เข้าสู่ระบบ"ใต้เท้ากลับมาแล้ว"
เสี่ยวฝู หรือเฉียนฝูบ่าวชายที่ปกติอยู่กับท่านย่าของเขา แต่พอช่วงนี้เขาย้ายมาประจำการยังฉางโจว บ่าวผู้นี้จึงถูกท่านย่ากำชับให้มาดูแลใกล้ชิดเขา
"ท่านย่าของข้าเข้านอนไปนานหรือไม่"
กายสูงใหญ่กลับมาถึงจวน สิ่งแรกที่เขากระทำก็คือตรงไปยังห้องอาบน้ำ เขาปลดอาภรณ์ออกทั้งหมด ในขณะที่ถามถึงท่านย่าหรือก็คืออู๋ฮูหยินผู้เฒ่า สตรีอาวุโสผู้เดียวของจวนสกุลอู๋ในวันนี้ ส่วนจะถามเพื่อการใดนั้นคงมีแต่เขาเพียงผู้เดียวที่รู้ความหมาย
"เพิ่งเข้านอนไปเมื่อต้นยามซวีขอรับ"
อู๋เหล่ยสลัดกางเกงออกเป็นชิ้นสุดท้าย แล้วก้าวลงไปยังบ่อน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งมีเขาเพียงผู้เดียวในจวนนี้เป็นผู้ใช้ เฉียนฝูแอบกลืนน้ำลายฝืดคอทุกครั้งที่ได้แลเห็นบาดแผลเป็นทั้งใหญ่ทั้งเล็กทั่วกายของผู้เป็นนาย เขาย่อมรู้ว่าเหล่าองครักษ์หลวงมีชีวิตที่เสี่ยงต่อความตาย ทว่ามิคาดจะรุนแรงน่ากลัวเช่นนี้ แต่ก็มิอาจสลัดเอาความหวาดผวากับบาดแผลทั้งหลายของใต้เท้าของตนไปได้
"เอาเสื้อผ้าเหล่านี้ไปจัดการเช่นเดิม แล้วก็ไปนอนเถิด ที่เหลือข้าดูแลตนเองได้"
...จัดการเช่นเดิม...
เฉียนฝูย่อมรู้ดีว่าคือการให้นำไปเผาทิ้งนั่นเอง มีช่วงแรกที่ตนเองเพิ่งเข้ามารับใช้ใต้เท้าอู๋ผู้นี้รู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง คิดจะเอาไปซักทำความสะอาดสักหน่อยแล้วส่งไปให้บิดาได้สวมใส่ป้องกันลมหนาว ผู้ใดจะคาดใต้เท้าอู๋ผู้นี้กลับหูผีจมูกมดรู้เข้า จากนั้นโทษโบย 20 ไม้จึงมาเยือนเขา
ทว่าหลังจากเขาหายดีกลับถูกเรียกไปรับตั๋วเงิน พร้อมกับกำชับหนักแน่นว่าหากที่บ้านของเขาขาดเหลือสิ่งใดจงอย่าเก็บเงียบให้บอกกล่าวโดยตรง อย่าละเมิดคำสั่งเขา และอย่าได้ริเป็นหัวขโมย นับจากนั้นมาเฉียนฝูจึงมิกล้าจะละเมิดคำสั่งใต้เท้าอู๋อีกเลย
…จวนนายอำเภอกู้ในอีกหลายวันต่อมา...
