LOGINในอดีตนางคิดว่ากู้หยวนจิ้งคุณชายใหญ่สกุลกู้นั้นร่ำรวยที่สุดในอำเภอนี้ แล้วยิ่งเมื่อสามหนาวก่อน อู๋เหล่ยคู่หมั้นหนุ่มเงียบหายราวกับตายจาก ประจวบเหมาะกับกู้หยวนจิ้งสอบจอหงวน[1]แข่งขันจนได้มาเป็นนายอำเภอต่อจากบิดาที่ถึงวัยปลดตนเองเพราะร่างกายอ่อนแอ
คนที่รักความสบายเช่นนางนั้นจึงตัดสินใจยั่วยวนอดีตคู่แค้นของคู่หมั้น และด้วยความงดงามระดับเทพธิดาผู้ถือโคมในฤดูเก็บเกี่ยวถึงสี่หนาวซ้อน มีหรือนางจะพลาดโอกาส สุดท้ายนางก็ได้ตบแต่งเป็นกู้ฮูหยินสมใจ แต่วันนี้ได้เห็นความมั่นคงของอดีตคู่หมั้น นางก็อดจะเสียดายเสียมิได้ นางมิสมควรใจเร็วด่วนได้ไปเลย หาไม่วันนี้คนที่รอขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวใต้เท้าอู๋ย่อมมิผิดไปจากนางเสียเป็นแน่
ทว่าบัดนี้นางกลับถูกลูกที่อยู่ในครรภ์ตัดสิ้นโอกาส เพราะร่างกายไม่อำนวยให้นางไปยั่วยวนอดีตคู่หมั้น หากรออีกสักหนึ่งหนาวนั้นย่อมไม่แน่ ด้วยเพราะเมื่อถึงเวลานั้นนางย่อมคลอดบุตรน่าชังนี่แล้ว หากนางดูแลร่างกายตัวเองให้ดีสักหน่อย ครั้นถึงยามนั้นนางย่อมมั่นใจอย่างยิ่งว่าของที่เคย ๆ กันมา นางไปจุดเพลิงอีกเล็กน้อย อู๋เหล่ยจะต้องกลับมาหลงมัวเมากับรสราคะที่นางจะปรนเปรอเป็นแน่ แต่...ระหว่างนี้นางก็ยังต้องการทองคำเหล่านั้น...
...ดีเสียอีก ที่เด็กเฝิงซีจะไปเป็นอู๋ฮูหยิน...
ทั้งจืดชืด...ทั้งขาวจนซีด...แล้วก็อวบจนเกือบจะอ้วน...หึ...สตรีเช่นนั้นจะผูกใจคนเร่าร้อนเช่นอู๋เหล่ยไปได้เช่นไร...สำหรับเขาแล้ว...มันต้องเร่าร้อนพอกันเช่นนางเท่านั้น!
