Masukและในค่ำคืนก่อนวันเดินทางไปรับตัวเจ้าสาวจากบ้านเดิมของใต้เท้าอู๋ที่หอมหวลมวลบุปผานับหมื่นมายังแคว้นฉางโจวแห่งอาณาจักรเทียนหนิงในอีกสามวันข้างหน้านี้
ภายในห้องชั้นสองซึ่งเอาไว้ต้อนรับแขกกระเป๋าหนักจ่ายงาม บัดนี้มีสามบุรุษในอาภรณ์เรียบง่ายทว่าดูหรูหรา ถึงไร้เครื่องประดับใดทว่าพวกเขาทั้งสามกลับดูมีสง่าราศีจนเหล่าสาวงามยังหอพันบุปผาอยากจะถูกเรียกหาให้ไปปรนนิบัติกันแทบตายแล้ว แต่ที่ดูสะดุดตาโดดเด่นกลับเป็นบุรุษผมขาวที่ดูเช่นไรก็หล่อเหลามิได้แก่เฒ่าดังสีของเส้นผมแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามสีผมนั้นกลับยิ่งส่งให้เขาดูสุขุมชวนน่าค้นหากว่าสหายอีกสองคนของเขาเป็นอย่างยิ่ง
“เจ้าดูว่างงานเกินไปหรือไม่คุณชายเซี่ยจอมเสเพล จึงได้หาเรื่องนัดข้ากับเหล่าเหล่ยมาจิบสุราดอมดมบุปผาไกลจนถึงแคว้นฉางโจวเช่นนี้...ช่างสมกับเป็นเซี่ยจอมเสเพลเสียจริง”
เป็นหูเตี๋ยนผู้ครอบครองสมญานาม 'จิ้งจอกเฒ่าเจ้าสำราญ' เหล่าหูท่านรองบัญชาการหน่วยพยัคฆ์ดำ ซึ่งกำลังนัวเนียกับดรุณีหุ่นอรชรผิวขาวผ่องสองนางที่นางหนึ่งนั้นกำลังป้อนสุรา ส่วนอีกนางก็ป้อนกับแกล้มเอ่ยถามสหายรุ่นน้องน้ำเสียงเนิบนาบ
“เปล่า…ข้าเพียงเหม็นความรัก…เบื่อพวกคลั่งภรรยาเด็ก!”
ยิ่งเอ่ยคนอยากถูกท่านลุงบังคับแต่งภรรยาก็ให้เดือดดาลยิ่งนักที่ตาเฒ่าเซี่ยผู้นั้นเอาแต่หลงมัวเมาแต่กับเหล่าชายบำเรอ จนถึงกับหลงลืมเรื่องที่จะจัดหาว่าที่ภรรยาให้หลานชายสุดประเสริฐเช่นตนเองไปเสียได้
...ช่างสมควรตายโดยความละอายสักหมื่นครั้ง! ...
เพียงนึกภาพของหย่งจงหวางที่วันทั้งวันหากไร้ราชกิจ ก็มักไปออดอ้อนหย่งจงหวางเฟยด้วยคิดแต่จะปั้นลูกหมูน้อยมาเพิ่ม คนไม่อยากโสดทว่ากลับยังหาสตรีที่พึงใจมาร่วมห้องหอมิได้ ยิ่งเห็นก็ยิ่งพานให้อารมณ์หงุดหงิดมากเสียจนหน้าตามืดครึ้มไปเกินสิบส่วน ทั้งยิ่งแค้นใจต่อโชคชะตารักอันอาภัพของตนเองเสียนักที่มิอาจคาดเดาได้เลยว่า…ว่าที่มารดาของบุตรตนเองนั้นโกรธเคืองอันใดเขานัก จึงไม่มาถือกำเนิดเสียที!
ครั้นพอเขาคิดอยากหลบไปหาสุราดื่มให้จิตใจสงบเลิกฟุ้งซ่านยังไร่ชิงสุ่ยของสหายรักเช่นหวงอี้จือ กลับยิ่งช้ำใจเพิ่มพูน หมอนั่นกำลังประคบประหงมหวงฮูหยินน้อยที่กำลังตั้งครรภ์แก่ใกล้คลอด จนมิใส่ใจสหายรักเช่นเก่าก่อนเสียแล้ว
…ฮึ่ย…นั่นก็อีกหนึ่งผู้ มันช่าง…น่าตายนัก! ...