บัดนี้ยังห้องโถงกลางของเรือนหน้า กำลังต้อนรับแขกคนสำคัญเช่นใต้เท้าอู๋ องครักษ์ป้ายทองแห่งเทียนหนิง แล้วยังมีใต้เท้าเซี่ยกับใต้เท้าหูสององครักษ์คนสำคัญแห่งหน่วยพยัคฆ์ดำ ที่กำลังนั่ง ‘กดดัน’ บุรุษใบหน้าหล่อเหลาทว่าก็ดูอ่อนแอเช่นพวกบันฑิตผู้คงแก่เรียนทั่วไปผู้หนึ่ง เช่นนายอำเภอกู้ผู้เป็นเจ้าของจวนแห่งนี้
เช่นนี้การดื่มน้ำชานี้จึงเต็มไปด้วยบรรยากาศชวนอึดอัดอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ ‘จ้าวอ้ายฉี’ อดีตคู่หมั้นของอู๋เหล่ย ส่วนปัจจุบันนี้นางก็คือกู้ฮูหยิน ของท่านนายอำเภอกู้บุรุษหุ่นสำอางนั่นเอง
“เมื่อใดเจ้าสาวจึงจะมาหรือนายอำเภอกู้ พวกเรามิใช่ขุนนางว่างงานเช่นท่านนะ!”
เป็นเซี่ยเสิ่นจั๋วที่ขยับดาบด้วยกิริยาขึงขัง จนใบหน้าของท่านนายอำเภอกู้ที่ขาวอยู่แล้ว กลับยิ่งขาวขึ้นไปอีกสามส่วน ผิดกับอู๋เหล่ย เพราะผู้เป็นเจ้าบ่าวเช่นเขากลับยังคงนั่งสงบเยือกเย็นคล้ายมิสนใจโลกหล้าเช่นเดิม มือทั้งสองข้างหยิบจับถ้วยน้ำชา แล้วขยับเอาฝาของมันขึ้นมากวัดไกวไล่ความร้อนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เขานั้นจะยกมันขึ้นมาจิบด้วยกิริยาเนิบนาบใจเย็นหาได้เดือดร้อนต่อการรอคอย เพราะเช่นไรเขาย่อมรู้ คนของเขาเช่นไรนางก็ยังเป็นคนของเขามิอาจหนีพ้น
“อาเหล่ย…เอิ่ม...ใต้เท้าอู๋”
หญิงสาววัยยี่สิบห้าหนาว เอ่ยเรียกอดีตชายคนรักด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง หัวใจนางนั้นส่วนหนึ่งก็คาดหวังว่าเช่นไรในอดีตเขาก็ทุ่มเทรักนางมาก คงมิอาจตัดสวาทขาดไยรักนางโดยง่าย ทว่าที่นางได้รับก็คือสายตาเย็นชาไร้ความรู้สึกรู้สาเช่นเดิมตวัดมองส่งมอบมาให้ ซึ่งจ้าวอ้ายฉีนางก็คิดเข้าข้างตนเองว่าในยามนี้มีคนอื่นร่วมอยู่มากมาย เขาเป็นถึงองครักษ์ป้ายทองคงมิอาจเผยใจได้เสียเป็นแน่
“ฟูเหริน…เจ้าไปเร่งท่านพ่อบ้านยู๋และแม่สื่อจางว่าเร็วสักหน่อย ใต้เท้าทั้งสามพวกเขามารออยู่นานมากแล้ว”
กู้หยวนจิ้งเห็นกิริยาของภรรยาตนเองก็รู้สึกมิพึงใจอย่างมาก ทว่าภายในห้องนี้มีแต่คนมากอำนาจกว่าตนเองทั้งสิ้น เขามิใช่โง่งมจนหึงโดยไร้สติออกหน้าอาละวาดไปได้
“ขออภัยใต้เท้ากู้…และเจ้าบ่าว ที่ช้านะเจ้าคะ…คุณหนูแปด...เฝิงซี...เจ้าสาวมาแล้วเจ้าค่ะ”
ยังไม่ทันที่จ้าวอ้ายฉีจะขยับกายลุกออกไปดังที่ผู้เป็นสามีสั่งความ แม่สื่อจางที่รับผิดชอบต่อการดูแลเจ้าสาวกำพร้าทั้งบิดามารดาทุกสิ่ง ก็จับจูงสตรีนางหนึ่งในอาภรณ์สีแดงเจิดจรัสสะท้อน ก้าวเข้ามายังประตูห้องโถงด้านข้างเสียก่อน
“เหล่าเหล่ย…เจ้าสาวของเจ้ามาแล้ว”
เซี่ยเสิ่นจั๋ว จึงกระทุ้งข้อศอกเข้าใส่คนที่ยังใจเย็นเฉียบยกน้ำชาขึ้นดื่มต่อจนหมดถ้วย มิกระตือรือร้นทั้งสิ้นต่อการปรากฏกายของผู้เป็นว่าที่ภรรยาที่เขานั้นเลือกด้วยตนเองเลยด้วยซ้ำ
“เดินก็เดินออกมาแล้ว…เช่นนั้นก็เดินมาหาข้าสิ จะยืนทื่อรออันใดกัน...หรือขานั้นใช้การมิได้ขึ้นมากะทันหันกันเล่า”
…เพล้ง! ...