"ว่าเช่นไรหรือฟูเหริน"
คนที่กำลังคิดว่าตนเองจะหาวิธีพูดเช่นไรให้น้องสาวที่กำลังมุ่งหน้าเข้าอารามชีเพื่อบวชและไว้ทุกข์ให้กับมารดาของนางที่ตายจากไปนั้นยอมขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวไปยังแคว้นฉางโจวได้โดยไร้รอยขีดข่วน กู้หยวนจิ้งหันกลับไปมองภรรยาคนงามที่เขาหลงใหลนางอย่างยิ่งทันที เมื่อนางเข้ามาหาตนเองยังห้องหนังสือ
"ท่านพี่คิดจะยกเฝิงซีให้แก่ใต้เท้าอู๋หรือไม่เจ้าคะ"
ถามออกไปในขณะที่นางทิ้งกายนั่งลงยังตักของสามี นิ้วเรียวงามกรีดวนเวียนลูบไล้ยั่วยวน ส่วนสะโพกอวบอัดก็บดขยี้ลงบนท่อนลำที่เริ่มผงาดไปตามอารมณ์ผู้เป็นเจ้าของ เช่นที่นางรู้แจ้งในทุกจังหวะและจุดอ่อนไหวของผู้เป็นสามี
"ทำไม? ...เจ้าเสียดายหรือว่าหึงหวงเจ้าคนแซ่อู๋อยู่กันเล่า ฟูเหรินของข้า"
เช่นไรวัวก็เคยค้า...ม้าก็เคยขี่กันมาก่อน...เขาย่อมระแวง...โดยเฉพาะบัดนี้เจ้าคนผู้นั้น มันมีเหนือเขาไปแล้วทุกสิ่ง ถึงจะมีตรงเส้นผมและสีดวงตาที่ผิดแปลกไป ทว่าความผิดแปลกเหล่านั้นกลับทำให้เจ้าคนแซ่อู๋ยิ่งดูสง่างามและสุขุมหล่อเหลาชวนให้หญิงงามอยากค้นหา
"กล่าวอันใดเช่นนั้นเล่า...จุ๊บ...ท่านพี่ของข้า"
ปากอวบอิ่มกล่าววาจาหวานหยด ส่วนมือเรียวสวยนั้นก็กรีดกรายปลดสายรัดเอวของสามีออก ก่อนจะขยับล้วงลงไปจนเจอกับความแข็งขึงที่ขนาดด้อยกว่า...ช่างเถิดนางมิอยากนึกเปรียบเทียบในยามนี้ให้เสียอารมณ์
"อย่า...ฟูเหริน...เจ้ากำลังตั้งครรภ์อยู่นะ"
กู้หยวนจิ้งห้ามปราม ทั้งที่น้ำเสียงเริ่มไม่มั่นคงเลยสักนิด ถึงจะห่วงใยบุตรในครรภ์ ทว่าความต้องการของตนเองถูกก่อเกิดเช่นนี้ย่อมยากจะควบคุม
"ก็...ท่านพี่มิเชื่อใจข้า เช่นนั้น...ข้าก็จะพิสูจน์ให้ท่านพี่ดูอย่างไรเล่าว่าข้านั้น...ชอบ...ท่านพี่ที่สุด...ชอบมากถึงขั้น...หลงใหลท่านพี่ไปทุกส่วนของร่างกายนี้เลย"
มิพูดเปล่า กู้ฮูหยินขยับกายลุกขึ้นสลัดเสื้อคลุมที่นางสวมปกปิดร่างกายเอาไว้แค่ชิ้นเดียวออกไป จากนั้นนางก็คุกเข่าแทรกเข้าไปยังระหว่างขาที่ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้ของผู้เป็นสามี มือนุ่มนิ่มลูบไล้จากโคนขาแกร่ง จนกายสูงใหญ่หอบสะท้านเกร็งตัวรับความเสียวซ่านสุขที่ผู้เป็นภรรยากำลังจะปรนเปรอให้ทันที
ซึ่งจ้าวอ้ายฉีนางก็มิทำให้สามีรอนาน หลังจากนางปลดกางเกงเขาพ้นลงต่ำ ก็เร่งส่งริมฝีปากอิ่มแย้มออกเมื่อท่อนลำของบุรุษถูกนางดึงออกมาให้พ้นกางเกง ปลายลิ้นนุ่มกรีดแซะไปตามรอยหยักด้วยความชำนาญการและคุ้นเคย
"โอ้ว...ซี้ด...อาห์...ฟะ...ฟูเหริน...อื้ม..."
