลบ สายพระเนตรฮ่องเต้เผยเจิ้นหยางยิ่งจะมองสตรีหงส์แง่มุมลบลง เว่ยหลานกรีดสายตามองเซี่ยกุ้ยเฟยตั้งแต่ศีรษะจรดท้อง ก่อนจะหยุดมองครรภ์อีกฝ่าย “ร
เด็กหญิงอวบอ้วนชูแขนขึ้นพร้อมขยับร่างกายแสดงความดีใจให้มารดาเห็น รอยยิ้มน่ารักสดใสเปล่งประกายแข่งกับแสงแดดด้านนอก และในยามนั้นเอง เว่ยหลานพลันตัวแข็งค้าง “สะ...เสด็จแม่” เผยลู่ซือขยับปากเล็ก หัวใจหญิงสาวกระตุก อบอวลด้วยความรัก นึกไม่ถึงว่ายามลูกเรียกขานคำว่าแม่ครั้งแรกจะสร้างแรงสั่นสะเทือนแก่กันมากถึงเพียงนี้ และนางปรารถนาอยากได้ยินมันทุกวัน “ลูกแม่ช่างรู้ความนัก” เว่ยหลานอุ้มเจ้าก้อนออกจากเก้าอี้ แนบจมูกถูกับจมูกเล็ก ๆ หยอกล้อ ยามนั้นซือเอ๋อร์รู้สึกจักจี้จึงหัวเราะคิกคักสนุกสนาน สองแม่ลูกเล่นด้วยกันอย่างดี บรรยากาศเต็มไปด้วยความสุข กระยาหารเช้าถูกจัดวางที่สวนในพระตำหนักคุนหนิง นางไม่อยากให้ลูกอุดอู้อยู่แต่ในห้อง การทอดมองธรรมชาติอันงดงามจะช่วยให้จิตใจสงบ เว่ยหลานจึงอุ้มบุตรสาวออกจากห้องบรรทม พาไปนั่งโต๊ะม้าหินอ่อน ไม่ใกล้ไม่ไกล ดอกซิ่งกำลังแย้มบานตระการตาแทนดอกเหมยซึ่งบานช่วงเหมันต์ วัฏจักรดอกไม้ช่างคล้ายคลึงคนนัก มีรุ่งโรจน์มีร่วงโรยตามกาลเวลา ไม่จีรังยั่งยืน เผยลู่ซือเช่นเดียวกัน ในวังหลังแห่งนี้ ผู
ณ ตำหนักตงลิ่ว ร่างบอบบางนอนหมดเรี่ยวแรงบนเตียง ใบหน้าขาวซีด ริมฝีปากไร้สี แววตาสั่นระริก เซี่ยหนิงเจียวไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ ๆ ตนเองจึงล้มป่วยเช่นนี้ เพราะเมื่อก่อนนางค่อนข้างแข็งแรง ทว่าการล้มป่วยครานี้ก็พอมีประโยชน์อยู่บ้าง นางได้ข่าวว่าฝ่าบาทเสด็จตำหนักคุนหนิง เพื่อไม่ให้โอรสสวรรค์มีค่ำคืนอันหอมหวานกับเว่ยฮองเฮา จึงส่งคนไปกราบทูล หากผู้ปกครองวังหลังมีพระโอรสขึ้นมาจริง ๆ ด้วยฐานะ รวมถึงมีตระกูลเว่ยและไทเฮาหนุน ยิ่งจะลงจากตำแหน่งยาก ความทะเยอทะยานของนางย่อมไม่หยุดแค่เพียงกุ้ยเฟยแน่ หงส์เคียงมังกรเท่านั้นที่คู่ควร คิดเช่นนี้ มุมปากพลันแสยะยิ้มร้าย ครั้นเสียงขันทีหน้าตำหนักกล่าวว่าเผยเจิ้นหยางฮ่องเต้มาถึงแล้ว เซี่ยกุ้ยเฟยก็ปรับสีหน้าให้กลับมาทุกข์ เตรียมแสดงละครออดอ้อนพระสวามี เผยเจิ้นหยางเข้าไปด้านใน เมื่อเห็นสนมนอนป่วยก็รีบเดินไปนั่งขอบเตียง ทอดพระเนตรมองสตรีเบื้องหน้าด้วยความห่วงใย “ฝ่าบาท...” มือหยาบลูบศีรษะเซี่ยหนิงเจียวเบามือ เอ่ยถามอ่อนโยน “หมอหลวงมาตรวจอาการเจ้าหรือย