กระบี่ในมือของหูเตี๋ยนถึงกับหลุดร่วง เมื่อเขาได้ฟังประโยคกำปั้นทุบโอ่งของ ‘เจ้าบ่าว’ กล่าวแก่ ‘เจ้าสาว’ เช่นนั้น ซึ่งก็มิทราบได้ว่าเจ้าสาวนั้นนางจะคิดหรือรู้สึกอันใดอยู่ เพราะเพียงได้ฟังนางก็ก้าวเท้าด้วยกิริยาสงบเรียบร้อยแล้วมาหยุดยืนนิ่งอยู่กลางห้องโถงคล้ายกับนางเป็นตุ๊กตาไม้แกะสลักมากกว่าจะเป็นร่างกายของมนุษย์ผู้มีเลือดเนื้อ และลมหายใจอย่างไรอย่างนั้น
...รูปปั้นสลักกับก้อนหิน...สวรรค์ท่านจะทรงลงทัณฑ์คนสุ่มสี่สุ่มห้าเช่นนี้มิได้นะ!...
"เอิ่ม...ใต้เท้าอู๋...คือ...สินสอดนั้น"
เมื่ออู๋เหล่ยขยับกายลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ดวงตาของกู้หยวนจิ้งก็กลอกไปมาเพราะต้องการจะเห็นสินสอดก่อนที่น้องสาวของตนเองจะก้าวเท้าขึ้นรถม้าพ้นไปจากจวน
"เสี่ยวฝู...ตาชั่งที่ข้าสั่งเจ้าจัดการเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่"
อู๋เหล่ยถามบ่าวชายคนสนิท โดยมิได้ละสายตาไปจากกายอวบอิ่มและใบหน้าที่ถูกพอกแป้งจนขาวซีด พอมันถูกตัดกับสีของชาดที่แตะแต้มริมฝีปากอิ่มเต็มแดงจัด ที่ซีดขาวจึงเพิ่มขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว วันนี้คือการรับตัวเจ้าสาวอย่างมิเต็มพิธี ผ้าคลุมหน้าจึงมิได้ถูกนำมาใช้ ถึงอาภรณ์จะเป็นสีแดง ทว่านี่ก็ยังมิใช่ชุดเจ้าสาวที่จะใช้สวมในวันจริงยังจวนของฝ่ายเจ้าบ่าว
...ช่างดูคล้ายตุ๊กตาไม้แกะสลักในอารามหลวงเสียจริง...
ความคิดนี้มิใช่เพียงหูเตี๋ยนและเจ้าบ่าวเช่นอู๋เหล่ยเองเท่านั้น ทว่าเซี่ยเสิ่นจั๋วเขาก็รู้สึกเช่นนั้น นางช่างดูไร้ชีวิตชีวาจนน่าตระหนก สิ่งเดียวที่บอกว่านางคือมนุษย์ปกติเช่นพวกเขา ก็คงเป็นดวงตาเรียวรีรูปทรงเมล็ดของผลอิงเถา ซึ่งที่นานครั้งจะกะพริบหนึ่งครั้งเท่านั้น
...หึ...ก้อนหินกับรูปปั้นแกะสลักในอารามซือไท่...สวรรค์ก็ช่างส่งเสริมคนทั้งสองให้มาคู่กันเสียจริง...ซึ่งความคิดเหล่านี้ของเหล่าหูและเหล่าจั๋วตรงกันราวกับนัด!