กู้หยวนจิ้งเชิดหน้าขึ้นสูดปากด้วยความเสียวที่พุ่งเข้าถาโถมทันทีที่นางสัมผัส ในยามนี้คำว่านางตั้งครรภ์อ่อนอยู่ หายวับไปจากในหัวเขาหมดสิ้น
จ้าวอ้ายฉีนางรู้ว่าสามีต้องการสิ่งใด นางจึงเอาอกเอาใจเขามิขาดตกเท่านี้ บุรุษที่เกือบทั้งชีวิตวัยหนุ่มเคยพบพานเพียงแค่สาวใช้อุ่นเตียงซึ่งสิ้นไร้ลีลาเด็ด เอาแต่นอนนิ่งแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ตายซากเหล่านั้น ที่ผ่านมาหลายหนาวเขาจึงติดบ่วงเสน่หาของนางจนยากจะดิ้นหนีเสียแล้ว แม้แต่นางโลมสามีนางยังแอบไปน้อยครั้งนัก
"อ๊า...อ้ายฉี...ข้าจะแตกคาปากเจ้าแล้วพอก่อน...ซี้ด...อาห์..."
กู้หยวนจิ้งกระชากต้นแขนเรียวของภรรยาให้ลุกขึ้นมาใช้ช่องทางคับแคบรีดเค้นตัวตนเองของแทนริมฝีปากนั่นเสีย เพราะหากช้าอีกเพียงนิดเขาได้ระเบิดสายธารแห่งชีวิตใส่ปากอิ่มยั่วยวนนั้นแน่แท้ ซึ่งจ้าวอ้ายฉีมีหรือจะขัดใจสามี เพราะนางเองก็ต้องการความแข็งขึงนี้เข้ามาเติมเต็มแล้วเช่นกัน
"อาห์...”
“อ๊า..."
สองเสียงผสานในยามที่กายอวบอิ่มของสตรีกำลังตั้งครรภ์ 4 เดือน เข้าครอบครองกลืนกินท่อนลำบุรุษ จ้าวอ้ายฉีขยับโยกเอาแต่ใจตนทันที เพราะอารมณ์ของนางคุกรุ่น น้ำหวานหยาดเยิ้มนับตั้งแต่ได้พบหน้าของอดีตคู่หมั้นนั่นแล้ว
ยิ่งนางขยับควบขี่ ในหัวของนางกลับมีแต่ภาพของนางกับอู๋เหล่ยผู้นั้นกำลังร่วมรักดุดัน มิใช่นางที่กำลังขยับโยกอยู่บนท่อนลำของสามี นั่นจึงยากเย็นที่นางจะไม่กรีดร้องเรียกชื่อผิดคนออกมา
"อ้ายฉี...ระวังหน่อย...อ๊า..."
เพราะท้องที่นูนเด่นมันตอกย้ำกู้หยวนจิ้ง ต่อให้เขามิใช่คนดี แต่บุตรนั้นย่อมรักเท่าชีวิต ทว่าผู้เป็นภรรยาและมารดานางกลับมิสนใจก็หากมันหลุดออกมาเช่นนั้นนางมีแต่จะยินดี!
"เงียบเถอะ! ...เอิ่ม...ท่านพี่อย่ากังวล ข้าระวังแล้ว...อ๊า...ซี้ด...ข้ารู้ตนเองดีที่สุดท่านพี่มิต้องว้าวุ่นใจไปเลยเจ้าค่ะ...อาห์...อึ๊ก...ซี้ด..."
นางเผลอตัวตวาดออกไป ดีที่ยังรั้งอารมณ์เดือดดาลได้ทัน และกู้หยวนจิ้งก็กำลังหัวหมุนไปกับรสสวาทที่ถูกปรนเปรอ จึงมิทันฟังที่ภรรยาตวาดออกมาเสียงเขียวแต่แรก
จ้าวอ้ายฉีกระแทกจังหวะทุกครั้ง นางก็หลับตานึกภาพแต่ว่าบุรุษที่นางกำลังโยกไหวอยู่ในยามนี้คืออดีตคู่หมั้นนั่น จึงส่งให้นางพุ่งไปแตะขอบสวรรค์รวดเร็วกว่าทุกครั้ง และครั้งนี้อาจนับเป็นครั้งแรกที่นางนั้นได้ปลดปล่อยอารมณ์ใคร่ระเบิดตัวตนไปพร้อมกับกู้หยวนจิ้ง มิใช่ต้องไประบายอารมณ์กับแท่งหยกในยามที่สามีเจ้าไม่เอาไหนของนางหลับใหลสิ้นแรงไปแล้ว
"อ๊า...อ๊า...ซี้ด...ท่านพี่...ทีนี้เชื่อหรือยังเล่า...ว่าข้าต้องการเพียงท่าน"
นางกรีดเสียงแหลมกรอกหูกู้หยวนจิ้ง แล้วบดเบียดบีบรัดจนเขาระเบิดสายธารแห่งชีวิตออกมาสุดลำรัก นางจึงซุกซบออดอ้อนไปตามจริตมากมายที่ตนฝึกฝนมานาน
"ชะ...เชื่อ...ข้า...เจ้าแล้ว...ฟูเหริน..."