ยิ่งคิดคนอยากมีภรรยามาอวดโฉมโชว์ความหวานกับเขาบ้างก็ยิ่งช้ำใจ!
“แล้วมันมาเกี่ยวข้องอันใดกับต้องมาหาสุราดื่มไกลจนถึงฉางโจวหรือเหล่าจั๋ว”
คนที่ชาตินี้ตั้งปณิธานมั่นคงว่าจะอยู่เป็นชายโสดเสพสุขกับสุราผสานนารีไปเช่นนี้ จวบจนลงโลงศพถูกฝังนั่นเลย พอได้ฟังคำตอบวกวนเช่นนั้น จึงไม่เข้าใจเจ้าคนอารมณ์แปรปรวนเช่นใต้เท้าเซี่ยจอมเสเพล
...หรือเจ้าจอมเสเพลจะเข้าสู่วัยใกล้หมดรอบเดือนไปเสียแล้วนะ...
"ก็ที่นี่มีเพียงชายโสด ข้าจึงอารมณ์ดีมิเหม็นความรักเช่นไรเล่าเหล่าหู"
กล่าวแล้วเซี่ยเสิ่นจั๋วก็อ้าปากรับเอากับแกล้มเคี้ยวกร้วม ๆ คล้ายมีแค้นกับเจ้าเป็ดอบน้ำผึ้งมาหลายสิบชาติก็มิปาน หูเตี๋ยนจึงขบขันจอมเสเพล
"เจ้าอาจไม่เหม็นความรัก แต่เกรงว่าข้าคงได้เหม็นกลิ่นคาวความใคร่ของพวกเจ้าแทนกระมัง"
คนที่ศีรษะมีผมขาวโพลนยกจอกสุราขึ้นดื่มหลังจากกล่าวจิกข่วนสองสหายพอหอมปากหอมคอ ก็ย่อมรู้หากมาพบกันยังสถานที่เช่นหอนางโลมเช่นนี้ ราตรีที่เหลือก็ล้วนยาวไกลไปจนหากท้องฟ้าไม่สว่างย่อมมิได้มุ่งหน้ากลับจวนกันทั้งสามเป็นแน่
"ว่าแต่เมื่อสามวันก่อน ข้าได้ข่าวมาว่าเจ้าไปเยี่ยมเยียนอดีตคู่หมั้นมา...คิดอันใดอยู่ ก็มิใช่เจ้ารู้มาแต่แรกแล้วมิใช่หรือ ที่สตรีมากรักนางนั้นสวมเขามากว่าสามหนาว ไยจึงกลับไปหานางอีกกันเล่าเหล่าเหล่ย"
เซี่ยเสิ่นจั๋วนั้นนับว่าสนิทกับอู๋เหล่ยมากที่สุดแล้วในสหายทั้งสี่แห่งหน่วยพยัคฆ์ดำ เรื่องราวน่าละอายเช่นนี้เขาจึงรู้แจ้งมากกว่าทั้งหวงอี้จือและหูเตี๋ยน ที่ไม่ใช่พวกชมชอบยุ่งเรื่องใต้เตียงชาวบ้านเช่นเขานั่นเอง
"แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรเล่าเหล่าจั๋ว"
นอกจากไม่ตอบคำถามเจ้าก้อนหินพูดได้ กลับย้อนถามเสียอย่างนั้น เซี่ยเสิ่นจั๋วให้ระอาใจต่อมนุษย์ผู้นี้เสียจริง
…จะไร้อารมณ์เกินไปหรือไม่…
"เช่นนั้นเจ้าก็คงจะไปคิดบัญชีแค้นกระมัง...สังหารสามีนางจากนั้นก็จับนางมาเป็นสาวใช้อุ่นเตียงหึ…หึ…หึ…"
อู๋เหล่ยกลอกตาเบื่อหน่ายให้เจ้าคนชอบไปฟังนิทานประโลมโลกยังโรงงิ้วแล้วเอามาคิดเป็นจริงเป็นจังเช่นจอมเสเพลแห่งหน่วยพยัคฆ์ดำตรงหน้าอย่างยิ่ง
"เจ้าเสียสติหรือ สตรีที่มีบุตรแล้วตั้งสองกับยังอยู่ในครรภ์อีกหนึ่ง รถม้าทั้งขบวนวิ่งผ่านได้เช่นนั้น...ยี้...ขนลุก…"
เหล่าสาวงามถึงกับแอบมองหน้ากัน ด้วยมิคาดเหล่าคุณชายรูปงามทั้งสามในยามอยู่ในที่รโหฐานกลับปากร้ายยิ่งกว่าพวกนางที่เป็นหญิงนางโลมเสียอีก
...บุรุษเหล่านี้ช่างน่ากลัวเกินไปแล้ว...