"จัดการนำมารอยังด้านหน้าประตูจวนเรียบร้อยแล้วขอรับใต้เท้า"
เฉียนฝูโค้งกายรายงาน
"เช่นนั้นก็คงต้องเชิญใต้เท้าไปรับสินสอดต่อหน้าชาวบ้านที่ด้านหน้าจวนเพื่อเป็นสักขีพยานว่าสินสอดจากเปิ่นกวน...อู๋เหล่ยแห่งหน่วยพยัคฆ์ดำนั้นมอบให้แก่เจ้าสาวคือเรื่องจริงหาใช่คำเล่าอ้าง...เชิญ..."
เซี่ยเสิ่นจั๋วมองสบตากับหูเตี๋ยนเริ่มเท่าทันความคิดของอู๋เหล่ยบ้างแล้ว เพราะในครั้งที่หมั้นหมายกับจ้าวอ้ายฉี หากนำมาเปรียบเทียบกับสินสอดในวันนี้ มูลค่าช่างแตกต่างกันถึงสิบเท่า! ...
...เช่นนี้ก็ยังจะปากแข็งว่ามิได้คิดแก้แค้นอยู่อีกเจ้าก้อนหินพูดได้เอ๋ย...
ในขณะที่เสียงโดยรอบนั้นดังเอ็ดอึงไปด้วยคำแซ่ซ้อง คนที่ถูกจับจูงขึ้นตาชั่งจวบจนก้าวลงมายืนที่พื้น จากนั้นนางก็ยืนมองดูพี่ชายรับเอาสินสอดที่เป็นทองคำอร่ามเรืองรอง มองดูพี่สะใภ้ที่ยิ้มแย้มมีความสุขเสียมากมาย ทุกภาพนางรับรู้...รับรู้มันด้วยความปวดร้าวรานอย่างยิ่ง
...ข้าก็เพียงแม่หมูตัวหนึ่งเท่านั้นสินะ...
แล้วภาพเหล่าแม่หมูที่ถูกจับมาขึ้นตาชั่งเพื่อรอขาย ภาพเป็ด...ภาพไก่...ภาพปลา...ยังตลาดในยามเช้าที่นางเคยไปช่วยบ่าวท้ายจวนจับจ่ายข้าวของก็ถาโถมเข้ามาไม่หยุด กู้เฝิงซีนางก้มลงมองนิ่งที่ปลายเท้าของตนเองก่อนที่มุมปากหยักสวยจะยกโค้งขึ้นแช่มช้า...มันโค้งจนสูง...สูงจนคนโดยรอบที่กำลังสนใจเพียงการนับจำนวนทองคำในหีบใบใหญ่ประทับตราตัวอักษรคำว่า "อู๋" เด่นชัดเริ่มหันมามอง...จากหนึ่งคน...ก็สะกิดส่งต่อเป็นสอง...แล้วเสียงที่จ๊อกแจ็กจอแจก็ค่อย ๆ เบาลง...และเบาลง...จนมันนิ่งสนิท...
...นางเซียน...นี่คือรอยยิ้มของนางเซียนสาวที่มากมีเมตตาลงมาเยือน เพื่อโปรดสรรพชีวิตยังโลกมนุษย์โดยแท้...