รอยยิ้มสาสมใจของจ้าวอ้ายฉีจึงบังเกิด...บุรุษก็เพียงเท่านี้ หากคิดอยากได้สิ่งใดนางย่อมรู้วิธี "รีดเค้น" เอามันมาจนสำเร็จจะมียากที่ตรงใดกัน
"เช่นนั้น...เฝิงซี...ท่านพี่ก็จะยกนางให้แก่ใต้เท้าอู๋ใช่หรือไม่"
..ซึ่งแน่แท้ว่ากู้หยวนจิ้งย่อมรับคำภรรยามิผิดไป...
[1] การสอบจอหงวน เป็นการสอบเข้ารับตำแหน่งขุนนางของจีน ในปัจจุบันก็คล้ายกับการสอบข้าราชการ
บทส่งท้าย...อีกห้าเดือนต่อมา... หลายวันก่อนข่าวจากสกุลกู้มีมาถึงหูของอู๋ฮูหยินน้อย ที่พอได้ฟังสตรีครรภ์แก่ซึ่งปกติก็เจ้าน้ำตาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ข่าวที่พี่สะใภ้คนงามของนางทอดทิ้งบุตรวัยไม่ทันจะครบสองหนาวหนีตามพ่อค้าจากดินแดนทะเลทรายไป ปล่อยให้พี่ชายของนางต้องเลี้ยงบุตรทั้งสามแต่เพียงลำพัง น้ำตาก็แทบท่วมเรือนอรุณฉาย เดือดร้อนให้อู๋เหล่ยต้องปลอบโยนจนเพลีย ห่วงใยทั้งลูกน้อยในครรภ์และภรรยาตัวนุ่มสุดหัวใจ"อ้ายเหริน...คนดี...อย่าร้องอีกเลย ดวงตาของเจ้าบวมจนแทบปิดแล้ว"จุมพิตหน้าผากนูนเด่นแผ่วเบาทะนุถนอม"เจ้ายิ่งร้อง ข้ากลับยิ่งเจ็บปวดหัวใจ"กู้เฝิงซีนางก็รู้ตัวแต่มันกลับบังคับใจตนเองให้หยุดร้องไม่ได้ ตลอดหลายเดือนที่ต้องเผชิญกับอาการบ่อน้ำตาตื้นที่เกิดขึ้น นางมีแต่หงุดหงิดใจเพราะปกตินางเป็นคนที่เรียกว่าร้องไห้ยากเย็น พอมีสิ่งใดหรือเรื่องใดกระทบใจนิดหน่อยก็น้ำตาริน ส่วนลึกบอกชัดเจนว่านางนั้นรำคาญตนเองอย่างยิ่งเมื่อจนปัญญาสุดท้ายใต้เท้าอู๋ผู้ปราบเหล่าร้ายมาค่อนชีวิตสามสิบหนาวไม่เคยกลัวตาย และยิ่งไม่เคยกลัวเจ็บ หากแต่วันนี้ที่เขากลัวที่สุดก็เห็นจะเป็นน้ำตาของอ้ายเหรินตัวนุ่มในอ้อมแขนน