"ข้าเพียงไปเป็นคนบาปเท่านั้น หาใช่คนเถื่อนมากราคะเช่นเจ้านะเหล่าจั๋วเอ๋ย"
...พรวด...
...พรืด...
...แค่ก...แค่ก...แค่ก...
สองสหายถึงกับสำลักสุราหน้าตาแดงก่ำ เพราะคาดไม่ถึงว่าคำตอบจะน่าขวัญผวาถึงเพียงนั้น
"นี่เจ้า...คงมิใช่ทำเช่นที่เซี่ยจอมเสเพลคาดเดาใช่หรือไม่เหล่าเหล่ย…ไม่นะ…"
หูเตี๋ยนไม่คิดว่าคนที่บัดนี้เป็นถึงหนึ่งท่านอาจารย์อาวุโส สำนักฝึกสอนองครักษ์หลวงยังค่ายฉางโจวแห่งนี้ และดำรงตำแหน่งผู้บังคับการหน่วยองครักษ์หลวงฝ่ายเสนาธิการ จะสิ้นคิดหน้ามืดตาบอดไปแย่งชิงสตรีที่มีสามีและบุตรแล้วไปได้ แต่ว่า...อันใดคือไปเป็นคนบาปกันเล่า...
"สตรีเช่นจ้าวอ้ายฉีมิมีค่ามากถึงเพียงนั้น...ที่ข้าบอกว่าไปเป็นคนบาปก็เพียงเอาเกี้ยวเจ้าสาวไปขัดขวางคนที่กำลังคิดจะหันหน้าเข้าสู่อารามซือไท่[1]ก็เท่านั้น"
[1] ซือไท่(师太)แปลว่า “แม่ชี”
บทส่งท้าย...อีกห้าเดือนต่อมา... หลายวันก่อนข่าวจากสกุลกู้มีมาถึงหูของอู๋ฮูหยินน้อย ที่พอได้ฟังสตรีครรภ์แก่ซึ่งปกติก็เจ้าน้ำตาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ข่าวที่พี่สะใภ้คนงามของนางทอดทิ้งบุตรวัยไม่ทันจะครบสองหนาวหนีตามพ่อค้าจากดินแดนทะเลทรายไป ปล่อยให้พี่ชายของนางต้องเลี้ยงบุตรทั้งสามแต่เพียงลำพัง น้ำตาก็แทบท่วมเรือนอรุณฉาย เดือดร้อนให้อู๋เหล่ยต้องปลอบโยนจนเพลีย ห่วงใยทั้งลูกน้อยในครรภ์และภรรยาตัวนุ่มสุดหัวใจ"อ้ายเหริน...คนดี...อย่าร้องอีกเลย ดวงตาของเจ้าบวมจนแทบปิดแล้ว"จุมพิตหน้าผากนูนเด่นแผ่วเบาทะนุถนอม"เจ้ายิ่งร้อง ข้ากลับยิ่งเจ็บปวดหัวใจ"กู้เฝิงซีนางก็รู้ตัวแต่มันกลับบังคับใจตนเองให้หยุดร้องไม่ได้ ตลอดหลายเดือนที่ต้องเผชิญกับอาการบ่อน้ำตาตื้นที่เกิดขึ้น นางมีแต่หงุดหงิดใจเพราะปกตินางเป็นคนที่เรียกว่าร้องไห้ยากเย็น พอมีสิ่งใดหรือเรื่องใดกระทบใจนิดหน่อยก็น้ำตาริน ส่วนลึกบอกชัดเจนว่านางนั้นรำคาญตนเองอย่างยิ่งเมื่อจนปัญญาสุดท้ายใต้เท้าอู๋ผู้ปราบเหล่าร้ายมาค่อนชีวิตสามสิบหนาวไม่เคยกลัวตาย และยิ่งไม่เคยกลัวเจ็บ หากแต่วันนี้ที่เขากลัวที่สุดก็เห็นจะเป็นน้ำตาของอ้ายเหรินตัวนุ่มในอ้อมแขนน