เป็นหูเตี๋ยนที่หันมาพบเข้ากับรอยยิ้มว่าที่อู๋ฮูหยินก่อนใครในกลุ่มที่ยืนรวมกัน แล้วคนต่อมาก็คือเซี่ยเสิ่นจั๋ว จากนั้นจึงเป็นอู๋เหล่ยที่ยืนอยู่ใกล้นางที่สุด
"พระโพธิสัตว์"
แต่ผู้ที่หลงลืมกลืนคำซึ่งมิสมควรออกไปอย่างยิ่งในยามนี้ กลับเป็นเฉียนฝูเด็กหนุ่มวัย 18 หนาว บ่าวชายคนสนิทว่าที่เจ้าบ่าวเช่นใต้เท้าอู๋ที่กำลังจะ...จะตบแต่งพระโพธิสัตว์ไปเป็นภรรยานั่นเอง!
เด็กหนุ่มนั้นอยากกรีดร้องหาเทียนตี้ แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ทันว่าต่อให้เป็นตี้จวินผู้อยู่สูงสุดในบรรดาเทพเซียนทั้งหลายก็สุดจะเอื้อมมือมาช่วย ในเมื่อคนเช่นผู้เป็นนายของเขาเช่นใต้เท้าอู๋นั้นพึงใจคิดอยากได้ย่อมไม่มีผู้ใดสอดเท้ามาหาเรื่องลำบากเป็นแน่
ส่วนหูเตี๋ยนกับเซี่ยเสิ่นจั๋วนั้น พวกเขาถึงกับเร่งขยับออกไปห่างไกลจากสตรีซึ่งอยู่ในอาภรณ์สีแดงสดเสียเกือบสิบก้าว ก็...มิเถียงในยามกู้เฝิงซีนางโค้งรอยยิ้มนั้นงดงามจนแทบลืมหายใจ ทว่า...ความงามของนางมันสูงส่งและสะอาดบริสุทธิ์ จนคนบาปหนาเช่นพวกเขามิกล้ายืนใกล้
...รู้สึกร้อนจนเหงื่อกาฬแตกซ่าน...ยิ้มเดียวพิฆาตคนบาปโดยแท้...
บทส่งท้าย...อีกห้าเดือนต่อมา... หลายวันก่อนข่าวจากสกุลกู้มีมาถึงหูของอู๋ฮูหยินน้อย ที่พอได้ฟังสตรีครรภ์แก่ซึ่งปกติก็เจ้าน้ำตาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ข่าวที่พี่สะใภ้คนงามของนางทอดทิ้งบุตรวัยไม่ทันจะครบสองหนาวหนีตามพ่อค้าจากดินแดนทะเลทรายไป ปล่อยให้พี่ชายของนางต้องเลี้ยงบุตรทั้งสามแต่เพียงลำพัง น้ำตาก็แทบท่วมเรือนอรุณฉาย เดือดร้อนให้อู๋เหล่ยต้องปลอบโยนจนเพลีย ห่วงใยทั้งลูกน้อยในครรภ์และภรรยาตัวนุ่มสุดหัวใจ"อ้ายเหริน...คนดี...อย่าร้องอีกเลย ดวงตาของเจ้าบวมจนแทบปิดแล้ว"จุมพิตหน้าผากนูนเด่นแผ่วเบาทะนุถนอม"เจ้ายิ่งร้อง ข้ากลับยิ่งเจ็บปวดหัวใจ"กู้เฝิงซีนางก็รู้ตัวแต่มันกลับบังคับใจตนเองให้หยุดร้องไม่ได้ ตลอดหลายเดือนที่ต้องเผชิญกับอาการบ่อน้ำตาตื้นที่เกิดขึ้น นางมีแต่หงุดหงิดใจเพราะปกตินางเป็นคนที่เรียกว่าร้องไห้ยากเย็น พอมีสิ่งใดหรือเรื่องใดกระทบใจนิดหน่อยก็น้ำตาริน ส่วนลึกบอกชัดเจนว่านางนั้นรำคาญตนเองอย่างยิ่งเมื่อจนปัญญาสุดท้ายใต้เท้าอู๋ผู้ปราบเหล่าร้ายมาค่อนชีวิตสามสิบหนาวไม่เคยกลัวตาย และยิ่งไม่เคยกลัวเจ็บ หากแต่วันนี้ที่เขากลัวที่สุดก็เห็นจะเป็นน้ำตาของอ้ายเหรินตัวนุ่มในอ้อมแขนน