ตอนจบราตรีนี้ก็เป็นเช่นหลายราตรีที่ผ่านมา ภายนอกจวนว่าใต้เท้าอู๋นั้นเอาใจภรรยาจนสตรีทั่วฉางโจวริษยาแล้ว ทว่าภายในห้องหอกลับยิ่งน่าริษยากว่า เพราะบัดนี้เป็นกู้เฝิงซีที่นอนเหยียดยาวโดยมีอู๋เหล่ยบีบนวดตั้งแต่ปลายเท้าจนสูงขึ้นถึงปลีน่อง วนเวียนเช่นนั้นจนคนท้องสี่เดือนเหมือนจะเคลิ้มหลับ"อุ๊ย!..."...เฮือก!..."เม่นน้อยเจ้าเป็นอันใดเจ็บตรงใดหรือเจ้า ฟู่จวินบีบเจ้าแรงไปหรือ?"ก้อนหินเฒ่าแตกตื่นเพราะเกรงว่าตนเองจะบีบลงแรงมากไป จนอ้ายเหรินอาจจะเจ็บปวดนางจึงร้องออกมาเช่นนี้ เห็นเช่นนั้นกู้เฝิงซีนางจึงอมยิ้มด้วยเอ็นดูก้อนหินเฒ่าผู้เป็นสามีอย่างยิ่ง"เปล่าเจ้าค่ะ เอ่อ...เจ้าตัวเล็กดิ้นเจ้าค่ะ เขาดิ้นแล้ว เขาเพิ่งดิ้นครั้งแรกเจ้าค่ะ"อู๋เหล่ยเร่งขยับไปใกล้แล้วแตะยังหน้าท้องที่นูนเด่นขึ้นมาพอสมควรด้วยกิริยาระมัดระวังจนคนท้องมองแล้วอมยิ้มเอ็นดูก้อนหินเฒ่าจนเต็มใบหน้าไปอีก จากอดีตที่เขาคือก้อนหินเฒ่าร้ายกาจ บัดนี้ช่างเอาอกเอาใจจนนางนั้นเอาใจออกห่างเขาไม่ลง“ตรงนี้เจ้าค่ะ”นางจึงเลือกจะจับมือของสามีทาบลงไปในจุดที่คนซึ่งอยู่ด้านในนั้นขยับเป็นครั้งแรก และอาจเป็นเพราะจังหวะหรืออันใดก็สุดจะรู้ เพียงอู๋เ
ตอนที่ 50"เสี่ยวฝูเร็วเข้า เร่งพาใต้เท้าของเจ้าไปนอนในห้องเดี๋ยวนี้ ฉิงเหม่ยมากับข้า"บังเกิดความวุ่นวายขึ้นครู่ใหญ่ ถึงในยามนี้กู้เฝิงซีนางอยากหยิบกระบี่ของสามีออกมาแทงตาเฒ่ามากเล่ห์เช่นเซี่ยเสิ่นจั๋วมากเพียงใด แต่อาการของสามีก็ไม่อาจละเลย จึงต้องวางทุกสิ่งแล้วดูแลอู๋เหล่ยก่อน แต่กระนั้นนางก็ยังมีแก่ใจหันมาคว้าเอาข้อมือของน้องสาวบุญธรรมติดกายไปด้วย เซี่ยเสิ่นจั๋วนั้นให้นับถือพี่บุญธรรมของภรรยาเด็กอย่างยิ่งหวงกว่าบิดาเสียอีก..."ฟู่จวิน..."ทั้งน้ำเสียงและสัมผัสอ่อนโยนก็พอให้อู๋เหล่ยได้เบาใจว่าราตรีนี้เขาจะไม่ต้องถูกไล่ออกไปท่องพระสูตรที่หน้าเรือนเป็นเพื่อนเจ้าสหายชั่วเซี่ยเสินจั๋วเป็นแน่"ข้าเป็นอันใดไปหรือเม่นน้อย"เขาจำได้ว่ารู้สึกมึนศีรษะ จากนั้นทุกสิ่งก็ดับมืดลงไปเลย พอฟื้นคืนความกังวลเลยมากมายเพราะกลัวตนเองจะอายุมากจนร่างกายเจ็บป่วยไม่ไหวเสียแล้ว"เฝิงซีตรวจอย่างละเอียดแล้ว นอกจากอ่อนเพลียฟู่จวินก็ร่างกายแข็งแรงปกติดีทั้งหมด แต่เพื่อความไม่ประมาท เมื่อครู่จึงให้เฉียนฝูเร่งไปเชิญท่านหมอจางมาตรวจดูซ้ำอีกครั้งเจ้าค่ะ"ถึงนางจะเก่งกาจด้านพิษ แต่ทางด้านการแพทย์รักษาคน กู้เฝิงซียังห