ตอนจบราตรีนี้ก็เป็นเช่นหลายราตรีที่ผ่านมา ภายนอกจวนว่าใต้เท้าอู๋นั้นเอาใจภรรยาจนสตรีทั่วฉางโจวริษยาแล้ว ทว่าภายในห้องหอกลับยิ่งน่าริษยากว่า เพราะบัดนี้เป็นกู้เฝิงซีที่นอนเหยียดยาวโดยมีอู๋เหล่ยบีบนวดตั้งแต่ปลายเท้าจนสูงขึ้นถึงปลีน่อง วนเวียนเช่นนั้นจนคนท้องสี่เดือนเหมือนจะเคลิ้มหลับ"อุ๊ย!..."...เฮือก!..."เม่นน้อยเจ้าเป็นอันใดเจ็บตรงใดหรือเจ้า ฟู่จวินบีบเจ้าแรงไปหรือ?"ก้อนหินเฒ่าแตกตื่นเพราะเกรงว่าตนเองจะบีบลงแรงมากไป จนอ้ายเหรินอาจจะเจ็บปวดนางจึงร้องออกมาเช่นนี้ เห็นเช่นนั้นกู้เฝิงซีนางจึงอมยิ้มด้วยเอ็นดูก้อนหินเฒ่าผู้เป็นสามีอย่างยิ่ง"เปล่าเจ้าค่ะ เอ่อ...เจ้าตัวเล็กดิ้นเจ้าค่ะ เขาดิ้นแล้ว เขาเพิ่งดิ้นครั้งแรกเจ้าค่ะ"อู๋เหล่ยเร่งขยับไปใกล้แล้วแตะยังหน้าท้องที่นูนเด่นขึ้นมาพอสมควรด้วยกิริยาระมัดระวังจนคนท้องมองแล้วอมยิ้มเอ็นดูก้อนหินเฒ่าจนเต็มใบหน้าไปอีก จากอดีตที่เขาคือก้อนหินเฒ่าร้ายกาจ บัดนี้ช่างเอาอกเอาใจจนนางนั้นเอาใจออกห่างเขาไม่ลง“ตรงนี้เจ้าค่ะ”นางจึงเลือกจะจับมือของสามีทาบลงไปในจุดที่คนซึ่งอยู่ด้านในนั้นขยับเป็นครั้งแรก และอาจเป็นเพราะจังหวะหรืออันใดก็สุดจะรู้ เพียงอู๋เ
ตอนที่ 50"เสี่ยวฝูเร็วเข้า เร่งพาใต้เท้าของเจ้าไปนอนในห้องเดี๋ยวนี้ ฉิงเหม่ยมากับข้า"บังเกิดความวุ่นวายขึ้นครู่ใหญ่ ถึงในยามนี้กู้เฝิงซีนางอยากหยิบกระบี่ของสามีออกมาแทงตาเฒ่ามากเล่ห์เช่นเซี่ยเสิ่นจั๋วมากเพียงใด แต่อาการของสามีก็ไม่อาจละเลย จึงต้องวางทุกสิ่งแล้วดูแลอู๋เหล่ยก่อน แต่กระนั้นนางก็ยังมีแก่ใจหันมาคว้าเอาข้อมือของน้องสาวบุญธรรมติดกายไปด้วย เซี่ยเสิ่นจั๋วนั้นให้นับถือพี่บุญธรรมของภรรยาเด็กอย่างยิ่งหวงกว่าบิดาเสียอีก..."ฟู่จวิน..."