ตอนจบราตรีนี้ก็เป็นเช่นหลายราตรีที่ผ่านมา ภายนอกจวนว่าใต้เท้าอู๋นั้นเอาใจภรรยาจนสตรีทั่วฉางโจวริษยาแล้ว ทว่าภายในห้องหอกลับยิ่งน่าริษยากว่า เพราะบัดนี้เป็นกู้เฝิงซีที่นอนเหยียดยาวโดยมีอู๋เหล่ยบีบนวดตั้งแต่ปลายเท้าจนสูงขึ้นถึงปลีน่อง วนเวียนเช่นนั้นจนคนท้องสี่เดือนเหมือนจะเคลิ้มหลับ"อุ๊ย!..."...เฮือก!..."เม่นน้อยเจ้าเป็นอันใดเจ็บตรงใดหรือเจ้า ฟู่จวินบีบเจ้าแรงไปหรือ?"ก้อนหินเฒ่าแตกตื่นเพราะเกรงว่าตนเองจะบีบลงแรงมากไป จนอ้ายเหรินอาจจะเจ็บปวดนางจึงร้องออกมาเช่นนี้ เห็นเช่นนั้นกู้เฝิงซีนางจึงอมยิ้มด้วยเอ็นดูก้อนหินเฒ่าผู้เป็นสามีอย่างยิ่ง"เปล่าเจ้าค่ะ เอ่อ...เจ้าตัวเล็กดิ้นเจ้าค่ะ เขาดิ้นแล้ว เขาเพิ่งดิ้นครั้งแรกเจ้าค่ะ"อู๋เหล่ยเร่งขยับไปใกล้แล้วแตะยังหน้าท้องที่นูนเด่นขึ้นมาพอสมควรด้วยกิริยาระมัดระวังจนคนท้องมองแล้วอมยิ้มเอ็นดูก้อนหินเฒ่าจนเต็มใบหน้าไปอีก จากอดีตที่เขาคือก้อนหินเฒ่าร้ายกาจ บัดนี้ช่างเอาอกเอาใจจนนางนั้นเอาใจออกห่างเขาไม่ลง“ตรงนี้เจ้าค่ะ”นางจึงเลือกจะจับมือของสามีทาบลงไปในจุดที่คนซึ่งอยู่ด้านในนั้นขยับเป็นครั้งแรก และอาจเป็นเพราะจังหวะหรืออันใดก็สุดจะรู้ เพียงอู๋เ
ตอนที่ 50"เสี่ยวฝูเร็วเข้า เร่งพาใต้เท้าของเจ้าไปนอนในห้องเดี๋ยวนี้ ฉิงเหม่ยมากับข้า"บังเกิดความวุ่นวายขึ้นครู่ใหญ่ ถึงในยามนี้กู้เฝิงซีนางอยากหยิบกระบี่ของสามีออกมาแทงตาเฒ่ามากเล่ห์เช่นเซี่ยเสิ่นจั๋วมากเพียงใด แต่อาการของสามีก็ไม่อาจละเลย จึงต้องวางทุกสิ่งแล้วดูแลอู๋เหล่ยก่อน แต่กระนั้นนางก็ยังมีแก่ใจหันมาคว้าเอาข้อมือของน้องสาวบุญธรรมติดกายไปด้วย เซี่ยเสิ่นจั๋วนั้นให้นับถือพี่บุญธรรมของภรรยาเด็กอย่างยิ่งหวงกว่าบิดาเสียอีก..."ฟู่จวิน..."