ตอนที่ 49ต่อจากนั้นผ่านไปอีกหกวัน กู้เฝิงซีและจางจิ้งเหยาก็ค้นพบที่มาของจุดกำเนิดแห่งโรคร้ายว่าแท้จริงก็ล้วนไม่ผิดไปจากที่หย่งจงหวางและองค์ไท่จื่อหลี่โม่คังสงสัย โรคนี้แท้จริงมิใช่ภัยธรรมชาติ ทว่ามันคือภัยจากฝีมือคน...ซึ่งวิธีนั้นช่างแยบยลอย่างยิ่ง นั่นก็คือพวกมันใช้ยุงและมดคันเป็นตัวพาหะ ซึ่งยุงนั้นเป็นชนิดกลางวัน เมื่อชาวบ้านถูกกัด อาการหลังผู้ได้รับพิษเมื่อผ่านไปราวห้าถึงเจ็ดวัน อาการนั้นจะใกล้เคียงกับกาฬโรคจนแพทย์ทั้งหลายล้วนเข้าใจผิด การให้ยาจึงยิ่งส่งผลไปกระตุ้นให้ผู้ถูกพิษแทนที่จะหายกลับกลายเป็นยิ่งทรุดหนักและตายลงในท้ายที่สุด เพราะตัวสมุนไพรที่ใช้รักษากาฬโรคกลับเป็นยาที่เมื่อร่างกายของผู้ป่วยรับเข้าไปเจอกับพิษร้าย จะยิ่งเพิ่มความร้ายกาจของพิษหญ้าหมอกทมิฬ และหญ้าเกล็ดหิมะม่วง ที่เป็นตัวตั้งต้นพิษปีศาจ คำนึงตัวยาเก่าแก่ของเผ่าเหลียงที่สาบสูญไปร่วมร้อยกว่าหนาวแล้วพอพิษร้ายเจอกับหญ้าพญาหงแดง ตัวยาหนึ่งที่ใช้บรรเทาความปวดของกาฬโรค ความรุนแรงจากเดิมเพียงสร้างความเจ็บป่วยเท่านั้น จึงเพิ่มความรุนแรงขึ้นอีกถึงเก้าส่วน นับว่าผู้คิดค้นพิษนี้ช่างฉลาดล้ำลึก และต้องคุ้นเคยกับสมุนไพรที่ให
ตอนที่ 48 ผ่านไปอีกร่วมสิบวัน การข่าวจากกระโจมกองเสบียงรายงานมาเป็นระยะถึงสถานการณ์ของชาวบ้านทั้งเจ็ดหมู่บ้านที่เริ่มลุกลามเพิ่มขึ้น ซ้ำยังติดต่อไปอีกถึงสองหมู่บ้านถัดไปแล้วและพอเป็นเช่นนี้ก็คล้ายกับกู้เฝิงซีนางยิ่งกดดันตนเอง จากที่แต่แรกนางนอนน้อยกินไม่ตรงเวลา ช่วงสามวันมานี้ อู๋ฮูหยินน้อยแทบจะกินนอนก็แต่ในห้องปรุงพิษ จมอยู่กับตำราต่าง ๆ จะมีออกมาก็เพียงเข้าห้องสุขาเท่านั้น“ใต้เท้า…”เฉียนฝูนั้นเห็นผู้เป็นนายทั้งสอง