ทั้งน้ำเสียงและสัมผัสอ่อนโยนก็พอให้อู๋เหล่ยได้เบาใจว่าราตรีนี้เขาจะไม่ต้องถูกไล่ออกไปท่องพระสูตรที่หน้าเรือนเป็นเพื่อนเจ้าสหายชั่วเซี่ยเสินจั๋วเป็นแน่"ข้าเป็นอันใดไปหรือเม่นน้อย"เขาจำได้ว่ารู้สึกมึนศีรษะ จากนั้นทุกสิ่งก็ดับมืดลงไปเลย พอฟื้นคืนความกังวลเลยมากมายเพราะกลัวตนเองจะอายุมากจนร่างกายเจ็บป่วยไม่ไหวเสียแล้ว"เฝิงซีตรวจอย่างละเอียดแล้ว นอกจากอ่อนเพลียฟู่จวินก็ร่างกายแข็งแรงปกติดีทั้งหมด แต่เพื่อความไม่ประมาท เมื่อครู่จึงให้เฉียนฝูเร่งไปเชิญท่านหมอจางมาตรวจดูซ้ำอีกครั้งเจ้าค่ะ"ถึงนางจะเก่งกาจด้านพิษ แต่ทางด้านการแพทย์รักษาคน กู้เฝิงซียังห
และเพราะเหตุการณ์คราวนี้นอกจากจะได้กำจัดรากร้ายของเหล่ากบฏ กลับยังมีผลอนันต์ต่อความสัมพันธ์อันรุ่งริ่งยิ่งกว่าด้ายเก่าใกล้ขาดสะบั้นในอดีตระหว่างต้าเว่ยกับเทียนหนิงให้ฟื้นคืนกลับมาสดใสแนบแน่นอีกครั้ง จากการให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์ ที่ฝ่ายเทียนหนิงรักษาชาวบ้านโดยไม่แบ่งแยกสองดินแดน โดยมีผู้นำเช่นท่านหมอจาง รองหัวหน้าแพทย์หลวงแห่งเทียนหนิง คอยส่งเสริมทั้งกำลังแพทย์และตัวยา ทั้งยังมีกู้เฝิงซีคอยให้ความร่วมมือไม่ย่อท้อ ทำให้องค์ฮ่องเต้ของต้าเว่ยซาบซึ้งน้ำใจอย่างยิ่ง ถึงกับส่งสาสน์และบรรณาการมาขอบคุณฝ่ายเทียนหนิงเสียมากมาย แล้วยิ่งเมื่อท่านหญิงหม่าหลานเย่ ท่านหญิงลำดับที่สามในฉินอ๋อง นางกำลังจะตบแต่งไปกับท่านหัวหน้าเผ่าน้อยแห่งเผ่าเซียะอันด้วยแล้ว อนาคตทางด้านความสัมพันธ์จึงยิ่งดูจะมั่นคง ส่งผลให้เขตชายแดนฟากฝั่งแคว้นต้าฉินมีแววจะสุขสงบไปอีกหลายหนาว ดังนั้นหลังจากส่งมอบหน้าที่คืนกลับให้แก่ฉินอ๋องได้ดูแลปกครองแคว้นต้าฉินต่อ แต่ยังมีข้อแม้ว่าต้องส่งท่านหญิงลำดับที่สี่หม่าเย่เจาไปอยู่เมืองหลวง โดยองค์ฮ่องเต้หลี่ปิงเฉิงได้ทรงรับนางเป็นบุตรบุญธรรม พร้อมมอบตำแหน่งกงจู่ให้ภายนอกคือการตอบแทนฉ
ตอนที่ 49ต่อจากนั้นผ่านไปอีกหกวัน กู้เฝิงซีและจางจิ้งเหยาก็ค้นพบที่มาของจุดกำเนิดแห่งโรคร้ายว่าแท้จริงก็ล้วนไม่ผิดไปจากที่หย่งจงหวางและองค์ไท่จื่อหลี่โม่คังสงสัย โรคนี้แท้จริงมิใช่ภัยธรรมชาติ ทว่ามันคือภัยจากฝีมือคน...