ทั้งน้ำเสียงและสัมผัสอ่อนโยนก็พอให้อู๋เหล่ยได้เบาใจว่าราตรีนี้เขาจะไม่ต้องถูกไล่ออกไปท่องพระสูตรที่หน้าเรือนเป็นเพื่อนเจ้าสหายชั่วเซี่ยเสินจั๋วเป็นแน่"ข้าเป็นอันใดไปหรือเม่นน้อย"เขาจำได้ว่ารู้สึกมึนศีรษะ จากนั้นทุกสิ่งก็ดับมืดลงไปเลย พอฟื้นคืนความกังวลเลยมากมายเพราะกลัวตนเองจะอายุมากจนร่างกายเจ็บป่วยไม่ไหวเสียแล้ว"เฝิงซีตรวจอย่างละเอียดแล้ว นอกจากอ่อนเพลียฟู่จวินก็ร่างกายแข็งแรงปกติดีทั้งหมด แต่เพื่อความไม่ประมาท เมื่อครู่จึงให้เฉียนฝูเร่งไปเชิญท่านหมอจางมาตรวจดูซ้ำอีกครั้งเจ้าค่ะ"ถึงนางจะเก่งกาจด้านพิษ แต่ทางด้านการแพทย์รักษาคน กู้เฝิงซียังห
และเพราะเหตุการณ์คราวนี้นอกจากจะได้กำจัดรากร้ายของเหล่ากบฏ กลับยังมีผลอนันต์ต่อความสัมพันธ์อันรุ่งริ่งยิ่งกว่าด้ายเก่าใกล้ขาดสะบั้นในอดีตระหว่างต้าเว่ยกับเทียนหนิงให้ฟื้นคืนกลับมาสดใสแนบแน่นอีกครั้ง จากการให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์ ที่ฝ่ายเทียนหนิงรักษาชาวบ้านโดยไม่แบ่งแยกสองดินแดน โดยมีผู้นำเช่นท่านหมอจาง รองหัวหน้าแพทย์หลวงแห่งเทียนหนิง คอยส่งเสริมทั้งกำลังแพทย์และตัวยา ทั้งยังมีกู้เฝิงซีคอยให้ความร่วมมือไม่ย่อท้อ ทำให้องค์ฮ่องเต้ของต้าเว่ยซาบซึ้งน้ำใจอย่างยิ่ง ถึงกับส่งสาสน์และบรรณาการมาขอบคุณฝ่ายเทียนหนิงเสียมากมาย แล้วยิ่งเมื่อท่านหญิงหม่าหลานเย่ ท่านหญิงลำดับที่สามในฉินอ๋อง นางกำลังจะตบแต่งไปกับท่านหัวหน้าเผ่าน้อยแห่งเผ่าเซียะอันด้วยแล้ว อนาคตทางด้านความสัมพันธ์จึงยิ่งดูจะมั่นคง ส่งผลให้เขตชายแดนฟากฝั่งแคว้นต้าฉินมีแววจะสุขสงบไปอีกหลายหนาว ดังนั้นหลังจากส่งมอบหน้าที่คืนกลับให้แก่ฉินอ๋องได้ดูแลปกครองแคว้นต้าฉินต่อ แต่ยังมีข้อแม้ว่าต้องส่งท่านหญิงลำดับที่สี่หม่าเย่เจาไปอยู่เมืองหลวง โดยองค์ฮ่องเต้หลี่ปิงเฉิงได้ทรงรับนางเป็นบุตรบุญธรรม พร้อมมอบตำแหน่งกงจู่ให้ภายนอกคือการตอบแทนฉ