คนหนึ่งก็หมกมุ่นจนแทบไม่พูดกับผู้ใดอีก ผู้หนึ่งก็ห่วงใยจนแทบไม่กินไม่นอนไปกับภรรยาด้วย เขาเป็นบ่าวเห็นเช่นนี้ก็ปวดใจอย่างยิ่ง จึงอยากทำทุกสิ่งที่ตนเองสามารถทำได้เพื่อช่วยแบ่งเบาให้แก่ทั้งสอง“วันนี้เสี่ยวฝูจับปลาในลำธารได้มาหลายตัว ใต้เท้าอยากกินเมนูใดเป็นพิเศษหรือไม่ขอรับ”คนกำลังอ่านแผนที่ทางการทหารสองริมฝั่งแม่น้ำอยู่อย่างใช้สมาธิ พอได้ฟังบ่าวชายคนสนิทบอกว่าได้ปลามาหลายตัว เขาก็หันกลับไปมอง พอสายตาไปสะดุดกับปลาสำลีตัวอวบอ้วน ก็นึกอยากทำปลานึ่งบ๊วยและปลาสำลีเปรี้ยวหวานที่อ้ายเหรินตัวนิ่มของเขาชอบกิน อู๋เหล่ยวางงานในมือลงแล้วขยับกายลุกขึ้นทันที“วันนี้ในส่วนสำรับของข
ตอนที่ 47หากแต่พอกายสูงใหญ่มาทรุดนั่งด้านข้างเตียง กู้เฝิงซีนางกลับลุกขึ้นมานั่งแล้วสอดสองแขนโอบกอดต้นคอแกร่งแล้วเป็นฝ่ายปีนขึ้นไปนั่งบนตักของสามี แล้วเป็นผู้โน้มใบหน้าของเขาลงมาจุมพิตเสียเอง"อื้ม..."ถึงนางจะไม่เก่งกาจกับจุมพิตนี้ แต่เพียงนางลงมือก่อนอู๋เหล่ยก็กายสั่นไหวเสียววูบวาบไปถึงท้องน้อย แล้วไถลลงลึกไปถึงท่อนลำกลางกายที่ครัดเคร่งแข็งขึงโป่งพองจนแทบระเบิดออกมาเสียเดี๋ยวนี้เพียงแค่นางจุมพิตเขาอย่างเขินอายกึ่งกล้ากึ่งกลัวจากจุมพิตไร้เดียงสาที่ริมฝีปากนางก็ไต่ลงมาที่ลำคอ แล้วจึงผลักจนกายสูงใหญ่ที่แสนจะเต็มใจลงไปนอนแทนที่ตนเองเมื่อครู่...หึ...คอยดูราตรีนี้นางจะไม่ปรานีก้อนหินเฒ่าอีกแล้ว เพราะอุตส่าห์ขอร้องแล้วโดยแท้เขาก็ยังใช้อาการข้างเคียงของพิษร้ายมาบีบบังคับนางทางอ้อม...ฮึ่ย..."อ๋า...ซี้ด..."กายสูงใหญ่ถึงกับสะท้านไหวเพียงนางกดริมฝีปากลงมาอีกครั้งที่ลำคอแกร่ง ลิ้นนุ่มนั้นก็ดูดดึงหนักบ้างเบาบ้างสลับกันไป อู๋เหล่ยหอบหายใจแรงคล้ายจะหายใจไม่ทัน หญิงสาวเหลือบสายตามองไปที่เงาของคนใต้ร่าง แต่ความมืดกลับไม่เอื้ออำนวยให้นางได้เห็นสีหน้าของก้อนหินเฒ่าว่าเขามีสีหน้าทรมานเพียงใด"อ๋า...