ซึ่งวิธีนั้นช่างแยบยลอย่างยิ่ง นั่นก็คือพวกมันใช้ยุงและมดคันเป็นตัวพาหะ ซึ่งยุงนั้นเป็นชนิดกลางวัน เมื่อชาวบ้านถูกกัด อาการหลังผู้ได้รับพิษเมื่อผ่านไปราวห้าถึงเจ็ดวัน อาการนั้นจะใกล้เคียงกับกาฬโรคจนแพทย์ทั้งหลายล้วนเข้าใจผิด การให้ยาจึงยิ่งส่งผลไปกระตุ้นให้ผู้ถูกพิษแทนที่จะหายกลับกลายเป็นยิ่งทรุดหนักและตายลงในท้ายที่สุด เพราะตัวสมุนไพรที่ใช้รักษากาฬโรคกลับเป็นยาที่เมื่อร่างกายของผู้ป่วยรับเข้าไปเจอกับพิษร้าย จะยิ่งเพิ่มความร้ายกาจของพิษหญ้าหมอกทมิฬ และหญ้าเกล็ดหิมะม่วง ที่เป็นตัวตั้งต้นพิษปีศาจ คำนึงตัวยาเก่าแก่ของเผ่าเหลียงที่สาบสูญไปร่วมร้อยกว่าหนาวแล้วพอพิษร้ายเจอกับหญ้าพญาหงแดง ตัวยาหนึ่งที่ใช้บรรเทาความปวดของกาฬโรค ความรุนแรงจากเดิมเพียงสร้างความเจ็บป่วยเท่านั้น จึงเพิ่มความรุนแรงขึ้นอีกถึงเก้าส่วน นับว่าผู้คิดค้นพิษนี้ช่างฉลาดล้ำลึก และต้องคุ้นเคยกับสมุนไพรที่ให
“เห็นที…ก่อนจะใช้จริง คงต้องทดลองกับร่างคนตายเสียก่อนเจ้าค่ะ เพราะกับกระต่ายแล้วก็หนู เฝิงซีเกรงว่าจะไม่แน่ชัดพอ เช่นไรก็อยากทดลองกับผิวหนังมนุษย์อีกครั้งเจ้าค่ะ”เพราะอาการเริ่มต้นของผู้ป่วยก็คือมีตุ่มคันขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่พอพวกเขาเผลอไปเกาเท่านั้นการลุกลามของตุ่มคันกลับรุนแรงจนเกิดเป็นแผลพุพองใหญ่ บางคนที่ตายลงก็เพราะทานทนต่อความเจ็บปวดและพิษไข้จากแผลอักเสบไม่ไหวกันทั้งนั้น“อ้อ…พรุ่งนี้จางจิ้งเหยามีเรื่องจะหารือกับเจ้า คาดว่าก่อนยามอู่เขาคงเดินทางมาถึง”เมื่อช่วงหัวค่ำคนของกระโจมเสบียงหลวงเพิ่งมาส่งข่าวนี้ แต่ตอนนั้นเขากำลังจะออกไปลาดตระเวนจึงรอกลับมาบอกนางครั้งเดียวเมื่อเข้านอนเลย ถึงส่วนใหญ่จะมีเขาที่มานอนเฝ้านางแต่เขาก็พอใจเพียงเท่านี้ อย่างน้อยก่อนหลับไปก็เห็นนางอยู่ในสายตา พอตื่นลืมตาก็จะพบภาพของกู้เฝิงซีนางเป็นคนแรก สำหรับเขาในสถานการณ์ที่เริ่มตึงเครียดขึ้นทุกวัน เพียงเท่านี้ก็สุขใจเหลือเกินแล้ว ซึ่งราตรีนี้สองสามีภรรยาต่างก็พูดคุยกัน จนกู้เฝิงซีเห็นท่านก้อนหินเฒ่านิ่งไป นางจึงสงบปากแล้วเร่งทำงานในมือของตนเองต่อไป หวังจะให้เสร็จสิ้นก่อนยามรุ่งอรุณมาเยือนอีกครั้ง…ปลายยามอิ๋