ตอนที่ 49ต่อจากนั้นผ่านไปอีกหกวัน กู้เฝิงซีและจางจิ้งเหยาก็ค้นพบที่มาของจุดกำเนิดแห่งโรคร้ายว่าแท้จริงก็ล้วนไม่ผิดไปจากที่หย่งจงหวางและองค์ไท่จื่อหลี่โม่คังสงสัย โรคนี้แท้จริงมิใช่ภัยธรรมชาติ ทว่ามันคือภัยจากฝีมือคน...ซึ่งวิธีนั้นช่างแยบยลอย่างยิ่ง นั่นก็คือพวกมันใช้ยุงและมดคันเป็นตัวพาหะ ซึ่งยุงนั้นเป็นชนิดกลางวัน เมื่อชาวบ้านถูกกัด อาการหลังผู้ได้รับพิษเมื่อผ่านไปราวห้าถึงเจ็ดวัน อาการนั้นจะใกล้เคียงกับกาฬโรคจนแพทย์ทั้งหลายล้วนเข้าใจผิด การให้ยาจึงยิ่งส่งผลไปกระตุ้นให้ผู้ถูกพิษแทนที่จะหายกลับกลายเป็นยิ่งทรุดหนักและตายลงในท้ายที่สุด เพราะตัวสมุนไพรที่ใช้รักษากาฬโรคกลับเป็นยาที่เมื่อร่างกายของผู้ป่วยรับเข้าไปเจอกับพิษร้าย จะยิ่งเพิ่มความร้ายกาจของพิษหญ้าหมอกทมิฬ และหญ้าเกล็ดหิมะม่วง ที่เป็นตัวตั้งต้นพิษปีศาจ คำนึงตัวยาเก่าแก่ของเผ่าเหลียงที่สาบสูญไปร่วมร้อยกว่าหนาวแล้วพอพิษร้ายเจอกับหญ้าพญาหงแดง ตัวยาหนึ่งที่ใช้บรรเทาความปวดของกาฬโรค ความรุนแรงจากเดิมเพียงสร้างความเจ็บป่วยเท่านั้น จึงเพิ่มความรุนแรงขึ้นอีกถึงเก้าส่วน นับว่าผู้คิดค้นพิษนี้ช่างฉลาดล้ำลึก และต้องคุ้นเคยกับสมุนไพรที่ให
“เห็นที…ก่อนจะใช้จริง คงต้องทดลองกับร่างคนตายเสียก่อนเจ้าค่ะ เพราะกับกระต่ายแล้วก็หนู เฝิงซีเกรงว่าจะไม่แน่ชัดพอ เช่นไรก็อยากทดลองกับผิวหนังมนุษย์อีกครั้งเจ้าค่ะ”เพราะอาการเริ่มต้นของผู้ป่วยก็คือมีตุ่มคันขึ้นเพียงเล็กน้อย แต่พอพวกเขาเผลอไปเกาเท่านั้นการลุกลามของตุ่มคันกลับรุนแรงจนเกิดเป็นแผลพุพองใหญ่ บางคนที่ตายลงก็เพราะทานทนต่อความเจ็บปวดและพิษไข้จากแผลอักเสบไม่ไหวกันทั้งนั้น“อ้อ…พรุ่งนี้จางจิ้งเหยามีเรื่องจะหารือกับเจ้า คาดว่าก่อนยามอู่เขาคงเดินทางมาถึง”เมื่อช่วงหัวค่ำคนของกระโจมเสบียงหลวงเพิ่งมาส่งข่าวนี้ แต่ตอนนั้นเขากำลังจะออกไปลาดตระเวนจึงรอกลับมาบอกนางครั้งเดียวเมื่อเข้านอนเลย ถึงส่วนใหญ่จะมีเขาที่มานอนเฝ้านางแต่เขาก็พอใจเพียงเท่านี้ อย่างน้อยก่อนหลับไปก็เห็นนางอยู่ในสายตา พอตื่นลืมตาก็จะพบภาพของกู้เฝิงซีนางเป็นคนแรก สำหรับเขาในสถานการณ์ที่เริ่มตึงเครียดขึ้นทุกวัน เพียงเท่านี้ก็สุขใจเหลือเกินแล้ว ซึ่งราตรีนี้สองสามีภรรยาต่างก็พูดคุยกัน จนกู้เฝิงซีเห็นท่านก้อนหินเฒ่านิ่งไป นางจึงสงบปากแล้วเร่งทำงานในมือของตนเองต่อไป หวังจะให้เสร็จสิ้นก่อนยามรุ่งอรุณมาเยือนอีกครั้ง…ปลายยามอิ๋







